หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เปรียบเทียบกองทุนหมู่บ้านไทย กับธนาคารกรามีน

โดย เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ  มติชนรายวัน  วันที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10618

กองทุนหมู่บ้านไทยกำลังตกอยู่ท่ามกลางการวิจารณ์ เช่น การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของกองทุนหมู่บ้านภายในปี 2550 ตาม พ.ร.บ.กองทุนหมู่บ้าน 2547 นั้น จะทำให้กองทุนหมู่บ้านไม่เป็นองค์กรของรัฐและต้องรับผิดชอบหนี้เอง หากกองทุนใดไม่จดทะเบียน ก็ต้องถูกยุบ หรือกรณีผลการตรวจสอบบัญชีของ สตง. จากกองทุนหมื่นกว่าแห่งพบว่า มีหนี้ค้างชำระและเงินขาดบัญชีจำนวนมาก

ในท่ามกลางการวิจารณ์นี้ จึงต้องรอบคอบ วิธีหนึ่งที่ดีกว่าการถกเถียงกันโดยขาดข้อมูล คือ การศึกษาจากต้นแบบ (prototype) ได้แก่ ธนาคารกรามีน (Grameen Bank) ของบังกลาเทศที่เป็นต้นแบบของกองทุนหมู่บ้านหรือธนาคารคนจนมากกว่า 43 ประเทศทั่วโลก

คำว่า "กรามีน" หมายถึง "หมู่บ้าน" หรือ "เขตชนบท" ธนาคารนี้ก่อตั้งโดย นายมูฮัมหมัด ยูนัส (Muhammad Yunus) ซึ่งเป็นผลงานที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ปี พ.ศ.2549

สำหรับประเด็นที่น่าสนใจเปรียบเทียบมีดังนี้ ตารางที่ 1

เมื่อนำแนวคิดของธนาคารกรามีนมาเปรียบเทียบกับกองทุนหมู่บ้านของไทยแล้ว อาจได้ข้อสรุปว่า ธนาคารกรามีนค่อยๆ ขยายจากเล็กไปใหญ่ ซึ่งเป็นการขยายจากคุณภาพไปสู่ปริมาณ

เริ่มต้นนั้น ธนาคารกรามีนจัดตั้งโดยเอกชนและใช้วิธีการบริหารแบบเอกชน เน้นการออมของสมาชิกและให้กู้ยืม โดยให้สมาชิกรวมกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน และให้รับผิดชอบกันเอง

ข้อที่สำคัญ คือ ให้กู้ด้วยเงินเพียงเล็กน้อย และเน้นการพึ่งตัวเอง โดยใช้ทุนตัวเอง และมุ่งให้สมาชิกรู้จักพึ่งตัวเอง

จุดที่เด่นมากของธนาคารกรามีน คือ ผู้กู้ยืมเกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิงและมีอัตราการใช้คืนเกือบทั้งหมด อีกทั้งสามารถทำธุรกิจจนแตกตัวไปสู่ธุรกิจประเภทอื่นๆ ได้อีก เช่น การสื่อสาร พลังงาน การศึกษา โทรคมนาคม อินเตอร์เน็ต และเสื้อผ้า

นอกจากนี้ ธนาคารกรามีนยังเน้นการวิจัยปฏิบัติการเพื่อการปรับปรุงองค์การ การฟังความคิดเห็นของที่ปรึกษา และศึกษาคู่แข่งรายอื่นทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

ส่วนกองทุนหมู่บ้านของไทยตรงกันข้าม เป็นการเริ่มต้นด้วยสเกลขนาดใหญ่และเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ กล่าวคือ เริ่มจัดตั้งโดยรัฐ และบริหารโดยการควบคุมของรัฐ และมีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝง แม้จะจัดรูปแบบให้มีการจัดประชาคมในหมู่บ้าน และมุ่งให้กองทุนหมู่บ้านเป็นอิสระและมีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่ในทางปฏิบัติจริงก็ทำได้ยาก เพราะมีโครงสร้างที่เป็นเครือข่ายรัฐมาแล้วตั้งแต่ต้น

ข้อสำคัญ คือ ได้กระจายสินเชื่อไปแล้วเป็นจำนวนมากครอบคลุมทั้งประเทศในระยะเวลาอันสั้น

การกระจายสินเชื่อของรัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงความพร้อมและปัญหาที่จะตามมาตั้งแต่แรกแล้ว ยิ่งกรณีที่พยายามปล่อยให้กองทุนหมู่บ้าน เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้าน พ.ศ.2547 เท่าใด ก็ดูเหมือนยิ่งพยายามผลักภาระให้คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและสมาชิกต้องรับผิดชอบกันเอง

