หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประชาธิปไตยชุมชน : (1) รากฐานของการเมืองสมานฉันท์ และการเมืองคุณธรรม

บทความพิเศษ  ประเวศ วะสี  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1392

"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

พระปฐมบรมราชโองการ

แผ่นดินที่ขาดความเป็นธรรม ย่อมไม่ร่มเย็นเป็นสุข

แผ่นดินที่ไม่ร่มเย็นเป็นสุข ผู้คนย่อมขัดแย้งรุนแรงและวิกฤต

ขณะนี้แผ่นดินวิกฤต จนคนไทยทั้งหมดเหมือนไก่อยู่ในเข่ง

รอวันเขาเอาไปเชือด แต่ยังจิกตีกันร่ำไป

คนไทยควรมีสติ ร่วมกันบินออกจากเข่ง

เข่งคือมายาคติที่ครอบงำเราอยู่

1. มายาคติพาวิกฤต

สังคมไทยกำลังวิกฤตสุดสุด และเสี่ยงต่อการหลุดเข้าไปสู่ความรุนแรงนองเลือดเพราะความล้มเหลวในการแก้ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม นานเกินไป การแก้ปัญหาไม่ได้นานเกินไป ทำให้เกิดความเครียดในสังคม ความเครียดทำให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรง ความขัดแย้งและความรุนแรงที่ปราศจากทางออกจะทำให้เกิดมิคสัญญี หรือถึงกับล่มสลายทางอารยธรรม

สังคมที่จะไม่ล่มสลายต้องมีสมรรถนะในการรักษาดุลยภาพ ทั้งดุลยภาพในตัวเองและกับภายนอก ท่ามกลางความซับซ้อนของปัจจุบันที่เชื่อมโยงกันทั้งโลกที่เรียกกันว่าโลกาภิวัตน์นั้น มีแรงกระแทกจากโลกนานาชนิด สังคมไทยไม่มีสมรรถนะพอเพียงที่จะรักษาดุลยภาพท่ามกลางแรงกระแทก จึงเสี่ยงต่อความล่มสลาย จะเห็นได้ว่าเราไม่สามารถจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ช่องว่างทางเศรษฐกิจห่างมากขึ้น ทำให้ความไม่เป็นธรรมสูงขึ้น เรามีรัฐบาลมาหลายชนิดทั้งเผด็จการทหาร นายทุน อมาตยาธิปไตย ก็ล้วนไร้สมรรถนะในการแก้ปัญหาของประเทศ

ขณะนี้คนไทยขัดแย้งกันในทางความคิดอย่างรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน และยังมองไม่เห็นอะไร หรือใครที่จะมาทำให้เกิดความปรองดองได้ ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะสังคมไทยติดอยู่ในมายาคติหลายอย่าง ทั้งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ มายาคติคือความไม่จริง ความไม่จริงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ การจะทำอะไรให้สำเร็จต้องใช้ความจริง

คนไทยทั้งมวลควรตระหนักรู้ว่าเราทั้งหมดเหมือนไก่อยู่ในเข่ง ซึ่งประสบชะตากรรมร่วมกัน คือรอวันเขาเอาไปฆ่า แต่ระหว่างที่รอเขาเอาไปฆ่ายังจิกตีกันเป็นพัลวัน แต่นั่นมันเป็นไก่ ส่วนเราเป็นคนที่ควรมีสติปัญญาและความสามารถที่จะพร้อมเพรียงกันบินออกจากเข่ง หรือสภาวะวิกฤตที่ครอบงำเราอยู่

การจะรวมพลังกันได้ต้องใช้ความจริง ความจริงทำให้เห็นตรงกันและร่วมมือกันได้

2. ความจริง 4 ประการ

คนไทยแม้ต่างจิตต่างใจ ล้วนมีความปรารถนาเดียวกัน นั่นคือความร่มเย็นเป็นสุข ความร่มเย็นเป็นสุขขึ้นกับความจริง 4 ประการ คือ

(1) ดุลยภาพ คือการอยู่ร่วมกัน (Living Together) อย่างถูกต้องระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แข่งขันเสรีตัวใครตัวมัน ทอดทิ้งกัน ทำลายสิ่งแวดล้อม เยี่ยงปัจจุบัน

(2) ประชาธรรม หรือประชาธิปไตยที่แท้ ซึ่งประกอบด้วย

- การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

- ความเสมอภาค ภราดรภาพ ความยุติธรรม

- ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางนโยบาย

ไม่ใช่สังคมที่ไม่เห็นหัวคนชั้นล่าง เหลื่อมล้ำต่ำสูงมากเกิน ขาดความยุติธรรม และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางนโยบาย แม้นมีการเลือกตั้งที่ใช้เงินซื้อเสียงก็เป็นเพียงมายาคติประชาธิปไตย

(3) สมรรถภาพประเทศต้องมีสมรรถภาพสูงในทางการเมือง มีปัญญา มีความดี มีความสามารถสูงในการบริหารประเทศอย่างรักษาดุลยภาพไว้ได้ ไม่ใช่โง่เขลา ขี้โกง ความสามารถต่ำ ซึ่งแก้ไขอะไรไม่ได้และก่อให้เกิดวิกฤต

(4) สันติภาพ ความร่มเย็นเป็นสุขเกิดจากการมีสันติภาพ โดยที่สังคมสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความหลากหลาย มีความยุติธรรม มีความอดทน มีอหิงสธรรม มีความสามารถในการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี มีการเมืองที่ก่อให้เกิดความสมานฉันท์ ไม่ใช่การเมืองที่ก่อให้เกิดความแตกแยกรุนแรงเยี่ยงปัจจุบัน

