หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002

ภาคที่ 1 ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ บทที่ 1 พลังขับเคลื่อนความมั่งคั่ง (1)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth  เศรษฐกิจปฏิวัติ  Alvin and Heidi toffer  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3884 (3084)

หนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องกับอนาคตของความมั่งคั่งทั้งที่มองเห็นได้และมองไม่เห็น ความมั่งคั่งในรูปแบบใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิต ธุรกิจ และโลกในห้วงเวลาหลายปีข้างหน้า ซึ่งกำลังเคลื่อนมาหาเราด้วยความเร็วสูง

ในการอธิบายความหมายของสถานการณ์ ดังกล่าว เนื้อหาต่อจากนี้ไปจะครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง จากวิถีของครอบครัวและการทำงาน ถึงแรงกดดันด้านเวลา และวิถีชีวิตประจำวันที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะกล่าวถึงความเป็นจริง สิ่งหลอกลวง ตลาด และเงินตรา จะส่องสำรวจการปะทะกันอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ระหว่างการเปลี่ยนแปลง กับการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในโลกรอบตัวเราและภายในตัวเราเอง

การปฏิวัติด้านทรัพย์สินความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้จะก่อให้เกิดโอกาสช่องทางมากมายเหลือคณานับ สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และผู้มีบทบาทสำคัญด้านสังคม วัฒนธรรม และการศึกษา รวมถึงวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ๆ จะเปิดโอกาสความเป็นไปได้ แนวทางใหม่ๆ ในการขจัดความยากจนทั้งภายในประเทศ และทั่วโลก แต่สิ่งที่เคียงคู่มากับภาพอนาคตที่รุ่งโรจน์ได้แก่ สัญญาณอันตรายที่ว่า ความเสี่ยงมีสูงขึ้นเป็นหลายเท่าทวีคูณ อนาคตเช่นนี้ไม่เหมาะสำหรับคนอ่อนแอ

ทุกวันนี้ อีเมล์และบล็อกกำลังถาโถมเข้าใส่เรา อีเบย์ทำให้พวกเราทั้งหมดสามารถเป็นผู้ค้าได้ กรณีฉ้อฉลของบรรษัทยักษ์ใหญ่เป็นข่าวพาดหัวอยู่เนืองๆ ยาหลายชนิดที่มีอันตรายถูกตรวจพบ และเก็บออกไปจากตลาดอย่างล่าช้า หุ่นยนต์ถูกส่งไปสำรวจดาวอังคาร โดยส่งลงไปยังพื้นผิวตรงจุดเป้าหมายอย่างแม่นยำ แต่คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และระบบเครือข่ายยังคงทำงานล้มเหลวอยู่เสมอ อุณหภูมิของโลกกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ มีความตื่นตัวเรื่องเซลล์เชื้อเพลิง การศึกษาวิจัยด้านยีนและเซลล์ต้นแบบก่อให้เกิดกระแสการโต้แย้งอย่างรุนแรง นาโนเทคโนโลยีกลายเป็นแก้วสารพัดนึกทางเทคโนโลยี

ขณะเดียวกัน แก๊งก่ออาชญากรรมตาม ท้องถนนจากนครลอสแองเจลิส ท่องไปทั่วภูมิภาคอเมริกากลาง ก่อตั้งเป็นกองกำลังคล้ายหน่วยทหาร ผู้ก่อการร้ายที่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์วัย 13 ปีออกเดินทางจากฝรั่งเศสไปยังตะวัน ออกกลาง ส่วนที่กรุงลอนดอน เจ้าชายแฮรี่ ทรงฉลองพระองค์แบบนาซี ขณะที่กำลังมี ความพยายามที่จะฟื้นฟูระบอบนาซี ซึ่งต่อต้านคนยิว โรคเอดส์คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากในแอฟริกา ขณะที่ในเอเชียมีโรคร้ายชนิดใหม่ๆ ที่แปลกประหลาดเกิดขึ้น ซึ่งอาจแพร่ระบาดไปได้ทั่วโลก

เพื่อหลบหนี หรืออย่างน้อยเพื่อให้ลืมเลือน ปรากฏการณ์ที่เป็นความสับสนยุ่งเหยิง ผู้คนนับล้านหันเข้าหาโทรทัศน์ ที่ซึ่งมี "รายการเรียลิตี้ ทีวี (reality TV-รายการโทรทัศน์ที่นำเสนอพฤติกรรมความเป็นอยู่จริงของผู้คน)" ที่อุปโลกน์ความเป็นจริงหรือนำเสนอพฤติกรรมที่เสแสร้ง คนนับพันรวมตัวใช้หมอนตีกันและกันอย่างสนุกสนาน นักเล่นเกมออนไลน์ทุกหนแห่งจ่ายเงินจริงเป็นจำนวนหลายพันดอลลาร์ เพื่อซื้อดาบเสมือนที่ไม่มีอยู่จริง ให้กับตัวตนเสมือนใช้พิชิตศัตรู เพื่อครอบครองปราสาทเสมือนหรือเจ้าหญิงในฝัน ภาพลวงตาแพร่กระจายอยู่ทั่วไป

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น สถาบันที่เคยสร้างความสามัคคีเป็นปึกแผ่น ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความมั่นคงในสังคม อย่าง สถานศึกษา สถานพยาบาล ครอบครัว ศาล องค์กรที่กำหนดและบังคับใช้กฎระเบียบต่างๆ สหภาพแรงงาน ล้วนกำลังตกอยู่ภายใต้วิกฤตการณ์

ท่ามกลางปรากฏการณ์เหล่านี้ การขาดดุลการค้าของสหรัฐได้พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ งบประมาณประจำปี ซวนเซเหมือนคนเมาสุรา รัฐมนตรีคลังประเทศต่างๆ แสดงความวิตกว่าควรจะเรียกคืนเงินกู้หลายพันล้าน ที่ให้กับรัฐบาลกรุงวอชิงตันหรือไม่ เพราะอาจเสี่ยงจุดชนวนสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ยุโรปเฉลิมฉลองการขยายตัวของสหภาพยุโรป แต่อัตราการว่างงานในเยอรมนีแตะระดับสูงที่สุดในรอบ 50 ปี ฝรั่งเศสกับดัตช์คัดค้านข้อเสนอการร่างรัฐธรรมนูญของสหภาพยุโรปอย่างสุดตัว ขณะที่จีนเราได้ฟังคำบอกเล่าครั้งแล้วครั้งเล่าว่า จีนจะเป็นอภิมหาอำนาจรายใหม่อย่างแน่นอน

การผสมผสานกันระหว่างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงและความล้มเหลวของสถาบันองค์กรต่างๆ ทำให้ปัจเจกบุคคลกลับไปบ้านแล้วต้องเผชิญหน้ากับปัญหาส่วนบุคคลที่อาจสร้างความวิบัติหายนะขึ้นมาได้ พวกเขาตั้งคำถามว่า จะมีโอกาสได้รับเงินชดเชยเลี้ยงชีพจากงานที่ทำอยู่หรือไม่ จะสู้ราคาน้ำมัน กับค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงเป็นจรวดได้หรือเปล่า พวกเขารู้สึกขมขื่นกับคุณภาพของสถานศึกษา พวกเขาหวาดวิตกว่า สักวันหนึ่งอาชญากรรม ยาเสพย์ติด และสิ่งชั่วร้ายที่ไร้ ศีลธรรมอาจทำลายวิถีชีวิตของพวกเขา ทุกคนล้วนอยากทราบว่าความสับสนอลหม่านเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อกระเป๋าสตางค์ของพวกเราอย่างไรบ้าง หรือเราจะยังคงมีกระเป๋าสตางค์อยู่หรือไม่

แฟชั่นยอดนิยมประจำเดือน

มนุษย์ปุถุชนคงยากจะหาคำตอบต่อคำถามเหล่านี้ ถึงแม้เหล่าผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ ก็เช่นกัน บรรดาหัวหน้าคณะผู้บริหาร ของบริษัทต่างๆ เข้ารับตำแหน่งสืบทอดกันและกัน ราวกับผู้โดยสารเดินผลักผ่านประตูหมุนในชั่วโมงเร่งด่วน ประเดี๋ยวควบรวมกิจการ ประเดี๋ยวปลดเปลื้องภาระหรือสละการครอบครอง ประเดี๋ยวก็หมอบคลานเข้ากราบกรานตลาดหุ้น เดือนหนึ่งมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับศักยภาพหลัก (core competence) เดือนถัดมามุ่งประสานพลัง (synergy) เดือนต่อมาหันไปหาแฟชั่นหลักการบริหารจัดการสุดฮิตรุ่นล่าสุด เหล่าผู้บริหารต่างศึกษา รายงานพยากรณ์ทางเศรษฐกิจชิ้นใหม่ๆ แต่อันที่จริงนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเองก็ยังสับสน มึนงง ขณะกำลังสาละวนอยู่ในสุสานฝังแนวคิดที่ถึงจุดจบไปแล้ว

เพื่อถอดรหัสโลกยุคใหม่ เราจำเป็นต้องตัดสิ่งที่ไร้สาระจากนักเศรษฐศาสตร์ที่ล้าหลัง และเหล่าบัณฑิตทางธุรกิจที่พร่ำบ่นถึง "พื้นฐานทางธุรกิจ (business fundamentals)" เราจำเป็นต้องสำรวจให้ลึกลงไปกว่าแนวคิดที่พ้นสมัย ดังนั้นเนื้อหาในบทนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่พื้นฐานส่วนลึก (deep fundamentals) ที่ยังไม่มีใครกล่าวถึง ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดสิ่งที่เรียกกันว่า พื้นฐานแบบเก่าตามที่เคยเชื่อกันมา

เมื่อเราได้พิจารณาสำรวจองคาพยพเหล่านี้แล้ว เราจะมองเห็นสิ่งต่างๆ แปรเปลี่ยนไปจากเดิม มีความอลหม่านยุ่งเหยิงน้อยลง และโอกาสช่องทางที่ก่อนหน้านี้เรามองไม่เห็น ได้ปรากฏตัวขึ้นมาจากเงามืด ความสับสนอลหม่าน (chaos) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพทั้งหมด และความสับสนอลหม่านด้วยตัวของมันเองได้สร้างให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ มามากมาย

หน้า 49


ภาคที่ 1 ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ บทที่ 1 พลังขับเคลื่อนความมั่งคั่ง (2)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth  เศรษฐกิจปฏิวัติ  Alvin and Heidi toffer  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 05 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3885 (3085)

เศรษฐกิจในอนาคตจะนำมาซึ่งโอกาสอันหลากหลายในด้านการเกษตรผลผลิตสูง เทคโนโลยีการกระตุ้นระบบประสาท การสาธารณสุขส่วนบุคคล ตัวยานาโน แหล่งพลังงานชนิดใหม่ที่น่าอัศจรรย์ ระบบชำระเงินที่ลื่นไหล ระบบขนส่งอัจฉริยะ ระบบตลาดที่คล่องตัว การศึกษารูปแบบใหม่ ระบบอาวุธที่ไม่สังหารชีวิต กระบวนการผลิตคอมพิวเตอร์ เงินตราที่ตั้งโปรแกรมได้ การจัดการความเสี่ยง ระบบเซ็นเซอร์การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลซึ่งจะแจ้งเตือนถ้ามีคนแอบสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของเรา และระบบเซ็นเซอร์สารพัดชนิด รวมทั้งสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจนานารูปแบบ

เราไม่อาจมั่นใจได้ว่า เมื่อไหร่สิ่งเหล่านี้จึงทำประโยชน์และสร้างผลกำไร และจะประสานบรรจบกันในลักษณะใด แต่การทำความเข้าใจพื้นฐานส่วนลึกจะเผยให้เห็นถึงความจำเป็นใหม่ๆ ซึ่งบางด้านได้ปรากฏอยู่แล้วในปัจจุบัน อุตสาหกรรมและภาคธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีใครคิดถึง ทั้งที่เป็นอุตสาหกรรมผสมผสานขนาดใหญ่ และอุตสาหกรรมเดี่ยวตามลำพัง

การพยากรณ์ถึงทรัพย์สินความมั่งคั่งในอนาคต ไม่เพียงต้องพิจารณางานที่เราทำเพื่อเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานที่พวกเราทำโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ในฐานะที่เป็น "ผู้บริโภคผลิตเอง (prosumer)" (ซึ่งเราทั้งสองจะอธิบายรายละเอียดภายหลัง แล้วท่านจะตกใจที่ได้เรียนรู้ว่าผลผลิตที่เราสร้างขึ้นทุกวัน โดยไม่ได้รับค่าจ้างเลยนั้น มีมากขนาดไหน) และ "งานชนิดที่สาม" ซึ่งมองไม่เห็น แต่ผู้คนจำนวนมากกำลังทำอยู่โดยไม่สำเหนียก

เนื่องจากสถานการณ์ที่ผู้บริโภคผลิตสามารถผลิตสิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้เอง กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจการเงินในอนาคตจึงไม่อาจทำความเข้าใจ มิไยต้องเอ่ยถึงการพยากรณ์ ด้วยการแยกออกจากเศรษฐกิจแบบ ผู้บริโภคผลิตเอง ทั้งสองส่วนนี้ผสมผสานกันสร้างระบบความมั่งคั่งในอนาคต โดยไม่อาจแยกออกจากกันได้ เมื่อเราได้เข้าใจถึงสถานการณ์เช่นนี้ และช่องทางที่ทั้งสองเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เราจะมีภูมิปัญญาอันแหลมคมในการดำเนินชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต

คลายข้อจำกัด

การปฏิวัติระบบทรัพย์สินความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก และไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว การปฏิวัติแต่ละครั้งนำมาซึ่งวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ และอารยธรรมใหม่ ไม่เพียงก่อกำเนิดโครงสร้างใหม่ๆ ทางธุรกิจ แต่ยังสร้างครอบครัวแบบใหม่ ศิลปะและดนตรีชนิดใหม่ อาหาร แฟชั่น และมาตรฐานความงามทางร่างกายรูปลักษณ์ใหม่ ค่านิยมใหม่ๆ และทัศนคติใหม่ต่อศาสนาและเสรีภาพส่วนบุคคล ทั้งหมดนี้ล้วนมีปฏิสัมพันธ์ และมีส่วนกำหนดระบบทรัพย์สินความมั่งคั่งรูปแบบใหม่

ทุกวันนี้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในอารยธรรมใหม่ที่สร้างขึ้นมาจากการปฏิวัติแนวทางในการสร้างความมั่งคั่ง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่ก็มีผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงจากการปฏิวัติดังกล่าว บรรดาชาติต่างๆ และทั่วทุกภูมิภาคของโลกกำลังเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมถอย อันเป็นผลพวงจากการปฏิวัติครั้งนี้

ทุกวันนี้ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกไม่ชอบสหรัฐ มีเป็นจำนวนมากที่ถึงขั้นเกลียดชัง พวกหัวรุนแรงบางรายต้องการเผาสหรัฐ และประชากรทุกคนให้เป็นจุณ สาเหตุมีทั้งนโยบายของสหรัฐต่อตะวันออกกลาง การที่สหรัฐปฏิเสธลงนามในสนธิสัญญานานาชาติหลายฉบับ และการกระทำที่ถูกมองว่าเป็นจักรวรรดินิยม

ถึงแม้ว่าจะเกิดสันติภาพในตะวันออกกลาง ถึงแม้ว่าบรรดาผู้ก่อการร้ายทั่วโลกจะหันไปรักสันติ และระบอบประชาธิปไตยเบ่งบานไปทั่ว อย่างดีที่สุดทั่วโลกก็จะยังมองสหรัฐด้วยสายตาที่หวาดกลัว

รูปแบบใหม่ที่สหรัฐพัฒนาขึ้นมา โดยธรรมชาติแล้วเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ทางการเมืองและการเงินรูปแบบเก่าทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น การก่อกำเนิดระบบความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ในสหรัฐ นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงบทบาทของสตรี ชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติและสีผิว เกย์ และประชากรกลุ่มต่างๆ ซึ่งเป็นที่โต้แย้งกันมากมาย

เนื่องจากวัฒนธรรมที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ในสหรัฐส่งเสริมต่อความเป็นปัจเจกบุคคล ดังนั้นจึงถูกมองว่า เป็นภัยคุกคามต่อความเป็นชุมชน และที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ได้คลายข้อจำกัดด้านวิถีการดำเนินชีวิต ศาสนา การเมือง ศีลธรรม เพศสัมพันธ์แบบเก่าๆ ที่ครอบงำปัจเจกบุคคล ในยุคเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ จึงถูกมองว่าเป็นการชักจูงคนหนุ่มสาวไปสู่ความเสื่อมถอยทางศีลธรรม เสเพล และภาวะที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ

โดยย่อก็คือการผสมผสานระหว่างการปฏิวัติความมั่งคั่งและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม อาจสร้างให้เกิดลัทธิต่อต้านอเมริกันทั่วโลกได้มากกว่าเหตุผลต่างๆ นานาที่สื่อมักยกขึ้นมากล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตามระบบเศรษฐปฏิวัติไม่ได้ผูกขาดอยู่กับสหรัฐเพียงผู้เดียวเท่านั้น บรรดาชาติต่างๆ ก็กำลังแข่งขันกันเพื่อตามให้ทัน และไม่ชัดเจนว่าสหรัฐจะครองความเป็นผู้นำในระบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน

กีตาร์กับพระเอกที่ไม่ใช่พระเอกแบบดั้งเดิม

รากเหง้าของการปฏิวัติด้านทรัพย์สินความมั่งคั่ง สามารถสืบสาวย้อนหลังไปได้ถึงปี ค.ศ.1956 (พ.ศ.2499) เป็นปีแรกที่ในสหรัฐ คนทำงานในสำนักงานและงานบริการมีจำนวนมากกว่าคนงานที่ใช้แรงงาน การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของแรงงานในอุตสาหกรรม เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ที่อิงอยู่กับแรงงานที่ใช้แรงกายไปสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรม ที่พึ่งพางานที่ใช้องค์ความรู้ และจิตใจ

ระบบทรัพย์สินความมั่งคั่งที่มีพื้นฐานอยู่บนองค์ความรู้ ถูกขนานนามว่าเป็น "เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ (new economy)" เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆ ที่มีขนาดใหญ่โตและมีราคาสูงได้เคลื่อนจากภาครัฐเข้าสู่โลกธุรกิจในช่วงกลางทศวรรษ 1950 จนถึงปี 1962 ฟริตซ์ แมชลัป นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้แสดงให้เห็นว่า ในช่วงทศวรรษ 1950 ผลผลิตจากการทำงานที่ใช้ความรู้ในสหรัฐขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าผลผลิตมวลรวมประชาติ (GNP)

ช่วงทศวรรษ 1950 ดูจะเป็นช่วงที่หงอยเหงาซบเซา แต่พลันเมื่อรัสเซียส่งสปุตนิก ดาวเทียมดวงแรกของโลกขึ้นโคจร ในวันที่ 4 ตุลาคม 1957 ก็ได้จุดชนวนการแข่งขันด้านอวกาศครั้งใหญ่กับสหรัฐ ซึ่งเร่งกระแสการพัฒนาด้านต่างๆ อย่างรวดเร็ว ทั้งทฤษฎีระบบต่างๆ วิทยาการสารสนเทศ การสร้างซอฟต์แวร์ และการฝึกอบรมทักษะในการบริหารจัดการโครงการ นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้บรรดาสถานศึกษาในสหรัฐ ให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ได้ส่งองค์ความรู้ใหม่ๆ อันนำมาซึ่งความมั่งคั่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

วัฒนธรรมและการเมืองก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปเช่นกัน

หน้า 45


ภาคที่ 1 ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ บทที่ 1 พลังขับเคลื่อนความมั่งคั่ง (3)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3886 (3086)

วัฒนธรรมและการเมืองก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปเช่นกัน ดังเช่นที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อหลายร้อยปีก่อน นำมาซึ่งแนวคิดใหม่ๆ ศิลปะ ค่านิยม และขบวนการทางการเมืองรูปแบบใหม่ พร้อมด้วยเทคโนโลยีชนิดใหม่ เศรษฐกิจบนพื้นฐานของความรู้ในสหรัฐได้นำมาซึ่งสิ่งเหล่านี้เช่นกัน

ดังนั้น ในช่วงทศวรรษ 1950 จึงได้ก่อกำเนิดสภาวะ สากลภิวัตน์ (universalization) จากโทรทัศน์ การปรากฏตัวของ เอลวิส เพรสลีย์ กีตาร์ไฟฟ้ารุ่นสตราโตแคสเตอร์ของเฟนเดอร์ และเพลงแนวร็อกแอนด์โรล ฮอลลีวูดได้หันเหจากภาพยนตร์ที่นำเสนอพระเอกที่เป็นฮีโร่แบบดั้งเดิม และจบเรื่องแบบชื่นมื่นไปสู่ภาพยนตร์แนวแอนตี้ฮีโร่ (antihero-ภาพยนตร์ที่ตัวเอกของเรื่องอาจจะไม่ใช่คนกล้าหาญ หรือคนดีมีศีลธรรมเหมือนพระเอกแบบดั้งเดิม) ที่สวมบทบาทโดย เจมส์ ดีน และมาร์ลอน แบรนโด ขบวนการคนหนุ่มคนสาว และเหล่าสาวกฮิปปี้ เชิดชูคติ "จงทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง (doing your own thing)" ซึ่งเป็นการโจมตีโดยตรงต่อค่านิยมเบ็ดเสร็จในสังคมอุตสาหกรรมมวลชน

ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1960 จุดเด่นอยู่ที่การประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม การก่อกำเนิดขบวนการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน สิทธิของพวกรักร่วมเพศ และความเท่าเทียมของสตรีในปี 1966 องค์การสตรีแห่งชาติ ระบุว่า "เทคโนโลยีในปัจจุบัน...ทำให้งานส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความเข้มแข็งของกล้ามเนื้ออีกต่อไป ขณะที่อุตสาหกรรมของสหรัฐต้องการพลังสติปัญญาสร้างสรรค์มาก ยิ่งขึ้น" องค์การสตรีแห่งชาติ เรียกร้องสิทธิของสตรีในการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมใน "การปฏิวัติอันเกิดจากระบบจักรกลอัตโนมัติ" และในกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยทั่วไป

ขณะที่สื่อต่างๆ ทั่วโลกกำลังพุ่งความสนใจไปที่ปรากฏการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจเหล่านี้ แทบจะไม่มีผู้ใดเลย ให้ความสนใจกับงานของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เป็นเทคโนโลยีชนิดใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก มีชื่อว่า ARPANET (เครือข่ายคอมพิวเตอร์ของ Advanced Research Projects Agency) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเทคโนโลยีพลิกโลกอินเทอร์เน็ต

จากวิถีของประวัติศาสตร์ตามที่ได้กล่าวมานี้เป็นเรื่องน่าขันที่มีความเชื่อกันโดยทั่วไป ว่า เศรษฐกิจรูปแบบใหม่เป็นผลผลิตจากฟองสบู่ตลาดหุ้นในช่วงทศวรรษ 1990 และกำลังจะสูญหายไป

ข่าวแบบขำๆ

ประวัติศาสตร์บันทึกเรื่องราว "การปฏิวัติ" ที่เกิดขึ้นไม่รู้จบ ทั้งในแง่การแทนที่เทคโนโลยีรุ่นเก่าจนถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่อันที่จริงสังคมและประชากรไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก ตรงกันข้ามกับการปฏิวัติที่แท้จริง ซึ่งไม่เพียงเปลี่ยนแปลงสถาบันและเทคโนโลยี ยังทำลายและจัดโครงสร้างใหม่ เป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาสังคม เรียกว่า โครงสร้างบทบาทในสังคม (role structure of society)

ทุกวันนี้บทบาทที่ยึดถือสืบทอดกันมากำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วยความเร็วสูงในหลายประเทศ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานของความรู้ บทบาทของสามีและภรรยา ผู้ปกครองกับบุตรหลาน อาจารย์กับนักศึกษา นายจ้างกับคนงาน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองกับผู้สยบยอม ผู้บริหารกับผู้นำทีมงาน ต่างล้วนได้รับผลกระทบทางด้านจิตวิทยาเช่นเดียวกับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภารกิจหรือ หน้าที่ส่วนบุคคล แต่ยังเป็นความคาดหวังในระดับสังคมอีกด้วย ทั้งในและนอกแวดวงการทำงาน ส่งผลให้เกิดความเคลือบแคลง ความไม่แน่นอนสูง ความซับซ้อน และความ ขัดแย้ง โดยที่ภารกิจหน้าที่ และตำแหน่งต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เราได้พบเห็นความตึงเครียดและเหนื่อยหน่ายแปลกแยก บทบาทของแพทย์กับพยาบาล ทนายกับผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจกับ เจ้าหน้าที่บริการชุมชน กำลังได้รับคำจำกัดความใหม่ และถูกท้าทาย ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติยังทำลายเส้นพรมแดนนานารูปแบบ สังคมอุตสาหกรรมสร้างเส้นแบ่งระหว่างชีวิตการทำงาน กับชีวิตที่บ้านอย่างชัดเจน แต่ทุกวันนี้มีผู้คนนับล้านๆ ที่ทำงานอยู่ที่บ้าน เส้นแบ่งดังกล่าวจึงรางเลือนไป แม้แต่สถานะที่ใครทำงานให้ใครก็ไม่มีความชัดเจน โรเบิร์ต ไรค์ อดีตรัฐมนตรีแรงงานของสหรัฐชี้ว่า ปัจจุบันแรงงานกลุ่มหนึ่ง ในตลาดแรงงานที่มีความสำคัญได้แก่ ผู้รับเหมาอิสระ ผู้รับจ้างทำงานอิสระ และกลุ่มคนที่ทำงานอยู่ในบริษัทหนึ่งแต่ที่จริงแล้ว เป็นพนักงานของอีกบริษัทหนึ่ง "ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า" ไรค์กล่าว "อาจไม่มีคำว่า พนักงานในความหมายแบบเดิมอีกต่อไป คำว่าบริษัทจะถูกกำหนดโดยสภาวะที่ใครเข้าถึงข้อมูลอะไร และใครได้รับส่วนแบ่งรายได้ส่วนไหนในช่วงเวลาใด"

