หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร : Post JTEPA (1)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2550

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวในพิธีลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ที่โตเกียว เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 ว่านี่เป็น win-win สำหรับสองประเทศ แต่ในความเห็นของผู้เขียน ญี่ปุ่นมีความสำคัญมากเหลือเกิน โดยเฉพาะในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มากเสียจนว่าผลของ JTEPA ที่มีต่อสองประเทศนั้นยังไม่สำคัญเท่ากับว่า หลังจาก JTEPA ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนทัศนคติและบทบาทของตัวเองอย่างไรให้ต่างไปจากอดีต จนส่งผลดีแก่โลกและภูมิภาค

ปัญหาของญี่ปุ่นหรือที่เรียกกันว่า Japan's problems ซึ่งมีมาตลอดนั้นยังไม่เคยหมดไป และตราบใดที่ปัญหานี้ ยังไม่ได้รับการเยียวยา บทบาทของญี่ปุ่นที่จะมีต่อโลกและภูมิภาคก็จะน้อยกว่าที่ควรเป็น ญี่ปุ่นสำคัญอย่างไรหรือ?

ความสำคัญของญี่ปุ่น ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นมีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก หรือเป็นผู้ค้า ผู้ลงทุนรายใหญ่ของโลก เป็นผู้นำมีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะรถยนต์ Consumer Electronics ซึ่งส่งผลดีต่อโลก หรือในเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียนไม่ได้เป็นเพราะญี่ปุ่น ได้มีบทบาทต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ผ่านการลงทุนโดยตรง และการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเป็นแหล่งสินค้าทุนที่สำคัญของภูมิภาค

แต่ที่สำคัญกว่า ในบริบทขั้นต้น ญี่ปุ่นก็นำมาซึ่งปัญหาแก่โลกและภูมิภาคมาตลอด ญี่ปุ่นจึงเป็นที่รักและที่ชังของผู้ที่เป็นหุ้นส่วน แม้กระทั่งกรณีของไทย เหตุของปัญหามักจะมองไม่เห็นได้ง่าย หรือ Invisible หรือจับให้มั่นคั้นให้ตาย

สัจธรรมที่พบในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศนั้น ทุกประเทศย่อมคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ "เรา" ย่อมสำคัญกว่า "เขาหรือคนอื่น" เสมอ ญี่ปุ่นไปลงทุนที่ไหนก็ใช้ผู้บริหารของตัวเอง การค้าเสรีในอุดมคติหรือตามตำรา ไม่เคยเป็นจริงในโลก ทุกประเทศล้วนมีการจัดการ มีการแทรกแซง มีการทำการค้าในเชิงเป็นนโยบายเชิงกลยุทธ์ ทั้งส่งเสริม ปกป้องและคุ้มครอง ยึดหลัก Mercantilist คือ ส่งออกให้มากที่สุด นำเข้าให้น้อยที่สุด ญี่ปุ่นไม่ได้ต่างจากสหรัฐหรือ EU ในการให้เงินอุดหนุนภาคเกษตรหรือคุ้มครองชาวนา

ในกรอบของการเจรจาพหุภาคี ผ่าน GATT หรือ WTO ในอดีต ญี่ปุ่นค่อยๆ เปิดตลาดด้วยการลดภาษีนำเข้าจนค่อนข้างต่ำ ในสินค้าอุตสาหกรรม แม้จะเปิดเสรีภาคการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ แม้ญี่ปุ่นจะสนใจ Trade Facilitation แต่เมื่อมาถึงเรื่องมาตรฐานรวมทั้งอะไรที่เรียกรวมๆ ว่า Nontariff Barriers หรือปัญหาทางโครงสร้าง ทางสถาบันซึ่งล้วนแล้วแต่จะสร้างต้นทุนทางธุรกรรม ให้แก่ผู้ค้าและผู้เข้ามาลงทุน อุปสรรคที่พบในญี่ปุ่นนั้นสูงไม่แพ้ใคร ข้อเท็จจริงที่พบจากหลักฐานการวิจัยและการศึกษาทางวิชาการที่มีอยู่มากมาย

ในบริบทข้างต้นญี่ปุ่นค่อนข้างจะสุดขั้วและมีลักษณะพิเศษหลายอย่าง ที่ต่างไปจากคนอื่น อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ญี่ปุ่นต่างกับผู้อื่นอย่างไร ?

ลองดูข้อมูลจาก การลงทุนโดยตรง จะพบว่า โดยทั่วไปประเทศอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะมีสัดส่วน หรือส่วนต่างระหว่างการลงทุนโดยตรงที่ออกไปกับที่เข้ามาไม่ต่างกันอย่างลิบโลก แต่สำหรับญี่ปุ่นนั้น การลงทุนโดยตรงส่วนที่ไหลเข้าประเทศญี่ปุ่นน้อยเหลือเกิน ส่วนที่ออกนอกสูงกว่าส่วนที่เข้าเคยสูงถึงเป็นกว่าสิบเท่า

โครงสร้างและความสำคัญของการนำเข้าของญี่ปุ่น ยิ่งบอกถึงความพิเศษ ตั้งแต่ทศวรรษ 60 เป็นต้นมา เป็นเวลาเกือบ 40 ปี ประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐ เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส เมื่อ GDP มีขนาดใหญ่ขึ้น รายได้ต่อหัวสูงขึ้น ประเทศเหล่านี้ ล้วนนำเข้าสูงขึ้นมากอย่างชัดเจนในสัดส่วนต่อ GDP โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรม จากญี่ปุ่นหรือประเทศ NICS อื่นๆ

ในทางตรงกันข้ามญี่ปุ่นนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมเพียงแค่ประมาณร้อยละ 2 เศษๆ ของ GDP เป็นเวลายาวนาน แม้จะเพิ่มขึ้นมาบ้างในระยะหลังๆ โดยพื้นฐานญี่ปุ่นไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ จึงนำเข้าอาหาร วัตถุดิบ ชิ้นส่วนอุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมัน มากเป็นธรรมดา

ปกติเมื่อประเทศร่ำรวยขึ้น ประเทศจะค้าขายสินค้าประเภทเดียวกันให้กันและกัน เพราะผู้บริโภคมีรสนิยมที่หลากหลาย ทำให้มี intra industry trade สูง ที่สะท้อน Product Differentiation สูง และถ้าไม่นับชิ้นส่วนอุปกรณ์ อะไรที่ญี่ปุ่นส่งออกมาก ซึ่งก็คือสินค้าอุตสาหกรรมญี่ปุ่นก็จะนำเข้าน้อยมาก ในสินค้าประเภทเดียวกัน

ดัชนีที่บอกถึง intra industry trade ของญี่ปุ่นนั้นต่ำเอามากๆ เชื่อกันว่า นอกเหนือจากปัจจัยเรื่องรสนิยมผู้บริโภค และระบบเครือข่ายธุรกิจในญี่ปุ่น เชื่อกันว่า สัดส่วนที่สูงมากกว่าใครๆ ของการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ที่ทำผ่านระหว่างบริษัทแม่ในญี่ปุ่นและบริษัทลูกของญี่ปุ่นในต่างประเทศ มีส่วนที่ทำให้ญี่ปุ่นนำเข้าน้อย ในสินค้าใหม่ๆ ที่อาจจะไปแข่งกับตลาดในญี่ปุ่นของบริษัทแม่

Kojima นักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น เชื่อว่าญี่ปุ่นและโลกจะดีขึ้น ถ้าญี่ปุ่นนำเข้าจากไม่ถึงร้อยละ 10 เป็น 20% ของ GDP ผู้เขียนเชื่อว่า การที่ญี่ปุ่นซื้อน้อยทำให้ความไม่สมมาตร ความไม่สมดุลทางการค้า และการเงินโลก และภูมิภาคมีมากขึ้น ประเทศกลุ่มอาเซียน และ NICS ทั้งหลาย ต้องชดเชยการขาดดุลกับญี่ปุ่นอย่างเรื้อรัง จำเป็นต้องไปพึ่งพาตลาดสหรัฐมากเกินไป เช่นในปัจจุบัน

รัฐบาลญี่ปุ่นมักจะมองบทบาทของญี่ปุ่นผ่านการลงทุนโดยตรง เหมือนเป็นผู้นำของฝูงห่าน หรือ Flying Geese Model สามารถทำให้ประเทศ NICS และอาเซียน ไต่อันดับทางรายได้และเทคโนโลยีเป็นขั้นเป็นตอนตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ หรือ Comparative Advantage ในที่สุด ประเทศเหล่านี้ก็จะเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยี และลดการขาดดุลกับญี่ปุ่นได้ เป็นสถานการณ์ win-win

ผู้เขียนคิดว่า ขณะนี้ เรายังไม่สามารถสรุปเช่นนี้ได้ กรณีของไทยเรายังไปไม่ถึง ญี่ปุ่นช่วยเราได้ในเรื่องง่ายๆ แต่ในเรื่องยากๆ ของการพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยี เราตั้งรับมากกว่าการมีนโยบายเชิงรุก ในการพัฒนาเทคโนโลยี ประเทศ NICS รุ่นแรก เช่น เกาหลี ไต้หวัน แต่ยกเว้นสิงคโปร์ ฮ่องกง สามารถไต่อันดับทางเทคโนโลยี โดยไม่ต้องพึ่งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เหมือนประเทศในอาเซียน จึงอย่าคิดว่า JTEPA จะทำให้ญี่ปุ่นช่วยพลิกแผ่นดินไทย


ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร? : Post JTEPA (2)

วิถีเศรษฐกิจ : ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ความเป็นมหาอำนาจทางด้านทุน และเทคโนโลยีนั้นอาจทำให้ญี่ปุ่นต้องกระจายการลงทุนไปทั่วโลกก็จริง ที่ไหนมีทรัพยากร เช่น แร่ น้ำมัน ถ่านหิน ที่ไหนมีตลาดและแรงงานที่เหมาะและจะทำให้ญี่ปุ่นได้เปรียบในการแข่งขัน ญี่ปุ่นไปทุกที่ อย่างไรก็ตามถ้าดูจากสัดส่วนการค้าและสต็อกของการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศจะพบว่า กว่าครึ่งที่ญี่ปุ่นค้าขาย และลงทุนนั้น ญี่ปุ่นทำกับกับกลุ่มประเทศที่ร่ำรวย เช่น สหรัฐและยุโรป

เอเชียตะวันออกนั้นสำคัญกับญี่ปุ่นมาตลอด แต่ถ้าดูจากตัวเลขจะพบว่าตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นโหมลงทุนย้ายฐานการผลิตมาสู่ภูมิภาคนี้มากเป็นพิเศษ สต็อกของการลงทุนเพิ่มขึ้นมหาศาล เพียงช่วง 4 ปีระหว่าง ค.ศ.1986-1989

ก่อนจะเกิดวิกฤติ ปี 2540 ก็เป็นอีกช่วงที่การลงทุนของญี่ปุ่นในเอเชียเด่นมาก ญี่ปุ่นลงทุนในอาเซียนและกลุ่ม NICS ในรุ่นแรกสูงกว่าที่ญี่ปุ่นเคยลงทุนก่อนหน้าเกือบ 40 ปี หลายเท่าด้วยซ้ำไป ญี่ปุ่นเริ่มค้ากับประเทศในเอเชียมากกว่าที่อื่น

ญี่ปุ่นรวมทั้งนักวิชาการกระแสหลักเสรีนิยมที่ยึดกรอบทฤษฎีห่านบิน มองการค้าในภูมิภาค และการลงทุนของญี่ปุ่น ว่าเป็นสิ่งที่เสริมกันและกัน การลงทุนของญี่ปุ่นเป็นกลไกส่งเสริมการส่งออกของประเทศเจ้าภาพ รวมทั้งการค้าการก่อตัวของตลาดในภูมิภาคซึ่งหนาแน่นและลึกมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

ญี่ปุ่นเป็นหัวจักร ผู้นำในการผ่องถ่ายทุนและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่นเสียเปรียบในเชิงเปรียบเทียบ เพราะค่าแรงและค่าของเงินเยนที่สูงขึ้นไปสู่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกรวมทั้งอาเซียนซึ่งจะเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม จนสามารถไล่กวดและลดช่องว่างทางเทคโนโลยีระหว่างผู้นำญี่ปุ่น กับผู้ตามได้และเป็น positive sum game อันเกิดจากพลังตลาดและเหตุผลทางเศรษฐกิจซึ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกแรงงาน หรือความเชี่ยวชาญในระดับภูมิภาค

แต่อีกกระแสหนึ่งซึ่งก็มีไม่น้อยเช่นกันไม่ได้ปฏิเสธกระบวนโลกานุวัตน์ การรวมตัวกันระดับภูมิภาคที่มีลักษณะเปิดไม่กีดกัน ไม่ได้ปฏิเสธบทบาทการค้าและการลงทุน แต่ก็มองว่าญี่ปุ่นมีลักษณะพิเศษ มากกว่าที่จะพิจารณาอย่างผิวเผิน จากตัวเลขการขยายตัวของการลงทุน ลักษณะพิเศษนี้เองทำให้ญี่ปุ่นเหมือนมีพลังอำนาจเหนือตลาด ถ้าเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจหรือความร่วมมือก็เป็นหุ้นส่วนที่ไม่เท่าเทียมกันไม่สมมาตร

กระแสนี้เชื่อว่าประเทศเจ้าภาพที่รับการลงทุนจากญี่ปุ่นจะต้องพึ่งพาญี่ปุ่นโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี ในระยะยาวจนเหมือนเป็นเชลยศึกหรือลูกไก่อยู่ในกำมือของญี่ปุ่น ขาดกลไกและแรงจูงใจที่มากพอ และเร็วพอจนไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยีด้วยตนเองอย่างเป็นอิสระ

ในระยะยาวจะได้ไม่คุ้มเสียตราบใดที่ญี่ปุ่นสามารถคุมขอบข่าย และความเข้มข้นของการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตามที่ตัวเองต้องการ ในข้อเท็จจริงกระแสความคิดข้างต้นมีส่วนที่เป็นความจริงแค่ไหน ลองมาดูว่าการลงทุนจากต่างประเทศ หรือความเป็นบรรษัทข้ามชาติของญี่ปุ่นมีลักษณะพิเศษต่างกับบรรษัทข้ามชาติอื่นๆ เช่น อเมริกัน หรือยุโรปอย่างไร

เชื่อกันว่า เมื่อออกมานอกประเทศ รูปแบบโครงสร้างการจัดการรวมทั้งการกำกับดูแลหรือ Governance ของบรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่นมีรูปแบบ และกลไก ที่เป็นส่วนขยายหรือต่อยอดจากสิ่งที่ดำรงอยู่ในประเทศญี่ปุ่น