ทั้ง 4 ประการรวมลงเรียกว่าสันติประชาธรรม ตามศัพท์ของ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือประชาธิปไตยที่แท้ ในการมีประชาธรรมนั้น สังคมต้องเปลี่ยนโครงสร้างจากการมีความสัมพันธ์ทางดิ่งระหว่างผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง มาเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ทางราบที่ผู้คนมีความเสมอภาคและภราดรภาพ เข้ามารวมตัวร่วมคิดร่วมทำกันเต็มแผ่นดิน ที่เรียกว่ามีความเป็นประชาสังคม ความเป็นประชาสังคมทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี

ตราบใดที่สังคมยังเป็นสังคมชนชั้นที่มีความสัมพันธ์ทางดิ่ง เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมจะไม่ดี และจะไม่มีทางดีด้วยการพร่ำสอนศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมเท่าใดๆ การหวังสังคมคุณธรรมโดยปราศจากความเป็นประชาสังคมก็เป็นมายาคติประการหนึ่ง

เพื่อนคนไทยที่หวังความร่มเย็นเป็นสุขพึงพิจารณาให้เห็นความจริง 4 ประการ สลัดออกจากมายาคติทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่ครอบงำเรามานานจนวิกฤตไม่มีทางออก

3. พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน

อุปไมยเรื่องพระเจดีย์ต้องสร้างจากฐานนี้ง่ายและตรงไปตรงมา แต่มายาคติทำให้ไม่เห็นความจริงข้อนี้ จึงเอาแต่สร้างจากยอดทุกๆ เรื่อง ทั้งการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และการศึกษา แล้วก็พังลงทั้งหมด เพราะอะไรที่สร้างจากยอดโดยไม่มีฐานก็จะพังทั้งสิ้น ประชาธิปไตยที่ทำกันแต่ข้างบนก็พังแล้วพังอีก เพราะไม่มีประชาธิปไตยที่ไหนเป็นไปได้โดยปราศจากความเข้มแข็งของชุมชน ท้องถิ่น

ชุมชนท้องถิ่นคือฐานของสังคม ในการร่างรัฐธรรมนูญกันคราวนี้ถ้ายังคิดกันแต่เรื่องประชาธิปไตยระดับชาติก็คงจะพังอีก ควรจะต้องคิดเรื่องประชาธิปไตยชุมชนและประชาธิปไตยท้องถิ่น สหรัฐอเมริกานั้นมีแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยท้องถิ่นกันมาตั้งแต่ตั้งประเทศเลย แม้แต่ชื่อประเทศคือ United States ก็บอกแนวคิดท้องถิ่นแล้ว เพราะรัฐหรือ States คือท้องถิ่น หลังจากตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาก็เข้มแข็งขึ้นโดยรวดเร็ว ถ้าประชาธิปไตยจะมีเฉพาะที่วอชิงตัน ประเทศก็จะล้มลุกคลุกคลานไปไม่ไหว เป็นมหาอำนาจไม่ได้

ควรมองภาพ "พระเจดีย์แห่งการพัฒนา" ให้ดีๆ ฐานของพระเจดีย์คือชุมชนเข้มแข็งหรือประชาธิปไตยชุมชน การเมือง สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา หรือองค์พระเจดีย์จะต้องเชื่อมกับฐาน จึงจะมั่นคง และทำให้ยอดเปล่งประกายได้

เศรษฐกิจมหภาคจะต้องเชื่อมกับเศรษฐกิจชุมชนและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เศรษฐกิจทั้งหมดจึงจะมั่นคง ทุกวันนี้เศรษฐกิจข้างบนไม่สัมพันธ์กับข้างล่างหรือทำลายข้างล่าง จึงขาดฐาน ทำให้วูบวาบและวิกฤตได้ง่าย

4. ประชาธิปไตยชุมชน

ประชาธิปไตยโดยตรง ประชาธิปไตยสมานฉันท์ ประชาธิปไตยกินได้

ในขณะที่การเลือกตั้งทุกชนิดมีการใช้เงินซื้อเสียง ทำให้ประชาธิปไตยไม่บริสุทธิ์และนำไปสู่ความฉ้อฉลนานัปการ และยังไม่มีคำตอบ

ในขณะที่การเมืองแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ทะเลาะกัน และนำไปสู่ความแตกแยกจนสรุปกันเป็นการทั่วไปว่าความแตกแยกทุกชนิดมาจากนักการเมือง

ในขณะที่บ่นกันว่าประชาธิปไตยไม่เห็นกินได้ คือไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้อง สร้างความเป็นธรรม หรือรักษาทรัพยากรของแผ่นดินไว้ได้

ประชาธิปไตยชุมชนไม่ซื้อเสียง นำไปสู่ความสมานฉันท์ และเป็นประชาธิปไตยที่กินได้

ประชาธิปไตยคือการที่สมาชิกมีความเสมอภาคและมีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องของส่วนรวม

ถ้าประชาคมมีขนาดเล็ก เช่น ครอบครัว องค์กร ชุมชน ทุกคนมีส่วนร่วมได้โดยตรงโดยไม่ต้องเลือกตัวแทน เรียกว่าประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy)

ถ้าประชาคมมีขนาดใหญ่ ต้องเลือกตัวแทนไปออกเสียงตัดสินใจ เรียกว่าประชาธิปไตยทางอ้อม (Indirect Democracy) หรือประชาธิปไตยตัวแทน (Representative Democracy)

ชุมชนมีขนาดเล็ก เช่น หมู่บ้านมีประชากร 500 คนบ้าง 1,000 คน บ้าง รู้จักกันทั่วถึง จึงมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องของชุมชนได้โดยตรง โดยไม่ต้องเลือกตัวแทน ประชาธิปไตยชุมชนจึงเป็นประชาธิปไตยโดยตรง