เส้นพรมแดนด้านวิชาการก็กำลังถูกกัดเซาะเช่นเดียวกัน การเรียนการสอนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ กำลังกลายเป็นการศึกษาเชิงบูรณาการ (transdisciplinary) ข้ามสาขาวิชามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แม้จะถูกต่อต้านอย่างหนักก็ตาม

ทางด้านดนตรีพ็อป เส้นแบ่งระหว่างดนตรี ร็อก กริม การาจ ตะวันออก ฮิปฮอป เทคโน เรโทร ดิสโก้ บิ๊กแบนด์ เทจาโน และดนตรี ประเภทอื่นๆ สูญหายไปกลายเป็นดนตรี "ฟิวชั่น (fusion)" และดนตรี "พันธุ์ผสม (hybridization)" บรรดาผู้ฟังกลายเป็น โปรดิวเซอร์ด้วยการรีมิกซ์หรือสุ่มเสียงจากวงดนตรีต่างๆ เครื่องดนตรีต่างๆ และนักร้องหลายคนรวมเข้าเป็นดนตรี "แมช-อัพส์ (mash-ups)" ซึ่งหมายถึงการผสมปนเปแบบจับฉ่ายนั่นเอง

ด้านสถานีโทรทัศน์ในสหรัฐ เส้นแบ่งที่ เคยชัดเจนระหว่างรายการข่าวกับรายการบันเทิงได้ลบเลือนไปโดย "ผู้ดำเนินรายการข่าวขำขัน" ได้สอดแทรกมุขตลกระหว่างหัวข้อข่าว ผู้ชมในห้องส่งก็ปรบมือชื่นชอบ ผู้โฆษณาสอดแทรกข้อความโฆษณา และตัวสินค้าลงในเนื้อหาของรายการหรือละครซิทคอม ทำให้เส้นแบ่งระหว่างความบันเทิงกับการตลาดสูญหายไป

แม้แต่เส้นแบ่งด้านเพศก็ไม่ตายตัวอีกต่อไป พวกรักร่วมเพศ และพวกรักทั้งสองเพศ ปรากฏตัวอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ ขณะที่พวกแปลงเพศมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ริกิแอนน์วิลชินส์ ผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์แห่งถนนวอลสตรีต เป็นบุคคลที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ระบุว่า "ผ่านการแปลงเพศจากชายสู่หญิง" วิลชินส์ เป็นผู้นำของเจนเดอร์แพ็ก ซึ่งเป็นกลุ่มล็อบบี้รัฐบาลกรุงวอชิงตันเกี่ยวกับสิทธิด้านเพศ เจนเดอร์แพ็กระบุว่า การแบ่งแยกบุคคลเป็น "เขา" หรือ "เธอ" คือการกดขี่รูปแบบหนึ่ง เพราะเป็นการบีบบังคับบุคคลที่มีลักษณะไม่ตรงกับความเป็น "เขา" และความเป็น "เธอ" อย่างเหมาะเจาะให้ต้องอยู่ในสถานะใดสถานะหนึ่ง

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม กำลังจู่โจมเข้าหาเราอย่างไม่หยุดยั้ง บทบาทและสิทธิหน้าที่ที่เกิดขึ้นใหม่อาจไม่ได้ดำรงอยู่ทั้งหมด เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง แต่ผู้ใดก็ตามที่ประเมินพลังปฏิวัติจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ต่ำเกินไป เขาผู้นั้นคงดำรงชีวิตอยู่กับภาพลวงตา

โลกกำลังปฏิรูปเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง และไม่อาจหวนคืนได้

หน้า 41


ภาคที่ 1 ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ บรรจุพลังสติปัญญา

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  โดย ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3887 (3087)

ปัจจุบันทั่วโลกมีพีซีมากกว่า 800 ล้านเครื่อง หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 เครื่องต่อประชากรโลก 7 ถึง 8 คน

ปัจจุบันมีชิปคอมพิวเตอร์มากกว่า 5 แสนล้านชิ้น โดยมีเป็นจำนวนมากที่บรรจุทราน ซิสเตอร์ที่เป็นเหมือนสวิตช์ปิดเปิดมากกว่า 100 ล้านตัว และฮิวเลตต์-แพคการ์ดได้ค้นพบวิธีการบรรจุทรานซิสเตอร์ ขนาดเท่าโมเลกุลนับพันล้านตัว จนถึงล้านล้านตัวลงในชิปขนาดจิ๋วหนึ่งชิ้น

ทุกวันนี้มีสวิตช์ดิจิทัลกว่า 4 พันล้านชิ้น ทำงานปิดเปิดรับใช้มนุษย์ทุกคนบนพื้นพิภพ

ทุกวันนี้มีชิปรุ่นใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ จำนวนประมาณ 1 แสนล้านชิ้น เข้าสู่ตลาดทุกปี

ในปี 2002 ญี่ปุ่นได้สร้างคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อว่า เอิร์ท ซิมูเลเตอร์ (Earth Simulator-โลกจำลอง) เพื่อใช้ช่วยพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก โดยสามารถทำงานคิดคำนวณได้ 4 ล้านล้านครั้งต่อวินาที มีศักยภาพสูงกว่าคู่แข่งที่ใกล้เคียง 7 รายรวมกัน ต่อมาในปี 2005 Lawrence Livermore National Laboratory (ศูนย์วิจัยที่มุ่งเน้นด้านฟิสิกส์พลังงานสูง เคมีนิวเคลียร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม บริหารและได้รับเงินอุดหนุน จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กระทรวงพลังงาน และกระทรวงกลาโหมสหรัฐ) ได้สร้างคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพในการทำงาน 136 ล้านล้านครั้งต่อวินาที และนักวิทยาศาสตร์ทำนายว่า ในช่วงสิ้นสุดทศวรรษนี้คอมพิวเตอร์จะมีขีดความสามารถในการทำงานสูงถึง 1 พันล้านล้านครั้งต่อวินาที

ขณะที่ปัจจุบันคาดว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกมีประมาณ 800 ถึง 1,000 ล้านคน

มีใครบ้างไหมที่คิดว่าบรรดาชิปคอมพิวเตอร์ บริษัท และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทั้งหมดนี้กำลังจะอันตรธานหายไปจากโลก หรือผู้คนทั่วโลกกว่า 1 พัน 7 ร้อยล้านคนที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่จะพร้อมใจกันเลิกใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ในความเป็นจริงสิ่งเหล่านี้กำลังปฏิรูปเปลี่ยน แปลงอย่างต่อเนื่องไปสู่การเป็นอุปกรณ์ดิจิทัลที่มีความก้าวหน้า และใช้งานได้รอบด้านมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นสิ่งที่เราพบเห็นคู่ขนานไปกับการเปลี่ยนแปลงบทบาทและพรมแดนในสังคม จึงได้แก่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโครงสร้างพื้นฐานทางด้านความรู้ในสังคม และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงที่มีความเป็นไปได้ในอนาคต และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น แม้ว่าสหรัฐจะเป็นหัวหอกในพัฒนาการเหล่านี้ แต่มันจะไม่เป็นปรากฏการณ์ "อเมริกัน" อีกต่อไป

ในไม่ช้าภาษาจีนจะกลายเป็นภาษาที่ใช้กันอย่างกว้างขวางมากที่สุดในอินเทอร์เน็ต ทุกวันนี้เด็กชายเด็กหญิงในเกาหลี นัดพบกันที่ร้าน อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่มีอยู่หลายพันแห่ง เพื่อเล่นเกมคอมพิวเตอร์แบบร่วมเล่นได้หลายคน พร้อมกับต่อสู้กับผู้เล่นเกม ที่อยู่ในเดนมาร์ก หรือแคนาดา ประเทศคอสตาริกา ไอซ์แลนด์ และอียิปต์ ต่างพากันส่งออกซอฟต์แวร์ ทางด้านเวียดนามก็ตั้งเป้าไว้ว่า ยอดขายซอฟต์แวร์ของตนจะสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลา 5 ปี

ในประเทศบราซิลมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 22 ล้านคน และที่เมืองริซิเฟอร์ซึ่งเป็นเมืองท่าชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นแหล่งดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศจากต่างประเทศหลายบริษัท รวมทั้งไมโครซอฟท์และโมโตโรล่า และบริษัทในท้องถิ่นอีกนับร้อย ยิ่งไปกว่านั้นตามรายงานของคณะทำงานเฉพาะกิจของสหประชาชาติระบุว่า "ในช่วงห้าปีที่ผ่านมาในทวีปแอฟริกามีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว" และแม้ว่าจะมีช่องว่างด้านดิจิทัล อย่างมาก "ในพื้นที่เขตเมือง บรรดาเทเล-เซ็นเตอร์ ไซเบอร์คาเฟ่ และสถานที่ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะในรูปแบบต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว"

โดยภาพรวมแล้วตามรายงานของดิจิทัล แพลนเน็ต 2004 ระบุว่า ตลาดเทคโนโลยีสารสนเทศมีมูลค่าสูงเกินกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี โดยมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกว่า 750,000 บริษัททั่วโลก และการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกล่าวได้ว่า ขณะที่คุณกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ ตัวเลขเหล่านี้ได้ล้าสมัยไปแล้ว

เครื่องมือทุนสำหรับการสร้างองค์ความรู้

การปฏิวัติดิจิทัลไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงระดับพื้นฐานที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน พื้นฐานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และกำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วในทุกทิศทาง

บรรดานักดาราศาสตร์กำลังศึกษา "สสารมืด (dark matter-สสารลึกลับในเอกภพ ไม่สามารถสังเกตการณ์ได้โดยตรง แต่ตรวจพบ ได้จากแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มเติมเข้ามาในกาแล็กซี่ เป็นหนึ่งในปริศนาที่ท้าทายและสำคัญที่สุดในการศึกษาวิวัฒนาการ และอนาคตของเอกภพ)" บรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังทดลองสร้างปฏิ-ไฮโดรเจน (anti-hidrogen) เพื่อศึกษาปฏิสสาร (anti-matter-สสารที่ประกอบขึ้นจากปฏิยานุภาคซึ่งเป็นคู่เหมือนของอนุภาคพื้นฐาน แต่มีคุณสมบัติบางประการที่ตรงกันข้าม และจะทำลายล้างซึ่งกันและกันเมื่อพบกัน การศึกษาปฏิสสารจะช่วยไขปริศนาหลายประการเกี่ยวกับวิวัฒนาการของเอกภพ) มีความก้าวหน้าเกิดขึ้นหลายด้าน ทั้งโพลีเมอร์ที่เป็นตัวนำกระแสไฟฟ้า (conductive polymer) วัสดุประกอบ (composite material) พลังงาน การแพทย์ อุปกรณ์ของไหลตรรกะ (micro- fluidic-เครื่องมือที่ใช้หลักการทำงาน จากปรากฏการณ์ของของไหลขนาดจิ๋ว สามารถนำไปใช้งานด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม) การโคลนนิ่ง เคมีโมเลกุลใหญ่ยิ่งยวด (supramolecular chemistry - การศึกษาสารประกอบอินทรีย์ที่ก่อตัวโดยปราศจากการยึดเหนี่ยวของอิเล็กตรอนร่วม แต่สามารถเกาะตัวกันเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ สามารถนำไปพัฒนาจักรกลนาโน เพื่อใช้ทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม) ทัศนศาสตร์ (optics) การวิจัยด้านหน่วยความจำ (memory research) นาโนเทคโนโลยี และสาขาต่างๆ อีกมากมาย

นักวิทยาศาสตร์อเมริกันกำลังเศร้าใจกับการที่รัฐบาลตัดลดงบประมาณในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยเกี่ยวกับองค์ความรู้พื้นฐาน แต่สิ่งที่ถูกมองข้ามไปโดยส่วนใหญ่ ได้แก่ ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในเทคโนโลยีชนิดพิเศษ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

การปฏิวัติอุตสาหกรรมนำมาซึ่งเครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือยุคใหม่อย่างแท้จริง บรรพบุรุษของเรานอกจากประดิษฐ์จักรกลในการสร้างสินค้าต่างๆ แล้ว ยังได้เริ่มต้นประดิษฐ์จักรกล ที่สามารถสร้างจักรกลได้มากกว่าเดิมและดีกว่าเดิม ปัจจุบันนี้ เราเรียกจักรกลเหล่านี้ว่า "เครื่องมือทุน (capital tools)"

หน้า 40


ภาคที่ 1 ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ บรรจุพลังสติปัญญา (5)

Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com   ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3888 (3088)

ปัจจุบันกระบวนการเช่นเดียวกันเกิดขึ้นในระดับที่กว้างขวางกว่ากับสิ่งที่เรียกว่า "เครื่องมือความรู้ (K-tools)" ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เราใช้สร้างองค์ความรู้อันเป็นทุนชนิดที่มีความสำคัญมากที่สุดในระบบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า

ด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ซูเปอร์ซอฟต์แวร์ อินเทอร์เน็ต และเว็บ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน สามารถเข้าถึงเครื่องมืออันทรงพลัง ที่เกื้อหนุนต่อการร่วมมือกันทำงานอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นทีมงานผสมหลากหลายเชื้อชาติ การรวมพลังสติปัญญา ระเบียบวิธี และเครื่องมือข้ามเขตเวลาหลายเขต

เครื่องมือสร้างองค์ความรู้อีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ เครื่องมืออันมหัศจรรย์ในการส่องสำรวจภายในห้องทดลอง ตามหลักการแล้วนักวิทยาศาสตร์สามารถ "เดินสำรวจ" ภายในเมล็ดข้าวเพื่อสังเกตการณ์การก่อตัวของโครงสร้างภายใน ขณะที่เมล็ดข้าวเติบโต และสามารถติดตามสังเกตการณ์ได้อย่างต่อเนื่องไปถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเข้ายุ้งฉาง ดำเนินกรรมวิธีขนส่งและหุงประกอบอาหาร นักวิจัยจะสามารถเดินสำรวจเข้าไปภายในระบบย่อย และดูดซึมอาหาร เพื่อสังเกตการณ์การทำงานระหว่างที่ย่อยข้าว

บรรดาวารสารและเว็บไซต์ทางวิทยาศาสตร์ เต็มไปด้วยโฆษณาเทคโนโลยีในห้องทดลองที่ดีกว่า รวดเร็วกว่า และช่วยประหยัดเวลาโฆษณาของรอช แอพพลายด์ ไซเอนซ์ ระบุว่า "ทำการวิจัยของคุณให้เป็นระบบอัตโนมัติ ดำเนินกรรมวิธีกับตัวอย่างเพื่อแยกดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ เอ็มอาร์เอ็นเอ และกรดนิวคลีอิกของไวรัสภายในเวลาน้อยกว่า 2 ชั่วโมง ดำเนินการ วิเคราะห์เรียลไทม์พีซีอาร์ภายในเวลาน้อยกว่า 40 นาที" โฆษณาอีกชิ้นหนึ่งเป็นของเอบี แอพพลายด์ ไบโอซิสเต็มส์ ข้อความว่า "ไม่ว่าคำตอบที่คุณต้องการค้นหาจะคืออะไร" เทคโนโลยีวิเคราะห์ดีเอ็นเอของบริษัท "จะนำคุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่า"

แต่ความเร็วข้างต้นดูจะช้าลงไปอย่างน่าพิศวง เมื่อเทียบกับความก้าวหน้าในวงการฟิสิกส์นิวเคลียร์ เพื่อศึกษาความเคลื่อนไหวอันพิสดาร ของอิเล็กตรอนแต่ละตัวที่บริเวณรอบๆ แกนกลางของอะตอม นักวิจัยต้องยิงระเบิดแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในระยะเวลาที่สั้นมากๆ ยิ่งสั้นเท่าไรยิ่งดี

เมื่อไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์เลเซอร์ ชาวฝรั่งเศส และชาวดัตช์ ได้ทำลายสถิติด้วยการยิงรังสีในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 250 แอตโตเซกันด์ หรือเท่ากับไม่เกิน 250 ส่วนล้านล้านล้านของวินาที แต่การศึกษาปรากฏการณ์ภายในนิวเคลียส ความเร็วขนาดนี้ยังถือว่าช้าเกินไป ดังนั้นนักวิจัยชาวอเมริกันจึงกำลังวิจัยเกี่ยวกับ "เลซีตรอน (lesetron)" เพื่อสร้างแสงวาบในช่วงเวลาเซ็ปโตเซกันด์ หรือ 1 ส่วน 1,000 ล้านล้านล้านของวินาที

