|
||||||||||||||
|
หนี้ทางใจของนักเรียนทุน
บทความพิเศษ คณิต ณ นคร คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1392 รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ได้กล่าวหลังจากที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปรากฏในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550 ว่า "การได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ถือเป็นโอกาสดีที่ผมจะตอบแทนประเทศอีกทางหนึ่ง เพราะผมเคยเป็นนักเรียนทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งเงินที่ส่งไปเรียนก็เป็นเงินจากภาษีประชาชน...ฯลฯ... ในระยะเวลาทำงานที่ยังเหลืออีกเพียง 9 เดือนข้างหน้านี้ผมจะทำงานอย่างเต็มที่ 100% ผมถือว่าในเวลา 9 เดือนข้างหน้า เป็นโอกาสที่ท้าทายผม เป็นโอกาสใช้หนี้ทางใจที่ผมเคยได้รับทุนจากเงินภาษีประชาชน เพราะเงินที่ส่งผมไปเรียน อาจจะใช้สร้างโรงพยาบาลเล็กๆ ได้แห่งหนึ่งเลยทีเดียว การทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ถือเป็นการทำงานเพื่อรับใช้สังคมตามภาระผูกพันทางใจจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดให้ดูเก๋ๆ แต่เป็นความรู้สึกจริงๆ..." คำกล่าวของรองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ดังกล่าวคงจะสื่อความหมายสำหรับตนเอง แต่ผู้เขียนก็เห็นว่าเป็นคำกล่าวที่น่าสนใจที่นักเรียนทุนทั้งหลาย น่าจะได้นำมาคิดทบทวนด้วยไม่ว่าจะเป็นนักเรียนทุนที่ใช้เงินภาษีของประชาชนหรือไม่ก็ตาม เมื่อปี 2548 ผู้เขียนในฐานะที่เป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้เคยประชุมนักศึกษาของคณะนิติศาสตร์ทุกชั้นปี ที่เป็นผู้ได้รับทุนการศึกษาประเภทต่างๆ และผู้เขียนได้กล่าวกับนักศึกษาทุนทั้งหลายในวันนั้นความว่า "การเป็นนักเรียนทุนนั้นต้องระลึกเสมอว่าเรามีหน้าที่ตามธรรมจรรยาที่นอกจากจะต้องหมั่นศึกษาเล่าเรียนแล้ว ยังต้องปฏิบัติตนให้สมกับเป็นนักเรียนทุนและให้สมกับที่จะเป็นนักกฎหมายในอนาคตด้วย" คำว่า "หนี้ทางใจ" ของรองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ คงจะตรงกับคำว่า "หน้าที่ตามธรรมจรรยา" ที่ผู้เขียนได้ใช้ในการอบรมนักศึกษาดังกล่าวมาแล้ว นักเรียนไทยที่ได้รับทุนให้ไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศโดยภาษีของประชาชนนั้น โดยทั่วไปจะถูกผูกมัดตามสัญญาที่ทำไว้ กับสำนักงาน ก.พ. หรือกับหน่วยงานเจ้าของทุนว่า จะต้องกลับมาทำงานชดใช้ทุนตามจำนวนเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา มิฉะนั้นแล้วจักต้องคืนเงินทุนและอาจจะต้องถูกปรับอีกต่างหาก หนี้ตามสัญญาสำหรับนักเรียนทุนดังกล่าวเป็นหนี้ในกรณีทั่วๆ ไปซึ่งตามปกติเมื่อได้มีการใช้หนี้กันหมดแล้ว ก็เป็นอันหมดสิ้นกันไป ไม่มีอะไรติดค้าง ที่จะต้องมีต่อกันระหว่างนักเรียนทุนกับรัฐหรือกับหน่วยงานของรัฐอีก แต่รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เห็นว่าผู้ได้รับทุนจากเงินภาษีของประชาชนไม่ควรที่จะคิดเช่นนั้น รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ได้ทำงานใช้หนี้ตามสัญญาจนหมดสิ้นแล้ว แต่ท่านก็ยังบอกว่าในฐานะที่ท่านเป็นนักเรียนทุนจากภาษีของประชาชนท่านยังใช้หนี้ไม่หมด เพราะท่านยังมี "หนี้ทางใจ" ที่จะต้องชำระต่อไปอีก ผู้เขียนจึงใคร่ขอเป็นกำลังใจในการชำระหนี้ของท่านในตำแหน่งดังกล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วย