ประชาธิปไตยชุมชนมีมาแต่โบราณ ไม่ได้มีแต่ประชาธิปไตยที่เริ่มต้นที่ประเทศอังกฤษ ในครั้งพุทธกาลแคว้นบางแคว้นปกครองแบบประชาธิปไตย เช่น แคว้นวัชชี สิ่งที่เรียกว่าวัชชีธรรม หรืออปริหานิยธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสเป็นอันมากบนเขาคิชฌกูฏ และเรียกว่าธรรมะเพื่อความเจริญถ่ายเดียว หรือธรรมะเพื่อความไม่เสื่อม เป็นธรรมะประชาธิปไตย ดังจะเห็นได้จากความใน 2 ข้อแรกที่ว่า

(1) หมั่นประชุมกันเป็นเนืองนิตย์

(2) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันกระทำกิจที่พึงทำ

ถ้าเป็นเผด็จการก็ใช้อำนาจสั่งการไปเลยไม่ต้องมาหมั่นประชุมกันเป็นเนืองนิตย์ พร้อมเพรียงกันประชุมเพื่อตัดสินใจร่วมกัน แล้วยังพร้อมเพรียงกันไปทำอีก ประชาธิปไตยชุมชนจึงทำให้เกิดการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) และการผนึกกำลังกันทางสังคม เกิดสังคมเข้มแข็ง ทำให้มีประสิทธิภาพในการต่อสู้และในการแก้ปัญหา

เนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีคนแรกของแอฟริกาใต้ และรัฐบุรุษในหนังสือชีวประวัติของท่าน ได้เล่าถึงชีวิตชุมชนเผ่าในแอฟริกาว่า หัวหน้าเผ่าไม่ได้ใช้อำนาจเผด็จการ แต่มีการประชุมสมาชิกในชุมชน เพื่อการตัดสินใจร่วมกัน ก็เป็นประชาธิปไตยชุมชนในแอฟริกา

ผู้นำชุมชนเป็นผู้นำตามธรรมชาติ ที่ไม่ได้อาศัยการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง แต่ผุดบังเกิดขึ้นมาเองจากการทำงานร่วมกัน

ถ้าไม่ได้มีการทำงานร่วมกัน มีแต่การโฆษณาหาเสียง ก็จะไม่มีทางรู้ว่าใครเป็นคนดีมีความสามารถจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้น ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งจึงอาจไม่ได้คนดีมีความสามารถจริง

แต่ในชุมชนมีขนาดเล็กทุกคนรู้จักกันหมด เมื่อทำงานร่วมกันมาก็จะรู้จักนิสัยใจคอความสามารถ เกิดผู้นำตามธรรมชาติขึ้นมาเอง ผู้นำตามธรรมชาติจะมีลักษณะ 5 ประการ คือ เบญจลักษณ์ ดังต่อไปนี้

(1) เป็นผู้อุทิศตัวเพื่อส่วนรวม

(2) มีความซื่อสัตย์สุจริต

(3) มีสติปัญญาความสามารถสูง

(4) มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารเก่ง

(5) เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป

คนเห็นแก่ตัว คนโกง คนโง่ คนพูดไม่รู้เรื่อง ไม่มีใครยอมรับเป็นผู้นำ ผู้นำตามธรรมชาติจึงมีคุณภาพสูง และทำงานสะดวกเพราะเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ตรงข้ามกับการเมืองเลือกตั้งซึ่งมีการโฆษณาใส่ร้ายกัน ใช้เงิน มีการฆ่ากันบ้าง ฆ่าหัวคะแนนบ้าง อันนำไปสู่ความแตกแยกและความรุนแรง

ประชาธิปไตยชุมชนจึงมีคุณภาพสูง และมีความสมานฉันท์

ชุมชนเข้มแข็งสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จิตใจ ครอบครัว ชุมชน สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ พร้อมกันไป ประชาธิปไตยชุมชนจึงเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ คือแก้ปัญหาปากท้อง และปัญหาอื่นๆ ได้

5. ประชาธิปไตยชุมชน

แก้ความยากจนอย่างเด็ดขาดและถาวร

แม้รัฐบาลทุกรัฐบาลจะพยายามแก้ความยากจนแต่ไม่เคยแก้ได้จริงและไม่มีทางแก้ได้ เพราะชาวบ้านติดอยู่ใน "วงจรหนี้อมตะ"

เมื่อหลายปีมาแล้วผมคุยกับเจ๊กหมาน ซึ่งเป็นนายทุนหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ เจ๊กหมานบอกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของชาวบ้านเป็นหนี้แก และไม่มีทางหลุด เจ๊กหมานบอกว่าเมื่อชาวบ้านเป็นหนี้จะขี้เกียจ เพราะทำไปตัวเองก็ไม่ได้ ต้องไปเป็นของเจ้าหนี้หมด เจ๊กหมานบอกว่า "เมื่อผมยกหนี้ให้ทีหนึ่ง มันก็จะขยันขึ้นมาใหม่ แต่ไม่ช้าก็จะกลับเป็นหนี้อย่างเก่า" เพราะชาวบ้านติดอยู่ใน "วงจรหนี้" ถึงปลดหนี้ เดี๋ยวก็เป็นใหม่ๆ

ฉะนั้น การเอาเงินไปแจกไม่สามารถแก้ความยากจนได้จริงและถาวร

การจะแก้ความยากจนได้อย่างเด็ดขาดและถาวรคือ การหลุดออกจาก "วงจรหนี้"

การหลุดออกจากวงจรหนี้คือ การเปลี่ยนวิธีคิด

การเปลี่ยนวิธีคิดเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ที่ดี

กระบวนการเรียนรู้ที่ดีคือ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ และวิเคราะห์ว่าทำไมจึงเป็นหนี้

เมื่อรู้ว่าทำไมจึงเป็นหนี้ จึงเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต และการบริโภค

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค ทำให้เกิดความพอเพียง มีดิน มีน้ำ มีต้นไม้ มีอาหารพอเพียง เหลือขาย หลุดหนี้ มีเงินออมเพิ่มขึ้นๆ มีความสุข มีสุขภาพดี มีความสงบ อาชญากรรมและความรุนแรงลดลงหรือหายไปเลย