ก้าวต่อไปของความก้าวหน้าในวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ทั้งหมดนี้ค่อนข้างชัดเจน อีกไม่นานเราไม่เพียงจะได้เห็นการเพิ่มขึ้น ของเครื่องมือทุนเพื่อการแสวงหาความรู้ แต่จะมีเครื่องมือทุนอีกชั้นหนึ่งที่สร้างเครื่องมือทุนเหล่านี้ขึ้นมาด้วย

พรมแดนที่กว้างขวางขึ้น

การผสมผสานระหว่างจำนวนนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มมากขึ้นกับเครื่องมือสร้างองค์ความรู้ที่มีศักยภาพสูงขึ้น การสื่อสารแบบทันทีทันใด การร่วมมือกันทำงานอย่างกว้างขวาง และฐานความรู้ที่กว้างขวางมากขึ้น ทำให้พรมแดนความรู้ทางวิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปด้วย องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ขยายครอบคลุมคำถาม ซึ่งครั้งหนึ่งถือเป็นนิยายวิทยาศาสตร์เกรดบี

ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ไม่หวั่นเกรงว่าจะเสียชื่ออีกต่อไปเมื่อเอ่ยถึงการเดินทางข้ามเวลา ไซบอร์กกึ่งหุ่นยนต์กึ่งมนุษย์ สภาวะที่ใกล้เคียงกับชีวิตอมตะ อุปกรณ์ต่อต้านแรงโน้มถ่วงซึ่งสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานนิรันดร์ที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงจากฟอสซิล และใช้แปรรูปตัวยาต่างๆ รวมถึงความเป็นไปได้นานาประการซึ่งเดิมถือเป็นเรื่องเหลือเชื่อหรือเป็นไปไม่ได้

การพิจารณาเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ดังเช่นที่เราได้เคยกล่าวไว้ในหนังสือฟิวเจอร์ ช็อค เมื่อปี 1970 และไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะนักวิทยาศาสตร์หัวยุ่งที่ทุ่มเทศึกษาเรื่องเหล่านี้ ปัจจุบันบรรษัทยักษ์ใหญ่ของโลกหลายราย และกองทัพของบางประเทศ ได้จ่ายเงินก้อนโตเพื่อศึกษาค้นคว้าเรื่องเหล่านี้

ทุกๆ วันบรรดาห้องทดลองต่างๆ ค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ความก้าวหน้าหลายด้านนำมาซึ่งประเด็นลึกซึ้งด้านศีลธรรม ดังเช่นกรณีความขัดแย้งในการวิจัยเซลล์ต้นแบบ และการโคลนนิ่ง ปัจจุบันเรามีศักยภาพในการปรับแต่งพันธุกรรม ของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาในบางลักษณะ ลองคิดดูซิว่า ความก้าวหน้าด้านนี้จะส่งผลอย่างไร กับระบบเศรษฐกิจที่มีพื้นฐานบนความรู้ และบิดามารดาที่ต้องการบุตรที่ได้รับการปรับแต่งพันธุกรรมให้มีความฉลาด ขณะเดียวกันการปรับแต่งพันธุกรรมมนุษย์เช่นนี้จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคมและการเมืองอย่างไรบ้าง

การบรรจบของความเป็นไปได้อันหลากหลาย

ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า ความก้าวหน้าเหล่านี้จะนำพามนุษย์ไปสู่จุดใด และความก้าวหน้าด้านไหน ที่จะสามารถแปรเป็นสินค้า และบริการที่ทำกำไรได้ เป็นที่ต้องการของผู้คน รัฐบาลส่งเสริม และธุรกิจดำเนินการผลิตไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความก้าวหน้าโดยส่วนใหญ่จะต้องถึงทางตันหรือจุดจบ

แต่ถ้ามีความก้าวหน้าด้านหนึ่งด้านใดที่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นประโยชน์ ผลกระทบที่เกิดกับระบบทรัพย์สิน ความมั่งคั่งและสังคมจะเป็นเหมือนกับการจุดระเบิด ลองนึกถึงตอนที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างออกมายืนยันว่า เครื่องบินที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมานั้น จะไม่มีวันบินได้ หรือตอนที่หนังสือพิมพ์ลอนดอน ไทมส์ยืนยันว่า อุปกรณ์ชนิดใหม่ที่เรียกว่าโทรศัพท์นั้นเป็นเพียง "ตัวอย่างล่าสุดของเรื่องเหลวไหลของคนอเมริกัน"

ปัจจุบันเครื่องมือทุนอันทรงพลัง และการร่วมมือกันทำงานผ่านระบบออนไลน์ เป็นหนึ่งในปัจจัยเร่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

จะเป็นความผิดพลาดถ้าถือว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระ ผลลัพธ์ทางด้านสติปัญญาและการเงินอันยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความก้าวหน้า 2 หรือ 3 ด้านได้มาบรรจบกัน หรือประสานเข้าด้วยกัน ยิ่งโครงการมีความหลากหลาย ยิ่งมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ยิ่งมีความก้าวหน้ามากขึ้น และนำมาซึ่งศักยภาพในการผสมผสานอันจะส่งผลประโยชน์อย่างมหาศาล ในอนาคตอีกหลายปีต่อจากนี้ไปเราจะได้พบเห็นการบรรจบกัน การผสมผสานกันของความก้าวหน้าหลากหลายรูปแบบ

พัฒนาการของเครื่องมือทุนสำหรับการสร้างและขยายองค์ความรู้ เป็นเหมือนกับ ขั้นตอนเติมเชื้อเพลิงให้กับจรวด เพื่อนำพา เราไปสู่การสร้างความมั่งคั่งในขั้นตอนต่อไป ขั้นตอนต่อไปดังกล่าวจะเป็นการขยายระบบความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ ให้กว้างขวางออกไป ทั่วโลก

การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ และอารยธรรมที่ก่อกำเนิดขึ้นมาจะท้าทายต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดว่าเรารู้ เกี่ยวกับความมั่งคั่ง


ภาคที่ 1 ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ บทที่ 2 ผลิตผลจากความปรารถนา

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3889 (3089)

ความมั่งคั่ง มีอนาคต แม้ว่าทุกวันนี้จะมีสถานการณ์ที่เลวร้ายย่ำแย่ ผิดคาดเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่โลกในอนาคตมีแนวโน้มที่จะมั่งคั่งมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ลดน้อยถอยลง ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับว่าความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่ดี

จากยุคโบราณ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างอริสโตเติลถือว่า การแสวงหาความมั่งคั่งนอกเหนือไปจากการพึ่งพาตัวเองแบบพอยังชีพ (self-sufficiency) ถือเป็นวิถีที่ผิดธรรมชาติ พวกฝักใฝ่อุดมการณ์สังคมนิยมและลัทธิอนาธิปไตยในยุคศตวรรษที่ 19 มองว่าความมั่งคั่งเป็นทรัพย์สินที่ฉ้อฉลมาจากสังคม นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบดั้งเดิมชูคติ "การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายโดยสมัครใจ (voluntary simplicity)" และถือว่า "ลัทธิบริโภคนิยม (consumerism)" ถือเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ความมั่งคั่งเป็นเหมือนถ้อยคำอัปมงคล

จำเลยในศาลยังได้รับสถานะเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่ากระทำความผิด แต่ดูเหมือนว่าความมั่งคั่งจะไม่ได้รับสิทธิอันนี้ ในความเป็นจริง ความมั่งคั่ง โดยตัวของมันเองแล้วเป็นคำกลางๆ ดังนั้นเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จึงถือว่าความมั่งคั่งเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าเป็นสิ่งที่เลวร้าย

ประเด็นที่สำคัญก็คือ ใครคือผู้ครอบครองความมั่งคั่ง ใครที่ไม่ได้ครอบครอง และความมั่งคั่งมีคุณประโยชน์อย่างไรกับใครบ้าง กาเบรียล ซาอิด นักประพันธ์ กวี นักวิพากษ์สังคมชาวเม็กซิกันเคยเขียนไว้ว่า "ความมั่งคั่ง คือการสั่งสมพอกพูนโอกาสความเป็นไปได้ที่สำคัญที่สุด"