ซึ่งได้ฝังรากลึกจนพัฒนาเป็นสถาบันของความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างตัวละครหลักๆ ในเวทีเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับธุรกิจ ระหว่างธุรกิจหรือหน่วยผลิตกับธุรกิจกันเอง ระหว่างแรงงานกับฝ่ายจัดการ เป็นต้น

ทุกสังคมล้วนมีกลไกของเครือข่ายหรือ Network และความสำคัญของกลุ่มในการจัดระเบียบสังคม แต่สังคมญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับกลุ่มมากกว่าปัจเจกชนเป็นพิเศษ เครือข่ายความร่วมมือของกลุ่มนอกเหนือจากกลไกตลาด ที่คนญี่ปุ่นทำในประเทศ ญี่ปุ่นก็ทำเมื่อออกไปนอกประเทศ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่ญี่ปุ่นมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใครคือการเกิดขึ้น หรือนวัตกรรมของบรรษัทข้ามชาติที่เป็น General Trading Cos หรือที่เรียกว่า Sogo Shosha ซึ่งพัฒนาการจากการทำธุรกิจเชี่ยวชาญเฉพาะอย่างในศตวรรษที่ 19 มาเป็นบริษัทการค้าทั่วไปทำทุกอย่าง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีจำนวนเป็นพันๆ แห่ง 10 อันดับบริษัทใหญ่ที่สุดเคยมีสัดส่วนในธุรกิจถึงร้อยละ 30 ของ GDP ในทศวรรษ 1970

Sogo Shosha ซึ่งถือหุ้นในกลุ่มเครือข่ายธุรกิจมีบทบาทในช่วงแรกในการช่วยบริษัทญี่ปุ่น โดยเฉพาะขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่มาลงทุนในต่างประเทศ แต่ขาดเงินทุน ความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร

Sogo Shosha เป็นทั้งองค์กรที่อำนวยความสะดวก เป็นผู้ประสานงาน ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ร่วมลงทุนในลักษณะ Venture Capitalists นี่คือตัวอย่างนวัตกรรมของบรรษัทข้ามชาติที่เป็นลักษณะพิเศษของญี่ปุ่น


ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร? : POST JTEPA (3)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) มีที่มาได้หลายทาง วิเคราะห์ได้ในระดับหน่วยผลิตระดับองค์กร หรือ Firm ระดับอุตสาหกรรม ระดับประเทศ แม้กระทั่งระดับโลก เอกลักษณ์ของญี่ปุ่นที่มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร คือการสร้างเครือข่าย (Network) ของกลุ่มธุรกิจรู้จักกันดีว่า Keiretsu เป็นเครือข่ายของ 6 กลุ่มธุรกิจใหญ่ ซึ่งพัฒนามาแทนกลุ่ม Zaibatsu ที่ถูกบังคับให้สลายไปหลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม เครือข่ายนี้สามารถทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งในประเทศและออกไปนอกประเทศ

Keiretsu เป็นเครือข่ายพันธมิตรที่รวมตัวกันทั้งในแนวนอน คือระหว่างอุตสาหกรรม และแนวดิ่งคือ ซื้อขาย จัดหารับช่วงการผลิตสินค้าให้กันและกัน โดยมีธนาคารหลักเป็นศูนย์กลางแหล่งการเงิน ที่น่าแปลกใจก็คือ ญี่ปุ่นเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยจนเศรษฐกิจโต โดยเฉลี่ยเพียงแค่ 1.1% ถึงกว่า 10 ปี และเอเชียซึ่งญี่ปุ่นลงทุนไว้มากก็เผชิญวิกฤติใหญ่เมื่อปี 2540 อาจทำให้ Keiretsu เปลี่ยนบทบาท และลดความสำคัญลงมาบ้าง แต่ Keiretsu ยังคงมีพลังมหาศาลมีความคงทนและความต่อเนื่อง แม้เมื่อบริษัทญี่ปุ่นออกมานอกประเทศ

หัวใจของ Keiretsu Network อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทที่พัฒนาจนเหมือนเป็นสถาบัน โดยมีฐานของเครือข่ายการทำธุรกรรมการแลกเปลี่ยนด้วยกันที่หนาแน่น มีเสถียรภาพ รวมทั้งการปฏิบัติการเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม ความสัมพันธ์ดังกล่าวสะท้อนออกมาในรูปของการถือหุ้นไขว้ระหว่างกัน การใช้เครื่องหมายการค้าร่วมกัน การให้สินเชื่อในลักษณะพิเศษภายในเครือข่ายของสมาชิก

ผลทางเศรษฐกิจของ Keiretsu ในญี่ปุ่นมีค่อนข้างมาก แม้สมาชิกของ 6 เครือข่ายที่ใหญ่ที่สุด (ในปัจจุบัน มิตซูบิชิ มิตซุย ซูมิโทโม ฟูโย ไดอิชิกังโย และซันวา) จะเป็นเพียง 0.007% ของบริษัทญี่ปุ่น แต่ก็จ้างงานถึงร้อยละ 4 มีสินทรัพย์ร้อยละ 13 ทุนร้อยละ 15 ยอดขายร้อยละ 14 และกำไรถึงร้อยละ 12 ในช่วงทศวรรษ 1990

หัวใจที่ทำให้ Keiretsu Network เป็นที่มาที่สำคัญของความได้เปรียบทางการแข่งขัน คือ ความสามารถในการลดต้นทุนในการทำธุรกรรม ระหว่างสมาชิก ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก มีลักษณะที่เป็นสัญญาระยะยาวยืดหยุ่นได้ มีการสื่อสารกันสม่ำเสมอ และเป็นการลงทุนที่มีลักษณะเฉพาะ ผลก็คือผู้ผลิต และ Suppliers ต่างได้เปรียบที่ต้นทุนต่ำ เพราะไม่ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงจากการรวมตัวกันในแนวดิ่ง เหมือนธุรกิจในประเทศตะวันตก

โดยทั่วไปผู้ผลิตของญี่ปุ่น จะใช้ Suppliers ซึ่งเป็นสมาชิกของ Keiretsu ในจำนวนที่น้อยกว่ากรณีของผู้ผลิตในอเมริกาหรือยุโรป ตัวอย่างเช่น เมื่อ 10 กว่าปีก่อนระบบ Keiretsu ของโตโยต้า ใช้คนเพียงแค่ 340 คน เพื่อซื้ออะไหล่และให้บริการกับรถยนต์ 3.6 ล้านคัน (หรือประมาณ 10,560 หน่วยต่อผู้ซื้อ 1 คน) เมื่อเทียบกับกรณีของ General Motor ซึ่งใช้คน 3,000 คนในงานที่เหมือนกันสำหรับรถ 6 ล้านคัน (หรือ 2,000 หน่วยต่อผู้ซื้อ 1 คน) ต้นทุนทางธุรกรรมที่ลดลงไปนี้ ทำให้โตโยต้าประหยัดเงินต่อรถ 1 คันได้ถึง 700 ดอลลาร์ หรือประมาณ 10% ของต้นทุนทั้งหมด สำหรับรถขนาดเล็ก

ความได้เปรียบอันเกิดจาก Keiretsu นี้ เป็นที่มาของกำไรเกินปกติ หรือ Super Normal Profit ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Rent เป็น Relational Rent ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนจากความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่มที่สมาชิกแต่ละคนโดดๆ โดยตัวเองไม่สามารถทำได้ แต่ได้มาจากการก่อตัวเป็นพันธมิตรกันเท่านั้น

ญี่ปุ่นขยายการลงทุนในเอเชียอย่างหนักหน่วงตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 นักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นชื่อ Itami ให้ข้อสังเกตว่า "เครือข่ายของบริษัทญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออก คือ ส่วนขยายของญี่ปุ่นอย่างเป็นระบบและบูรณาการของระบบการผลิตในประเทศ" สถิติชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1990 ว่าเครือข่าย Keiretsu ก่อตัวหนาแน่นในเอเชีย บรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในเอเชีย ไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่ตามมาด้วยฝูงสมาชิก Keiretsu ที่เป็น Suppliers หรือ Subcontractors จากญี่ปุ่นโดยตามมาให้บริการโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่บริษัทญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งตลาดสูง เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เป็นต้น

มีหลักฐานจากงานวิจัยค่อนข้างมากทั้งในไทยและในเอเชีย ว่ากว่าครึ่งของชิ้นส่วนอุปกรณ์ส่วนประกอบ ที่บรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่น ใช้ในประเทศเจ้าบ้าน ซื้อจากเครือข่ายของกลุ่ม Keiretsu แม้กระทั่งกรณีของโตโยต้าที่ถือว่า ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญ นอกจากนี้ ในปี 1995 พบว่า กว่าครึ่งของสัญญาซื้อขาย หรือการส่งออกเทคโนโลยีของญี่ปุ่นมาเอเชียนั้น กว่าครึ่งเป็นระหว่างบริษัทในกลุ่มด้วยกัน

เทคโนโลยี นวัตกรรม และความรู้ต้องลงทุนใครๆ ก็หวงแหน แต่นักวิชาการจำนวนมาก เชื่อว่าญี่ปุ่นมีความเป็น Technonationalism สูงกว่าใครๆ เป็นอุดมการณ์ความเชื่อตั้งแต่ผู้นำสมัยเมจิ ที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรม และไล่กวดให้ทันสหรัฐหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความเชื่อที่ว่า ความมั่นคงของประเทศขึ้นอยู่กับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี

อุดมการณ์ดังกล่าวสะท้อนออกมาในพฤติกรรมของบรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่นที่ต่างกับประเทศตะวันตก เช่น การใช้คนท้องถิ่นระดับบริหารในสัดส่วนที่น้อยมากค่อนข้างช้า และไม่เต็มใจที่จะจัดตั้งเครือข่าย R&D ในต่างประเทศ พยายามไม่ใช้ Suppliers ท้องถิ่น

ญี่ปุ่นใช้การขยายเครือข่าย Keiretsu ในเอเชีย เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งทางธุรกิจ เพื่อตักตวงค่าเช่าทางเศรษฐกิจให้ได้สูงสุด จากการเป็นเจ้าทางเทคโนโลยี การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีและให้มูลค่าเพิ่มสูง รองลงมาไปที่กลุ่มนิกส์ ส่วนการผลิตที่ใช้แรงงานมาก และสินค้าที่ Standardize ผลิตจำนวนมากไปที่ประเทศอื่นในเอเชียและจีน โดยเครือข่าย Keiretsu

ในกระบวนการดังกล่าวญี่ปุ่นสามารถกำกับระดับความเข้มข้นของการถ่ายทอดเทคโนโลยีตามที่ตัวเองต้องการ ป้องกันการรั่วไหลสามารถกีดกันหรือเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้ที่ต้องการเข้ามาใหม่ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกในอุตสาหกรรม มีลักษณะรูปแบบเหมือนเป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดก็ว่าได้

ต้นทุนที่สูงมากและสำคัญสำหรับบริษัทท้องถิ่น ที่เป็น Supplier ก็คือขีดความสามารถทางเทคโนโลยี ส่วนใหญ่จะถูกกำหนดตามความจำเป็น และยุทธศาสตร์ของบริษัทญี่ปุ่น และขีดความสามารถนี้คงอยู่ในระดับที่จำเป็น ในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เทคโนโลยีไม่สูงนัก


ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร? : POST JTEPA (4)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ความคิดที่ว่าญี่ปุ่นหวงเทคโนโลยี ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ถ่ายทอดเทคโนโลยีสำคัญให้ใครได้ง่ายๆ หรือเป็นจอม Techno Nationalist แบบสุดๆ นั้น มีส่วนที่เป็นความจริงอยู่มาก ถ้าเปรียบเทียบกับสหรัฐ อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรมองการถ่ายทอด หรือการรับเทคโนโลยีเป็นเพียงกิจกรรมที่เกิด หรือทำครั้งเดียวเสร็จ หรือมองเป็นเพียงจุดหนึ่งของเวลา แต่ควรมองมันเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาสะสมเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่อง

รัฐบาลและนักธุรกิจญี่ปุ่นมักให้เหตุผลของการที่ประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทย ที่ไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถ และรับการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีจากบรรษัทข้ามชาติของญี่ปุ่นได้เต็มที่ เพราะ Absorptive Capacity ต่ำ เป็นเพราะคุณภาพของแรงงานและระดับการศึกษา สะท้อนออกมาจากจำนวน และคุณภาพของวิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ที่มีน้อย ประเทศขาดอุตสาหกรรมสนับสนุน หรือ Supporting Industries ที่สำคัญ

ความคิดที่ว่าบรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่นที่มาลงทุนในอาเซียนหรือในเอเชีย สามารถทำอะไรได้ตามใจชอบ เพราะครอบครองเทคโนโลยี อาจจะเป็นการพูดที่เกินความจริง เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า นักวิชาการ เช่น Richard Doner ซึ่งศึกษาเปรียบเทียบนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศในอาเซียน เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้ชี้ให้เห็นว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศเป็นผลิตผลที่เกิดขึ้นจากการต่อรอง

โดยอำนาจการต่อรองขึ้นอยู่กับคุณภาพของรัฐบาล การรวมตัวกันเป็นพันธมิตรของกลุ่มธุรกิจ ขีดความสามารถ และปัจจัยพื้นฐานของประเทศนั้น

การที่ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าตลาดรถในอาเซียนย่อมสำคัญ แต่ไม่ใช่ว่าญี่ปุ่นจะนึกทำอะไรก็ทำได้ โดยเฉพาะก่อนทศวรรษ 1990 ที่อุตสาหกรรมรถยนต์ยังไม่เปิดเสรี ทุกประเทศต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ เริ่มจากง่ายๆ เพื่อทดแทนการนำเข้า ซึ่งแม้ขนาดของตลาดมีจำกัดในช่วงแรกๆ และต้นทุนการผลิตสูง แต่บริษัทญี่ปุ่นก็ยังมีกำไรเพราะนโยบายการคุ้มครอง จนต่อมาประเทศเหล่านี้สามารถส่งออกรถ และชิ้นส่วน และเข้าอยู่ในกระบวนการ Global Production Network (GPN)

ทั้งหมดเกิดจากพัฒนาการยุทธศาสตร์ทางนโยบาย เช่น นโยบายภาษีและศุลกากรสำหรับรถประเภท CBU และ CKD ในช่วงเวลาต่างๆ การกำหนดการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ การจำกัดโมเดล เพื่อให้เกิดการประหยัดจากขนาด และการมองภูมิภาค เช่น อาเซียนเป็นตลาดเดียว เพื่อการแบ่งความเชี่ยวชาญทางด้านการผลิตและลดต้นทุน การซึมซับของการเรียนรู้ทางเทคโนโลยีของประเทศเจ้าบ้าน เช่น กรณีของไทยมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อมาถึงทศวรรษ 1990 ที่ครึ่งหนึ่งของชิ้นส่วนเป็น Local Content แม้ว่า 70% ของชิ้นส่วนรถยนต์ที่โตโยต้าใช้ในประเทศนั้น มาจาก Suppliers ของญี่ปุ่น อีกร้อยละ 20 ได้รับความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคบ้าง และมีแค่ร้อยละ 10 ที่มาจากของบริษัทไทยแท้ๆ