นี้คือวิถีชีวิตที่สมดุล หรือวิถีชีวิตที่พอเพียง

คนไทยในชุมชนหลายหมื่นคนแล้วได้ค้นพบวิถีชีวิตที่สมดุลหรือพอเพียง จากการะบวนการชุมชนเข้มแข็ง จะดูได้จากงานที่ พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) หรือมูลนิธิหมู่บ้านและสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนของ ดร.เสรี พงศ์พิศ หรือจากโครงการที่ นายแพทย์อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ทำร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านในภาคอีสานทำอยู่ หรือจากที่ ลุงประยงค์ รณรงค์ (ประยงค์แม็กไซไซ) ที่นครศรีธรรมราชทำอยู่ หรือที่ค้นพบโดยวิทยาลัยการจัดการทางสังคมที่ ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ทำอยู่ หรือกลุ่มที่ผู้ใหญ่ผายกับคุณคำเดื่องที่บุรีรัมย์ทำอยู่ เป็นต้น

ประชาธิปไตยชุมชนหรือชุมชนเข้มแข็งคือรากฐานของเศรษฐกิจพอเพียง ระบบเศรษฐกิจข้างบนเป็นระบบเศรษฐกิจบริโภคนิยม ต้องอาศัยการกระตุ้นการบริโภคให้มากเข้าไว้ ระดับเศรษฐกิจจึงจะทรงตัวหรือเติบโต ฉะนั้น จึงปรับไปสู่เศรษฐกิจพอเพียงได้ยากหรือไม่ได้ แต่ระบบเศรษฐกิจชุมชนนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียง ต้องส่งเสริมการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจพอเพียงให้มากที่สุด และพยายามให้เศรษฐกิจมหภาคเข้ามาเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชนในเชิงเกื้อกูลกัน

เศรษฐกิจทั้งหมดก็จะเติบโตขึ้นบนฐานของความพอเพียงและสร้างสรรค์

6. การสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่

รากฐานของความร่มเย็นเป็นสุข

ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ พุทธศาสนาก็เป็นของดี ไฉนจึงมีความเสื่อมเสียศีลธรรมเต็มไปหมด มีการจี้ปล้น ลักขโมย การฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอร์รัปชั่นจนเป็นวิสัย การฆ่ากันตายก็สูงมาก มีการเรียกร้องศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม แต่ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมก็ไม่เกิด และจะไม่มีวันเกิดถ้าเราเพียงแต่นึกถึงการสั่งสอนศีลธรรมแต่ไม่เข้าใจโครงสร้างของสังคม สังคมที่มีชนชั้นและเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันมาก ศีลธรรมไม่มีทางเกิด ประชาธิปไตยที่แท้หรือที่เรียกว่าประชาสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค ทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ดังกล่าวแล้วข้างต้น นั้นประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่งคือการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่

ที่ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ย้อนหลังไป 40 ปี เต็มไปด้วยความชั่วช้านานาชนิด เช่น ลักขโมย เล่นการพนัน และยาเสพติด ไม่มีใครแก้ไขได้ พระครูสาครสังวรกิจ เจ้าอาวสาวัดยกกระบัตรองค์ใหม่เห็นว่าชาวบ้านยากจนมาก ได้ส่งเสริมอาชีพปลูกมะพร้าวและทำน้ำตาลมะพร้าวขาย ทำกันหมดทุกบ้าน ทุกคนมีรายได้ 200 ถึง 400 บาทต่อวันในครั้งกระนั้น ปรากฏว่าความชั่วช้าต่างๆ หายไปหมด

นี้ก็ตรงกันในพระไตรปิฎก พระสุตตันปิฎก ทีฆนิกาย กูฏทันตสูตร ที่ว่าเมื่อประชาชนมีสัมมาชีพทั้งหมดแล้ว บ้านเมืองจะร่มเย็นเป็นสุข จะไม่มีการลักขโมย ครอบครัวจะอบอุ่น

สัมมาอาชีโว จึงเป็นหนึ่งในมรรคมีองค์ 8

สัมมาชีพ หมายถึงอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้

การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จึงเป็นรากฐานของความร่มเย็นเป็นสุข

ในระบบเศรษฐกิจข้างบนซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจบริโภคนิยมนั้นยากมากที่จะปรับให้เป็นสัมมาชีพ เพราะอาชีพของคนเป็นอันมากอยู่บนฐานของการกระตุ้นการบริโภค เช่น จะไม่เลิกบาร์ ไนต์คลับ อาบอบนวด ก็จะกระทบอาชีพของคนจำนวนมาก รวมทั้งแม่ค้าขายส้มตำหน้าบาร์ ถ้าบอกให้เลิกโฆษณาเหล้าก็มีคนจำนวนมากขาดรายได้ รวมทั้งหนังสือสารคดีดีๆ ด้วย

การจะให้มีสัมมาชีพในระบบเศรษฐกิจข้างบนจึงยากมาก แต่ที่ชุมชนทำได้ จึงควรขยายฐานเศรษฐกิจชุมชนให้ประชาชนมีสัมมาชีพให้มากที่สุด ไม่ควรดูที่จีดีพี แต่ดูที่จำนวนครอบครัวที่มีสัมมาชีพ ควรจัดสรรที่ทำกินประมาณ 5 ไร่ ต่อครอบครัวให้ครอบครัวจำนวนมากที่สุดทำเกษตรผสมผสานหรือเกษตรพอเพียง โดยไม่ต้องให้กรรมสิทธิ์ก็ได้ แต่ให้เช่าระยะยาวด้วยราคาถูก และมีสัญญากันว่าตราบใดที่ทำให้มีต้นไม้เพิ่มขึ้น สามารถเช่าต่อไปได้เรื่อย โดยวิธีนี้จะได้ทั้งสัมมาชีพและได้ทั้งความเป็นป่าเพิ่มขึ้นโดยรวดเร็วพร้อมกันไป

