|
||||||||||||||
|
จริยธรรมกับประชาธิปไตย
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10742 19 สิงหาคมนี้ ประเทศไทยจะมีการลงประชามติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญปีพุทธศักราช 2550 ซึ่งเป็นฉบับที่ 18 นับจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในประเทศที่จะจัดให้มีการลงประชามติ แต่อย่างไรก็ตาม การจะลงประชามติว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นกัน ถ้าจะพิจารณาเฉพาะเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ คงจะยากมากที่จะหาใครสักคน ไม่เห็นด้วยในทุกมาตราของร่างรัฐธรรมนูญ และก็คงเป็นการยากเช่นเดียวกันที่จะมีใครสักคนที่เห็นด้วยกับทุกมาตราในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะแม้แต่ผู้ร่างฯเองก็ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันในแต่ละประเด็น อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ยังมีโอกาสที่จะออกเสียงในแต่ละมาตรา ขณะที่ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง ไม่มีสิทธิเช่นนั้น ต้องตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอา แบบเหมายกเข่ง ดูเหมือนข้อถกเถียงที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากฉบับอื่นมากน้อยเพียงใด อาจจะไม่ใช่ประเด็นที่สามารถหาคำตอบได้ง่าย ทั้งนี้ เพราะว่าเนื้อหาที่ใส่เข้าไปในร่างฯฉบับนี้มีมาก จนกลายเป็นประเด็นที่ว่า เราอาจจะเห็นด้วยในบางประเด็น และไม่เห็นด้วยเลยในอีกหลายๆ ประเด็น จะตัดสินใจอย่างไร ดังนั้น ในการอภิปรายเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ร่างเองก็ยอมรับว่า ถ้าร่างฯฉบับนี้ผ่านการลงประชามติเห็นชอบ ก็จะต้องมีการแก้ไขอีกในอนาคต จึงถูกตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็จะต้องมีการแก้ไขเช่นเดียวกัน ถ้าเช่นนั้นใช้ฉบับเก่าไม่ดีกว่าหรือ เพราะอย่างไรก็ตาม ถ้าจะวัดกันที่กระบวนการในการก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้มีการลงประชามติ โดยผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเหมือนร่างฯฉบับ 2550 ก็ตาม แต่ก็เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ทุกคนยอมรับว่า ร่างฯขึ้นมาด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วมของคนกลุ่มต่างๆ มากมาย เป็นรัฐธรรมนูญที่มีกระบวนการทางประชาธิปไตยมากที่สุด มีความแตกต่างในเนื้อหาของ รัฐธรรมนูญปี 2540 และร่างปี 2550 ในหลายๆ ประเด็น แต่ก็มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ค่อนข้างมาก กล่าวคือ การมองว่านักการเมือง พรรคการเมือง คือจุดที่เลวร้ายที่สุดของการเมืองไทย การจะแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้จะต้องมีการสร้างกลไกการตรวจสอบให้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว ร่างรัฐธรรมนูญขนาดความยาว 169 หน้า ประกอบด้วย 309 มาตรา จะมีประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งกี่คน ที่สามารถอ่านจนจบ แล้วเข้าใจเป็นอย่างดี ว่าแต่ละมาตราหมายถึงอะไร ดังนั้น การลงประชามติจะให้ความหมายอะไรบ้าง ถ้าผ่านความเห็นชอบด้วยเสียงส่วนใหญ่ จะหมายถึงประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ หรือพวกเขาเพียงแต่ต้องการให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด หรือพวกเขาคาดว่าน่าจะทำให้เหตุการณ์ไม่ปกติในประเทศสิ้นสุดลงเสียที โดยที่ไม่มีความเห็นใดๆ ต่อร่างรัฐธรรมนูญ และถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจะหมายถึงอะไร หมายถึงว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย กับสิ่งที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดหรือบางส่วน หรือไม่เห็นด้วยกับกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญ หรือต้องการต่อต้านการยึดอำนาจ หรือต้องการส่งสัญญาณให้กับทหารว่าอย่าเข้ามายุ่งกับการเมืองโดยวิธีเช่นนี้ ประเด็นที่มีความหมายมากกว่า การขบคิดว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ก็คือทำอย่างไรที่จะสามารถสร้างการเมืองที่มีเสถียรภาพได้มากกว่านี้ ประเทศไทยผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบประชาธิปไตย 75 ปี ใช้รัฐธรรมนูญมา 17 ฉบับ อายุของรัฐธรรมนูญโดยเฉลี่ย ประมาณฉบับละ 4 ปีเศษ ประเทศไทยเปลี่ยนรัฐธรรมนูญเร็วยิ่งกว่าการเปลี่ยนแปลงกฎกระทรวง ไม่ต้องนับเรื่องกฎหมายต่างๆ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่กระบวนการเปลี่ยนแปลงกฎหมายช้ามากๆ กฎหมายแต่ละฉบับจึงมีอายุยืนยาวเป็นอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย เกิดขึ้นท่ามกลางความอ่อนแอของสถาบันทางการเมือง ทั้งพรรคการเมือง นักการเมือง และการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง การยึดอำนาจ และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมของการยึดอำนาจ ในบันทึกของอาจารย์พุทธทาส เรื่อง การเมืองคืออะไร เมื่อปี 2495 ท่านอาจารย์ได้เขียนไว้ว่า การเมืองคือสิ่งที่ตั้งรากฐานอยู่บนความทะเยอทะยานและความมัวเมาในความสุข โดยอาศัยอำนาจคือความถูกต้อง และประโยชน์ตนคือความยุติธรรม ขณะที่ฝ่ายที่ยึดอำนาจมองว่า หนทางในการแก้ไขการเมืองเลว ก็คือการยึดอำนาจและร่างรัฐธรรมนูญ หรือกฎ กติกา กันใหม่ แต่ 75 ปีของหนทางประชาธิปไตยก็ได้แสดงให้เห็นว่า ความสำเร็จของหนทางดังกล่าวมีค่อนข้างน้อย เรายังคงวิจารณ์นักการเมือง และพรรคการเมืองในวันนี้ ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อ 70 ปีที่แล้ว อาจารย์พุทธทาสท่านมองว่า ธรรมะกับการเมือง เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไรการเมืองก็เป็นเรื่องทำลายโลกขึ้นมาทันที ซึ่งกล่าวโดยสรุปก็คือการควบคุมการเมืองจะต้องใช้ธรรมะในการควบคุม ท่านอาจารย์ได้เขียนบรรยายไว้ว่า เมื่อกล่าวโดยปรัชญาทางศีลธรรม การเมืองก็คือหน้าที่ของมนุษย์ ที่เขาจะต้องประพฤติ กระทำ ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ อันเฉียบขาด เพื่อผลคือ การอยู่กันเป็นผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา แต่เมื่อไม่มีการคำนึงถึงศีลธรรมกันเสียแล้ว การเมืองก็กลายเป็นเรื่องสกปรก สำหรับหลอกลวงกันอย่างไม่มีขอบเขต จนกระทั่งโลกนี้กลายเป็นโลกของการหลอกลวงไปเสีย ท่านอาจารย์ ได้พูดถึงการสร้าง ธัมมิกสังคมนิยม หรือระบบการเมืองสังคมที่มีธรรม ว่าประกอบด้วยหลักพื้นฐานที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ 1.ถือประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งแสดงถึงเค้าโครงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองทั้งหมด 2.การควบคุมตัวเองและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ซึ่งแสดงถึงการควบคุมพฤติกรรมของปัจเจกบุคคล 3.มีความเคารพนับถือ และเมตตาต่อกันในการให้คุณค่าต่อชีวิตของสรรพสัตว์ ซึ่งอธิบายถึงท่าทีที่เราพึงมีต่อชีวิตในทุกรูปแบบ ท่านยังได้กล่าวถึงธรรมะสำหรับนักการเมือง ว่าประกอบด้วยหลัก 5 ประการ คือ -นักการเมืองมีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติกระทำให้อยู่กันอย่างผาสุกทั้งโดนส่วนตัวส่วนรวม จะต้องประพฤติกระทำให้เกิดสันติสุขในหมู่มนุษย์ -นักการเมืองต้องมีความเป็นปูชนียบุคคล คือบุคคลที่ควรบูชา ไม่เห็นแก่ตัว มีความซื่อสัตย์สุจริต -นักการเมืองต้องฝากชีวิตจิตใจไว้กับพระเจ้า -นักการเมืองต้องมีความเกลียดบาป -นักการเมืองจะต้องจัดระบบการเมืองของตนให้ประกอบด้วยธรรม คงมีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วจะทำให้เกิดธรรมะในนักการเมืองได้อย่างไร คำถามที่ต่อเนื่องก็คือ ภาคสังคม หรือประชาชน ใส่ใจกับธรรมะของนักการเมืองมากน้อยเพียงใด ถ้าเราไม่ใส่ใจ ก็คงเป็นการยากที่จะสร้างธรรมะในการเมืองขึ้นมาได้ ก็คงต้องอาศัยการปฏิวัติ รัฐประหาร การร่างรัฐธรรมนูญใหม่กันไปเรื่อยๆ ทุกท่าน ที่เบื่อการยึดอำนาจโดยวิธีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คงต้องหันมาช่วยกันขบคิดว่าจะช่วยกันสร้างกลไก หรือจริยธรรมของนักการเมืองเพื่อที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพได้อย่างไร หน้า 6
|