ในกรณีของอุตสาหกรรมรถยนต์ ในบริบทของ Global Production Network และการแข่งขันที่รุนแรง บรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่นอาจไม่ต่างจากคนอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ในการรักษาส่วนแบ่งของตลาดจากคู่แข่งที่มีมากขึ้นในทศวรรษ 80 และ 90 และจากค่าของเงินเยนที่แข็งขึ้น ญี่ปุ่นจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต และใช้กลยุทธ์แตกแยกย่อยการผลิตแบ่งความเชี่ยวชาญระดับภูมิภาคในอาเซียน (เช่น ชิ้นส่วนพวงมาลัยในมาเลเซีย ระบบ Transmission ในฟิลิปปินส์ ส่วนประกอบเครื่องยนต์ในไทยและอินโดนีเซีย เป็นต้น)

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก ก่อนกลางทศวรรษ 1990 เชื่อกันว่า แม้ประเทศในอาเซียน ไม่มีนโยบายบังคับการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ ญี่ปุ่นก็คงเข้ามาหาชิ้นส่วนที่ต้นทุนต่ำกว่าอยู่ดี แม้ว่าในช่วงต้นๆ อาจเริ่มจากประเภทที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงความสำคัญพลวัตของระบบการผลิตระดับภูมิภาค และระดับโลก

Regional Production Network ในอาเซียนเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เมื่อกรอบของ AICO ที่มีขอบข่ายกว้างกว่า (ผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ประกอบรถสามารถใช้ได้) เข้ามาแทนที่โครงการ BBC ในปี 1996 รวมทั้งการกำหนดอัตราภาษีระดับ 0-5% สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ค้าขายภายใน AICO ซึ่งเริ่มในปี 2546 ในปี 2541 เกิดข้อตกลงฉบับแรกในกรอบของ AICO มีการเซ็นสัญญากันระหว่างผู้ผลิตรถ VOLVO, TOYOTA, ISUZU และผู้ผลิตชิ้นส่วน เช่น Denso, Sanden, Nihon Cable เป็นต้น

แต่ก่อนนี้ ผู้ผลิตญี่ปุ่นมักจะต่อต้านเมื่อรัฐบาลมีนโยบาย Localization หรือการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ปัจจุบันญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเปิดเสรีมากขึ้น ต้องการเห็นพิธีการที่ง่ายและสะดวก ต้องการเห็นการแบ่งแยกแรงงานมีการขยายขอบข่าย ไม่ใช่เฉพาะในอาเซียน แต่รวมถึงญี่ปุ่นและประเทศเพื่อนบ้าน

การแข่งขันที่มากขึ้น รวมทั้งความไม่สามารถที่จะตั้งราคารถยนต์และชิ้นส่วนได้สูงตามใจชอบได้อีกต่อไป หมายความว่า การประหยัดจากขนาดมีความสำคัญยิ่งยวด มีการร่วมมือกันระหว่างผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วน ภายใต้กรอบของอาเซียน ผู้ผลิตรถญี่ปุ่นเริ่มกระจายแหล่งผู้ผลิตชิ้นส่วนนอกเครือข่าย Keiretsu ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของ Keiretsu ญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนไป

ดร.เกรียงไกร เตชกานนท์ นักวิชาการจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบจากการวิจัยว่า บริษัทผู้ผลิตรถในญี่ปุ่น ต้องลงทุนในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ทั้งบริษัทในเครือและบริษัทนอกเครือในประเทศไทย รวมทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนในรูปแบบต่างๆ มากพอสมควร เพราะการออกแบบและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกิดที่ญี่ปุ่น ผู้ผลิตรถและชิ้นส่วนในไทยต้องการการถ่ายทอดความรู้และบริษัทญี่ปุ่นเต็มใจที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยี

ในอนาคตอันเนื่องมาจากความสำคัญที่ประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตรถ เพื่อการส่งออกของญี่ปุ่น เป็นที่แน่ชัดว่าในอนาคตการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Process engineering และ Production stage จะมาทำที่เมืองไทย

ความพร้อมในด้านการพัฒนาขีดความสามารถของไทย และการเป็นพันธมิตรกับต่างชาติของ Suppliers ของไทย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เราไม่ควรจะต้องกลัวว่าญี่ปุ่นจะไม่ถ่ายทอดเทคโนโลยี


ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร? : POST JTEPA (5)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

การพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีในระดับที่สูงขึ้นในอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก เป็นโจทย์ใหญ่และจะท้าทายประเทศไทยในสิบถึงยี่สิบปีข้างหน้า สาเหตุที่ไทยจำเป็นต้องเอาจริงเอาจัง และรัฐบาลไทยควรมีนโยบายเชิงรุกด้านนโยบายเทคโนโลยี เป็นเพราะว่าแม้ในอดีตเราละเลยและมองเทคโนโลยีแบบตั้งรับ เราก็ยังสามารถเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม ทำให้เราสามารถส่งออกสินค้าใหม่ๆ ที่โลกต้องการ จนทำให้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเติบโตในอัตราสองหลักได้อย่างต่อเนื่อง

แต่สิ่งแวดล้อมและนโยบายที่เกื้อกูลความสำเร็จในการส่งออกของไทยในอดีตนั้น ได้เปลี่ยนไป เราจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ใหม่ ความสำเร็จจากอดีต ไม่ได้ประกันความสำเร็จในอนาคตได้เสมอไป ในสิ่งแวดล้อมใหม่ กติกาใหม่ภายใต้ WTO และข้อตกลงการค้าเสรี การใช้นโยบายอุตสาหกรรม หรือ Industrial Policy ในการปกป้องอุตสาหกรรม การให้เงินอุดหนุนทำได้ยากขึ้น ทุกประเทศล้วนดึงดูดการลงทุน การค้าขยายตัว ตามมาด้วยการลดลงของภาษีศุลกากร

ขณะเดียวกัน กระบวนการผลิตระดับโลกและภูมิภาคเป็นระบบเครือข่าย ทำให้แต่ละประเทศมีทางเลือกที่น้อยและแคบลง การพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีเท่านั้น คือทางออกที่ยั่งยืนเพื่อตัวเราเองและเพื่อจูงใจผู้ลงทุนจากต่างประเทศ

แม้เราจะมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ หรือมีความสามารถในการแข่งขันในสินค้าเกษตร หรือสินค้าที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งควรเป็น Niche ของเรา เราเคยได้เปรียบในสินค้าที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือสูง เทคโนโลยีต่ำ แต่นี่ไม่ใช่สินค้าที่เติบโตสูง เป็นพลวัตของโลก นับวันโลกต้องการสินค้าที่มีความเข้มข้นทางเทคโนโลยีสูง จากข้อมูลการค้าของโลกระหว่างช่วงปี ค.ศ.1985-1997 กิจกรรมที่มีเทคโนโลยีเข้มข้น ซึ่งหมายถึงกิจกรรมที่มีการใช้จ่ายลงทุนทางด้าน R&D สูง และใช้วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์มาก โตในอัตราที่เร็วกว่ากิจกรรมอื่นๆ ทั้งในด้านการผลิตและการส่งออก

Sanjaya Lall พบว่าสินค้าประเภทที่ใช้เทคโนโลยีระดับต่ำและใช้แรงงานไร้ฝีมือสูง สามารถย้ายฐานการผลิตเพื่อชดเชยกับการเติบโตของอุปสงค์ที่ต่ำ ขณะที่สินค้าเกษตรและที่อิงทรัพยากรธรรมชาติ อุปสงค์ก็ต่ำและไม่ค่อยมีนวัตกรรม แต่ก็ย้ายฐานการผลิตไม่ได้ ส่วนสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นกลาง (MT) อุปสงค์ยังเติบโตและมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี การย้ายฐานการผลิตไม่สำคัญนัก เพราะขีดความสามารถในการผลิตและเทคโนโลยี รวมทั้งอุปทานของการผลิตชิ้นส่วนของประเทศนั้นๆ สำคัญกว่าค่าจ้าง เช่น

กรณีของอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่วนอุตสาหกรรมประเภทไฮเทค (HT) เช่น อิเล็กทรอนิกส์นั้น มีพลวัตสูงมาก เพราะขณะที่ส่วนกระบวนการผลิตที่เป็นแก่น ใช้เทคโนโลยีสูงและซับซ้อนมากนั้น จะผลิตในประเทศอุตสาหกรรมที่ค่าจ้างสูง แต่ขณะเดียวกัน การประกอบที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือ ค่าจ้างต่ำ สามารถทำในประเทศกำลังพัฒนา ความสามารถในการย้ายฐานการผลิตนี้เอง ทำให้อุตสาหกรรมไฮเทคประเภทนี้มีพลวัตสูงมาก เป็นอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงมาก อุปสงค์โตเร็ว

Lall พบว่าในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา สินค้าส่งออกที่อิงทรัพยากรเป็นฐาน มีการเติบโตที่ต่ำสุด ส่วน HT นั้น มีอัตราการเติบโตสูงสุด ตามมาด้วย MT ซึ่งยังครองสัดส่วนสูงที่สุด

อนาคตประเทศไทยจึงไม่มีทางเลือก เราจำเป็นต้องมี Paradigm Shift ทางด้านเทคโนโลยี ตามให้ทันโลกที่เปลี่ยนไปทางด้านนี้ ถ้าเราต้องการอยู่ในกลุ่มของประเทศที่เกิดใหม่ สามารถครองส่วนแบ่งของตลาดสินค้าส่งออกอุตสาหกรรม ที่โลกต้องการสูงได้อย่างยั่งยืน เราต้องเพิ่มขีดความสามารถไต่บันไดทางเทคโนโลยีให้มาอยู่ในระดับกลางและระดับสูงเท่านั้น

เราเคยมีความได้เปรียบสูงในโครงสร้างการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ หรือ LTในทศวรรษ 80 เช่น สิ่งทอ เครื่องหนัง รองเท้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ ของเด็กเล่น หรืออัญมณี และสามารถปรับตัว ผลิตเพื่อส่งออกสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีระดับกลาง (MT) และระดับสูง (HT) เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์วิศวกรรม อิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า

แต่ความได้เปรียบที่เราเคยมีในอดีตนั้น มาจากทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานที่ถูก มาจากนโยบายที่ส่งเสริมการลงทุนทั้งใน และจากต่างประเทศ ที่เน้นปริมาณรวมทั้งการจ้างงานมากกว่าคุณภาพ โดยเฉพาะเราไม่เคยจริงจัง วางแผนและทำงานอย่างเป็นระบบระหว่างรัฐกับเอกชน ในการพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยี เหมือนที่เกิดขึ้นในเกาหลี สิงคโปร์ หรือไต้หวัน

เราเรียนรู้ใช้เทคโนโลยีเป็นมากกว่าสามารถทำนวัตกรรม เป็นผู้ผลิต OEM (Original Equipment Manufacture) มากกว่าเป็น OBM (Owned Brands Manufacture) หรือ ODM (Owned Design Manufacture) ด้วยเหตุนี้ เราจึงเป็นเพียงฐานการผลิตและการประกอบเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ยากเย็น การออกแบบ หรือการทำ R&D ในขั้นตอนที่สำคัญทั้งหรือการมีนวัตกรรมใน Product และ Process ใหม่ๆ จึงทำไม่ได้ มูลค่าเพิ่มสุทธิของภาคอุตสาหกรรม จึงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

Larry Westphal เคยมาศึกษาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของไทยในปี ค.ศ.1989 กับ TDRI เขาคิดว่าในขณะนั้น รูปแบบของไทยทางด้านขีดความสามารถทางเทคโนโลยีนั้น น่าห่วงและเป็นรูปแบบของละตินอเมริกา มากกว่ากลุ่มนิกส์

Sanjaya Lall ให้ข้อสังเกตในเรื่องนี้ เมื่อเขามาศึกษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยหลังวิกฤติในปี ค.ศ.1998 ว่า แม้ไทยดูจะเติบโตดีและส่งออกได้ในทศวรรษ 80 และแม้ว่าโครงสร้างการส่งออกของไทยดูจะล้ำหน้ากว่าจีน หรืออินโดนีเซียในระดับเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าประเทศไทยมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูงกว่าในกระบวนการผลิต เขาคิดว่าโครงสร้างการส่งออกของไทยใกล้ไปทางฟิลิปปินส์มากกว่าโครงสร้างของไต้หวัน เกาหลี หรือสิงคโปร์

เป็นที่แน่ชัดว่า นอกเหนือจาก JTEPA ประเทศไทยจะต้องสามารถมีความเป็นอิสระ สามารถเลือกเป้าหมาย ในการพัฒนาเทคโนโลยี ในเส้นทางที่เรากำหนดเอง โดยเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกับประเทศใน FTA ความเป็นอิสระนี้ จะมีได้ก็ต่อเมื่อเรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาขีดความสามารถทางสถาบันของเราเท่านั้น ไม่ต้องโทษต่างชาติหรือใครๆ


POST JTEPA : ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร? (6)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2550

นอกจากการที่การส่งออกในสินค้าอุตสาหกรรมของโลก มีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงที่สุดในอุตสาหกรรมประเภทไฮเทคแล้ว ตารางข้างล่างนี้ จะสามารถยืนยันได้ว่า ทำไมรัฐบาลไทยจำเป็นต้องมี Paradigm shift ทางด้านนโยบายเทคโนโลยี เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอย่างญี่ปุ่นและกลุ่ม NICs ที่ล้ำหน้ากว่าไทยทางด้านขีดความสามารถเทคโนโลยี ไทยกำลังเผชิญกับภาวะคุกคามของจีนในระดับที่สูงกว่าประเทศเหล่านี้มาก

จะเห็นได้ว่าภาวะคุกคามจากจีนที่มีต่อไทยนั้น ไทยเป็นรองแค่อินโดนีเซีย และเป็นที่แน่นอนว่า ภายในไม่เกินยี่สิบปีข้างหน้า ขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีของจีน จะเป็นไปอย่างก้าวกระโดด จีนจึงเป็นภาวะคุกคามสำหรับทุกประเทศในเอเชีย จะมากหรือน้อยเท่านั้น แม้ว่าในปัจจุบัน กว่าครึ่งของการนำเข้าของจีนจะมาจากประเทศในเอเชียก็ตาม