เป็นฐานของวิถีชีวิตที่พอเพียงและความร่มเย็นเป็นสุข

หน้า 26


ประชาธิปไตยชุมชน : (จบ) รากฐานของการเมืองสมานฉันท์ และการเมืองคุณธรรม

บทความพิเศษ  ประเวศ วะสี  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1393

7. สิทธิชุมชนคือประชาธิปไตยชุมชน

แต่เดิมมาประชาชนเกิดมาก็มีสิทธิในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการทำมาหากิน เช่นที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ เช่นเดียวกับมีสิทธิในอากาศเพื่อการหายใจ คนเรามีสิทธิในอากาศที่จะหายใจเพื่อการมีชีวิตฉันใด การมีสิทธิในที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ เพื่อการมีชีวิต ก็ฉันนัน

แต่เดิมชุมชนมีสิทธิเช่นนี้ แต่เมื่อรัฐขยายอำนาจออกไปได้ริบทรัพยากรเหล่านี้มาเป็นของรัฐ ไม่ใช่สิทธิของราษฎรอีกต่อไป สุดแต่รัฐจะจัดให้ใครใช้หรือไม่ให้ใครใช้ ปรากฏว่ารัฐไม่สามารถจัดการการใช้ทรัพยากรเหล่านี้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ดังที่ป่าไม้ก็หมดไป ต้นน้ำลำธารก็แห้งเหือด ราษฎรก็ยากจนและตกระกำลำบาก

ประชาธิปไตยชุมชนหมายถึงการคืนสิทธิในการจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนไปให้ชุมชนซึ่งเคยมีแต่เดิมด้วย

ถ้าชุมชนมีสิทธิในการจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน จะพ้นจากความยากจนอย่างเด็ดขาดและถาวร

นอกจากนั้น ชุมชนยังได้รับผลกระทบจากระบบการศึกษาที่รัฐจัดขึ้นโดยปราศจากความเข้าใจความสำคัญของชีวิตชุมชน การสื่อสารที่มีอยู่ก็เป็นเครื่องมือกระตุ้นการบริโภคมากกว่าเป็นเครื่องมือของชุมชน ฉะนั้นในการพิจารณาถึงสิทธิชุมชนควรพิจารณาถึงสิทธิต่างๆ ที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งพอเพียง เพื่อเป็นฐานการพัฒนาที่มั่นคงของประเทศ เช่น

(1) สิทธิในการทำมาหากิน

(2) สิทธิในการจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

(3) สิทธิในการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

(4) สิทธิในการสื่อสารชุมชน เช่น วิทยุชุมชน โทรทัศน์ชุมชน

(5) สิทธิในการมีระบบเงินตราที่ใช้เฉพาะในชุมชน เพื่อลดการรั่วไหลและการถูกเอาเปรียบจากภายนอกชุมชน เป็นต้น

ในฐานะที่ประชาธิปไตยชุมชนเป็นฐานของประชาธิปไตย และเป็นฐานของการฟื้นฟูบูรณะประเทศ รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกันอยู่ควรบัญญัติเรื่องสิทธิชุมชนให้ชัดเจน

8. ระบบความยุติธรรมชุมชน

ระบบความยุติธรรมของรัฐที่เริ่มจากการแจ้งความกับตำรวจ ตำรวจไปจับ ตำรวจสอบสวน ตำรวจส่งอัยการ อัยการฟ้อง ศาลพิจารณาคดีความ ทนายสู้คดี ศาลตัดสินคดี เช่นนี้งานหนักเกินหมักหมม ทำไม่ไหว ขาดประสิทธิภาพ ขาดคุณภาพ และบางครั้งก็มีความฉ้อฉลในระบบ เช่น คอร์รัปชั่น ชาวบ้านที่ยากไร้เข้าไม่ถึงระบบความยุติธรรม และไม่ได้รับความเป็นธรรม

ที่เป็นเช่นนี้เพราะระบบความยุติธรรมของรัฐสร้างขึ้นมาโดยไม่เข้าใจและทอดทิ้งระบบความยุติธรรมชุมชน

ในกรอบวัฒนธรรมชุมชนมีทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นต่อวิถีชีวิตร่วมกันอยู่ในนั้น (รูปที่ 2) เช่น การทำมาหากิน การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ คุณค่า ศาสนธรรม การดูแลรักษาสุขภาพ การไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ฯลฯ

ชีวิตในชุมชนเขาต้องอยู่ร่วมกันจริงๆ อะไรที่ทำให้เขาอยู่ร่วมกันได้ดี เขาก็ต้องทำ เช่น การจัดการการใช้น้ำอย่างยุติธรรมและยั่งยืน เพราะถ้าไม่ตกลงการใช้อย่างยุติธรรมจะนำไปสู่ความขัดแย้งและรุนแรง การไกล่เกลี่ยความขัดแย้งก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ชุมชนต้องทำโดยธรรมชาติ มีตั้งแต่การป้องกัน การไกล่เกลี่ย การฟื้นฟูบูรณะจิตใจในรูปผู้เฒ่าผู้แก่ ครู พระ การมีส่วนร่วมของชุมชน การทำขวัญ ฯลฯ

วัฒนธรรมชุมชนทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม จึงยั่งยืนมานับเวลาด้วยพันปี แต่อำนาจนอกวัฒนธรรม เช่น อำนาจรัฐ อำนาจเงิน อำนาจของระบบการศึกษา ที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมแต่มีอำนาจมาก ทำให้วัฒนธรรมชุมชนแตกสลายลง ในขณะที่อำนาจนั้นๆ ก็ไม่สามารถสถาปนาความถูกต้องเป็นธรรมได้ เช่น ไม่สามารถจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมทางสังคม ไม่สามารถแก้ความยากจน ไม่สามารถสร้างสมรรถนะของประเทศ

ความยุติธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความอยู่เย็นเป็นสุข

