หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
รัฐธรรมนูญฉบับจริยธรรมของนักการเมือง (1)

มุมมองบ้านสามย่าน : นพนันท์ วรรณเทพสกุล  กรุงเทพธุรกิจ   วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช...(ฉบับรับฟังความคิดเห็น) ให้ความสำคัญอย่างมากกับ “จริยธรรม” และ “คุณธรรม” ของนักการเมือง ดังปรากฏว่าในหมวดที่ 13 มาตรา 270-271 ได้บัญญัติเรื่องจริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐเอาไว้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีบทบัญญัติแนวจริยธรรม ไว้ในการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น มาตรา 77(4) มาตรา 77(9) มาตรา 78 มาตรา 79(3) มาตรา 83(2)

รวมถึงเรื่องการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มาตรา 256-257 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติของนักการเมือง และครอบครัวที่ไม่สามารถรับสัมปทานของรัฐ ไม่อาจรับเงินหรือผลประโยชน์จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ห้ามใช้ตำแหน่งเข้าไปแทรกแซงการปฏิบัติราชการของข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ และมีกระบวนการตรวจสอบนักการเมือง ในมาตราอื่นๆ เอาไว้อย่างเข้มข้น เช่น การตรวจสอบทรัพย์สิน การถอดถอนออกจากตำแหน่ง การดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น

บทบัญญัติเรื่องการคุมเข้มผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีแนวทางมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ที่ถูกยกเลิกไป ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาเป็นการอุดช่องโหว่ของการใช้อำนาจรัฐของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รวมถึงการขยายการควบคุมไปยัง ส.ส. และ ส.ว. ให้มากขึ้นด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเป้าหมายที่สำคัญคือ “ล้างทุจริตให้สิ้นแผ่นดินไทย”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ระบุความหมาย “คุณธรรม” ว่าคือ “สภาพคุณงามความดี” บางฉบับว่าเป็น “ความดีและเป็นธรรม” ส่วน “จริยธรรม” มีความหมายถึง “ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติหรือข้อควรปฏิบัติ” หรือ “กฎศีลธรรม” ประเด็นปัญหามีว่า “ความดี” และ “คนดี” ในสายตาคนต่างชนชั้นอาจไม่เหมือนกัน ชนชั้นกลางในเมืองอาจมองว่าการ “ทุจริตคอร์รัปชัน” ต่อเงินงบประมาณแผ่นดินไม่เป็น “ความดี” และมองว่าคนในชนบทถูกปกปิดข้อมูล รู้ไม่เท่าทันทำให้ระบอบทักษิณชักจูงให้เข้าเป็นพวก

วิธีการแก้ปัญหาระบอบทักษิณจึงต้องเริ่มด้วยการปฏิรูปสื่อเพื่อเปิดพื้นที่ข้อมูลข่าวสารจากเมืองให้แก่ชาวรากหญ้า แต่ชนชั้นอื่นอาจมีวิธีคิดที่แตกต่าง เช่น คนในชนชั้นแรงงานบางกลุ่มอาจมองระบอบทักษิณว่า เข้ามาปลดแอกระบบการกินหัวคิวค่าจ้างการทำงาน ของพวกนายหน้าออกไปจากพวกเขา หรือชนชั้นเกษตรกรรายย่อยในชนบท อาจชมชอบการหยิบยื่นผลประโยชน์จากภาครัฐมาให้ ในขณะที่ราชการในอดีตมีแต่มาฉกฉวยเอาไปจากพวกเขา และราชการก็ไม่เคยให้ความเป็นธรรมต่อคนจนอยู่แล้ว ซึ่งทักษิณ ชินวัตร เจนจัดอย่างยิ่งในการจัดการความแตกต่าง ของอุดมการณ์ในสังคมในลักษณะนี้ ทักษิณ ชินวัตรจึงเป็น “คนดี” สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย

แนวคิดเรื่อง “ทุนทางสังคม” (social capital) ได้รับการยอมรับในแวดวงนักพัฒนาสังคมว่าเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาสังคม รวมถึงนำมาสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศ ซึ่งในสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์มีการค้นคว้าศึกษา “คุณธรรม” และ “จริยธรรม” เหล่านี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ทุนทางสังคม” ด้วย