เมื่อดูการนำเข้าจากจีนของประเทศที่เป็นเสาหลักของการค้า การลงทุนของโลกที่เรียกว่า The TRIAD คือ ญี่ปุ่น สหรัฐ และ EU ก็จะเห็นได้ชัดเช่นกันว่า จีนเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในตลาดของประเทศทั้งสาม

แก่นของ JTEPA ในมุมมองของไทย จึงไม่ได้อยู่เพียงแค่การมี Market Access ในตลาดญี่ปุ่น แต่จะต้องเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ที่มีขอบข่ายกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านการลงทุนจากญี่ปุ่นที่จะช่วยยกระดับ ทักษะและคุณภาพของแรงงาน รวมทั้งการพัฒนาคนขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม

ประเทศที่จะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์ จึงจำเป็นต้องมีองค์ประกอบของสองสิ่งด้วยกัน คือต้องสามารถ Upgrade เทคโนโลยี ทักษะและผลิตภาพในกิจกรรมที่ทำอยู่ ขณะเดียวกัน ก็สามารถเขยิบจากกิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีธรรมดาง่ายๆ ไปสู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อทำให้ตำแหน่งของประเทศตนในตลาดโลกมีความแข็งแกร่งขึ้น และได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่

องค์กรที่สร้างและใช้เทคโนโลยีไม่ใช่ประเทศ แต่เป็นบรรษัทวิสาหกิจ แต่ประเทศสร้างกลไกกติกา แรงจูงใจ ที่มีผลต่อปฏิสัมพันธ์และการเรียนรู้ระหว่างบริษัท จนเป็นระบบของการเรียนรู้ หรือระบบนวัตกรรมของชาติ

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง คือความคิดที่ผู้กำหนดนโยบายจะทึกทักเอาว่า ถ้าประเทศหรือโลกใช้นโยบายการค้าและการลงทุนที่เสรี บรรษัทวิสาหกิจก็จะสามารถนำเข้าและประยุกต์ความรู้ที่มีอยู่ในโลกได้อย่างง่ายๆ หรือเป็นไปโดยอัตโนมัติ ผ่านเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดฝังอยู่ในเครื่องจักรหรือสินค้าทุน สิทธิบัตรหรือพิมพ์เขียว นี่เป็นแนวคิดของการมอง การถ่ายทอดเทคโนโลยีของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนีโอคลาสสิก

ในความเป็นจริง การที่จะเก่งและเชี่ยวชาญเทคโนโลยีในประเทศกำลังพัฒนา ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เทคโนโลยีส่วนใหญ่ไม่ใช่ขายกันเหมือนขายเป็นสินค้า ส่วนใหญ่เป็นความรู้ที่ฝังลึก หรือมี Tacit Elements ที่ต้องฝึกฝน ซึ่งมักเป็นกระบวนที่ช้า สะสม ค่อยเป็นค่อยไป และที่สำคัญมากก็คือ ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในภาวะแวดล้อมที่มีความไม่แน่นอน ความเสี่ยงสูง การที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ต้องการการลงทุน มีความขาดแคลนทั้งทางด้านทักษะ ด้านสารสนเทศ เครือข่าย หรือแม้แต่สินเชื่อ

เพียงแค่ให้บริษัทหรือผู้ผลิตไทยได้ออกไปค้าขายแข่งกับผู้อื่นในโลก และเปิดเสรีการลงทุนโดยตรง โดยหวังว่าผู้ผลิตไทยจะเก่งด้านเทคโนโลยีได้โดยง่าย เป็นการคาดหวังที่ลมๆ แล้งๆ ญี่ปุ่น และประเทศ NICs ในเอเชียทั้งหลาย จึงต้องให้รัฐ Active ด้านเทคโนโลยี

ดังที่ Joseph Stiglitz ให้ข้อสังเกตไว้ว่า กลไกตลาดทำงานล้มเหลวและบกพร่องสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปัญหา Coordination รุนแรงมาก


POST JTEPA : ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร? (7)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ทุกประเทศเคยเผชิญกับวิกฤติของเศรษฐกิจในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเสมอ แต่ถ้าจะถามว่า มีวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศหนึ่ง แล้วส่งผลอย่างใหญ่หลวง สั่นคลอนต่อการเปลี่ยนแปลงในความเชื่อห รือความคิดของคนที่มีต่อประเทศนั้นอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เกือบจะเรียกว่าเป็น Paradigm shift ก็ว่าได้ ผู้เขียนคิดว่าประเทศนั้นคือ ญี่ปุ่น ในความสำเร็จที่ดูเหมือนเป็นสิ่งอัศจรรย์และความล้มเหลวในการแก้ปัญหาวิกฤติ ญี่ปุ่นเป็นตำนานให้ความรู้ที่มีค่า ญี่ปุ่นมีอะไรที่เหมือนและไม่เหมือนใครในความหลากหลายของระบบทุนนิยมของโลก

ญี่ปุ่นเป็นแบบจำลองของความสำเร็จทางเศรษฐกิจ เป็นประเทศแรกของเอเชียที่สามารถ Catch up หรือไล่กวดชาติตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางด้าน Productivity และเทคโนโลยี โดยใช้เวลาเพียงสองทศวรรษเศษๆ มีเศรษฐกิจที่โตในระดับสองหลัก หรือประมาณ 10% อยู่ช่วงหนึ่งเหมือนจีนในปัจจุบัน ในช่วงเวลาเพียง 2-3 ทศวรรษ ญี่ปุ่นสร้างความได้เปรียบในโครงสร้างของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนจากอุตสาหกรรมที่แรงงานมีค่าจ้างต่ำใช้แรงงานมาก ไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้ ทักษะของแรงงานและอุตสาหกรรมประเภทไฮเทค

ในทศวรรษ 1980 ญี่ปุ่นเปลี่ยนสถานภาพจากผู้นำเข้าเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก และสามารถวางตำแหน่งสินค้าของญี่ปุ่นในตลาดโลก ว่าคุณภาพนั้นมากับอะไรที่ Made in Japan และเมื่อญี่ปุ่นขายได้มากกว่าซื้อหรือมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล ตั้งแต่ทศวรรษ 80 ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศเจ้าหนี้ หรือส่งออกทุนทั้งทางตรง และทางอ้อมรายใหญ่ของโลก หรือที่เรียกว่าเป็น Creditor Nation ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของโลกอันดับหนึ่งเป็นธนาคารญี่ปุ่น และอีกหลายๆ แห่งติดอันดับ 1 ใน 10 เราได้เคยเห็น บริษัทยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าในธุรกิจที่ตัวเองไม่ถนัด

ดูเหมือนทุกๆ อย่างที่บอกถึงความสำเร็จทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นนั้นมาบรรจบกัน ในปลายทศวรรษ 80 และมีจุดเปลี่ยนของแนวโน้มใหญ่ในปี ค.ศ.1991 เมื่อฟองสบู่แตก เป็นธรรมดาเมื่อญี่ปุ่นไล่กวดทันสหรัฐและประเทศในกลุ่ม OECD ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา และเข้าสู่ Frontier ทางเทคโนโลยี อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ย่อมชะลอลง แต่ก็ยังสูงกว่ายุโรป และสูงกว่าร้อยละ 4 ซึ่งเป็นอัตราที่สะท้อนศักยภาพ ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในทศวรรษ 1990 ญี่ปุ่นจึงไม่มีปัญหาเรื่องความเจริญเติบโต ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมการผลิตหลายอย่าง

แต่บนเส้นทางของสามทศวรรษแห่งความสำเร็จหลังสงครามโลกของญี่ปุ่นนั้น ญี่ปุ่นต้องปรับตัวอย่างสาหัสสากรรจ์ก่อนวิกฤติใหญ่ ที่น่าแปลกใจสำหรับผู้เขียนก็คือ

ในช่วงเวลาดังกล่าว ญี่ปุ่นสามารถปรับตัวได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ใช่เฉพาะต่อการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของโลก ซึ่งญี่ปุ่นไม่สามารถควบคุมได้ เช่น เมื่อเกิดวิกฤติน้ำมันโลกเมื่อต้นทศวรรษ 70 แต่ยังสามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้อย่างแข็งแกร่งในเวลาต่อมา ต่อผลที่เกิดจากความสำเร็จของตัวเอง เช่น การปรับตัวจากผลกระทบกรณีค่าของเงินเยนที่สูงขึ้น จากระดับกว่า 300 เยนต่อหนึ่งดอลลาร์ มาเป็นประมาณ 150 เยน เมื่อปลายปี ค.ศ.1986

ประเทศที่ไม่มีทรัพยากรและต้องพึ่งพาน้ำมันอย่างญี่ปุ่น ย่อมต้องหวาดผวากับ Oil Shock แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศในระดับแนวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการประหยัดพลังงาน และพัฒนาพลังงานทดแทน โดยที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีบทบาทที่สำคัญต่อความสำเร็จข้างต้น Shock ที่มีผลต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่หลวงในทศวรรษ 80 ก็คือ Shock ที่เกิดจากค่าเงินเยนที่แข็งขึ้น คนญี่ปุ่นกลัวเรื่องนี้มาก กลัวการส่งออกของญี่ปุ่นจะพังทลาย ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจที่รุนแรง แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เศรษฐกิจญี่ปุ่นแข็งกว่าที่คาดไว้

นโยบายการเงินได้รับการผ่อนคลายตั้งแต่ปี 1985 เป็นต้นมา เศรษฐกิจโตได้อย่างสูงจากแรงผลักดัน ของอุปสงค์รวมจากภาคเอกชน ฐานะการคลังก็ดีขึ้นและได้ดุลหรือเกินดุลเมื่อสิ้นทศวรรษ 1980 การปรับตัวของบรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่น การย้ายฐานการผลิตมาสู่เอเชียตะวันออก ขยายตัวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ที่น่าแปลกใจกว่านั้น เศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ถูกกระทบอย่างรุนแรง จากเหตุการณ์ Black Monday เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 1987 ที่ราคาหุ้นในสหรัฐลดลงมหาศาลในลักษณะเฉียบพลัน

ตรงกันข้าม ณ สิ้นปี ค.ศ. 1989 เศรษฐกิจญี่ปุ่นถึงจุดสูงสุดของฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ คือราคาหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์ แทบไม่น่าเชื่อว่าในช่วงเวลาหกปี ราคาที่ดินและราคาหุ้นจะขึ้นไปได้ถึงสี่เท่าตัว นักวิชาการ Ito, Patrick และ Weinstein ให้ข้อสังเกตในหนังสือของเขา ชื่อ Reviving Japan’s Economy ว่า ไม่มีใครจะกล้าพยากรณ์ว่า ราคาสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นนั้น จะอันตรธานหายไปในสิบกว่าปีถัดมา

ฟองสบู่ที่แตกในต้นปีทศวรรษ 1990 จนนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงันเป็นเวลากว่าหนึ่งทศวรรษของญี่ปุ่นนั้น ถือได้ว่าเป็นหายนะและการท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุดที่ญี่ปุ่นได้เผชิญตั้งแต่หลังสงครามโลก หลังจากที่ได้เคยเผชิญกับเรื่องวิกฤติน้ำมันและค่าของเงินเยนที่สูงขึ้น สมมติฐานที่เป็นความเชื่อหรือจะเรียกว่า เป็นความศรัทธาก็ว่าได้และฝังใจสังคมญี่ปุ่น ซึ่งกลายเป็นความผิดพลาดและความหายนะต่อมา ก็คือ ความเชื่อที่ว่า ราคาที่ดินจะไม่ลดลง เพราะมันไม่เคยลดลงกว่าสี่สิบปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ความเชื่อที่สองว่า เศรษฐกิจจะโตได้ต่อไปตลอดและเมื่อเกิดวิกฤติไม่นานเศรษฐกิจก็จะฟื้นกลับไปเหมือนเดิม แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงันโตได้ในอัตราเพียง 1% เศษๆ เป็นเวลาที่ยาวนานกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับญี่ปุ่น

แบบจำลองทางธุรกิจและแบบจำลองของรัฐของการพัฒนาขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ที่เป็นแบบจำลองของความสำเร็จนั้น จริงๆ แล้ว เป็นแบบจำลองที่มีกึ๋นจริงหรือไม่ ความสำเร็จของญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์จริงหรือ หรือว่าเอาเข้าจริงญี่ปุ่นก็ไม่ได้ต่างกับใครๆ


POST JTEPA : ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร? (8)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2550

ประเทศทุนนิยมในโลกทำงานด้วยกลไก หรือสถาบันที่เป็นตลาดเสรี ผสมผสานไปกับสถาบันทางสังคมที่ไม่ใช้วิถีหรือกลไกตลาด เราจะเข้าใจวิถีทุนนิยมของญี่ปุ่นได้ดีขึ้น ทั้งในด้านความสำเร็จในอดีตและปัญหาที่ญี่ปุ่นจะต้องเผชิญในอนาคต ถ้าเราเข้าไปให้ถึงปรัชญาและระบบคุณค่าที่กำหนดพฤติกรรมของหน่วยเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบ กับระบบทุนนิยมของอเมริกา และอังกฤษ หรือ Anglo Saxon และ ในระบบทุนนิยมไม่มีมิติใดที่จะสำคัญไปกว่าลักษณะของ Firm หรือองค์กรธุรกิจหรือหน่วยผลิต

เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมอง Firm จากทัศนะที่เป็นทรัพย์สิน หรือ Property ทัศนะในลักษณะนี้ที่เป็นทั้งพื้นฐานทางกฎหมาย และวิถีปฏิบัติ รวมทั้งบรรษัทภิบาลของทุนนิยมอังกฤษอเมริกา ย่อมถือว่าผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นต้องมาก่อน ตรงกันข้ามกับทัศนะข้างต้น ทุนนิยมของเยอรมนีมององค์กรธุรกิจเหมือนเป็นสถาบันทางสังคมที่ระบบ หรือระเบียบขององค์กรภายใน เป็นเรื่องของประโยชน์สาธารณะ ที่รัฐและสังคมต้องดูแล

ญี่ปุ่นก็มีลักษณะคล้ายกัน คือมององค์กรธุรกิจในลักษณะที่เป็นชุมชน หรือ Community ที่คนในองค์กร หรือสมาชิกผูกโยงใยด้วยความผูกพัน ที่เป็นทั้งผลประโยชน์ร่วมกันกับชะตากรรมของชุมชน ชุมชนนี้จึงเป็นอะไรมากกว่าทรัพย์สินของผู้ถือหุ้น สมาชิกของชุมชนไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเหมือนชุมชนในหมู่บ้าน แต่ผ่านระบบการเลือกเฟ้นตามปรัชญาและเป้าหมายขององค์กร