ในสังคมปัจจุบันที่มีความสลับซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความจำเป็นต้องปฏิรูประบบความยุติธรรม

ถ้าระบบความยุติธรรมข้างบนเชื่อมกับระบบความยุติธรรมชุมชน ระบบความยุติธรรมก็จะมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น

9. ประชาธิปไตยชุมชน ฐานของการเมืองสมานฉันท์

การเมืองเป็นเรื่องทะเลาะกัน

การเมืองเป็นเรื่องของการแย่งชิงผลประโยชน์

การเมืองเป็นเรื่องของความแตกแยก และรุนแรง

เราได้ยินเรื่องการฆ่าหัวคะแนน ฆ่าผู้สมัคร ส.ส. นายก อบต. นายกเทศมนตรี

นักการเมืองใหญ่ที่มีความคิดรุนแรง แบ่งแยก เคียดแค้น ก็ก่อให้เกิดความแตกแยกขนานใหญ่อย่างไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อการเมืองเรื่องเลือกตั้งลงไปหาเสียงถึงในชุมชน ก็ทำให้เกิดความแตกแยกในชุมชน ชุมชนซึ่งเคยเป็นพวกเดียวกันก็แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย เพราะพรรคการเมืองก็จะคำนึงถึงแต่ประโยชน์ของพรรคของตัวเองมากกว่าประโยชน์ของชุมชน

ที่อินเดีย แบเนอจี ได้เขียนไว้ว่า เมื่อการเมืองเลือกตั้งลงไปถึงรากหญ้าก็ลงไปทำให้เกิดความแตกแยกในชุมชน ชุมชนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เกิดความขัดแย้งด้วยผลประโยชน์ที่พรรคการเมืองนำมาล่อ

บ้านเราจึงต้องระวังไว้ให้ดีว่า การเมืองเลือกตั้งที่ต่อสู้กันระหว่างพรรคการเมืองจะลงไปทำให้เกิดความแตกแยก และแตกร้าวในชุมชน ไม่เป็นไปเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของชุมชนเป็นส่วนรวม

อย่างไรก็ตาม วิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.) ที่มี ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เป็นผู้อำนวยการได้แสดงให้เห็นว่ามีชุมชนเข้มแข็งที่ผู้นำชุมชนสามารถสร้างประชาธิปไตยแบบสมานฉันท์ได้ โดยคนในชุมชนได้พูดคุยกันจนเกิดความเห็นพ้องว่าในตำบลของตนใครควรเป็นนายก อบต. ใครควรเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน เมื่อชุมชนเห็นพ้องกันแล้ว การเลือกตั้งก็เป็นแต่พิธีกรรมเท่านั้น ไม่มีการห้ำหั่น เอาเป็นเอาตาย หรือฆ่าแกงกันอย่างหฤโหด

วจส. ได้จัดประชุมเรื่อง "การเมืองสมานฉันท์" ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2549 โดยนำข้อเท็จจริงจากหมู่บ้านมาแสดงให้ที่ประชุมได้รับทราบ โดยตัวแทนจากหลายชุมชน ได้แก่ คุณอัครชัย ทศกูล จาก ต.ควนรู อ.รัตภูมิ จ.สงขลา คุณประสาน ขันติวงศ์ ตัวแทนจาก ต.เสียว จ.ศรีษะเกษ คุณสนิท สายรอคำ จาก ต.น้ำเกี๋ยน จ.น่าน และ ผู้ใหญ่โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ จาก บ.หนองกลางดง ต.ศิลาลอย กิ่ง อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์

ผู้นำชุมชนเหล่านี้ ได้เล่าถึงกระบวนการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำของชุมชน เกิดเป็นการเมืองสมานฉันท์ขึ้น ข้อเท็จจริงที่ได้จากการเสวนาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนถึงการเมืองสมานฉันท์ที่เกิดขึ้นจริงทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย และกำลังรอคอยการสานต่อเพื่อขยายผล ผู้ใหญ่โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ ได้กล่าวสรุปว่า

"พื้นฐานทางความคิดทางการเมืองของชาวบ้านเป็นสิ่งที่อ่อนแอ เนื่องจากชาวบ้านถูกฝึกให้ทำตามจากวัฒนธรรมการเมืองแบบไพร่ฟ้า... ต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ นั่นคือวัฒนธรรมการเมืองแบบมีส่วนร่วม ที่ผ่านมาชาวบ้านเป็นเครื่องมือหมดเลย ถ้าชาวบ้านเป็นแกนนำความคิด ผมเชื่อว่า ชาวบ้านจะสามารถใช้ราชการ ใช้การเมือง เป็นเครื่องมือของเขาได้"

ประชาธิปไตยชุมชนเป็นประชาธิปไตยโดยตรง ไม่ผ่านการซื้อเสียง มีคุณภาพ มีคุณธรรม และเป็นการเมืองสมานฉันท์ได้ แสดงให้เห็นว่าในระดับรากหญ้า การเมืองกับศีลธรรมไปด้วยกันได้ ต่างจากการเมืองข้างบน ซึ่งดูจะอยู่ตรงข้ามกับศีลธรรม ซึ่งทำให้บ้านเมืองแตกแยก เมื่อประชาธิปไตยชุมชนเข้มแข็ง และชาวบ้านสามารถใช้ราชการใช้การเมือง (ระดับชาติ) เป็นเครื่องมือของเขาได้ ตามคำของผู้ใหญ่โชคชัย

อธิปไตยก็จะเป็นของปวงชนชาวไทยจริง การเมืองก็จะเป็นพลังทางศีลธรรม สามารถสร้างความร่มเย็นเป็นสุข และความเข้มแข็งให้ประเทศไทยได้

10. กุญแจของประเทศไทย

สร้างฐานล่างให้แข็งแรงและเชื่อมข้างบนกับข้างล่าง

ต้นไม้ก็ดี บ้านเรือนก็ดี พระเจดีย์ก็ดี หรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ข้างบนต้องเชื่อมกับข้างล่าง จึงจะไม่พังลง