ทั้งที่ระดับล่างกำลังมีปัญหาความอยู่รอด ซึ่งยังอาศัยเงินอุดหนุนของรัฐบาลเป็นหลัก แต่เวลาเดียวกันรัฐบาลก็ขาดความชัดเจน เช่น ยังไม่มีนโยบายที่จะให้เงินอุดหนุนเพิ่ม หรือปรับโครงสร้าง หรือเปลี่ยนแปลงนโยบาย

อีกทั้งยังไม่มีนโยบายที่แน่นอนว่ารัฐบาลจะเรียกเงินคืนเมื่อใด หรือตั้งเป้าหมายให้กองทุนหมู่บ้านอยู่ได้ด้วยตัวเองเมื่อใด

ยูนัสตั้งธนาคารกรามีน เมื่อปี ค.ศ.1976 เพื่อให้เงินกู้ยืมแก่คนจนในบังกลาเทศ โดยเริ่มให้หมู่บ้านที่อยู่รอบๆ มหาวิทยาลัยจิตตะกอง (University of Chittagong) กู้ก่อน ธนาคารกรามีนประสบความสำเร็จเป็นอันมาก

ต่อมารัฐบาลเข้ามาสนับสนุน และเริ่มขยายโครงการไปที่เมืองทันเกล (Tangail District) ทางตอนเหนือของเมืองดักกา (Dakka)

ต่อจากนั้น ก็ขยายไปเมืองอื่นอีกหลายเมือง จนปี ค.ศ.1983 ได้เปลี่ยนฐานะของธนาคารเป็นอิสระจากรัฐ โดยจดทะเบียนที่บังกลาเทศ และได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ จากนายธนาคารต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา เช่น ชอร์แบงก์ (Shore Bank) ธนาคารพัฒนาชุมชนในชิคาโก (A Community Development Bank in Chicago) ภายใต้โครงการให้เงินช่วยเหลือ จากมูลนิธิฟอร์ด (Ford Foundation)

และเริ่มดำเนินการในรูปแบบธุรกิจอย่างจริงจังเมื่อปี ค.ศ.1989

จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ.2006 สามารถปล่อยสินเชื่อได้ถึง 5.72 พันล้านเหรียญดอลลาร์ สรอ. แก่ผู้กู้ยืมถึง 6.61 ล้านคน

วิธีการของธนาคาร คือการใช้ระบบกลุ่มที่มีความเป็นปึกแผ่น (Solidarity groups) และช่วยเหลือกันเอง (Selfhelp group) เป็นกลุ่มเล็กๆ ที่รวมตัวกันเพื่อขอกู้เงินและสมาชิกกลุ่มแต่ละคนค้ำประกันกันเอง และสนับสนุนให้แต่ละคน ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจด้วยตัวเอง แต่ละกลุ่มมีจำนวน 5 คน และต้องรับผิดชอบด้วยกัน หากคนใดคนหนึ่งไม่ชำระหนี้ คนที่เหลือในกลุ่มก็จะไม่ได้กู้ต่อ

หลักการนี้ทำให้กลุ่มต้องรับผิดชอบต่อกันและเป็นหลักสำคัญที่ทำให้ธนาคารอยู่รอด

เมื่อธนาคารเติบโตแล้ว ธนาคารยังได้ขยายสินเชื่ออื่นแก่คนจนอีก นอกจากสินเชื่อรายย่อยแล้ว ยังมีสินเชื่อการศึกษาสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อการประมงและการชลประทาน สินเชื่อการลงทุน การทอผ้า และสินเชื่ออื่น รวมทั้งให้บริการธนาคาร เช่น การรับฝากเงิน ปัจจุบันธนาคารกรามีนขยายสาขาออกทั่วประเทศบังกลาเทศ และยังคงให้สินเชื่อรายย่อยแก่คนจนในชนบทอยู่

ซึ่งปรากฏว่าเมื่อกลางปี ค.ศ.2006 ธนาคารกรามีนมีสาขารวมแล้วถึง 2,226 แห่ง

ความสำเร็จตามตัวแบบกรามีน (Grameen model) เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการทำอย่างเดียวกันในประเทศที่กำลังพัฒนา และแม้แต่ประเทศอุตสาหกรรม รวมถึงสหรัฐอเมริกา เกิดการเอาอย่างการให้สินเชื่อรายย่อยตามตัวแบบกรามีนไปแล้วมากกว่า 43 ประเทศ ข้อที่สำคัญ คือ หลายประเทศยังให้ความสำคัญกับการให้สินเชื่อแก่ผู้หญิงตามตัวแบบกรามีน เพราะการให้สินเชื่อของธนาคารกรามีนนั้น 97% จะให้แก่ผู้หญิงที่ประสบความลำบากจากความยากจน และมักจะเป็นผู้หารายได้เข้าสู่ครอบครัวมากกว่าผู้ชาย