ด้วยปรัชญาข้างต้น ระบบการจ้างงานและแรงงานสัมพันธ์ของญี่ปุ่น ก็เป็นตรรกะที่ตามมา Ronald Dore นักวิชาการที่ศึกษาสังคมญี่ปุ่นมายาวนานเคยให้คำอธิบายไว้ว่า การเป็นพนักงานในบริษัทญี่ปุ่นขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานคอปกขาวหรือคอปกน้ำเงิน ไม่ได้หมายความว่าพนักงานเหล่านั้นยื่นใบสมัครทำงานแล้วได้งานทำ แต่มันมีความหมายมากกว่านั้น ก็คือว่าพนักงานเหล่านี้ตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต หลังจากออกจากโรงเรียนหรือจบจากมหาวิทยาลัย ได้ประสบความสำเร็จในการได้เป็น "สมาชิกของบริษัท"

การเป็นสมาชิกนี้หมายความว่า พนักงานเหล่านี้สามารถมีความหวังได้ว่า ตนเองไม่ใช่เพียงแต่จะได้งานทำ แต่จะสามารถสร้างความก้าวหน้า เป็น Career กับบริษัทได้ เกิดเป็นพันธะร่วมกันตลอดชีวิต กระบวนการคัดสรรของบริษัทญี่ปุ่น ไม่ได้เน้นความสามารถเฉพาะทางวิชาชีพ เท่ากับคุณสมบัติส่วนบุคคล สติปัญญา และความสามารถในการเรียนรู้ พนักงานมีโอกาสหมุนเวียน เรียนรู้งานหลายๆ อย่างในองค์กร ที่จะสามารถเป็น Generalist ที่ดีได้

คงเป็นเรื่องแปลกมาก ถ้าจะมีผู้บริหารระดับสูงของญี่ปุ่นออกจากบริษัทคู่แข่ง เช่น จากโตโยต้าไปอยู่กับฮอนด้าหรือนิสสัน เรื่องราวแบบนี้ไม่ปรากฏให้เห็นในสังคมธุรกิจญี่ปุ่น เพราะความจงรักภักดีที่มีต่อบริษัท และเจตจำนงในการทำงานร่วมกันไปตลอดชีวิต ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ความจงรักภักดีอย่างแนบแน่น เป็นความสัมพันธ์ทางสังคม เช่น ระหว่างบ่าวกับนาย แต่ขยายไปสู่บริษัทและประเทศที่รุนแรง จริงจัง และมีความเป็นชาตินิยมสูงจนเป็นความทะเยอทะยาน ก้าวร้าวของผู้นำประเทศยุคหนึ่ง

การมององค์กรเหมือนเป็นชุมชนของญี่ปุ่น ส่งผลอื่นๆ ตามมามากมาย เช่น ระดับของความไม่เท่าเทียมกันในรายได้ภายในองค์กร ซึ่งของญี่ปุ่นความต่างกันในรายได้จะแคบกว่าของอเมริกาอย่างเทียบกันไม่ได้ สหภาพแรงงานในสหรัฐ และอังกฤษมุ่งรักษาสถานภาพ หรือเพิ่มค่าจ้างของคนงานในอาชีพเดียวกัน แต่ในญี่ปุ่นสหภาพระดับบริษัทเป็นจุดเชื่อมสมาชิกขององค์กรที่มีเป้าหมายร่วมกัน มุ่งกำกับดูแลความไม่เป็นธรรม ที่อาจเกิดแก่พนักงานระดับล่าง และกลุ่มที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางของอำนาจ

ระบบการจ้างงานตลอดชีพช่วยสร้างความเข้าใจ และผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหาร และแรงงานนำไปสู่สันติภาพในระบบแรงงาน ประธานสหภาพของหลายบริษัทเคยได้ไต่เต้า จนได้เป็นประธานของบริษัทก็มีให้เห็นอยู่ ในขณะที่ทุนมนุษย์ของพนักงานที่สะสมจากการทำงาน  และการอบรมในบริษัทอเมริกัน ถือเป็นสมบัติส่วนตัวของพนักงาน เคลื่อนย้ายได้คล่องตัว เช่น จาก IBM Intel Hewlett Packard ไปที่ Silicon Valley การลงทุนในทุนมนุษย์ของบริษัทญี่ปุ่น ถือเป็นการเพิ่มทักษะหรือทุนของชุมชนโดยรวม ไม่ใช่ของปัจเจกบุคคลนั้นๆ เท่านั้น

ระบบหรือสถาบันที่ทำให้ระบบการจ้างงานต่างกันนั้น ส่งผลต่อความแตกต่างในด้านพฤติกรรมอื่นๆ หรือการบริหารบริษัทโดยตรรกะของตัวมันเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการผลิตสินค้าขั้นสุดท้าย บริษัทญี่ปุ่นพึ่งความร่วมมือจากบริษัทอื่นค่อนข้างมาก เราจึงได้พบในระบบ Distribution ที่มีช่องทางหลายชั้นหลายตอน อัตราส่วนระหว่างขายส่งกับขายปลีกของญี่ปุ่นนั้นสูงกว่าอังกฤษประมาณเท่าตัว ในความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท

ขณะที่ปรัชญาของบริษัทอเมริกันนั้น พร้อมจะเปลี่ยนคู่ค้าอย่างง่ายๆ ถ้าบริษัทจะได้อะไรที่ดีกว่า บริษัทญี่ปุ่นตรงกันข้าม เน้นภาระผูกพันระยะยาวที่มีต่อกันไม่เปลี่ยนคู่ค้าเพราะผลประโยชน์ระยะสั้น เห็นได้ชัดจากจำนวนผู้ผลิตชิ้นส่วนชั้นหนึ่งให้โตโยต้าเมื่อปี ค.ศ.1990 เกือบทั้งหมดเป็นพวกเดิมๆ เมื่อยี่สิบปีก่อน

การที่บริษัทไม่ลดหรือปลดพนักงานเมื่อเศรษฐกิจถดถอยในระบบการจ้างงานตลอดชีพ ย่อมหมายความว่า ฝ่ายบริหารต้องไม่ให้ความสำคัญกับการดูกำไรระยะสั้น ราคาหุ้น ภาระการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น มาเป็นเครื่องชี้วัดผลการดำเนินงานของบริษัท ฝ่ายบริหารของบริษัทญี่ปุ่นจึงสามารถทุ่มเทให้กับการลงทุน และการเปลี่ยนแปลงของบริษัทในระยะยาวได้ง่ายขึ้น

ความเป็นไปได้ของฝ่ายบริหารในการทุ่มเทให้กับการแก้ปัญหาระยะยาว จะต้องเกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย เช่น ไม่ต้องวิตกกับการที่ราคาหุ้นตกต่ำ จะถูกเทคโอเวอร์ ซึ่งญี่ปุ่นทำได้ เพราะระบบการถือหุ้นไขว้กัน ระหว่างกลุ่มบริษัททั้งสถาบันการเงินและไม่ใช่สถาบันการเงิน ที่ทำให้มี Floating Share ต่ำมาก ตลาดทุนญี่ปุ่น จึงไม่ใช่ Market for Corporate Control

ขณะที่บริษัทในระบบอเมริกัน เป็นระบบที่ทุกฝ่ายอยากเห็นเสรีภาพและความคล่องตัว เมื่อโอกาสเปิดให้สามารถมีทางเลือกใหม่ได้เสมอ  แต่ญี่ปุ่นพอใจระบบที่ปิดทางเลือก และความคล่องตัว โดยมี Commitment ต่อกันระยะยาว ระบบไหนดีกว่ากันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์


POST JTEPA: ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร? (9)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2550

เราได้เห็นภาพลักษณะพิเศษของบริษัทญี่ปุ่นที่มีลักษณะพิเศษแล้ว เพื่อที่จะเข้าใจความสำเร็จ และปัญหาของญี่ปุ่น ที่เป็นพลวัตในทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบที่ต่อเนื่องในระยะยาว เราจำเป็นต้องเข้าใจระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ที่ประกอบไปด้วยระบบย่อย เพราะระบบย่อยต่างสัมพันธ์และเสริมซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดความเจริญเติบโตและเสถียรภาพและผลต่อการกระจายรายได้

สองระบบย่อยที่สำคัญในการใช้วิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมใดๆ คือ หนึ่ง การแบ่งบทบาทของรัฐและเอกชนหรือบทบาทของรัฐในการส่งเสริมและแทรกแซงการทำงานของตลาดหรือการแข่งขัน สอง คือระบบของภาคเอกชนซึ่งกรณีของญี่ปุ่นสามารถแตกแยกย่อยเป็นสามองค์ประกอบหลักที่สำคัญ คือระบบการจ้างงานหรือระบบแรงงานสัมพันธ์ ระบบการเงินและระบบการผลิต

ก่อนที่เราจะวิเคราะห์การทำงานและผลขององค์ประกอบย่อย ลองมาดูว่าความเจริญเติบโตของญี่ปุ่น และข้อมูลทางมหภาคว่ามีอะไรที่พิสดารหรือพิเศษไม่เหมือนใครหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราจะเทียบกับใครในช่วงเวลาใด ญี่ปุ่นอาจจะเป็นประเทศแรกหรือก่อนคนอื่นในเอเชีย แต่ไม่ใช่ประเทศเดียวที่ไล่กวดประเทศอุตสาหกรรมในซีกโลกตะวันตก ในรายได้ต่อหัว และการพัฒนาอุตสาหกรรม

ภายใต้ระเบียบเศรษฐกิจโลกหลังสงครามที่มีอเมริกาเป็นผู้นำ อเมริกาต้องใช้ญี่ปุ่นและประเทศบริวารอื่นๆ ในเอเชียเป็นต้นแบบของความสำเร็จของทุนนิยมเสรี เพื่อหยุดยั้งการเติบโตของลัทธิคอมมิวนิสต์ ยิ่งขนาดของความล้าหลังและช่องว่างทางเทคโนโลยีระหว่างญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ยิ่งห่างเท่าใด ประเทศที่ต้องไล่กวดก็ยิ่งสามารถโตได้ในอัตราก้าวกระโดด อย่างที่ไม่เคยได้พบเห็นในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของโลกตะวันตก

ญี่ปุ่นสามารถเพิ่มรายได้หนึ่งเท่าตัวภายในสิบปี ในขณะที่อังกฤษและประเทศอื่นๆ ในยุโรปต้องใช้เวลาเกือบครึ่งศตวรรษ ญี่ปุ่นอาจจะมาก่อนเกาหลี ไต้หวันหรือสิงคโปร์ หรือแม้กระทั่งจีน แต่ประเทศที่มาทีหลังญี่ปุ่นเหล่านี้ ล้วนมีเศรษฐกิจที่โตได้อย่างต่อเนื่องในอัตราที่สูงได้เช่นกัน

ช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตในอัตราที่สูงมากเป็นเวลาประมาณยี่สิบปีคือช่วงทศวรรษ 50- 70 นั้น มีรูปแบบบางอย่างที่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกสิบถึงสามสิบปีหลังเลียนแบบญี่ปุ่นจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม หนึ่งในรูปแบบนี้ก็คือการมีรัฐที่ไม่ใช่แค่เป็นกรรมการรักษากติกา แต่แทรกแซงกำหนดกติกา มุ่งการพัฒนาอย่างเข้มข้น หรือที่นักวิชาการเรียกว่า Developmental State ทั้งญี่ปุ่นและประเทศเหล่านี้ล้วนมีอัตราการออมและการลงทุนที่สูงมาก คือเพิ่มจากประมาณร้อยละยี่สิบเศษๆ เป็นเกือบร้อยละสี่สิบในช่วงสองทศวรรษ

การที่ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จเป็นเจ้าเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมสำคัญๆ ตีตลาดโลก ทำให้คนทั่วไปมักจะนึกว่าช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตอย่างก้าวกระโดดนั้น การส่งออกต้องเป็นพลังหลัก โดยข้อเท็จจริง ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกต้องพึ่งการส่งออกในอัตราที่สูงมาก ตั้งแต่ร้อยละ 30 ของจีดีพีขึ้นไปจนเกินกว่า 100% เช่นกรณีของสิงคโปร์ ที่มาของความเจริญเติบโตของญี่ปุ่นในช่วงที่เศรษฐกิจโตเร็วกลับมาจากอุปสงค์รวมภายในประเทศ โดยเฉพาะด้านการลงทุน การส่งออกของญี่ปุ่นต่อจีดีพีต่ำกว่าร้อยละ 10 จนกระทั่งปี ค.ศ. 1973 สูงสุดก็ประมาณร้อยละ 14 เมื่อกลางทศวรรษ 1980

การที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม สต็อกของทุนทางวัตถุถูกทำลายมหาศาลแต่กลับทะยานขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยใช้เวลาเพียงยี่สิบปีเศษๆ นั้น ทำให้ภาพของความต่อเนื่องหายไปในช่วงเศรษฐกิจก่อนสงคราม เศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่นตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 19 หรือต้นทศวรรษที่ 20

นักวิชาการญี่ปุ่น เช่น Roskovsey และ Teranishi ได้ชี้ให้เห็นว่าญี่ปุ่นได้เข้าสู่ช่วงความเจริญเติบโตสมัยใหม่แล้วในเวลานั้น เศรษฐกิจช่วงต้นทศวรรษที่ 20 จนถึงช่วงก่อนญี่ปุ่นเตรียมเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ญี่ปุ่นมีอัตราความเจริญเติบโตที่สูงเช่นกัน โดยที่ภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญ ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนถึงร้อยละ 32 ก่อนญี่ปุ่นเข้าสู่สงคราม แต่แรงงานในภาคเกษตรยังสูงถึงเกือบร้อยละ 50 เมื่อญี่ปุ่นเตรียมเข้าสู่สงคราม ญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งในจีดีพีของโลกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.43 ในปี 1870 เป็นร้อยละ 4.38 ในปี 1938 เมื่อเทียบกับร้อยละ 7.34 ในอังกฤษ

ญี่ปุ่นมีลักษณะพิเศษและพิสดารที่ไม่เหมือนใครอยู่อย่างหนึ่งคือ ช่วงที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตในอัตราที่สูงมากหลังสงคราม เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีการกระจายรายได้ที่เท่าเทียมกันค่อนข้างมาก ดูได้จากค่าสัมประสิทธิ์ Gini ที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้วัดที่มีค่าต่ำมาก และลดลงเมื่อเทียบกับก่อนสงคราม (ประมาณ 0.58 เหลือ 0.38)