สังคมไทยเป็นสังคมที่ข้างบนลอยตัว ไม่เชื่อมโยงกับข้างล่าง หรือทำลายข้างล่าง จึงวิกฤตและแก้ไม่ได้ด้วยการทำไปตามเดิมแบบข้างบนลอยตัวจากข้างล่าง

ประชาธิปไตยก็คิดกันแต่ประชาธิปไตยระดับชาติ โดยไม่เชื่อมโยงกับประชาธิปไตยที่ฐานรากหรือประชาธิปไตยชุมชนท้องถิ่น

ระบบราชการก็รวมศูนย์อยู่ที่ข้างบนและส่วนกลาง โดยไม่เข้าใจความสำคัญของความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น

ระบบเศรษฐกิจมหภาคก็ลอยตัวจากระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น เน้นการพึ่งพิงต่างประเทศโดยทำลายความเข้มแข็งของรากหญ้า เมื่อข้างบนกับข้างล่างแยกส่วน ประโยชน์ก็ไม่เสริมกัน นำไปสู่ความแตกแยก เช่น การลงนามการค้าเสรีระหว่างประเทศ (เอฟทีเอ) หากข้างบนกับข้างล่างเชื่อมกันเหมือนอยู่ในร่างกายเดียวกัน ประโยชน์จุดหนึ่งก็เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งระบบ ยังให้เกิดความสมานฉันท์

ระบบการศึกษาก็เหมือนของแปลกแยกต่างถิ่นที่หล่นผลุ้บลงมาในชุมชน ถึงส่วนที่ตั้งอยู่ในชุมชนก็ไม่เข้าใจชุมชน ไม่เสริมความเข้มแข็งของชุมชน แต่ส่งคนไปรับใช้ข้างบนที่ลอยตัวจากข้างล่าง มหาวิทยาลัยมีมากหลาย มีบ้างไหมที่มองไปข้างล่าง ระบบการศึกษาที่ลอยตัวจากฐานของสังคม จึงไม่เป็นปัจจัยให้ประเทศแข็งแรง

ระบบการสื่อสารก็เป็นการสื่อสารเพื่อประโยชน์ของอำนาจรัฐส่วนกลาง และระบบเศรษฐกิจข้างบนที่กระตุ้นบริโภคนิยม ซึ่งนอกจากไม่ทำให้ข้างล่างเข้มแข็ง แล้วยังทำลายความเข้มแข็งของชุมชนด้วย

องค์กรปกครองท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดชุมชน ก็ถูกผูกโยงให้สัมพันธ์กับข้างบนโดยกฎหมายและมายาคติ ทั้งๆ ที่ถ้าองค์กรปกครองท้องถิ่นเน้นความสัมพันธ์กับชุมชน จะทำให้ฐานของสังคมแข็งแรงมาก

ฉะนั้น ทิศทางใหญ่ของประเทศคือทำให้ส่วนล่างแข็งแรง และเชื่อมโยงข้างบนกับข้างล่างให้เกื้อกูลกัน

ทั้งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ระบบราชการ ระบบการสื่อสาร ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่น

กุญแจสำคัญของความร่มเย็นเป็นสุขและความยั่งยืนอยู่ที่ตรงนี้ คือทำให้ส่วนล่างของสังคมแข็งแรง และเชื่อมโยงข้างบนกับข้างล่าง

คนไทยทุกภาคส่วน ควรจับเรื่องนี้มาคิดอย่างจริงๆ จังๆ และหาทางทำให้เป็นรูปธรรม เพราะคนไทยแม้ต่างจิตต่างใจ แต่มีความปรารถนาตรงกัน คือความร่มเย็นเป็นสุขและความยั่งยืน

ขณะนี้มหาวิทยาลัยของเราก็มีมากพอที่จะคิดถึง "หนึ่งมหาวิทยาลัยต่อหนึ่งจังหวัด" ซึ่งไม่ได้หมายความจะจำกัดขอบเขตของมหาวิทยาลัย แต่เพื่อการมองให้เต็มพื้นที่ทั้งจังหวัดอย่างบูรณาการ

ถ้ามหาวิทยาลัยรู้จักมองลงข้างล่างและเห็นข้างล่าง ประเทศจะเปลี่ยน

11. สภาผู้นำชุมชน

ที่ตำบลไม้เรียง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ น้าประยงค์ รณรงค์ (ประยงค์แม็กไซไซ) เป็นผู้นำ มีสภาผู้นำซึ่งประกอบด้วยผู้นำชุมชนจากหมู่บ้านละ 5 คน รวมเป็น 50 คน สภาผู้นำชุมชนเป็นกำลังจัดทำแผนแม่บทชุมชนและขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผนแม่บทชุมชน ที่หมู่บ้านหนองกลางดง ต.ศิลาลอย กิ่ง อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีกลุ่มต่างๆ เช่น

กลุ่มชาวไร่ กลุ่มชาวนา กลุ่มชาวสวน กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มกิจกรรมอื่นๆ รวมแล้วได้ 14 กลุ่ม

แต่ละกลุ่มไปหาคนดีคนเก่งของแต่ละกลุ่มมากลุ่มละ 4 คน คูณ 14 รวมเป็น 56 คน ทั้ง 56 คน เป็นผู้นำโดยธรรมชาติ บวกผู้นำทางการเข้าไปอีกสาม คือผู้ใหญ่บ้านหนึ่งคน กับ อบต. อีกสอง รวมเป็น 59 คน เป็นสภาผู้นำชุมชนซึ่งเป็นโครงสร้างสมานฉันท์ ที่กล่าวนี้เป็นตัวอย่างของสภาผู้นำชุมชน