ข้อมูลสำคัญของธนาคารกรามีน เมื่อเดือนสิงหาคม 2006 มีดังนี้

1) จำนวนผู้กู้ทั้งหมด 6.61 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 97% และเป็นสมาชิกธนาคารเมื่อปี ค.ศ.2003 จำนวน 3.12 ล้านคน

2) ธนาคารมีสาขา 2,226 สาขา ครอบคลุมหมู่บ้าน 71,371 หมู่บ้าน มีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 18,795 คน

3) อัตราการจ่ายคืน 98.85% เทียบกับอัตราการจ่ายคืนในปี ค.ศ.1998 เท่ากับ 95%

4) ตั้งแต่เริ่มต้นได้จัดสรรเงินกู้ไปแล้ว 5.72 พันล้านดอลลาร์ สรอ. หรือเท่ากับ 290.03 พันล้านตากา ในจำนวนนี้ได้เงินคืนแล้ว 5.07 พันล้านดอลลาร์ สรอ. หรือเท่ากับ 258 พันล้านตากา

นอกจากการให้สินเชื่อรายย่อยแล้ว ธนาคารกรามีนยังมีโครงการขจัดความยากจนอีกหลายโครงการ เช่น โครงการที่ให้เงินกู้รายย่อยแก่ขอ

ทานโดยไม่นำเอากฎเกณฑ์ของธนาคารที่มีอยู่แล้วมาใช้ แต่กำหนดกฎหมายใหม่ขึ้นมา เช่น เงินกู้ไม่มีดอกเบี้ยใดๆ การจ่ายคืนจะให้เมื่อใดก็ได้

เช่น ขอทานที่กู้ไป 100 ตากา (ประมาณ 1.50 ดอลลาร์ สรอ.จะจ่ายคืนเพียง 2 ตากาต่อสัปดาห์ (ประมาณ 3.4 เซ็นต์ สรอ.) และผู้กู้ยืมจะได้รับประกันชีวิตโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ธนาคารไม่ได้บังคับให้ผู้กู้เลิกอาชีพขอทาน แต่กระตุ้นให้ใช้เงินกู้ไปลงทุนหารายได้จากการขายสินค้าราคาถูก เมื่อปี ค.ศ.2005 ขอทานประมาณ 45,000 คน กู้เงินไป 28.7 ล้านตากา หรือ 441,538 ดอลลาร์ สรอ.และจ่ายคืน 13.66 ล้านตากา หรือ 210,154 ดอลลาร์ สรอ.

ตัวอย่างของความสำเร็จของธนาคารกรามีน สามารถศึกษาได้จากการบริหารโครงการสินเชื่อของธนาคารที่เมืองทันเกล ทางตอนเหนือของดักกา หรือเรียกสั้นๆ ว่า "Buro" โครงการสินเชื่อนี้เป็น โครงการสมบูรณ์แห่งแรกที่เริ่มดำเนินการเมื่อปี ค.ศ.1989 และได้ขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง การบริหารโครงการเน้นความสำคัญของการออมพอๆ กับด้านสินเชื่อ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1) พันธกิจ (Mission) โครงการบูโรของธนาคารกรามีนที่ทันเกลเขียนพันธกิจเอาไว้ว่า "เพื่อจัดตั้งองค์การที่อิสระและอยู่รอด เพื่ออุทิศตัวให้บริการทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่นและรับผิดชอบ เพื่อส่งเสริมการพึ่งตัวเอง (self-reliance) ของชาวชนบทในบังกลาเทศ

2) ขอบข่ายการดำเนินงาน (Scope of operations) จากข้อมูลเมื่อ 31 ธันวาคม ปี ค.ศ.2000 โครงการบูโรได้ให้สินเชื่อแก่สมาชิกไปแล้ว 73,265 ราย กระจายอยู่ตามหมู่บ้าน 1,665 แห่ง ในเมืองทันเกล โดยผ่านสาขาของธนาคารกรามีน 51 แห่ง และกลุ่มธนาคารสาขาเหล่านี้มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองทันเกล

3) การออม (Saving) ตามข้อมูลปี ค.ศ.1997 ปรากฏว่า การออมสุทธิซึ่งรวมกองทุนฉุกเฉินของสมาชิกเพิ่มขึ้น 100% เป็นเงิน 800,747 ดอลลาร์ สรอ. ต่อมาในปี ค.ศ.1998 การออมสุทธิซึ่งรวมกองทุนฉุกเฉินของสมาชิกเพิ่มขึ้น 8% เป็นเงิน 863,915 ดอลลาร์ สรอ. อัตราการเพิ่มที่ลดลงเป็นผลมาจากการกู้ยืมเพิ่ม 15% และสมาชิกต้องถอนเงินออมไปใช้ เนื่อจากเกิดวิกฤตน้ำท่วมในปี ค.ศ.1998 ส่วนปี ค.ศ.1999 การออมสุทธิเพิ่ม 51% เป็นเงิน 1,303,311 ดอลลาร์ สรอ. และปี ค.ศ.2000 เพิ่มอีก 18% เป็นเงิน 1,535,015 ดอลลาร์ สรอ.