ที่น่าสนใจคือ ความเท่าเทียมกันในรายได้ดีขึ้นหลังสงครามเมื่อเทียบกับก่อนสงคราม ก่อนสงครามคนชั้นกลางประกอบไปด้วย พ่อค้า ครู ข้าราชการ เจ้าของที่ดินในชนบทเป็นส่วนใหญ่ Teranishi ให้ข้อมูลว่าผู้ชายญี่ปุ่นที่อายุเกิน 25 แล้วมีสิทธิเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 1898 โดยต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลกลางมากกว่าสิบเยนนั้น มีเพียง 4.3 % ของประชากรที่เป็นชายอายุเกิน 25 หรือประมาณ 4.5 แสนคน จาก 10.5 ล้านคน

ผลของการแพ้สงครามที่ทุนถูกทำลาย รวมทั้งการปฏิรูปที่ดินที่ทำให้เจ้าของที่ดินรายใหญ่ในชนบทหมดไป เปลี่ยนจากผู้เช่ามาเป็นเจ้าของที่ดินรายย่อย รวมทั้งการปฏิรูปเศรษฐกิจอื่นๆ รวมทั้งระบบการจ้างงานในบริษัทหลังสงครามน่าจะมีส่วนที่ทำให้รายได้มีการกระจายเท่าเทียมกันมาก

แม้สังคมญี่ปุ่นจะเป็นสังคมในแนวดิ่ง โดยเฉพาะระหว่างผู้อาวุโสและผู้อ่อนกว่า คนให้ความสำคัญกับการมีตำแหน่งแบ่งชั้นตามลำดับขั้นในองค์กร แต่ความเท่าเทียมกันในรายได้เป็นจุดเด่นของสังคมญี่ปุ่น เพียงแค่ 30 ปี หลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม คนญี่ปุ่นเกือบทั้งประเทศมองตัวเองว่าเป็นชนชั้นกลาง ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานคอปกขาวหรือคอปกสีน้ำเงิน


ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร : Post JTEPA (10)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  กรุงเทพธุรกิจ   วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550

ตารางข้างล่างนี้บอกอะไรที่น่าสนใจมาก ในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว กรณีของญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับนานาประเทศ ญี่ปุ่นมีอะไรคล้ายๆ คนอื่นก่อนสงคราม หลังสงครามการเปลี่ยนแปลงทางด้านสถาบันในหลายด้าน โดยความต้องการของสหรัฐ น่าจะมีบทบาทสำคัญต่อความเท่าเทียมกันในรายได้ กลุ่มที่มีรายได้สูงสุดมีรายได้สูงกว่ากลุ่มต่ำสุดเพียงแค่ 6 เท่า และมีเสถียรภาพมาก แม้เวลาจะผ่านไปถึงกว่าสี่สิบปี

 

สัดส่วนระหว่างรายได้สูงสุด 5% ต่อกลุ่มรายได้ต่ำสุด 10%

  1820 1870 1890 1929 1950 1960 1970 1980 1992
สหรัฐ 13 18 25 20 13 13 12 12 15
อังกฤษ 40 35 30 16 10 10 7 7 10
กลุ่มสแกนดิเนเวีย 13 17 17 12 9 9 8 8 8
จีน 14 14 14 13 9 8 8 10 12
อินเดีย 12 12 12 12 10 10 10 9 8
ญี่ปุ่น 12 12 12 14 6 6 6 6 6
บราซิล 21 21 21 21 21 21 24 24 24
ที่มา : Bourguignon และคณะ (2002)

สำหรับกรณีของประเทศไทย ข้อมูลที่ผู้เขียนได้จาก TDRI แม้จะไม่สามารถเปรียบเทียบกับตารางข้างต้น ข้อมูลที่มีอยู่ก็พอจะบอกได้ว่า ความไม่เท่าเทียมกันในรายได้ของไทย ดูจะกระเดียดไปทางละตินอเมริกาค่อนข้างมาก เช่น ในปี 2006 กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด 5% จะมีรายได้สูงกว่าถึง 62 เท่า ของกลุ่ม 5% ต่ำสุด และลดลงมาเหลือ 29 เท่า และ 15 เท่า สำหรับกลุ่มรายได้ 10% และ 20% ตามลำดับ

กรณีของญี่ปุ่นนั้น สมัยที่ผู้เขียนมีโอกาสไปศึกษาเรื่องเศรษฐกิจญี่ปุ่นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ก่อนไปถึงญี่ปุ่น ผู้เขียนรับรู้มาว่า สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ไม่มีปัญหาเรื่องชนชั้น ทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง แม้จะเป็นคนงานในโรงงาน ภาพที่เห็นแรกๆ อย่างผิวเผินของผู้คน บ้านช่องที่เล็กและคับแคบ วิถีชีวิตของเพื่อนอาจารย์ชาวญี่ปุ่น รู้สึกว่า สถานะทางเศรษฐกิจหรือทางวัตถุของคนญี่ปุ่นที่ได้พบเห็น ถ้าจะเป็นชนชั้นกลางไม่ได้ต่างกันมาก ดูคล้ายกันเป็นส่วนใหญ่ มีสินค้าอุปโภคบริโภคครบครัน นั่งรถไฟไปทำงานและกลับแทนการใช้รถส่วนตัว

ผู้เขียนอดจะรู้สึกไม่ได้ในตอนนั้นว่า มาตรฐานการครองชีพของผู้เขียน ในฐานะข้าราชการธรรมดาๆ ไม่มีทรัพย์สินที่เกินความจำเป็นนั้น ไม่ได้ต่ำกว่าเพื่อนอาจารย์ชาวญี่ปุ่น เมื่อปรับค่าครองชีพและรายได้ของกันและกัน ตัวเลขการกระจายรายได้ที่ดีของญี่ปุ่นกับคุณภาพของชีวิตและความพึงพอใจ จึงอาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ความไม่เท่าเทียมกันในรายได้ที่ดูต่ำมาก แถมยังมีเสถียรภาพมาตลอดหลังสงครามของญี่ปุ่น จนถึงช่วงทศวรรษ 1990 นั้น ยิ่งดูแปลกมาก ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นเกิดภาวะฟองสบู่ก่อนหน้า ราคาอสังหาริมทรัพย์และหุ้นสูงขึ้นมโหฬาร การกระจุกตัวและการกระจายในทรัพย์สิน จะไม่มีส่วนที่ทำให้การกระจายรายได้ไม่เท่าเทียมกันมากขึ้นเลยหรือ ในส่วนการถือครองหุ้นนั้น คนญี่ปุ่นโดยเฉลี่ยออมเงินในรูปของหุ้นน้อยกว่าคนอเมริกัน ส่วนใหญ่คล้ายกันคือฝากเงินไว้กับธนาคารที่ได้ดอกเบี้ยต่ำ ส่วนใหญ่บริษัทและสถาบันการเงินถือหุ้นโยงใยกัน และไม่ซื้อขายกันมาก

ที่แปลกอีกอย่างหนึ่งก็คือ โดยทั่วไปแม้โครงสร้างภาษีจะมีลักษณะก้าวหน้า แต่เอาเข้าจริง ผลของภาษีที่มีต่อการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของญี่ปุ่นมีไม่มาก เพราะมีระบบยกเว้นหักลดหย่อนแก่ลูกจ้าง เจ้าของกิจการขนาดเล็กมากมาย หรือแม้ญี่ปุ่นจะมีภาษีมรดก เอาเข้าจริงภาระภาษีต่ำ ญี่ปุ่นเก็บภาษีเป็นรายได้ต่อจีดีพี ต่ำกว่าอเมริกา และต่ำกว่ากลุ่มประเทศยุโรปมาก แม้รายได้ต่อหัวของคนญี่ปุ่นอยู่ในระดับเดียว หรือสูงกว่าประเทศเหล่านั้นแล้วก็ตาม ผลก็คือญี่ปุ่นใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการทางสังคมในระบบสวัสดิการ ต่ำกว่าประเทศในยุโรปมาก

ในภาคชนบท รัฐอุ้มภาคเกษตรทั้งการคุ้มครองและอุดหนุนหลังสงครามมาตลอด แต่ในด้านสวัสดิการสังคมแก่คนงาน โดยเปรียบเทียบรัฐบาลญี่ปุ่นมีบทบาทน้อยกว่าประเทศในยุโรป กลไกที่มาแทนรัฐของญี่ปุ่น ยังมีลักษณะคล้ายสังคมเอเชียที่ยังไม่ร่ำรวย คือครอบครัวผู้สูงอายุในญี่ปุ่น ยังอยู่กับครอบครัวที่เป็นลูกหลาน มากกว่าสังคมตะวันตก ผู้สูงอายุในญี่ปุ่นยังทำงานในสัดส่วนที่สูงกว่าเช่นกัน

เหนืออื่นใด กลไกที่สำคัญที่มาแทนรัฐในเรื่องสวัสดิการก็คือบริษัท นอกจากสวัสดิการ เช่น ภาษีที่บริษัทต้องจ่ายเป็นไปตามกฎหมายแล้ว บริษัทใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นให้สวัสดิการแก่พนักงานโดยเฉพาะที่อยู่อาศัย โดยคิดค่าเช่าในราคาที่ต่ำมาก รวมทั้งสวัสดิการอื่นๆ รวมทั้งการศึกษาอบรม ส่วนบริษัทเล็กๆ สวัสดิการจะไม่ดีเท่า นี่คือปัญหา เพราะเราต้องไม่ลืมว่า แม้ระบบการจ้างงานตลอดชีวิตของญี่ปุ่น ก็มีไม่เกินหนึ่งในสามของการจ้างงานในญี่ปุ่นเท่านั้น

ยังไม่พูดถึงชั่วโมงการทำงานของคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในบริษัทใหญ่ๆ ที่มากกว่าใครๆ อยู่ถึงมืดค่ำและวันสุดสัปดาห์ การเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงญี่ปุ่น รวมทั้งการจ้างคนงานที่ไม่ทำงานเต็มเวลา ค่าจ้างต่ำที่มีมากขึ้น ล้วนมีผลต่อคุณภาพชีวิตและการกระจายรายได้

มิติคุณภาพของชีวิต ความเสมอภาคทั้งทางเศรษฐกิจ การแบ่งชั้นทางสังคมของญี่ปุ่น จึงต้องมองให้ลึกลงไปกว่าการมองจากตัวเลขการกระจายรายได้เพียงอย่างเดียว


POST JTEPA : ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร (11)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร. ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ก่อนที่ญี่ปุ่นจะเผชิญปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจชะงักงัน ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 เป็นต้นมานั้น มีการศึกษาเรื่องความสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ของญี่ปุ่นกันมากมายเหลือเกินในทุกมุมโลก โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตกจากหลากหลายสำนักวิชาการ

เป็นที่น่าสังเกตว่าการกระจุกตัวของความสนใจของนักวิชาการ จะอยู่ที่ปรากฏการณ์ที่ญี่ปุ่น สามารถกลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรม  และเศรษฐกิจไล่กวดสหรัฐ และประเทศที่มาก่อนหน้าได้ในเวลาอันรวดเร็วหลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม และเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโต ในช่วงกว่าสองทศวรรษแรกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศทุนนิยมซีกโลกตะวันตก แม้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป เราได้เรียนรู้ใหม่ว่า สำหรับประเทศในเอเชีย ไม่ใช่ญี่ปุ่นเท่านั้นที่ทำได้

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจก็คือความแตกต่างของประเทศอื่นๆ ในเอเชียกับญี่ปุ่น ก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 เป็นต้นมา เอเชียโดยเฉพาะเอเชียตะวันออก ซึ่งพยายามจะไล่กวด ลดช่องว่างในรายได้กับประเทศตะวันตกนั้น มีอัตราความเจริญเติบโต และการพัฒนาอุตสาหกรรมสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ ญี่ปุ่นโตเร็วกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียในช่วงยี่สิบปีแรกหลังสงคราม แต่หลังจากญี่ปุ่นตักตวงและปิดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับโลกตะวันตก ญี่ปุ่นก็โตช้ากว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย แต่ทุกประเทศในเอเชียอาจยกเว้นฟิลิปปินส์ ล้วนมีมาตรฐานทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น สัดส่วนของเอเชียใน GDP โลกสูงขึ้น

แต่ภาพของเอเชียก่อนปี ค.ศ. 1950 ย้อนไป 400-500 ปีหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ในช่วงดังกล่าว เอเชียค่อนข้างชะงักงันอยู่กับที่ ขณะที่ภูมิภาคอื่นก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ จากข้อมูลของ Angus Maddison ในปี ค.ศ. 1500 เอเชียมีส่วนแบ่งใน GDP โลกถึงร้อยละ 65 และลงมาเหลือเพียง 18.5 ในปี ค.ศ. 1950 และเพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัวหลังจากนั้น

ญี่ปุ่นเป็นข้อยกเว้นของการจมอยู่กับที่ทางเศรษฐกิจของเอเชีย ช่วงก่อน ค.ศ. 1950 จริงๆ แล้วปรากฏการณ์ของญี่ปุ่นในการไล่กวดทางเศรษฐกิจ และอารยธรรม กับซีกโลกตะวันตก ไม่ใช่เพิ่งเป็นปรากฏการณ์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าย้อนไปยาวถึงพันปี ญี่ปุ่นมองจีนด้วยความรู้สึกที่ล้าหลัง ทางด้านอารยธรรม และขีดความสามารถทางเศรษฐกิจก็ด้อยกว่าจีน

จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 18 ญี่ปุ่นจึงซึมซับเลียนแบบดัดแปลงวัฒนธรรม ความรู้และวิทยาการจำนวนมากจากจีน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา วรรณกรรม และสถาบันอื่นๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 การซึมซับความรู้และวิทยาการจากโลกตะวันตก ผ่านภาษาและชาว Dutch เกิดขึ้นภายหลัง

ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในการไล่กวดโลกทุนนิยมตะวันตก ได้บดบังข้อเท็จจริงที่สำคัญของญี่ปุ่นและเอเชียก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สำคัญก็คือ ญี่ปุ่นหลังการรื้อฟื้นสถาปนาขึ้นมาใหม่ของจักรพรรดิเมจิ ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวที่ประสบความสำเร็จ สามารถไล่กวดความเจริญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ลดช่องว่างที่มีอยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐและยุโรป เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

ข้อมูลจาก Angus Maddison ตารางข้างล่างนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความสำเร็จของญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นนี้ ญี่ปุ่นบินเดี่ยว คือ ญี่ปุ่นสำเร็จ คือมีสัดส่วนต่อ GDP โลกสูงขึ้น ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียล้วนย่ำอยู่กับที่หรือเลวลง ในช่วง ค.ศ.1870-1938 เห็นได้จากการที่สัดส่วนของเอเชียต่อ GDP โลก เอเชียเริ่มผงาดใหม่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970

