หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
วัฒนธรรมคอร์รัปชัน

ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : กมล กมลตระกูล ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2550

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมือง และเศรษฐกิจหรือเพิร์ค (Perc) ในฮ่องกง เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจระดับผู้บริหารที่อาศัยอยู่ต่างแดนใน 13 ประเทศและดินแดนทั่วเอเชีย จำนวน 1,476 คน ในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ได้ความเห็นร่วมกันว่า ฟิลิปปินส์เป็นชาติที่มีการคอร์รัปชันมากสุดในเอเชีย ส่วนไทยและอินโดนีเซียครองอันดับ 2 ร่วมกัน

ผลสำรวจให้นักธุรกิจลงคะแนนในการสำรวจเพื่อจัดอันดับ ซึ่งคะแนน 0 หมายถึงดีที่สุด และ 10 หมายถึงเลวร้ายที่สุด ฟิลิปปินส์ได้มากที่สุดถึง 9.40 เพิ่มขึ้นมากจากเมื่อปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 7.80 แซงหน้าอินโดนีเซีย แชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้ว สำหรับไทยและอินโดนีเซีย ได้คะแนนเท่ากันที่ 8.03 รั้งอันดับสองของประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันมากที่สุดร่วมกัน โดยภาพลักษณ์ของไทยย่ำแย่ลงเล็กน้อย ขณะที่คะแนนของอินโดนีเซียกระเตื้องขึ้น

การคอร์รัปชันดูเหมือนจะเป็นโรคร้ายแรงที่สร้างความเสียหายให้กับสังคม ยิ่งกว่าโรคเอดส์เสียอีกโดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติไปเสียแล้ว

การคอร์รัปชันมีให้เห็นกันในทุกระดับตั้งแต่ระดับชาติ เช่นกรณี โครงการบ้านเอื้ออาทร ซึ่งคุณแก้วสรร อติโพธิ เป็นประธานกรรมการตรวจสอบโครงการบ้านเอื้ออาทรได้ระบุว่า สร้างความเสียหายให้แก่รัฐเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท คุณแก้วสรร ชี้แจงว่า ในช่วงปี 2548-2549 ยุคนายวัฒนา เมืองสุข เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ได้ผลักดันให้เกิดการก่อสร้างแบบระบบเทิร์นคีย์แทนแบบเดิม โดยอ้างว่ามี ความล่าช้าจึงเปลี่ยนมาเป็นระบบเทิร์นคีย์แบบเหมาโควตาซึ่งเป็นช่องทางทุจริตอย่างมโหฬาร

เพราะว่าเอกชนผู้รับเหมาที่ได้โควตาโดยการจ่ายค่าหัวคิว ไม่จำเป็นต้องมีที่ดินอยู่ในมือ จะสร้างที่ไหน คุณภาพอย่างไรก็ได้ (เพราะได้จ่ายค่าหัวคิวไปแล้ว) เมื่อสร้างเสร็จก็นำมาขายให้การเคหะฯ เพื่อนำมาขายให้คนจนต่อ ซึ่งเป็นบาปอย่างยิ่งในการซ้ำเติมคนจน

การคอร์รัปชันในโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งสร้างความเสียหายให้กับรัฐเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท และทำลายภาพพจน์ของประเทศอย่างไม่มีวันฟื้นกลับคืนมาได้อีก เพราะว่าสนามบิน คือ จุดแรกที่จะสร้างความประทับใจหรือ ความผิดหวังให้กับนักท่องเที่ยว แล้วนำไปพูดกันต่อๆ ไป ความเสียหายในด้านภาพพจน์นั้นไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินออกมาได้

การคอร์รัปชัน 2 กรณีข้างต้นบวกกับกรณีคอร์รัปชันรถดับเพลิงฉาวของ กทม. เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่า ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะใจกล้าหน้าด้าน ไม่เกรงกลัวฟ้าดินหรือหน้าอินทร์หน้าพรหมแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะว่ากรณีทั้งหมดนี้มีความชัดเจน มองเห็นได้โดยไม่ต้องตรวจสอบก็รู้ว่ามีการคอร์รัปชัน เช่นจำนวนห้องน้ำและวัสดุที่ใช้ในสนามบินสุวรรณภูมิหรือ การนำรถที่ผลิตในเมืองไทยแล้วส่งไปติดตั้งอุปกรณ์ที่ยุโรป แล้วบวกราคาเพิ่มอีก 2-3 เท่า ซึ่งคิดอย่างไรก็ไม่มีเหตุผลในการทำเช่นนั้น แต่ก็ใจกล้าหน้าด้านทำกันได้

การคอร์รัปชันในภาคธุรกิจที่กระทำต่อผู้บริโภคก็มีหลายรูปแบบโดยไม่ถูกควบคุม เช่น การโฆษณาขายอาหารเสริมประเภทรังนกแท้ แต่มีรังนกไม่ถึงร้อยละ 1 หรือ การที่บริษัทน้ำมันขึ้นราคาน้ำมันทันที ที่ราคาตลาดโลกขึ้น แต่เวลาราคาน้ำมันตลาดโลกลด กลับรอ 3-4 วันจึงค่อยลด กำไรจากส่วนต่างในเวลา 3-4 วันนี้ก็คือ การคอร์รัปชันต่อผู้บริโภคนั่นเอง

นอกจากนี้เมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้นกว่าร้อยละ 20 ราคาน้ำมันซึ่งบริษัทน้ำมันซื้อมาจึงถูกลงร้อยละ 20 แต่กลับไม่นำเอาส่วนลดจากค่าเงินที่แข็งขึ้นมาลดราคาน้ำมัน ในทางตรงกันข้ามเมื่อค่าเงินบาทอ่อนลงเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว บริษัทน้ำมันกลับอ้างเรื่องค่าเงินมาขึ้นราคาน้ำมันกับผู้บริโภค นี่คือการคอร์รัปชันในภาคธุรกิจที่รัฐบาลทุกรัฐบาลได้ละเลย ไม่ยอมปราบปราม

การตรวจสอบของคตส. ยิ่งคุ้ยยิ่งบาน ยิ่งคุ้ยยิ่งพบว่าการคอร์รัปชันได้กลายเป็นวัฒนธรรมที่ซึมลึกและผู้เกี่ยวข้องมีทุกระดับ โดยเฉพาะในหมู่ข้าราชการ และนักการเมือง จนเกือบสรุปได้ว่า คนดี คนซื่อ ยกเว้นพวกซื่อบื้อ เกือบจะไม่มีเหลืออยู่ในสังคมไทย

คำถามในวันนี้ คือ รัฐบาล คมช. ส.ส.ร. และ สนช. ซึ่งมีเงื่อนไขในการกำหนด กฎ กติกา โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญใหม่ จะกล้าบัญญัติให้การคอร์รัปชันเป็นอาชญากรรมต่อชาติที่มีความผิดร้ายแรงหรือไม่

ในประเทศจีนซึ่งมีการคอร์รัปชันสูงไม่น้อย โดยเฉพาะในหมู่ข้าราชการ แต่รัฐบาลปัจจุบันของจีนก็พยายามกำราบ โดยการตัดสินประหารชีวิตไปแล้วหลายราย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ในรัฐธรรมนูญใหม่จะกล้ากำหนดโทษการคอร์รัปชันว่ามีโทษถึงประหารชีวิตอย่างประเทศจีนหรือไม่

โทษประหารชีวิตอาจจะไม่ใช่หนทางแก้ไขการคอร์รัปชันที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ควรจะทำควบคู่กันไป กับการรณรงค์ให้สังคมปฏิเสธคนที่รวยมาจากการคอร์รัปชัน หรือรวยโดยไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินได้ เพื่อไม่ให้ชูคออยู่ในสังคมไฮโซอย่างที่สื่อทุกประเภททุกวันนี้ส่งเสริมบุคคลเหล่านี้ โดยเฉพาะในหน้าข่าวสังคม

มาตรการด้านภาษีก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการสกัดการคอร์รัปชันได้อย่างดีที่สุด อัลคาโปน มาเฟียใหญ่ของเมืองชิคาโกซึ่งมือเปื้อนเลือดมาตลอดชีวิตโดยรัฐเอาผิดไม่ได้ แต่อัลคาโปนมาจนมุมในข้อหาเลี่ยงภาษี และถูกจับติดคุกจนตายในคุก

รัฐธรรมนูญใหม่ควรกำหนดให้มีการเก็บภาษีมรดก และภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า คือ มีมากก็ต้องเสียมากตามสัดส่วนที่มี ซึ่งมาตรการนี้จะป้องกันวัฒนธรรมการคอร์รัปชันที่ชะงัดได้อีกมาตรการหนึ่ง เพราะว่าเป็นการติดเบรกการสะสมทรัพย์สินที่ได้มาจากการคอร์รัปชัน เนื่องจากได้มาแล้วก็ไม่มีประโยชน์ เพราะต้องเสียภาษีคืนให้รัฐ จึงไม่คุ้มกับความเสี่ยง

ทุกวันนี้คนรวยเสียภาษีน้อยเพราะว่ามีนักบัญชีที่ไร้ศีลธรรม (สังคมยกย่อง) คอยให้คำปรึกษาด้วยราคาแพง (แต่ก็คุ้ม) พอรัฐถังแตกก็มาเก็บภาษีจากคนจนอีกโดยการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคนจนส่วนใหญ่เป็นผู้จ่าย

รวมทั้งการส่งเสริมหวยซึ่งรายได้ที่ได้มาก็เป็นการเก็บภาษีที่ซ้ำเติมคนจนทางอ้อม เพราะว่าคนที่เล่นหวย หรือซื้อลอตเตอรี่ร้อยละ 99 เป็นคนจนทั้งสิ้น

กรมสรรพากรของอเมริกา (IRS) มีอำนาจตรวจสอบทรัพย์สินของทุกคนว่าได้มาอย่างไร และได้เสียภาษีหรือไม่ หากว่ารัฐธรรมนูญใหม่กำหนดในนโนบายพื้นฐานให้อำนาจนี้กับกรมสรรพากร หรือ กระทรวงยุติธรรมก็จะสกัดวัฒนธรรมการคอร์รัปชันได้

ทุกวันนี้คนรวยไม่เคยต้องแจ้งว่ามีทรัพย์สินเท่าใดและได้มาอย่างไร นอกจากนี้สังคมยังยกย่องคนเหล่านี้อีกด้วย ขอฝากมาตรการที่นำเสนอข้างต้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล คมช. ส.ส.ร. หรือ สนช. ด้วย หากว่าท่านยังมีความจริงใจในการแก้ไข และป้องกันวัฒนธรรมการคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงของสังคมไทย ที่ร้ายกาจกว่าโรคเอดส์เสียอีก