4) เงินกู้ยืม (Loans) จากข้อมูลเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ปี ค.ศ.2000 ทรัพย์สินของโครงการที่เมืองทันเกลมีทั้งหมด 4,263,073 ดอลลาร์ สรอ.เพิ่มขึ้น 25% จากปี ค.ศ.1999 ที่มี 3,405,780 ดอลลาร์ สรอ. ส่วนอัตราการคืนเงินดีกว่าปีก่อน ซึ่งผู้กู้ยืมจ่ายคืนตรงเวลา 96.05% ส่วนที่จ่ายเกินเวลา 30 วัน มีประมาณเกือบ 4%

5) เงินกองทุน (Capital funds) ข้อมูลปี 1998 มีผู้บริจาคให้ 2,885,703 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น 49% ของเงินกองทุนทั้งหมด นอกนั้นเป็นเงินของสมาชิกจำนวน 73,265 ราย ซึ่งแบ่งเป็นเงินสะสมจากกำไร 558,380 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น 9% และอีกส่วนหนึ่ง 1,535,015 ดอลลาร์ สรอ. เป็นเงินออมและเงินทุนจากบัญชีฉุกเฉินซึ่งคิดเป็น 26% ส่วนที่เหลืออีก 949,299 ดอลลาร์ สรอ. เป็นเงินยืมที่มีดอกเบี้ยหรือคิดเป็น 16%

6) ความสามารถทำกำไรและต้นทุน (Profitability and cost analysis) ปี ค.ศ.1999 โครงการมีกำไร 234,597 ดอลลาร์ สรอ. จากรายได้ทั้งหมด 753,961 ดอลลาร์ สรอ. ซึ่งในปีดังกล่าวนี้โครงการเริ่มใช้เงินดำเนินการของตัวเองทั้งหมด โดยไม่มีการกู้ภายนอก แต่ปี ค.ศ.2000 ขาดทุน 132,750 ดอลลาร์ สรอ. เนื่องจากรายได้ลดลงเหลือ 558,380 ดอลลาร์ จากการปรับค่าเงินบังกลาเทศและการปรับโครงการ

7) การวิจัยปฏิบัติการ (Operations research) โครงการตั้งใจที่จะปรับปรุงการให้สินเชื่อแก่สมาชิกให้ยืดหยุ่น และตรงกับความต้องการอยู่ตลอด จึงได้จัดทำโครงการวิจัยปฏิบัติการขึ้นมาเองโดยให้แนวทางไว้ 3 ด้าน

ด้านแรก คือ การปรับปรุงองค์การ เพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมและพัฒนาการให้บริการให้ดีขึ้น เช่น การจัดตั้งกลุ่มลูกค้าเป็นที่ปรึกษา (customers"consultative groups) การใช้เทคนิคติดตามและประเมินผลในเชิงคุณภาพ (qualitative-based monitoring and evaluation techniques) การสัมมนากับสมาชิกและเจ้าหน้าที่ (workshops with members and staff)

ด้านที่สองได้แก่ การปรึกษาหารือกับที่ปรึกษาภายนอกเป็นระยะๆ (reviews of external consultants)

และด้านที่สาม การติดตามความสำเร็จจากการบริการของผู้ให้บริการการเงินรายอื่น ที่ดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการ หรือกึ่งทางการ (other informal and semi-formal financial services providers)

การวิจัยปฏิบัติการด้วยตัวเองนี้ทำให้โครงการเกิดการปรับปรุงตัวอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับความเป็นจริง

เมื่อสิ้นปี 2003 การบริการของธนาคารกรามีนได้แตกแขนงออกไปอีกเป็นอันมาก ดังตารางที่ 2

ขณะที่ธนาคารกรามีน เจริญก้าวหน้าและได้รับการยกย่องอย่างมากนั้น เมื่อหันมาดูกองทุนหมู่บ้านไทย กลับปรากฏผลตรงกันข้าม นั่นคือ เต็มไปด้วยปัญหาอุปสรรคทั้งระดับมหภาค และจุลภาพ ได้แก่

1) หนี้เสียมีแนวโน้มมากขึ้น จากปัญหาการหมุนหนี้และปัจจัยทางจิตวิทยาที่ไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ จากการวิจัยของผู้เขียน พบว่า ปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านมีหนี้เสียไม่มาก (5%) แต่มีการหมุนหนี้มาก (60%)