ตารางที่ 1 สัดส่วน GDP ของญี่ปุ่นและประเทศในเอเชียใน GDP โลก
 ปี ค.ศ.     เอเชีย
อังกฤษ สหรัฐ เอเชียรวม จีน ญี่ปุ่น อื่นๆ
1870 9.13 9.39 38.74 17.87 2.43 18.44
1900 9.55 16.92 29.76 14.09 2.71 12.96
1913 8.40 20.28 25.75 11.78 2.70 11.27
1938 7.34 20.69 24.79 10.33 4.38 10.08
1960 5.68 25.61 19.82 7.42 4.62  7.78
1970 4.62 23.67 22.13 6.94 7.66 7.53
1980 3.97 22.97 25.03 7.92 8.45 8.66
1990 3.66 21.38 31.96 11.98 8.97 11.02

 

ตารางที่ 2 อัตราความเจริญเติบโตของ GDP
ประเทศ 1860-1963 1913-1938
ญี่ปุ่น 4.1 4.5
สหรัฐ 4.3 2.0
อังกฤษ 2.4 1.0
เยอรมนี 3.0 1.3
สวีเดน 2.0 1.9

ทำไมก่อนสงคราม ประเทศอื่นๆ ในเอเชียโดยเฉพาะจีนจึงล้มเหลว และญี่ปุ่นเท่านั้นที่สำเร็จ ทำไมสหรัฐและยุโรป เจริญก่อนจีนหรือเอเชีย เรื่องนี้นักประวัติศาสตร์มีคำตอบที่ไม่เหมือนกัน


POST JTEPA : ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร (12)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ขณะที่ญี่ปุ่นและเอเชียเติบโตไปด้วยกันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และศตวรรษที่ 21 กำลังจะเป็นศตวรรษแห่งเอเชีย ญี่ปุ่นกลับเป็นประเทศเดียวก็ว่าได้ในเอเชีย ที่สามารถเข้าสู่การเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ (Modern Economic Growth) ตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 19 การเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสมัยใหม่ หมายถึง การมีอัตราความเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และยั่งยืนโดยเฉพาะในรายได้ต่อหัว ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการผลิต ที่ภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทแทนภาคการเกษตร ทั้งทางด้านการผลิต และกำลังแรงงาน และที่สำคัญคือ การมีขีดความสามารถทางสังคม และสถาบัน ที่สามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ตารางข้างล่างยืนยันค่อนข้างชัดเจนว่า ความสำเร็จของญี่ปุ่น ก่อนสงครามนั้นเด่นหรือประสบความสำเร็จกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

รายได้ต่อหัวของประเทศในเอเชีย มูลค่าดอลลาร์ ปี 1990
ค.ศ.1500 ค.ศ.1700 ค.ศ.1820 ค.ศ.1950 ค.ศ.2003
จีน 600 600 600 439 4392
ญี่ปุ่น 500 570 669 1921 21218
อินเดีย 550 550 533 619 2160
เกาหลีใต้ 600 600 600 770 15732
           
           
           
           

อัตราความเจริญของรายได้ต่อหัวของ 11 ประเทศในเอเชีย

     
  ค.ศ.1870-1913 ค.ศ.1913-1950
จีน 0.6 -0.3
อินเดีย 0.4 -0.3
ญี่ปุ่น 1.4 0.9
อินโดนีเซีย 0.8 -0.1
ฟิลิปปินส์ - -0.1
เกาหลีใต้ - -0.2
ไต้หวัน - 0.4
ไทย 0.4 0.0
เฉลี่ย 11 ประเทศ 0.7 -0.2

ความสำเร็จของญี่ปุ่นในการก้าวขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมในเวลาอันสั้นๆ เพียงแค่ 2 ทศวรรษหลังสงคราม และการมีอัตราความเจริญเติบโตในอัตราที่เคยเรียกกันว่า ความมหัศจรรย์ของญี่ปุ่น ทำให้เราไม่เห็นภาพของการก่อตัว และขีดความสามารถของสังคมและคนญี่ปุ่น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มาก่อนหน้า 50-100 ปี ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อความสำเร็จของญี่ปุ่นในเวลาต่อมา ถ้าเราได้เห็นภาพระยะยาวและภาพใหญ่ก็จะพบว่า ประเทศและคนญี่ปุ่นมีอะไรที่น่าสนใจ ที่ทั้งเหมือนและไม่เหมือนใครๆ ในการเข้าเป็นสังคมเศรษฐกิจสมัยใหม่

จริงๆ แล้ว เมื่อเราได้เห็นเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกในช่วง 20-30 ปีที่โตเอาๆ และเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม มีบทบาทสำคัญในการผลิตและการค้าของโลก อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจระดับ 2 หลัก 20 ปีแรกๆ หลังสงครามดูจะไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์อีกต่อไป สามารถอธิบายได้ตามทฤษฎีความเจริญเติบโต ในเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ประเทศดาวรุ่งเหล่านี้กับญี่ปุ่น จึงมีหลายๆ อย่างที่คล้ายกันที่เป็นเงื่อนไขสำคัญ ในการก้าวไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมและโตได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากตารางข้างล่างชี้ให้เห็นว่า การเติบโตในอัตราที่สูงนั้น ไม่ใช่ปรากฏการณ์หลังที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามเท่านั้น ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 20 เศรษฐกิจของญี่ปุ่นต่างกับประเทศในเอเชียอื่นๆ คือ มีอัตราความเจริญเติบโตที่ค่อนข้างสูง แม้จะโตในอัตราที่ต่ำกว่า แต่ก็ไม่ได้ต่างกันมากมาย และมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไปสู่ความเป็นสังคมสมัยใหม่ที่ชัดเจน

เปรียบเทียบอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นก่อนและหลังสงคราม

ค่าเฉลี่ย ช่วงต่าง

ค.ศ.1905-1912 6.7 16.5 และ -3

ค.ศ.1912-1919 7.0 18.8 และ -0.9

ค.ศ.1931-1938 7.5 11.0 และ -2.5

ค.ศ.1953-1960 9.3 17.9 และ 3.3

เมื่อเทียบกับอินเดียหรือจีนหรือประเทศอื่นๆ ในเอเชียและโดยสภาพทางภูมิศาสตร์ ญี่ปุ่นไม่น่าจะเป็นประเทศที่ยุโรป ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในทศวรรษที่ 19 จะให้ความสนใจ ในช่วงหนึ่งศตวรรษญี่ปุ่นเข้าสู่การมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศค่อนข้างช้า คือกลางทศวรรษที่ 19 โดยเพราะการปิดประเทศกว่าเกือบ 300 ปี และดูเหมือนจะล้าหลังมาก ขณะที่อังกฤษมีการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม และโลกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สำคัญ

สาเหตุของความสำเร็จในการเป็นประเทศอุตสาหกรรมสำหรับญี่ปุ่นและเป็นประเทศแรกในเอเชีย จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายนักวิชาการเสมอมา


POST JTEPA : ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร (13)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2550

พอถึงกลางศตวรรษที่ 19 ข้อเท็จจริงที่ว่ายุโรปและอเมริกาล้ำหน้าเอเชียไปค่อนข้างมากทางด้านความเจริญทางเศรษฐกิจ ความรู้วิทยาการ และเทคโนโลยี ไม่ว่าจะทางอุตสาหกรรมหรือทางทหาร ดูจะไม่เป็นที่แคลงใจของนักวิชาการ แต่ถ้าย้อนหลังไปไกลหน่อย รวมทั้งความพยายามที่จะอธิบายว่าทำไมช่องว่างระหว่างเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย กับยุโรปหรือโลกตะวันตก จึงเริ่มห่างกันมาก และห่างกันตั้งแต่เมื่อใด อะไรคือสาเหตุ ประเด็นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในทางวิชาการค่อนข้างมาก

แนวคิดที่ยึดยุโรปหรือตะวันตกเป็นศูนย์กลาง (Euro Centrism) แนวคิดนี้ยอมรับว่า ช่วงก่อนและช่วงคริสตกาล ราวศตวรรษที่ 15-16 ยุโรปยังล้าหลังแทบทุกๆ ด้านกว่าอารยธรรมเก่าแก่ของอิสลาม อินเดีย จีน เป็นต้น ความล้าหลังนี้ รวมทั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ยุโรปตั้งแต่ยุคฟื้นฟู หรือ Renaissance หลังยุคกลาง และการเดินทางสำรวจแผ่นดินใหม่ ตามมาด้วยการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ การประกาศอิสรภาพของอเมริกา บอกถึงการเปลี่ยนแปลงในจุดศูนย์กลางความเจริญของโลกจากเอเชียมาที่ยุโรป และจากยุโรปแพร่กระจายไปส่วนอื่นๆ ของโลก โดยกระบวนการจักรวรรดินิยม หรือการล่าอาณานิคม

แต่ก็ยังมีแนวคิดที่เป็น Anti Eurocentrism หรือ Asia Centrism ซึ่งไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดข้างต้น โดยมีจุดยืนและความเชื่อที่ว่า ตะวันออกนั้นก้าวหน้ากว่าโลกตะวันตก โดยเฉพาะในช่วง ค.ศ. 500-1800 ตะวันออกเป็นผู้นำ ริเริ่มการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยตนเอง มีส่วนสำคัญในการสร้างระบบเศรษฐกิจของโลก เช่น ทางด้านการค้า มีบทบาทที่สำคัญต่อความรุ่งเรืองของอารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่ ในด้านความคิด เทคโนโลยี และการเกิดสถาบันต่างๆ รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับการที่มองตะวันออกในลักษณะที่เป็นดินแดนชายขอบ

ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของเอเชียบอกเราว่า ภูมิภาคนี้ค่อนข้างเปิดเต็มที่กับระบบเศรษฐกิจโลกมานานนม ก่อนการเกิดเศรษฐกิจสมัยใหม่ กรณีของจีนกับญี่ปุ่นนั้น แม้ในศตวรรษที่ 15 และ 17 จะแสดงออกของการเป็นประเทศที่ปิดตัวเองกับประเทศภายนอก แต่ในข้อเท็จจริงก็พบว่า ในหลายๆเรื่องไม่ได้เป็นการปิดตายอย่างถาวร หรือปิดทุกประตู เมื่อเวลาผ่านไปในระยะยาว เอเชียเป็นกลไกที่สำคัญในการแบ่งแยกแรงงานในระบบเศรษฐกิจโลก

เอเชียมีระบบเศรษฐกิจของตัวเอง ซึ่งมีผลต่อความเจริญของยุโรป เอเชียจึงไม่ควรถูกมอง หรือวิเคราะห์ว่าเป็นส่วนที่ถูกค้นพบ และเปิดประเทศโดยชาวยุโรป ในช่วงศตวรรษที่ 13 และ 14 มีพัฒนาการของเศรษฐกิจที่เป็นการค้าระหว่างประเทศ นักประวัติศาสตร์ เช่น Braudel มองเศรษฐกิจตะวันออกไกลในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 15 และ 18 ว่า เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งจริงๆ แล้ว ประกอบไปด้วย 3 เศรษฐกิจที่เป็นยักษ์ใหญ่ของโลกในขณะนั้น อันประกอบไปด้วย

1.อิสลาม ผ่านมหาสมุทรอินเดีย จากทะเลแดง และอ่าวเปอร์เซีย ผ่านทะเลทรายมาทางเอเชีย จากอาหรับสู่จีน 2. อินเดีย ซึ่งมีอิทธิพลแผ่ขยายไปทั่วมหาสมุทรอินเดีย และ 3. จีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางทะเลและภาคพื้นดิน

นักวิชาการ เช่น Andre Gunder Frank เชื่อว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ.1500 เป็นต้นมา เศรษฐกิจโลกมีลักษณะที่เป็นหนึ่งเดียว มีการค้าขายในระดับพหุภาคี มีการแบ่งแยกแรงงานระดับโลก ประเด็นสำคัญของ Frank ก็คือว่า โลกในขณะนั้น เอเชียมีบทบาทที่เด่นกว่าผู้อื่นในระบบเศรษฐกิจของโลก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านประชากร การผลิต ความสามารถในการแข่งขัน ผลิตภาพการค้า รวมทั้งการสะสมทุน อย่างน้อยจนถึงช่วงระหว่าง ค.ศ.1750-1800

ประชากรของเอเชียมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกมา 2,000 ปีแล้ว และเมื่อถึงปลายศตวรรษที่ 19 ก็อยู่ระหว่าง 60-70% โดยที่จีนและอินเดียครองสัดส่วนประมาณ 70-85% แม้จะมีปัญหาเรื่องการมีและความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางด้านรายได้ และผลผลิต ในช่วงปี ค.ศ.1400-1800 Frank มีความเชื่อว่า การที่เอเชียมีประชากรที่มีอัตราการเติบโตที่เป็นไปได้ เพราะการผลิตต้องโตเร็วกว่า เพื่อสนับสนุนประชากรเท่านั้น และเขาเชื่อว่าอย่างน้อยจนถึงปี ค.ศ.1800 เทคโนโลยีและสถาบันทางเศรษฐกิจของเอเชียต้องมีความสามารถทั้งทางด้านการแข่งขัน และการผลิตในเศรษฐกิจโลก มากกว่าประเทศทางยุโรปตะวันตกรวมกัน

นักประวัติศาสตร์ Eric Jones และคณะ พรรณนาความเป็นเมืองของประเทศใน Pacific Rim ว่า เอเชียมีเมืองใหญ่มาเป็นเวลาพันๆ ปี Marco Polo พ่อค้าชาวเวนิช เคยพูดถึงเมืองหนึ่งของจีนชื่อ Kinsai (Hangzhou) เมื่อเขามาถึงในศตวรรษที่ 13 ว่า "เป็นเมืองที่สวยและวิเศษมากที่สุดในโลกโดยไม่ต้องสงสัย" เชื่อว่าเมืองนี้มีประชากรสูงถึง 2.5 ล้านคนในศตวรรษที่ 13 ในขณะที่เมืองที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป คือ ปารีส ในปี ค.ศ.1250 มีประชากรเพียง 1.6 แสนคน เมืองหลวงของเกาหลีสมัยโบราณคือ เมือง Kyongju มีประชากรประมาณ 1 ล้านคน ในศตวรรษที่ 8

ในช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 เมืองใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น คือ Edo (ปัจจุบันคือเมืองโตเกียว) มีประชากรกว่า 1 ล้านคน ขนาดและความสำคัญในการเป็นศูนย์ทางด้านเศรษฐกิจการค้า การปกครองและวัฒนธรรมของ 3 เมืองใหญ่ๆ ในญี่ปุ่น อันได้แก่ โตเกียว โอซากา และเกียวโต ในสมัยก่อนที่ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ คือสมัยระบบศักดินาของโชกุนตระกูล Tokugawa ในช่วงกว่า 200 ปีที่ญี่ปุ่นปิดประเทศ บอกถึงระดับความเจริญของคนในการจัดการบริหารเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่สามารถบอกได้จากการดูเพียงรายได้ต่อหัว หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงๆ

ในปี ค.ศ.1500 เมืองที่ใหญ่ที่สุดของโลก 20 เมือง เกือบทั้งหมดอยู่ในเอเชียตะวันออกกลางและแอฟริกา และ 8 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มี 6 เมืองอยู่ในจีน อย่างไรก็ตาม 3-4 ศตวรรษต่อมา เช่น เมื่อ ค.ศ.1850 65% ของ 20 เมืองใหญ่ของโลก ย้ายศูนย์มาที่ยุโรป และข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

นั่นเป็นภาพของเมืองและประชากร แต่ทางผลผลิตและรายได้ต่อหัว ทำไมช่องว่างระหว่างเอเชียและยุโรป จึงกว้างขึ้นในเวลาต่อมา ทั้งๆ ที่เมื่อ 500 ปีก่อน 60% ของ GDP โลกอยู่ที่เอเชีย เราจะวิเคราะห์ประเด็นนี้ และบริบทของญี่ปุ่นในคราวต่อไป


POST JTEPA: ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร (14)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2551

ที่ผ่านมาเวลาเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระยะยาวของญี่ปุ่นและเอเชีย เรามักจะเปรียบเทียบโดยเอาตะวันตก หรืออีกนัยหนึ่งคือยุโรปและต่อมาสหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลางในอดีต และเนื่องจากเอเชียเคยเจริญมาก่อนยุโรปในอดีตกาล การมองยุโรปกับเอเชียในเชิงเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ของการพัฒนา จึงได้รับความสนใจจากนักวิชาการในทุกมุมโลกมาตลอด โดยเฉพาะกรณีของญี่ปุ่นที่เป็นประเทศเดียวในเอเชียที่สามารถเข้าสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้เท่าเทียมกับ กลุ่มประเทศยุโรป และสหรัฐในต้นทศวรรษที่ 20

ตารางข้อมูลจาก Angus Maddison ข้างล่างนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยให้เรามองเห็นความแตกต่าง ในการเปลี่ยนแปลงของอำนาจทางเศรษฐกิจในระดับโลกได้เป็นอย่างดี

ตาราง รายได้ต่อหัวของกลุ่มประเทศในโลก (US dollars ในราคาปี 1990)

ประเทศ ค.ศ.1500 1700 1820 1870 1913 1950 1998

อังกฤษ 714 1,250 1,707 3,191 4,921 6,907 18,714

เยอรมนี 676 894 1,058 1,821 3,648 3,881 17,799

12 ประเทศในยุโรป 796 1,056 1,270 2,086 3,688 5,013 1,872

สหรัฐ 400 527 1,257 2,445 5,301 9,561 27,331

ญี่ปุ่น 500 570 669 737 1,387 1,926 20,413

จีน 600 600 600 530 552 439 3,117

อินเดีย 550 550 533 533 673 619 1,746

ประเทศเอเชียอื่นๆ 572 571 575 543 640 635 2,936

โดยสมมติฐานที่ว่ามนุษย์ไม่ว่าจะต่างกันด้วยศาสนา ความเชื่อ หรือวัฒนธรรมแบบไหน มนุษย์ล้วนอยากมีชีวิตทางเศรษฐกิจที่ดี ข้อสงสัยและปริศนาที่ดึงดูดความสนใจของนักวิชาการมาตลอดก็คือ จะหาคำอธิบายอะไร อย่างไรและดีที่สุดมาใช้กับปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศ ภูมิภาค หรือระดับโลก

ทำไมในปัจจุบันความแตกต่างในรายได้หรือฐานะทางเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มประเทศร่ำรวยกับกลุ่มประเทศยากจน มันยิ่งห่างกันมากขึ้น ทั้งๆ ที่หลายร้อยปีที่ผ่านมา กระบวนการโลกานุวัตน์อันเป็นพาหะที่สำคัญที่ทำให้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ เงินทุน ความคิดความรู้ เทคโนโลยีวิชาการ คนและแรงงานสามารถเคลื่อนย้ายกันไปมาระหว่างประเทศได้ง่ายขึ้น ทำไมเมื่อโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 ประเทศที่เหลือในโลกเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะเอเชีย จึงตามไม่ทัน ตกเป็นเบี้ยล่าง ถูกครอบงำโดยมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีศูนย์กลางอยู่เพียงแค่ยุโรปและสหรัฐ ทั้งๆ ที่ย้อนไปให้ไกล โดยเฉพาะก่อนปี ค.ศ.1500ยุโรปต่างหากที่ล้าหลังกว่าเอเชีย และต้องตามไล่กวดให้ทันจีน

ข้อมูลจากตารางชี้ให้เห็นว่า จนก็จนคล้ายๆ กัน โลกทั้งโลกในศตวรรษที่ 18 เป็นสังคมเกษตร มีลักษณะไม่แตกต่างกันทางเศรษฐกิจ การที่รายได้ต่อหัวไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญก่อนศตวรรษที่ 19 หมายความว่า ผลผลิตกับประชากรโตในอัตราที่ใกล้เคียงกัน บทบาทของเทคโนโลยียังมีน้อย เป็นการเติบโตที่เรียกว่า Extensive growth แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่รายได้ต่อหัวไม่ได้เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ประเทศหรือโลกไม่มีการเปลี่ยนแปลง โลกมีความเปลี่ยนแปลง และความก้าวหน้าอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป มีลักษณะเป็นวิวัฒนาการมากน้อยแล้วแต่ประเทศและภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ทั่วๆ ไป การเพิ่มขึ้นของการผลิตและผลิตภาพในภาคการเกษตร บทบาทของรัฐในการมีกติกาที่สำคัญ

แม้โลกจะมีการค้าขายกันในระดับภูมิภาค และระดับโลกหลายร้อยหลายพันปีก่อนหน้า แต่เมื่อพูดถึงโลกานุวัตน์ นักวิชาการตะวันตกมักจะถือว่าคลื่นโลกานุวัตน์ในอดีตมี 2 คลื่นใหญ่ คือ คลื่นแรกเป็นช่วงระหว่างปี ค.ศ.1870-1914 และคลื่นที่สอง เช่น ตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน คลื่นแรกนั้นเป็นผลพวงมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกในอังกฤษในปลายศตวรรษที่ 18 ถ้ามองเป็นกระบวนการก็เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป หรือเป็นวิวัฒนาการ แต่ผลลัพธ์มีลักษณะเหมือนการปฏิวัติ

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเมื่อเทียบกับอดีตก็คือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีการผลิต ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ของอุตสาหกรรมการผลิตของอังกฤษมีผลต่อ Productivity ของแรงงานและทั่วๆไป ในช่วงแรกเป็นผลจากเทคโนโลยีของเครื่องจักรไอน้ำ การประดิษฐ์คิดค้น การผลิตสิ่งทอที่สำคัญ ความก้าวหน้าในการผลิตเหล็ก รวมทั้งอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล หรือ Machine tool

เทคโนโลยีการขนส่งที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโลกานุวัตน์ คลื่นแรกซึ่งเกิดขึ้นราวปี ค.ศ.1820 ที่สำคัญที่สุดคือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเครือข่ายรถไฟในช่วงปี ค.ศ.1820-1850 เรือที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไอน้ำในเส้นทางภายในประเทศ และในมหาสมุทรในช่วงปี ค.ศ.1840-1870 ทั้งรถไฟและเรือพลังไอน้ำ มีส่วนสำคัญในการปฏิวัติการขนส่งและการเดินทางทั้งทางบกและทางทะเลอย่างมหาศาล เปิดพื้นที่และตลาดทางเศรษฐกิจอย่างไม่เคยมีมาก่อน ลดต้นทุนและเวลา

เศรษฐกิจอังกฤษเปลี่ยนโฉมไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือในช่วงปี ค.ศ.1830-1860 ผลผลิตต่อชั่วโมงของแรงงานเพิ่มขึ้น 270% ในอุตสาหกรรมปั่นฝ้ายและ 700% ในการทอฝ้าย อังกฤษเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรม สองในสามของประชากรเป็นคนเมือง คนงานในอุตสาหกรรมเพิ่มจากร้อยละ 19 ในปี ค.ศ.1700 เป็น 30% ในปี ค.ศ.1800 เพิ่มขึ้นเป็น 47%ในปี ค.ศ.1840 และสูงสุดคือ 49% ในปี 1870 อังกฤษกลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและเป็นประเทศนำเข้าอาหารรายใหญ่ (ยังมีต่อ)


POST JTEPA : ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร (15)

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2551

การที่เอเชียและประเทศในโลกที่สามเริ่มห่างชั้นกันมากกับยุโรป โดยเฉพาะตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 19 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าหลายร้อยปีไม่ได้มีอะไรที่ต่างกันแบบฟ้ากับดินนั้น น่าสนใจและเราต้องพยายามตอบโจทย์นี้ให้แตก โดยมองให้รอบด้าน Pomeranz เรียกการห่างชั้นที่ยิ่งใหญ่ระหว่างเอเชียกับยุโรปในหนังสือของเขาว่า the great divergence ข้อมูลประวัติศาสตร์หลายร้อยหลายพันปีไม่ใช่ข้อมูลที่หาง่าย ข้อมูลประวัติศาสตร์มาจากหลายแหล่งมักจะต่างกัน เราได้เห็นข้อมูลจาก Angus Maddison ที่มีการใช้อ้างอิงมากที่สุด ข้อมูลช่วง ค.ศ.1750-1950

ที่มีช่วงสั้นกว่าของ Maddison อีกแหล่งหนึ่งมาจาก Bairoch ซึ่งอ้างไว้ในงานของ Sakakibara แม้จะบอกถึงความแตกต่างในการห่างชั้นกันอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ต่างกันในแง่ทิศทาง กรณีของ Bairoch ประเทศในกลุ่มโลกที่สามซึ่งรวมเอเชีย มีรายได้ต่อหัวใกล้เคียงกับยุโรปและอังกฤษเมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ทุกๆ 30-50 ปีหลังจากนั้น การห่างชั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งเท่าตัวเป็นห้าเท่าตัวใน ค.ศ.1950

เอเชียต่างกับยุโรปมากในด้านความแตกต่างในทุกๆ ด้าน แต่ในการวิเคราะห์ยุโรป เราสามารถวิเคราะห์ยุโรปเป็นหน่วยเดียวมองเป็นภูมิภาคก็ได้ เพราะความคล้ายกันและผลกระทบที่มีต่อกันของประเทศในยุโรป เมื่อประเทศหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลง หรือเมื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลง นักประวัติศาสตร์เช่น Eric Jones จึงไม่ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ เช่น การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษเป็นเรื่องใหญ่โต แต่วิเคราะห์ยุโรปก่อนปี ค.ศ.1500

แต่ผู้เขียนพูดถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษเมื่อครั้งก่อน ก็เพราะผู้เขียนคิดว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ถ้าดูจากข้อมูลและข้อเท็จจริง เป็นการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติที่เด่นชัดมาก แม้ว่าปรากฏการณ์นี้ จะมองเป็นปรากฏการณ์ของยุโรป คือมองเป็นภูมิภาคได้ก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงของอังกฤษนั้นเกิดก่อนผู้อื่น จะว่าเป็นผู้นำก็ได้ เมื่ออังกฤษเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ ยุโรปก็เปลี่ยน จากยุโรปก็ส่งผลต่อโลก และเปลี่ยนโลก

เราเรียนประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ และเคยชินกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษมานานนม จะให้เลิกใช้คำนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การที่คำนี้ยังใช้กันอยู่ก็คงมีนัยว่า นักวิชาการจำนวนหนึ่งแม้ไม่ทั้งหมดเห็นว่าเหมาะสม และมีประโยชน์ ช่วงของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ นักประวัติศาสตร์ที่ยังใช้คำนี้ ให้ช่วงของปฏิวัติอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงที่ยาวพอสมควร คือ ค.ศ.1760-1830 หรือประมาณ 70 ปี

นักประวัติศาสตร์ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้คำนี้ และเห็นว่าควรกำจัดออกไปจากสารานุกรมหรือในการศึกษา เพราะเขาเหล่านั้นเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของอังกฤษในช่วงดังกล่าว หรือในช่วงแรกๆ ของปลายทศวรรษที่ 18 ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่สมควรจะเรียกว่าเป็นการปฏิวัติ หรือ Revolution

นักประวัติศาสตร์กลุ่มนี้เห็นว่าคำว่าปฏิวัติสื่อความหมายว่า การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในอังกฤษ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน รวดเร็ว ส่งผลแบบพลิกแผ่นดินทันที เหมือนการปฏิวัติทางการเมืองหรือสังคม เช่น เมื่อเรานึกถึงการปฏิวัติในฝรั่งเศส เราเห็นฝูงชนบุกทำลายคุกบาสติล หรือการปฏิวัติเพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษของอเมริกา

ในประเด็นนี้เราต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ มักไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลัน มักมองไม่เห็นได้ง่ายๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีนักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งมายืนยันว่า สังคมอุตสาหกรรมในอังกฤษไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง แบบหน้ามือเป็นหลังมือ แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมจะเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น มีคนทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้นก็ตาม หรือมีการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีการผลิต เพราะเอาเข้าจริงการพัฒนาอุตสาหกรรมในช่วงเริ่มต้นและช่วงเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่เกิดขึ้นในอังกฤษในช่วง 30-50 ปีแรกที่ภาคเกษตรมีความสำคัญลดลง และอุตสาหกรรมมีความสำคัญมากขึ้น ในสัดส่วนของการผลิตและการใช้แรงงานก็ตาม

แต่การเปลี่ยนแปลงในอังกฤษก็คงเหมือนกับสิ่งที่นักวิชาการได้พบได้เห็นในประเทศอื่นๆ ในช่วงกลางหรือไม่เกินปลายทศวรรษที่ 19 เช่น ในสหรัฐอเมริกา ในยุโรป หรือในญี่ปุ่น ช่วงปฏิรูปเมจิ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1868-1910 หรือประเทศในเอเชียอื่นๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือในกรณีของไทยในช่วงก่อนทศวรรษ 1980 สิ่งที่คล้ายกันก็คือ การเกษตร แม้จะมีความสำคัญลดลง การผลิตในภาคดั้งเดิมในสาขาอุตสาหกรรม ในอุตสาหกรรมครัวเรือน ในอุตสาหกรรมขนาดเล็กล้วนยังมีความสำคัญ และอยู่เคียงคู่ไปกับระบบการผลิตสมัยใหม่ในภาคอุตสาหกรรมที่มีขนาดกลางและขนาดใหญ่ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย พูดอีกอย่างหนึ่งก