แน่นอนว่า ความมั่งคั่งมีหลายรูปแบบ และแต่ละรูปแบบก็ได้รับการยอมรับมากบ้างน้อยบ้างว่าเป็นสิ่งที่ "ดี" การมีสุขภาพที่ดี ครอบครัวที่มั่นคงและอบอุ่น การได้รับความนับถือจากบุคคลที่เรานับถือ บางคนอาจปฏิเสธว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความมั่งคั่ง และมันก็ไม่อาจนับรวมเข้าไปในการคิดคำนวณของนักเศรษฐศาสตร์ได้อย่างง่ายดายนัก

การใช้คำว่า "ความมั่งคั่ง (wealth)" และความหมายที่บ่งชี้ถึง โดยทั่วไปแล้วใช้ในขอบเขตที่แคบมาก จำกัดอยู่เฉพาะทรัพย์สิน การเงิน และมักสื่อความหมายถึงภาวะที่มากมายเหลือเฟือ แต่สำหรับบางคนแล้ว ความมั่งคั่งอาจหมายถึง การมีมากกว่าความจำเป็นในการดำรงชีวิตเพียงเล็กน้อย แต่สำหรับบางคนมีมากเท่าไหร่ก็ไม่พอ ในกลุ่มคนยากจนคงถือเอาความต้องการของตนเองเป็นที่ตั้งไม่ได้ สำหรับมารดาที่บุตรอยู่ในสภาวะอดอยากหิวโหย เพียงแค่ข้าวกำมือสำหรับเลี้ยงลูกน้อยทุกวัน ก็อาจถือเป็นความมั่งคั่งโดยไม่ต้องอิงกับมาตรฐานใดๆ ไม่ว่าความมั่งคั่งจะหมายถึงอะไรก็ตาม แต่คำว่าความมั่งคั่งที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้หมายถึงการมีรถเฟอร์รารี่คันที่สองเท่านั้น

และความมั่งคั่งไม่ได้จำกัดเฉพาะปริมาณของเงิน ซึ่งถือเป็นความเชื่อผิดๆ ที่ยึดถือกันโดยทั่วไป เงินตราเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของความมั่งคั่ง หรือเป็นการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ในความหมายที่แท้จริง ความมั่งคั่งสามารถซื้อในสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

ในการทำความเข้าใจอนาคตของความมั่งคั่ง ทั้งของตัวเราเองและของคนอื่นๆ ให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถ่องแท้ เราต้องเริ่มต้นจากรากฐานของความมั่งคั่ง นั่นคือ ความปรารถนา

ความหมายของความมั่งคั่ง

คำว่า ความปรารถนา (desire) อาจสื่อความหมายได้หลายประการ ตั้งแต่ความจำเป็นที่สุดซึ่งขาดไม่ได้ จนถึงความต้องการอยากได้เพียงชั่วครู่ชั่วคราว ไม่ว่าในกรณีใด ความมั่งคั่งก็คือสิ่งที่ตอบสนองต่อความปรารถนา เป็นการทายาตรงที่คัน และอาจจะตอบสนองต่อความปรารถนามากกว่า 1 ประการในช่วงเวลาหนึ่งๆ ตัวอย่างเช่น เราอาจต้องให้ผนังห้องนั่งเล่นมีสิ่งที่สวยงามประดับอยู่ ดังนั้นภาพวาด ถึงแม้จะเป็นภาพที่มีราคาไม่สูงนัก ก็อาจจะทำให้คุณมีความสุขใจเล็กๆ ทุกครั้งที่หยุดมอง ขณะเดียวกันผลงานศิลปะชิ้นนั้น ก็อาจช่วยตอบสนองต่อความปรารถนาที่จะให้แขกผู้มาเยือน ได้ประทับใจกับรสนิยมวิไลของเรา หรือสถานะในสังคมของเรา แต่ความมั่งคั่งก็อาจหมายถึงเงินในบัญชีธนาคาร รถจักรยาน อาหารสำรอง และนโยบายประกันสุขภาพ

อันที่จริง เราสามารถกำหนดคำนิยามอย่างคร่าวๆ ของความมั่งคั่งได้ว่า เป็นการครอบครองโดยตัวคนเดียวหรือร่วมกับผู้อื่น ในสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "สิ่งที่มีอรรถประโยชน์ (utility)" ซึ่งทำให้เรามีความเป็นอยู่ที่ดีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือสามารถใช้แลกเปลี่ยนกับความมั่งคั่งรูปแบบอื่นๆ ที่ทำให้เรามีความเป็นอยู่ที่ดีได้ ไม่ว่าในกรณีใด ความมั่งคั่งก็คือผลผลิตจากความปรารถนา จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บางคนเกลียดชังแนวคิดเกี่ยวกับความมั่งคั่ง

การบริหารจัดการความปรารถนา

บางศาสนาประณามความปรารถนา ความเชื่อเกี่ยวกับแนวทางสันโดษ ชี้แนะให้รับมือกับความยากจนด้วยการไม่ดิ้นรน ไม่ต่อสู้ บอกเราให้แสวงหาความสุขด้วยการลดความทะยานอยาก แทนที่จะมุ่งตอบสนองต่อความปรารถนา ลดความต้องการให้น้อยลง ใช้ชีวิตอย่างขาดแคลน อินเดียดำเนินตามแนวทางนี้มาชั่วกัลป์ ท่ามกลางความยากจนและทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส

ตรงกันข้ามกับแนวทางของโปรเตสแตนต์ เมื่อก่อกำเนิดขึ้นในฝั่งตะวันตก แทนที่จะเสนอให้ระงับความต้องการด้านวัตถุ ได้สั่งสอนให้ทำงานหนัก มัธยัสถ์ มีคุณธรรม โดยให้คำมั่นว่าถ้าเดินตามแนวทางนี้แล้ว พระเจ้าจะช่วยคุณให้คุณสำเร็จสมตามความปราถนา ชาวตะวันตกโดยส่วนใหญ่รับเอาค่านิยมเหล่านี้ และเจริญมั่งคั่งขึ้น แถมยังได้ประดิษฐ์กลไกสร้างความปรารถนาไม่รู้จบ อันได้แก่ การโฆษณา ซึ่งกระตุ้นให้ผู้คนมีความปรารถนามากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ

เฉพาะในปี 2004 บริษัทในสหรัฐใช้เงินโฆษณาในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์ วิทยุ จดหมายตรง สิ่งพิมพ์ทางธุรกิจ โทรศัพท์ หนังสือ และอินเทอร์เน็ต เป็นจำนวน 264,000 ล้านดอลลาร์ ในปีเดียวกันบริษัทในยุโรปใช้เงินโฆษณา 125,000 ล้านดอลลาร์ และบริษัทในญี่ปุ่นใช้เงินโฆษณา 56,000 ล้านดอลลาร์

โดยสรุปก็คือ ไม่ว่าจะด้วยลัทธิแนวทาง ศาสนา อุดมการณ์ การโฆษณา หรือด้วยวิธีการอื่นใด ด้วยสติสำนึกรู้ หรือไม่ก็ตาม เหล่าผู้นำในทุกสังคมล้วนพยามยามบริหารจัดการความปรารถนา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่ง

ความปรารถนาในระดับที่สูงขึ้นไปได้แก่ ความโลภ (greed) ซึ่งเป็นสภาวะที่แตกต่างไปจากความปรารถนาและความมั่งคั่ง และความโลภไม่อาจทำให้ผู้คนมีความร่ำรวยเสมอไป วัฒนธรรมที่ส่งเสริมความปรารถนาและยึดถือความมั่งคั่ง อาจจะไม่สามารถเดินไปถึงจุดหมายได้เสมอไป ขณะที่อีกด้านหนึ่ง วัฒนธรรมที่สั่งสอนให้มองเห็นถึงคุณูปการของความยากจน โดยทั่วไปแล้วก็มักได้รับความยากจนตามที่ต้องการ

หน้า 45


ภาคที่ 1 ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ บทที่ 3 คลื่นความมั่งคั่ง

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com   ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3890 (3090)

มนุษยชาติสร้างความมั่งคั่งมายาวนานหลายพันปี ถึงแม้ว่าปัจจุบันโลกยังมีความอดอยากยากจนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ความเป็นจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้และดำเนินมายาวนานแล้ว ได้แก่ เผ่าพันธุ์มนุษยชาติ มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการสร้างและสะสมความมั่งคั่ง ถ้าบรรพบุรุษของเราไม่ดำเนินการเช่นที่ผ่านมา โลกคงไม่สามารถรองรับประชากรได้ถึงเกือบ 6,500 ล้านคนอย่างในปัจจุบัน เราคงไม่อาจมีอายุขัยยืนยาวได้อย่างในปัจจุบัน และจะดีเลวอย่างไรก็ตาม เราคงไม่มีประชากรที่ น้ำหนักมากเกินไปจำนวนมากกว่าประชากรที่ขาดแคลนอาหารอย่างในปัจจุบัน