ซึ่งการหมุนหนี้สะท้อนความสามารถในการจ่ายเงินคืนและปัญหาหนี้สะสมในอนาคต

นอกจากนี้ คนไทยถูกครอบงำโดยเหตุผลทางการเมืองว่ากองทุนหมู่บ้านเป็นนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมกับมีการป่าวประกาศว่าเมื่อไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว กองทุนหมู่บ้านจะถูกเรียกเงินคืน ทำให้ชาวบ้านเริ่มแข็งขืนและตั้งป้อมต่อต้านรัฐ รวมทั้งน่าจะส่งผลต่อหนี้เสียในอนาคต

2) ความขัดแย้งในหมู่บ้านมีแนวโน้มมากขึ้น ปัจจุบันชาวบ้านเริ่มรู้สึกสงสัยต่อความไม่เป็นธรรม ในการจัดสรรเงินของกรรมการหมู่บ้าน การจัดสรรเงินมี 2 แบบ แบบแรก ชาวบ้านเอาเงินหารด้วยคน และเฉลี่ยเท่ากัน หรือใกล้เคียงกัน ส่วนแบบที่สอง กรรมการเอาก่อน แล้วที่เหลือค่อยแบ่งให้สมาชิก ซึ่งแบบหลังนี้เริ่มมีปัญหามาก

3) มีคนชี้ให้เห็นถึงปัญหาและข้อบกพร่องมากขึ้น เช่น มีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า เงินกู้กองทุนหมู่บ้านไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพราะคนใช้เงินกู้กับไม่ใช้นั้นมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่แตกต่างกัน หรือเงินกองทุนหมู่บ้านในภาพรวมขาดทุนอยู่ 6,000 ล้านบาท หรือเงินกองทุนหมู่บ้านมีผลต่อ GDP เพียง 0.12% หรือรายงาน สตง. ชี้ว่าส่วนกลางใช้เงินไป 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่เงินจ่ายกองทุนหมู่บ้านไป 7 หมื่นกว่าล้าน ทำให้คนสงสัยว่าส่วนกลางใช้เงิน 2 หมื่นล้านบาท ไปทำอะไรบ้าง

4) อาจถูกตีความว่าขัดกับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง เพราะกองทุนหมู่บ้านกระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้ และมีพฤติการณ์ก่อหนี้ตามกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการขาดเป้าหมายในการใช้เงิน หรือการใช้เงินไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ ซึ่งมีมาก (30-70%)

5) อาจมีการปรับโครงสร้างและเปลี่ยนนโยบาย ในอนาคตอันใกล้กองทุนหมู่บ้านไทย ต้องมีการปรับโครงสร้าง และนโยบายค่อนข้างแน่ โดยเฉพาะผลกระทบจาก พ.ร.บ.กองทุนหมู่บ้าน 2547 ซึ่งเป็นการปัดภาระของส่วนกลาง

และอาจเป็นเหตุที่ทำให้ต้องทบทวนโครงสร้างของส่วนกลางใหม่

แนวโน้มที่ควรจะเป็นในอนาคตของกองทุนหมู่บ้าน คือ

1) รัฐบาลต้องรีบยืนยันนโยบายว่า ยังคงนโยบายกองทุนหมู่บ้าน หากรัฐบาลไม่ยืนยันหนักแน่น หนี้เสียจะเพิ่มขึ้นแน่ และข้อสำคัญ การช่วยคนจนเป็นอุดมการณ์ของรัฐสมัยใหม่ ไม่มีรัฐใดกล้าทอดทิ้งคนจน เพราะความยากจนไม่ใช่ความผิดของคนจน แต่ข้อสำคัญต้องหันกลับมาจริงใจและยึดคนจนเป็นเป้าหมาย

2) ต้องเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงของแหล่งที่มาของเงินทุนของกองทุนหมู่บ้านระดับประเทศ และการใช้เงินที่กู้ไป 9 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งกองทุนหมู่บ้าน ได้รับเพียง 7 หมื่นกว่าล้านบาท เงิน 2 หมื่นกว่าล้านบาท หายไปกับการจัดการระดับบน และโครงการที่ต่อเนื่องต่างๆ ซึ่งน่าจะสรุปได้ว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เช่น โครงการบัณฑิตกองทุนหมู่บ้าน โครงการอบรมบัญชีการเงิน การจัดการ การประชุมเครือข่าย การวิจัย ติดตามตรวจสอบและงบฯประจำ

3) รีบเปลี่ยนทัศนคติชาวบ้านที่คิดว่าเงินกองทุนหมู่บ้านเป็นเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการใช้กองทุนหมู่บ้าน เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างน่าเกลียด และเป็นประเด็นที่ไร้จริยธรรมอย่างยิ่ง

4) ปรับโครงสร้างของการบริหารกองทุนหมู่บ้านใหม่ โดยการพัฒนาไปสู่ "ธนาคารกองทุนหมู่บ้าน" และเพิ่มพนักงานมืออาชีพเข้าไป