สภาผู้นำชุมชนควรมีอย่างน้อย 3 ระดับ คือ

(1) สภาผู้นำชุมชนระดับตำบล ประกอบด้วยผู้นำชุมชนจากทุกหมู่บ้านในตำบล

(2) สภาผู้นำชุมชนระดับจังหวัด ประกอบด้วยผู้นำชุมชนทุกตำบลในจังหวัด

(3) สภาผู้นำชุมชนระดับชาติ ประกอบด้วยผู้นำชุมชนจากทุกอำเภอทั่วประเทศ

สภาผู้นำชุมชนระดับตำบลร่วมกับ อบต. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ทำแผนชุมชน และขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผน

สภาผู้นำชุมชนระดับจังหวัดและระดับชาติ คอยดูแลทางนโยบายและแผนการพัฒนาระดับจังหวัดและระดับชาติ ให้ลดผลทางลบและเพิ่มผลทางบวกที่มีต่อความเข้มแข็งของชุมชน และสามารถเสนอกฎหมายได้

อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้นำส่วนราชการ นายก อบจ. นายกเทศมนตรี เข้ารับฟังข้อเสนอทางนโยบายของสภาผู้นำชุมชนระดับจังหวัด ในการประชุมของสภาผู้นำชุมชนระดับชาติอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ให้นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีเข้ารับฟังข้อเสนอทางนโยบายของสภา และทุกครั้งให้มีจัดทำคำตอบเป็นลายลักษณ์ ต่อสภาว่าข้อเสนอใดที่รัฐบาลรับไปปฏิบัติได้ ข้อเสนอใดที่ยังปฏิบัติไม่ได้ เพราะเหตุใด

ให้มีสำนักงานสนับสนุนทางวิชาการของสภาผู้นำชุมชน เพื่อช่วยเหลือในเรื่องข้อมูลข่าวสาร การวิจัย การวิเคราะห์ สังเคราะห์นโยบาย

สภาผู้นำชุมชนจะเป็นฐานของประชาธิปไตย และความชอบธรรมที่ใหญ่มาก เรามีทั้งหมดกว่า 70,000 หมู่บ้าน และกว่า 7,000 ตำบล ถ้าคิดผู้นำชุมชนจากหมู่บ้านละ 5 คน ตามสูตรตำบลไม้เรียง ก็มีผู้นำชุมชน 350,000 คน ถ้าคิดตามสูตรของบ้านหนองกลางดงที่มีผู้นำชุมชนถึง 56 คนต่อหนึ่งหมู่บ้าน ทั้งประเทศก็จะมีผู้นำชุมชนเกือบ 4 ล้านคน เทียบกันไม่ได้เลยกับนักการเมืองระดับชาติ ซึ่งมีประมาณสามพันคนเท่านั้น และโดยเปรียบเทียบผู้นำชุมชนก็เป็นคนมีคุณธรรมมากกว่า

ฐานของประชาธิปไตยต้องกว้างใหญ่ไพศาล ถ้าฐานแคบก็จะโค่นล้มได้ง่าย

เรื่องสภาผู้นำชุมชนนี้ชุมชนทั่วประเทศกับกลุ่มและองค์กรที่สนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชน สามารถริเริ่มทำได้เลย โดยไม่ต้องรอกฎหมาย เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม การทำความดีไม่ผิดกฎหมาย การเคลื่อนไหวเรื่องสภาผู้นำชุมชนอาจเคลื่อนไหวผลักดันให้ออก พ.ร.บ.ประชาธิปไตยชุมชนด้วยก็ได้

เวทีเสวนาทุกอำเภอที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กำลังจัดขึ้น อาจนำเรื่องประชาธิปไตยชุมชนไปเสวนากันก็จะเป็นการดี เพราะประชาธิปไตยชุมชนเป็นการเมืองสมานฉันท์

12. พ.ร.บ.ประชาธิปไตยชุมชน

โดยที่ประชาธิปไตยชุมชนเป็นรากฐานของการเมืองสมานฉันท์และการเมืองคุณธรรมดังที่กล่าวมาข้างต้น รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกันควรมีหมวดหนึ่งที่ว่าด้วยประชาธิปไตยชุมชน และมีการออกกฎหมายที่จำเป็นตามมา แต่ทางที่ดีรัฐบาลควรจะชิงเสนอ พ.ร.บ.ประชาธิปไตยชุมชนเสียก่อนรัฐธรรมนูญเสร็จเสียเลย เพื่อเป็นเครดิตกับรัฐบาลในการวางรากฐานประชาธิปไตย และหากมีการเคลื่อนไหวเรื่องประชาธิปไตยชุมชนกันทั่วประเทศล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ ก็น่าจะทำให้การเลือกตั้งมีคุณภาพดีขึ้น

โดยที่การเลือกตั้งทุกชนิดยังขจัดการซื้อเสียงขายเสียงไม่ได้ แต่การเลือกตั้งก็ต้องมีตามครรลองประชาธิปไตย โดยที่ยังไม่มีอะไรประกันได้ว่าการเมืองหลังเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่ตกเข้าสู่วัฏจักรเดิมอันเลวร้ายอีก ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็คงต้องหาทางวางมาตรการที่จะจำกัดขอบเขตของธนกิจการเมือง แต่โดยที่ขณะนี้คนมีเงินมากเหลือเกินเป็นแสนๆ ล้านบาท ทำให้เงินมีอำนาจมากในการซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าได้

ถ้าประชาธิปไตยชุมชนเข้มแข็งเห็นจะพอเป็นปราการป้องกันอิทธิพลทางการเมืองของเงินได้

ขอให้เพื่อนคนไทยทุกภาคส่วน และทุกองค์กรพยายามทำความเข้าใจและส่งเสริมประชาธิปไตยชุมชนกันให้มากๆ เพราะอาจเป็นทางสร้างการเมืองสมานฉันท์และการเมืองคุณธรรม เพื่อป้องกันความรุนแรงนองเลือด และความล่มสลายทางอารยธรรมที่อาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

หน้า 29