ทุนทางสังคมมีความหมายครอบคลุมกฎศีลธรรมและค่านิยมทางสังคมคู่ขนานไปกับกฎอย่างเป็นทางการ สร้างกรอบทางสถาบันที่กำหนดบทบาทและวิธีปฏิบัติให้แก่คนในสังคม ตัวอย่างของกฎอย่างเป็นทางการที่เห็นชัดๆ คือ กฎหมายที่ภาครัฐกำหนดขึ้นเพื่อจัดระเบียบสังคม หรือที่กล่าวถึงในบทความนี้คือ “รัฐธรรมนูญ” นั่นเอง

ในโครงสร้างของสังคมไทย “ราชการ” ซึ่งมีนักการเมืองและข้าราชการเป็นองค์ประกอบหลัก เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ในการเขียนกฎหมายเพื่อสร้างกติกาของสังคมอย่างเป็นทางการ ในเวลาไม่นานมานี้ “ธุรกิจ” มีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อการสร้างกติกาของสังคมอย่างเป็นทางการนี้ ดังจะเห็นว่า รัฐธรรมนูญในฉบับพ.ศ.2540 และฉบับที่กำลังร่างอยู่ในปัจจุบัน มีอุดมการณ์ของเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีการแข่งขันเสรีเป็นทิศทางหลัก ของการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศ

จนกระทั่งในทศวรรษ 2540 “นักธุรกิจ” เป็นผู้ขับเคลื่อนกติกาสังคมอย่างเต็มตัว พวกเขาเข้าครอบงำกลไกการกำหนดนโยบาย ของระบบราชการได้อย่างเบ็ดเสร็จ  และมีคำเรียกขานหนาหูถึงนักธุรกิจเหล่านี้ว่า “ธุรกิจการเมือง” หรือ “ธนกิจการเมือง” อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ในอีกด้านหนึ่ง กฎสังคมประเภทอย่างไม่เป็นทางการคือ ค่านิยมทางสังคม กฎศีลธรรม หรือกฎทางวัฒนธรรมก็ยังดำรงอยู่ บางครั้งบางคราวอาจขัดแย้งบ้างกับกฎอย่างเป็นทางการ คือ กฎหมาย

เครือข่ายอุปถัมภ์เป็นตัวอย่างกฎทางสังคมอย่างไม่เป็นทางการ และเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมไทย แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนโฉมไปอย่างไรก็ตาม Amartya Sen นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ทางเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ.1998 ให้มุมมองว่า

ในโลกของทุนนิยม ทุนสังคมบางประการเช่น “บารมีทางสังคม” อาจแปรเปลี่ยนไปเป็นกลไกที่สร้างความเข้มแข็ง ให้แก่องค์กรอาชญากรรม แต่คุณค่าของสังคมบางอย่าง เช่น “สัจจะ” “จริยธรรม” และ "คุณธรรม" ซึ่งจัดเป็นทุนทางสังคมในระดับมหภาค ก็มีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศที่มีความอ่อนแอทางด้านการบังคับใช้กฎหมาย (Sen, 1999 ใน Development As Freedom หน้า 266-268)

ทุนทางสังคมอาจเกิดผลลัพธ์ได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ ความผูกพันแบบเครือญาติในท้องถิ่น ที่สร้างเสริมวิถีการผลิตแบบชุมชนเป็นทุนสังคมในด้านบวก ในขณะที่ความสัมพันธ์อย่างเกื้อกูล ระหว่างบุคคลในชุมชนเป็นที่มาของเครือข่ายอุปถัมภ์ภายใต้อำนาจเจ้าพ่อท้องถิ่น แล้วก่อตัวขึ้นเป็นฐานอำนาจทางการเมืองให้กับพรรคการเมืองบางพรรค ทุนสังคมในแง่นี้เป็นทุนในด้านลบ

เนื่องจากทุนสังคมให้ผลลัพธ์ได้ทั้งด้านบวกและลบ การพัฒนาประเทศโดยรื้อฟื้นทุนทางสังคมด้านดีดังที่กล่าวมา จึงต้องกระทำควบคู่ไปกับการสร้างรัฐธรรมนูญที่ดี แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ ใครจะนิยามคุณลักษณะของ “ความดี” ที่ปรากฏอยู่ใน “จริยธรรม” และ “คุณธรรม” ที่จะมากำกับระบบการเมืองของไทย? และสังคมจะยอมรับนิยามนั้นหรือไม่?

ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กระบวนการจัดการความขัดแย้งโดยอำนาจกฎหมาย เกิดข้อสงสัยว่าเป็นความล้มเหลว การใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นอยู่อย่างสม่ำเสมอ ราชการส่วนกลางไม่อาจเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ประชาชนในระดับรากหญ้า จึงเกิดเป็นช่องว่างให้อำนาจอิทธิพลท้องถิ่นสร้างบารมีเข้าทดแทนอำนาจรัฐอย่างเป็นทางการ เจ้าพ่อท้องถิ่นในรูปแบบใหม่ที่เดินหน้าสู่การเมืองในระบบรัฐสภาจึงกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนได้ยกจังหวัดในหลายจังหวัด รวมถึงขยายอิทธิพลเข้าสู่สถาบันการเมืองอื่นๆ รวมทั้งที่นั่งในวุฒิสภาและสภาท้องถิ่นในทุกระดับ

ในสังคมสมัยปัจจุบัน การให้ความสำคัญต่อตัวบทกฎหมาย โดยละเลยกฎสังคมที่กำกับวิธีคิด และเป็นแนวปฏิบัติของประชาชนในสังคมจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีได้สำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากตัวบทกฎหมายเป็นตัวการส่งเสริมความไม่เป็นธรรมในสังคม คุณธรรม และจริยธรรมที่ยกมาไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นเพียงแค่ตัวหนังสือที่รอวันถูกฉีกทิ้งอีกในอนาคต


รัฐธรรมนูญฉบับจริยธรรมของนักการเมือง (จบ)

มุมมองบ้านสามย่าน : นพนันท์ วรรณเทพสกุล  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

เครือข่ายทั้งในระดับภายในชุมชน ระหว่างชุมชน และระหว่างรัฐกับชุมชนเป็นทุนทางสังคม ผลต่อสังคมมีได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ เครือข่ายอุปถัมภ์ทางการเมืองเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า มีการใช้ทุนทางสังคมด้านลบ และเป็นฐานรากของ "ธนกิจการเมือง" ของไทยในยุคสมัยทศวรรษ 2540

ระบอบทักษิณคือการใช้เครือข่ายอุปถัมภ์ทางการเมือง การสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ทางการเมืองมีอยู่หลายรูปแบบ เช่น การสร้างเส้นสายเพื่อนร่วมรุ่นการเมือง การให้ทุนสนับสนุนพรรคการเมือง การเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยตรง การซื้อตำแหน่งในรูปแบบต่างๆ และการหยิบยื่นผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มพลังต่างๆ ในสังคม

เครื่องมือหนึ่งในการสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ทางการเมืองคือ "การให้สินบน" รูปแบบ "การให้สินบน" ในปัจจุบันที่พัฒนากว้างไกลและลุ่มลึกก็มีหลายรูปแบบ เช่น การเสนอหุ้นราคาพาร์ การให้เงินโฆษณาทำประชาสัมพันธ์แก่สื่อมวลชน การนำเสนอค่าจ้างการทำกิจกรรมแก่องค์กรพัฒนาต่างๆ

นอกจากนี้ ทุนการเมืองยังรู้จักนำเสนอรูปแบบอามิสอีกมากมาย บางรูปแบบคาบเกี่ยวระหว่างความสัมพันธ์ทางสังคมโดยปกติ กับการให้สินบน เช่น การให้ตำแหน่งกรรมการกิตติมศักดิ์แก่ผู้ใหญ่สำคัญๆ ในสถาบันหลักในโครงสร้างของสังคมไทย การให้เงินบริจาคสถาบันการศึกษา หรือการอุปถัมภ์ค้ำชูพวกพ้องจากสถาบันการศึกษาเดียวกัน

ทุนการเมืองรู้จักการนำเสนออามิส แล้วผู้รับอามิสเป็นใครกันเล่า?

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายคนในรัฐบาลทักษิณมีภาพว่า กลุ่มทุนการเมืองให้การสนับสนุน เช่น สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประชา มาลีนนท์ อดิศัย โพธารามิก วัฒนา เมืองสุข วีระชัย วีระเมธีกุล บางคนในนั้นก็วนกลับเข้ามามีบทบาทอีก กับคณะรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์

ใน "ร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็น" มองนักการเมืองว่าควรมี "คุณธรรม" และ "จริยธรรม" แต่นิยามนักการเมืองอย่างค่อนข้างผิวเผินว่า ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และบรรดาผู้ที่เป็นข้าราชการการเมืองเท่านั้น ผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ทันคิดว่า ยังมีโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ที่อยู่นอกอาคารรัฐสภา และกำลังมีบทบาทมากขึ้นเหนือผู้แทนปวงชน

ความผิวเผินในการมองการเมืองไทยปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็นนี้ด้วย ในด้านหนึ่ง รัฐธรรมนูญกำหนดกติกาข้อควรปฏิบัติไว้สำหรับตำแหน่งที่พึงรับผิดชอบต่อประชาชน ดังคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ขององคมนตรี (มาตรา 15) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา 21) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (มาตรา 118) และรัฐมนตรี (มาตรา 171) ดังต่อไปนี้

"ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"

หากแต่ "ความซื่อสัตย์สุจริต" เป็นประโยชน์ต่อ "ประชาชน" กลุ่มไหน เพราะนโยบายของรัฐโดยมากก็อ้างว่าเพื่อประโยชน์ต่อ "ประเทศ" ด้วยกันทั้งนั้น คำปฏิญาณของนักการเมืองจึงกล่าวถึงถ้อยคำที่มีความหมายของ "คุณธรรม" ที่คลุมเครือ และจำเป็นต้องใช้ความพยายามในการตีความอย่างมาก

สำหรับผู้แทนปวงชนแล้ว การขัดกันของผลประโยชน์โดยวิธีการเป็นที่ปรึกษา หรือกรรมการให้แก่บริษัทเอกชน อาจถูกครหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่กับบุคคลนอกเหนือจากนั้น การขัดกันของผลประโยชน์ในทำนองนี้ดูเหมือนจะไม่น่าเกลียด และไม่มีมาตราใดในรัฐธรรมนูญห้ามไว้

ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ กรรมการ และที่ปรึกษาบริษัทขนาดใหญ่ชั้นแนวหน้าบางแห่งเป็น "ผู้มีบารมีทางการเมือง" อาจไม่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน ไม่อาจถอดถอนออกจากตำแหน่ง ไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลุดพ้นจากการถูกตรวจสอบโดยสิ้นเชิง

ธนกิจการเมืองมีความว่องไวในการปรับตัว และมองเห็นโครงสร้างอำนาจใหม่ได้โดยไม่ยาก ศูนย์กลางของอำนาจ และผลประโยชน์ก็จะหันออกจากอาคารรัฐสภาไปสู่บ้านพักส่วนตัวของ "ผู้มีบารมีทางการเมือง" หากทุนการเมืองอาศัยอำนาจและบารมีของ "ผู้มีบารมีทางการเมือง" หนุนหลังกระทำการเอารัดเอาเปรียบประชาชน ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้ง "ผู้ที่อาศัยบารมี" และ "ผู้ที่มีบารมี" ก็ควรนับรวมในข่ายบุคคลที่มีพฤติกรรมด้อย "คุณธรรม" หรือ "จริยธรรม" ด้วย

กระบวนการประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้ประชาชนต่อรองเข้าถึงอำนาจ แต่ประชาชนจะไร้อำนาจ หรือไม่อาจมีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจ และอิทธิพลของผู้มีอำนาจทางการเมืองได้เลย หากคนในสังคมให้ความสำคัญของ "กระบวนการประชาธิปไตย" น้อยลง และให้ความสำคัญเฉพาะกับ "จริยธรรม" หรือ "คุณธรรม" ในความหมายของชนชั้นนำ

"คุณธรรม" และ "จริยธรรม" เป็นนามธรรมที่หาผู้นิยามให้ชัดเจนได้ยาก แต่ "กระบวนการ ประชาธิปไตย" เป็นทุนทางสังคมที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างสังคมไทยและปลูกฝังได้ เมื่อสะสมการเรียนรู้ "กระบวนการประชาธิปไตย" ให้เป็นทุนสังคมได้มากเพียงพอ ก็จะสามารถพัฒนากติกากำกับสังคมที่เป็น "จริยธรรม" และ "คุณธรรม" ทางการเมืองในระบบรัฐสภาให้ดีขึ้นได้อีกด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าทุนกระบวนการประชาธิปไตยได้ถูกทำลายลงไปอีกครั้ง พร้อมกับการรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 แล้วมีการหยิบยื่น "คุณธรรม" ที่ค่อนข้างคลุมเครือขึ้นมาแทนที่

จากความหมายการทุจริตที่รวมการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมภายใต้โครงสร้างระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองของไทย "รัฐธรรมนูญฉบับจริยธรรม" ที่เขียนขึ้นใหม่นี้ไร้น้ำยาที่จะล้างทุจริตให้สิ้นจากแผ่นดินไทย และคงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็นนี้ เป็นเพียงความพยายามหนึ่งเพื่อล้างทุจริตในเครือข่าย "นักการเมือง" เฉพาะที่ "มาจากการเลือกตั้ง" เท่านั้น ส่วนระบบอุปถัมภ์ของธนกิจการเมือง ก็จะยังคงอยู่คู่แผ่นดินไทยต่อไป