5) จัดซอยแบ่งพื้นที่ใหม่ เช่น แบ่งเป็นเขต (Zone) พื้นที่ (Area) หรือสาขา (Branch) และบริหารแบบเอกชนหรือมูลนิธิอาสาสมัคร เปลี่ยนวิสัยทัศน์หันมาเน้น "ความอยู่รอด ความเป็นอิสระ และความเป็นมืออาชีพ"

6) ขยายการบริการ โดยคำนึงถึงการออม ผลงานและประวัติทางการเงินเป็นหลัก เช่น หากทำดีต้องได้กู้เพิ่มหรือขยายวงเงิน รวมทั้งหันมาสนใจคนจนโดยเจาะจง มากกว่าหว่านเงินไปตามพื้นที่ เช่น มีปัญหาต้องเข้าไปให้คำแนะนำทันที รวมทั้งมีพนักงานธนาคารในพื้นที่ และในอนาคตต้องมีเป้าหมายที่จะเป็นอิสระจากรัฐอย่างชัดเจน

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องหันมายอมรับความจริงว่า (1) การช่วยคนจนเป็นสิ่งจำเป็น (2) การมีกองทุนหมู่บ้านดีกว่าไม่มีแน่ แต่การให้ชาวบ้านจัดการเงินกันเองก็เป็นช่องทางของหายนะเช่นกัน อย่างน้อยที่สุด ชาวบ้านก็มีข้อจำกัดจากการเป็นพี่น้องกัน และมีวาระรวมแล้วไม่เกิน 4 ปี ซึ่งจะไม่มีใครรับผิดชอบติดตามทวงหนี้

สรุปว่า กองทุนหมู่บ้านระดับมหภาคต้องรื้อถอดการเป็นเครื่องมือทางการเมืองของระบอบทักษิณออกไปให้เร็วที่สุด ส่วนระดับล่างต้องปรับเปลี่ยนไปสู่ธนาคารคนจนตามตัวแบบกรามีนมากขึ้น กองทุนหมู่บ้านจึงจะพ้นจากเครื่องมือทางการเมืองและเป็นกองทุนเพื่อคนจนอย่างแท้จริง

กองทุนหมู่บ้านกับการสร้างอาณาจักร

กองทุนเงินออมของชาวบ้านมีพื้นฐานมาตั้งแต่ ปี 2508 เริ่มจากกองทุนบ้านสระคูณ ลำปลายมาศ บุรีรัมย์ จากนั้นก็เป็นกองทุนเมืองดินแดงและห้วยขวาย กรุงเทพฯ ขยายออกเป็นขบวนการเครดิตยูเนียน

ต่อมา ปี 2517 กรมพัฒนาชุมชนส่งเสริมให้ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็คิดริเริ่มกลุ่มออมทรัพย์เอง เช่น บ้านคีรีวง ปี 2523 บ้านน้ำขาว ปี 2523 และคลองเปี๊ยะ ปี 2525 บ้านปากบาง ปี 2528 บ้านควนโต๊ะหลงปี 2530

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอื่นที่ NGOs ส่งเสริมอีกจำนวนมาก เช่น กรณีที่กลุ่มพัฒนาทุ่งกุลาและมูลนิธิพัฒนาอีสาน เข้าไปส่งเสริมกลุ่มออมทรัพย์กับการพัฒนาด้านอื่น เช่น ธนาคารข้าว กลุ่มสมุนไพร กลุ่มอาชีพ อีกทั้งเมื่อปี 2532 ยังมีธนาคารหมู่บ้านอันเนื่องพระราชดำริจากการส่งเสริมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีก

ส่วนบทบาทของรัฐบาล เริ่มจากกรมพัฒนาชุมชนเข้าไปส่งเสริมในระดับหน่วยงาน ต่อมาระดับรัฐก็ปรากฏชัดเมื่อปี 2535 เมื่อรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ตั้งโครงการพัฒนาคนจนในเมือง โดยมีหน่วยงานพัฒนาชุมชนเมืองสังกัดการเคหะแห่งชาติดูแล

จากนั้น กลุ่มออมทรัพย์ก็เริ่มรวมกันเป็นเครือข่าย ในที่สุดก็ได้ตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนปี 2543 สถาบันนี้ก็มีบทบาทในการเชื่อมประสานกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอาชีพ และกลุ่มพัฒนาต่างๆ จำนวนมาก

การออมทรัพย์ของชาวบ้านทั้งหมดข้างต้นมีลักษณะเด่น คือ

(1) เริ่มจากข้างล่าง

(2) โดยมีหน่วยงานข้างนอกเข้าไปเป็นเพียงผู้เกื้อกูล

(3) ประชาชนมีส่วนร่วมจำนวนมากและด้วยความสมัครใจ

(4) มีหลากหลายรูปแบบสามารถเข้าออกจากกลุ่มได้ง่าย และมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