ผู้เขียนเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลตามความต้องการของกรมอัยการ หรือสำนักงานอัยการสูงสุดในปัจจุบัน ให้ไปศึกษากฎหมายเพิ่มเติม ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ผู้เขียนได้ชำระหนี้ตามสัญญา ที่ต้องทำงานที่สำนักงานอัยการสูงสุด จนครบถ้วน อย่างเต็มความสามารถ และแม้จะได้ทำงานใช้หนี้ครบถ้วนตามกำหนดเวลา ตามสัญญาแล้วผู้เขียนก็ได้ทำงานชำระหนี้ต่อไปอีก จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ความสำนึกในภาษีของประชาชนของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนมีอยู่ และมีมาตลอดทำนองเดียวกับรองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ และผู้เขียนได้แสดงออกซึ่งความสำนึกดังกล่าวสู่สาธารณชนตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 ซึ่งเป็นระยะเวลาระหว่างการชำระหนี้ กล่าวคือ ผู้เขียนได้กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องในโอกาสงาน "สัปดาห์ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย" ว่า "การที่ผมมีโอกาสได้เสนอแนวความคิดของกฎหมายอาญาให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์นี้ ผมรู้สึกเป็นสุขใจ ที่ได้สนองความต้องการของครูกฎหมายของผม และขณะเดียวกัน ผมคิดว่าการนำเสนอของผม คงจะตรงกับความต้องการของทางราชการที่ได้ส่งผมไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยภาษีของราษฎรอีกด้วย" (ดู คณิต ณ นคร "โครงสร้างความผิดทางอาญาและข้อถกเถียงทางวิชาการเกี่ยวกับ Mens Rea" วารสารนิติศาสตร์ ฉบับที่ 3 ปีที่ 16 กันยายน 2529 หน้า 204-216) ผู้เขียนมิได้เป็นอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยใดๆ ในขณะรับทุนอย่างเช่น รองศาตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ แต่ผู้เขียนก็โชคดีมากที่มีโอกาสตอบแทนภาษีของประชาชนได้ถึงสองทางในขณะเดียวกัน โดยงานที่ทำเพื่อเป็นการตอบแทนภาษีของประชาชนทั้งสองทางนั้น ไม่มีการฝ่าฝืน "หลักการขัดกันของหน้าที่" (Incompatible Principle) แต่อย่างใดเลยด้วย กล่าวคือ ทางหนึ่งผู้เขียนได้ตอบแทนภาษีของประชาชนในฐานะที่เป็นพนักงานอัยการ และอีกทางหนึ่งได้ตอบแทนภาษีของประชาชนในฐานะที่เป็นครูกฎหมาย ในการตอบแทนภาษีของประชาชนในฐานะที่เป็นพนักงานอัยการนั้น ผู้เขียนคิดว่าผู้เขียนได้ทุ่มเท รับใช้งานของกระบวนการยุติธรรมที่กรมอัยการ หรือสำนักงานอัยการสูงสุดจนเกษียณอายุราชการ อย่างเต็มความรู้ความสามารถ ในฐานะที่เป็นครูกฎหมายผู้เขียนก็คิดว่า ผู้เขียนได้ทุ่มเทกับการถ่ายทอดความรู้แก่ศิษย์อย่างเต็มความรู้ความสามารถเช่นกัน ผู้เขียนได้ผลิตตำรากฎหมายและปรับปรุงตำรากฎหมายที่ได้ผลิตไว้แล้วนั้นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นมาโดยตลอด เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่วงการนิติศาสตร์ของประเทศ และตำรากฎหมายที่ผู้เขียนได้ผลิตเล่มใหม่สุดคือตำรา "กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาคการดำเนินคดี" พิมพ์โดยสำนักพิมพ์วิญญูชน กรกฎาคม 2548 และในคำนำของตำราเล่มนี้ผู้เขียนได้กล่าวเตือนสติตนเองไว้อีกว่า "ผลงานวิชาการทั้งหลายของผู้เขียนที่ตีพิมพ์แล้วและที่จะตีพิมพ์ต่อไปนั้น ผู้เขียนถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง ที่ตรงกับความต้องการของทางราชการ ที่ได้ส่งผู้เขียนไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ด้วยภาษีของราษฎร" ขณะนี้ผู้เขียนกำลังผลิตตำรา "กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาคบังคับคดี" อยู่ ทั้งนี้ เพื่อให้ตำราในส่วนของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งครบถ้วนสมบูรณ์ และถ้ายังมีกำลังวังชา ก็จะผลิตตำรากฎหมายอื่นต่อไปอีก ผู้เขียนคลุกคลีกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศมาโดยตลอด ผู้เขียนพบว่าปัญหาที่สำคัญ ของกระบวนการยุติธรรมปัญหาหนึ่ง คือ ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย เหตุดังนั้น เมื่อผู้เขียนดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ผู้เขียนจึงได้ตั้งหน่วยงานหนึ่งขึ้นในสำนักงานอัยการสูงสุด คือ "สถาบันกฎหมายอาญา" (รายละเอียดการก่อตั้ง ดู ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ "สถาบันกฎหมายอาญา : ปณิธานเพื่อการพัฒนากฎหมายอาญา และกระบวนการยุติธรรม" บนเส้นทางแห่งหลักนิติธรรม หนังสือพิมพ์เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร โรงพิมพ์เดือนตุลา พ.ศ.2540 หน้า 139) การตอบแทนภาษีของประชาชนโดยการปรับปรุงงานของสำนักงานอัยการสูงสุด และของกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนคิดว่า ผู้เขียนได้ทำไว้มากตามสมควร (ดู เป็นต้นว่า กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ "ความคิดทางกฎหมายของอาจารย์คณิต ณ นคร ในบริบทการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม" บนเส้นทางแห่งหลักนิติธรรม หน้า 113 และดู สัก กอแสงเรือง "บทบาทของ ศ.ดร.คณิต ณ นคร ในการผดุงความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิของประชาชนจากมุมมองของทนายความ" ในหนังสือเล่มเดียวกัน หน้า 35) ในฐานะพนักงานอัยการนั้น ผู้เขียนได้ "ชำระหนี้ทางใจ" ตอบแทนภาษีของประชาชนอย่างเต็มความรู้ความสามารถ แม้บางครั้งผู้เขียนต้องเสี่ยงภัยจากอำนาจทางการเมืองอย่างมากก็ตาม ผู้เขียนเคยให้ความเป็นธรรมแก่นักการเมือง ที่ถูกนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเล่นงานมาแล้ว แต่เมื่อผู้เขียน ถูกสำนักงานอัยการสูงสุด จนฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายหนึ่งล้านบาทเศษ (รายละเอียดของเรื่องที่ถูกฟ้อง ดู คณิต ณ นคร เมื่ออดีตอัยการสูงสุดแพ้คดี โรงพิมพ์เดือนตุลา ธันวาคม 2545) นักการเมืองที่เคยถูกนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเล่นงาน ที่ผู้เขียนเคยให้ความเป็นธรรม และได้เป็นรัฐบาลในเวลาต่อมา ก็หาได้หยิบยื่นความเป็นธรรมใดๆ ให้แก่ผู้เขียนไม่ ผู้เขียนเคยเป็นคนสองอาชีพ คือ เป็นพนักงานอัยการ และเป็นครูกฎหมาย ปัจจุบันผู้เขียนพ้นจากอาชีพแรกไปแล้ว แต่ยังเป็นครูกฎหมายอยู่ และที่สำคัญผู้เขียนเป็นครูกฎหมายที่เป็นผู้สอนวิชา "หลักวิชาชีพนักกฎหมาย" อีกด้วย ผู้เขียนจำได้ว่าก่อนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านได้กล่าวถ้อยคำต่อสื่อมวลชนที่จับใจผู้เขียนในฐานะครูกฎหมายมากถ้อยคำหนึ่ง กล่าวคือ ท่านได้กล่าวความว่า "ขณะนี้ผมทำงานด้านการศึกษาอยู่ซึ่งเป็นงานที่เหมาะกับวัยของผม" ผู้เขียนจึงใคร่ขออนุญาตท่านนายกรัฐมนตรีที่จะนำถ้อยคำนี้ มาใช้ในการทำหน้าที่ตอบแทนภาษีของประชาชน ในทางการเป็นครูกฎหมายนี้ด้วย เมื่อผู้เขียนพ้นจากราชการแล้วความคิดที่จะชำระ "หนี้ทางใจ" ในทิศทางการเมืองดังเช่นรองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ นั้น ผู้เขียนเคยเคลิ้มมาแล้วครั้งหนึ่งกับคุณทักษิณ ชินวัตร (ดู บทสัมภาษณ์ คณิต ณ นคร ในหนังสือ รู้ทันทักษิณ 4) และไม่คิดจะเคลิ้มไปกับใครอีกในอนาคต เมื่อได้กล่าวถึงทุนที่มีข้อผูกมัดมาแล้วผู้เขียนก็เห็นสมควรจะได้กล่าวถึงทุนที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ สำหรับนักกฎหมายประกอบด้วย เพราะผู้รับทุนประเภทนี้ก็ชอบที่จักต้องมีหนี้ทางใจไม่ต่างกัน ทุนที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ที่ส่งคนไปศึกษาวิชากฎหมายในต่างประเทศที่สำคัญทุนหนึ่งคือ "ทุนรพีบุญนิธิ" ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับทุนอันมีเกียรตินี้ และท่านได้ตอบแทนแผ่นดินอย่างไรคงจะไม่ต้องกล่าวถึง ทุนที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ที่ส่งคนไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ รวมทั้งวิชากฎหมายด้วย ที่สำคัญอีกทุนหนึ่ง "ทุนมูลนิธิทุนอานันทมหิดล" หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า "ทุนอานันทมหิดล" ทุนอานันทมหิดลนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ได้รับทุนนำความรู้มาพัฒนาประเทศไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เกี่ยวกับทุนนี้ เราได้รับฟังกันทางวิทยุบ่อยๆ และเสียงของผู้ที่พูดเกี่ยวกับทุนอานันทมหิดลท่านหนึ่ง น่าจะเป็นเสียงของนายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา และเท่าที่ทราบ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ก็เป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดล นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ได้กล่าวทางวิทยุความว่าสำหรับการรับทุนอานันทมหิดลนั้น ก็ได้มีการนำเสนอในเรื่องสัญญาต่อในหลวงเช่นกัน แต่ในหลวงทรงรับสั่งว่าไม่ต้องมีสัญญาใดๆ การตัดสินใจเลือกผู้ใดของคณะกรรมการมูลนิธินั้นเป็นสัญญาอย่างยิ่งแล้ว ความตามพระราชดำรัสดังกล่าวนี้นับเป็นมงคลและมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนทุนอานันทมหิดล ยิ่งเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดลที่เป็นนักกฎหมายด้วยแล้วผู้เขียนคิดว่ายิ่งจะต้องตระหนักให้มาก เพราะกฎหมายเป็นวิชาชีพ ซึ่งวิชาชีพนั้นมีเป้าหมายที่การรับใช้สังคมส่วนรวมด้วย ผู้เขียนได้ทำหน้าที่ครูกฎหมายในฐานะเป็นวิชาชีพมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 จนถึงปัจจุบัน และคงจะมีศิษย์ของผู้เขียนจำนวนไม่น้อย ที่ได้รับทุนให้ไปศึกษา ณ ต่างประเทศทั้งทุนที่มีสัญญาผูกมัด และทุนที่ไม่มีสัญญาผูกมัด และศิษย์เหล่านั้น ก็คงจะสำเร็จการศึกษามาแล้ว เป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน การที่ผู้เขียนได้อบรมนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นคณบดีดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญสำหรับผู้เขียน เพราะในทัศนของผู้เขียนนั้น ภารกิจของครูกฎหมายมีทั้งการให้ความรู้ และคุณธรรมแก่นักศึกษา หนังสือ ธรรมนูญชีวิต ของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวถึงหลักที่อาจารย์พึงอนุเคราะห์ศิษย์ไว้ว่า อาจารย์ต้องถือหลักปฏิบัติต่อศิษย์ดังต่อไปนี้ คือ (1) แนะนำฝึกอบรมให้เป็นคนดี (2) สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง (3) สอนศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง (4) ส่งเสริมยกย่องความดีงามความสามารถให้ปรากฏ และ (5) สร้างเครื่องคุ้มภัยสารทิศ คือ สอนฝึกศิษย์ให้ใช้วิชาเลี้ยงชีพได้จริง และรู้จักดำรงตนด้วยดี ที่จะเป็นประกันให้ดำเนินชีวิตดีงามโดยสวัสดี มีความสุขความเจริญ สำหรับผู้เขียนซึ่งเป็นครูกฎหมายนั้น ผู้เขียนคิดว่า ผู้เขียนได้อนุเคราะห์ศิษย์ของผู้เขียนทุกคน ตามหลักปฏิบัติดังกล่าวอย่างครบถ้วน "หลักวิชาชีพนักกฎหมาย" เป็นวิชาที่เปิดสอนครั้งแรกในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเดิมสอนโดย ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ แต่ปัจจุบันได้แบ่งการเรียนการสอนออกเป็นหลายส่วน กล่าวคือ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหลักวิชาชีพกฎหมาย หลักวิชาชีพตุลาการ หลักวิชาชีพอัยการ และวิชาชีพทนายความ ในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งผู้เขียนรับผิดชอบเป็นคณบดีนั้น ในการเรียนการสอนวิชาดังกล่าวนี้ นอกจากการบรรยายของผู้บรรยายทั้งหลายในส่วนต่างๆ แล้ว ผู้เขียนยังได้มอบหมายให้นักศึกษา แบ่งกลุ่มกันทำรายงานเกี่ยวกับวิชาชีพตุลาการ อัยการ ทนายความ และรวมถึงวิชาชีพครูกฎหมายด้วย แล้วให้มีการนำเสนอ และอภิปรายร่วมกันระหว่างนักศึกษากับผู้เขียนและอาจารย์ผู้สอนอื่น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันมิให้นักศึกษากฎหมายในวันนี้ เป็นนักกฎหมายที่ถูกตั้งรังเกียจจากสังคมในอนาคต ผู้เขียนต้องขอขอบคุณรองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ที่ได้จุดประกายในเรื่อง "หนี้ทางใจ" กับนักเรียนทุนขึ้นจนทำให้ผู้เขียนต้องขยายความด้วยบทความนี้ และผู้เขียนจะได้ใช้บทความนี้ควบคู่กับบทความเรื่อง "ทนายความกับลูกความ" ที่ผู้เขียนได้เขียนลงพิมพ์ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ประจำวันที่ 26 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2550 ประกอบในการเรียนการสอน "หลักวิชาชีพนักกฎหมาย" ต่อไป บทความนี้เขียนจบนานแล้วและจบลงด้วยความในย่อหน้าสุดท้าย ตอนแรกผู้เขียนตั้งใจเพียงแต่จะนำไปตีพิมพ์ ในหนังสือปฐมนิเทศน์นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เท่านั้น เพราะเป็นข้อเขียน ที่ดูจะเป็นการยกย่องตนเองอยู่มาก จึงไม่เหมาะที่จะออกสู่สาธารณชนทั่วไป แต่ขณะนี้ข่าวเกี่ยวกับทนายความ กับจรรยาบรรณ หรือหลักวิชาชีพทนายความยังสับสนอยู่มาก (ดู คำสัมภาษณ์ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 6 เมษายน 2550) ทั้งๆ ที่ผู้เขียนได้เคยเขียนบทความ "ทนายความกับลูกความ" อันเป็นบทความที่เกี่ยวกับหลักวิชาชีพทนายความ และเป็นที่ทราบดีของสภาทนายความมาแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ จากสภาทนายความ กรณีจึงเห็นจะต้องขอเสียมารยาท ที่จะตีแผ่บทความนี้เพื่อให้สาธารณชน และสภาทนายความได้รับทราบในคราวเดียวกันด้วย เพราะสภาทนายความนั้นเป็นองค์กรที่สร้างขึ้นให้มีการปกครองกันเองเพื่อยังความเป็นอิสระแห่งวิชาชีพทนายความ เหตุดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าสภาทนายความชอบที่จะได้แสดงท่าทีต่อความสับสนเกี่ยวกับวิชาชีพทนายความ ให้ปรากฏแก่สาธารณชนตามสมควร เพื่อให้ "การปกครองกันเอง" มีความเป็นรูปธรรม เพื่อยังความเชื่อถือศรัทธาแก่ประชาชนต่อวิชาชีพทนายความ หน้า 33
|