(5) มีปัจจัยของความสำเร็จเบื้องต้นคือ ผู้นำและการมีส่วนร่วมกับกลุ่มหรือกองทุน กลุ่มการออมทรัพย์เหล่านี้ ย่อมได้รับอิทธิพลทางความคิด และการสนับสนุนจากระดับโลกด้วยไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะแนวคิดการพัฒนาเมือง การพัฒนาชุมชนและธนาคารเพื่อคนจนซึ่งค่อยๆ หล่อหลอมและดึงดูดเอาคนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกองทุนด้วยกัน กองทุนที่ประสบความสำเร็จจึงพัฒนาตามธรรมชาติและมีลักษณะเด่นที่สุด คือ ใช้เวลานานมาก และค่อยๆ ปรากฏบทบาทของผู้นำ จนกระทั่งเรียกขานกันว่า "ปราชญ์ชาวบ้าน" ในปัจจุบัน

ทว่าความเป็นธรรมชาติและความเป็นชาวบ้านนี้หายวับทันทีที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ปี 2544 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณเห็นช่องทางได้คะแนนจึงนำมาหาเสียงว่าจะขยายเงินให้กองทุนให้ใหญ่เป็นกองทุน "เงินล้าน" และกระจายไปทุกแห่ง โดยอ้างว่าจะบริหารแบบชุมชนและทำตามที่ปราชญ์ชาวบ้านเคยทำ

แต่ในความจริงกลับตรงกันข้ามและก่อให้เกิดผลสะเทือนแผ่นดิน เพราะคำว่า "เงินล้าน" นั่นแหละเป็นสัญลักษณ์ของความแตกต่าง

การเร่งอัดเงินลงไป จึงทำให้วิถีทางที่ปราชญ์ชาวบ้านสร้างไว้นั้นหักเห เป็นเพียงข้ออ้าง ของการครองอำนาจระยะเวลาที่เคยหล่อหลอมความเข้าใจ และประสานความร่วมมือ จึงกลายเป็นการรีบเร่งโกยคะแนน และทำเป้าตัวเลขให้ครบเพื่อเอาเงินก้อนใหม่ การเร่งอัดเงินลงไปจึงทำให้กองทุนหมู่บ้านซึ่งเป็นความคิดดีๆ กลายเป็น "เครื่องสำอางฉาบหน้าการพัฒนา" (developmental cosmetics) ปากอ้างว่าทำแบบปราชญ์ เน้นการรวมตัวกันและแนวนอน แต่ความจริงกลับเป็นการครอบงำและเป็นเครื่องมืออย่างดีของการครอบงำ เพราะค่อยๆ บีบโดยไม่ให้รู้ตัว

ในความเป็นจริงนั้น แทนที่ค่อยๆ ทำจากข้างล่างขึ้นมา (bottom-up) กลายเป็นการส่งจากข้างบนลงไป (top down) แทนที่จะช่วยกันทำ จึงเป็นฝ่ายหนึ่งนั้นเป็น "ผู้ให้" และอีกฝ่ายหนึ่งเป็น "ผู้รับ" ส่วนการมีส่วนร่วมที่เคยเป็น "จิตวิญญาณ" ก็กลายเป็นเพียง "พิธีกรรม" การมีหุ้นส่วนและทุกคนเท่ากัน ก็กลายเป็นเพียงเครื่องมือของกันและกัน (instrumentality) ความรู้จักมักคุ้นก็กลายเป็นยศ ตำแหน่งที่เชื่อมโยงกับการเมืองภายนอก

ในที่สุดการพึ่งตัวเอง (selfreliance) ก็อันตรธานและกลายเป็นการพึ่งรัฐด้านประชาธิปไตยของชาวบ้านที่เริ่มก่อตัว ก็จบสิ้นพร้อมกับการเข้าครอบงำของรัฐ (hegemony) ที่ปรากฏตัวเป็นเงาทะมึนและยากที่ชาวบ้านจะขยับหนี

หน่วยสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านกลับใช้เงินมากมายเพื่อการสนับสนุน เช่น การเตรียมการอย่างเร่งรีบในการตั้งกองทุน

การใช้เงินจำนวนมากสำหรับทำงานประจำ การจ้างหน่วยงานภายนอกทำวิจัย การติดตามประเมินผล การสร้างเครือข่าย การตั้งอนุกรรมการสนับสนุน และการขยายโครงการต่อเนื่อง

เงินทั้งหมดที่เบิกเกินจากธนาคารมา 9 หมื่นกว่าล้านบาท จึงตกไปถึงกองทุนเพียง 7 หมื่นกว่าล้าน

ส่วนการติดตามประเมินผลก็ทำอย่างสุกเอาเผากิน วิธีการหลัก คือ สำรวจความพึงพอใจของคนได้รับผลประโยชน์ ซึ่งแน่ละคะแนนที่ได้รับก็ต้องได้เต็ม หรือเกือบเต็ม ส่วนข้อสังเกต และข้อวิจารณ์ภายนอก หน่วยสนับสนุนก็พร้อมจะเอาสีข้างเข้าสี

มิหนำซ้ำยังไม่รู้จักระเบียบวิธีวิทยาใหม่ๆ เช่น การวิจัยแบบแปลความ (interpertive research) หรือการวิจัยเชิงวิพากษ์ (critical research)

นอกนั้นก็ทำงานทับซ้อนกับงานประจำ ทั้งที่เคยกล่าวหาโครงการเก่าๆ เช่น โครงการ กข.คจ.มาก่อนว่าถูกครอบงำโดยข้าราชการ แต่วันนี้คนที่มีบทบาทในการแนะนำชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่ใช่ใครอื่น ยังเป็น ฯพณฯ พัฒนากรเจ้าเก่า!!

หน่วยสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านจึงกลายเป็น อาณาจักรใหม่ (new empire building) สามารถสร้างลูกค้าได้สำเร็จ พร้อมที่จะเอาลูกค้าเป็นเครื่องมือต่อรอง ซึ่งเป็นกลุ่มผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่มหาศาล และพร้อมจะโรมรัน หรือให้คุณให้โทษกับใครๆ ก็ได้ โดยเฉพาะทางการเมือง

ใครที่หือเข้ามาแนะนำ นั่นแหละ คือ "ศัตรูของกองทุนหมู่บ้าน"

กองทุนหมู่บ้านจึงมีปัญหามาก เพราะเร่งกระจายเงินช่วง 3 ปีแรก (2544-2546) ไปถึง 7 หมื่นกว่าล้าน มีสมาชิกถึง 11 ล้าน และกู้เงินไปแล้วกว่า 10 ล้าน กองทุนรีบทำและรีบทิ้งปัญหา โดยเอาคนจำนวนมากเป็นเครื่องมือ

วันนี้กองทุนหมู่บ้านถูกกล่าวหาว่าปิดบังเงินต้นที่กู้มาจากธนาคาร กระตุ้นให้ชาวบ้านกู้โดยไม่จำเป็น ชาวบ้านนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หนี้เสียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการหมุนหนี้ กรรมการหาประโยชน์

ชาวบ้านส่วนหนึ่งต้องหนีหนี้เร่งดำเนินการเพราะรีบหาเสียง ไม่แยกแยะ สร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเงินผู้นำรัฐบาลชุดก่อน เริ่มทำให้เกิดความขัดแย้งและแตกแยกในหมู่บ้าน มีคดีฟ้องร้องเพิ่มขึ้น ส่วนกลางจึงรีบเร่งผลักภาระให้กองทุนหมู่บ้านเป็นนิติบุคคลเพื่อหนีความรับผิดชอบ รวมไปถึงส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมบริโภคขนานใหญ่ สร้างอำนาจใหม่ในหมู่บ้าน ยุให้คนมองกันเป็นเงินทองเป็นเครื่องมือในการครอบงำของรัฐ และกำลังถูกคนกลุ่มหนึ่งอ้างว่าทำเพื่อชาวบ้าน แต่เสวยสุขในตำแหน่งบนภาษีของคนทั้งประเทศ

น่าเสียดายที่ความคิดของปราชญ์ชาวบ้านถูกทำให้มีตำหนิ กองทุนหมู่บ้านมีข้อดีอยู่มาก เช่น ด้านการกระจายรายได้ และช่วยเป็นแหล่งทุน แต่ทั้งนี้การช่วยคนจนเป็นอุดมการณ์ของรัฐสมัยใหม่ ต้องรีบแก้ไข โดยตัดการเมืองออกไปและไม่ให้ใคร "ผูกขาด" ความรักจากคนจน

ข้อสำคัญคือต้องแก้ปัญหาประสิทธิภาพ โดยเพิ่มคุณภาพในการปล่อยสินเชื่อและติดตามหนี้ และขยายการบริการให้หลากหลายยิ่งขึ้น คนยิ่งจนต้องยิ่งได้กู้

แต่ไม่ใช่ทิ้งปัญหาให้ชาวบ้านรับภาระกันเอง โดยข้ออ้างว่าทำตามความคิดของ "ปราชญ์ชาวบ้าน" การทำเช่นนั้น จะทำให้ประเทศลุกเป็นไฟ น่าเสียดายที่หน่วยสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านไม่เข้าใจว่าตนอยู่ในฐานะบุคคลสาธารณะ (public figure) ตั้งแต่เมื่อวันรับตำแหน่ง และมีหน้าที่อย่างเดียว คือ น้อมรับคำวิจารณ์

คำวิจารณ์ที่สำคัญ คือทิศทางที่ตนกำลังขับเคลื่อนอยู่นั้น เป็นของปราชญ์ชาวบ้านตัวจริง หรือตัวปลอม!!

หน้า 7