เราประสบความสำเร็จในสิ่งเหล่านี้ (ถ้าเราอยากจะเรียกว่าความสำเร็จ) ด้วยการทำมากกว่าการประดิษฐ์คันไถ รถเทียมม้า จักรกล ไอน้ำ และบิ๊กแม็ก เราได้ร่วมกันประดิษฐ์ระบบความมั่งคั่งต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่มีความสำคัญมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ไอน์สไตน์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ความมั่งคั่งในความหมายที่กว้างที่สุด ก็คือสิ่งที่ตอบสนองต่อความจำเป็นหรือความต้องการ และระบบความมั่งคั่งคือวิธีการในการสร้างความมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งอื่นใด

ยาวนานก่อนหน้าที่ระบบความมั่งคั่งที่แท้จริงระบบแรกจะก่อกำเนิดขึ้นมา มนุษยชาติเริ่มต้นด้วยการเป็นนักล่าพเนจร ล่าสังหาร ค้นหาอาหาร เพียงเพื่อให้พอประทังชีพ ในเวลาต่อมาด้วยนำสัตว์มาเลี้ยง และการออกล่า เก็บเกี่ยวสะสม จึงค่อยๆ นำมาซึ่งวิถีชีวิตแบบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อเลี้ยงสัตว์หรือเพาะปลูก แต่วิถีเช่นนี้เมื่อหลายพันปีก่อน ถือว่าดีกว่าระบบหาอาหารแบบพอยังชีพเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยังไม่ควรเรียกว่าระบบความมั่งคั่ง

ต่อเมื่อมนุษยชาติมีศักยภาพในการสร้างผลผลิตส่วนเกินทางเศรษฐกิจ ระบบความมั่งคั่งที่แท้จริงระบบแรกจึงก่อกำเนิดขึ้นมา และถึงแม้ว่านับจากนั้นเป็นต้นมาจะมีการใช้วิธีการต่างๆ นานา มากมายในการสร้างส่วนเกินดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราสามารถแบ่งวิธีการที่ใช้สร้างความมั่งคั่งออกได้เป็นสามช่วงใหญ่ๆ

ระบบความมั่งคั่งที่แท้จริงระบบแรก เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 1 หมื่นปีก่อน เมื่อไอน์สไตน์ยุคก่อนประวัติศาสตร์บางคน (อาจจะเป็นสตรีก็เป็นได้) ลงมือเพาะปลูกพืชต้นแรกในพื้นที่ใกล้ภูเขาคารากาดัก ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี อันเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีการในการสร้างความมั่งคั่ง แทนที่จะรอคอยให้ธรรมชาติสร้างสิ่งที่เราต้องการ มาในขณะนี้เราสามารถใช้ธรรมชาติให้สร้างสิ่งที่เราต้องการได้ภายในขอบเขตจำกัดระดับหนึ่ง (โลกควรจะมีวันหยุดประจำปีเพื่อเป็นเกียรติแก่นวัตกรนิรนามท่านนี้ เพราะนวัตกรรมของเขา เป็นประโยชน์แก่มนุษย์จำนวนมหาศาล มากกว่านวัตกรรมทุกชนิดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ)

เมื่อมนุษย์สามารถเพาะปลูก นั่นหมายความว่าในปีที่โชคดี แรงงานเพาะปลูกจะสามารถสร้างผลผลิตส่วนเกินได้ แทนที่จะดำรงชีวิตแบบพอประทังชีพ และหมายความว่า แทนที่จะดำรงชีวิตแบบร่อนเร่พเนจร บรรพบุรุษของเราสามารถลงหลักปักฐานสร้างเป็นที่อยู่ถาวร เพื่อเพาะปลูกพืชผลในพื้นที่ใกล้เคียง โดยสรุปก็คือ การเกษตรได้นำมาซึ่งวิถีชีวิตรูปแบบใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งค่อยๆ ขยายตัวออกไปช้าๆ ทั่วโลก

การมีผลผลิตส่วนเกินแม้เพียงเล็กน้อยในบางครั้ง ทำให้สามารถเก็บสะสมผลผลิตส่วนเกินเหล่านี้ สำรองไว้ใช้ในยามที่การเพาะปลูกมีปัญหา และเมื่อเวลาผ่านไปได้สร้างให้เกิดเป็นชนชั้นผู้นำ ขุนศึก ขุนนาง เจ้าเมือง และกษัตริย์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเหล่าทหาร นักบวช ผู้จัดเก็บรวบรวมภาษีและบรรณาการ เพื่อควบคุมผลผลิตส่วนเกินที่มีอยู่ทั้งหมด เป็นความมั่งคั่งซึ่งใช้สร้างรัฐขัตติยะและเกื้อหนุนการดำรงชีวิตอย่างหรูหราสุขสบาย

พวกเขาสามารถสร้างปราสาทราชวังและโบสถ์วิหาร พวกเขาสามารถล่าเป็นกีฬา และทำสงครามเป็นนิตย์ เพื่อยึดครองดินแดน ข้าทาส นำมาสร้างผลผลิตส่วนเกินให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ผลผลิตส่วนเกินเหล่านี้ทำให้ราชสำนักฝ่ายปกครองสามารถเลี้ยงดูศิลปิน นักดนตรี สถาปนิก และผู้เรืองเวทย์ แม้ว่าแรงงานการเกษตรจะอดอยากหิวโหย และล้มตายลงไป

กล่าวโดยสรุปได้ว่า คลื่นความมั่งคั่งลูกแรกได้ขยายตัวออกไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วโลก สร้างให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่าอารยธรรมเกษตรกรรม

มนุษย์ผู้กินตัวเองเป็นอาหาร

เป็นเวลานับพันปีที่การเกษตรถือเป็นรูปแบบการผลิตที่ก้าวหน้ามากที่สุด ให้ผลผลิตมากกว่าการล่า และการเสาะหาพืชผลไม้มาก ลินน์ ไวท์ ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ยุคกลาง ระบุว่า "ประมาณปี ค.ศ.1100 ด้วยเครื่องไถชนิดเหล็ก ท้องทุ่งโล่งแจ้ง การผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวระหว่างการเพาะปลูกกับการเลี้ยงสัตว์ ระบบปลูกพืชหมุนเวียนสามแปลง เครื่องผูกบังเหียนเทียมม้าชนิดใหม่ และเกือกม้า ได้ช่วยสร้างระบบเกษตรกรรมยุคใหม่ ที่ให้ผลผลิตสูง เขตความมั่งคั่งทางการเกษตรได้ขยายตัวไปทั่วยุโรปตอนเหนือ จากชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกจนถึงลุ่มน้ำนีเปอร์"

คลื่นความมั่งคั่งลูกแรกยังนำมาซึ่งความแตกต่างด้านแรงงาน และผลผลิต ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนในรูปแบบของค้า การซื้อขาย และการแลกเปลี่ยนด้วยสินค้า

แต่ความอดอยากหิวโหย และความยากจนยังคงปรากฏอยู่โดยทั่วไป ทีโอฟิโล รูอิซ นักประวัติศาสตร์ ระบุว่า จนถึงช่วงทศวรรรษ 1300 ในหลายพื้นที่ของยุโรปจะประสบกับความอดอยากหิวโหยทุกๆ สามหรือห้าปี ทางด้านปิเอโร คัมโปเรซี แห่งมหาวิทยาลัยโบโรญญา ชี้ว่า "ความอดอยากหิวโหยเป็นโครงสร้างสำคัญในสังคมตลอดจนถึงศตวรรษ ที่ 17" และตามข้อมูลจาก ริชาร์ด เอส. ดันน์ ระบุว่า "เมืองฮัมบูร์กสูญเสียประชากรไปหนึ่งในสี่ในปี 1565 เมืองเวนิซสูญเสียประชากรหนึ่งในสาม ระหว่างปี 1575-1577 และเมืองเนเปิลส์สูญเสียประชากรไปเกือบครึ่งในปี 1656"

ในละครล้อเลียนเสียดสีสังคมที่แสดงระหว่างสถานการณ์อดอยากหิวโหยในปี 1528 ตัวละครผู้หนึ่งประกาศว่า "ฉันจะฆ่าตัวเอง...มันคงจะดีกว่านี้แน่ เพราะฉันจะได้กินตัวเองเป็นอาหาร แล้วฉันจะได้ตายด้วยท้องที่อิ่ม" นี่คือตลกร้ายในยุคสมัยที่เลวร้ายยิ่งกว่า

ในหนังสืออันโด่งดังของคัมโปเรซี ชื่อ Bread of Dreams ได้อ้างถึงแหล่งข้อมูลชั้นต้นที่ปรากฏชัดเจน บรรยายถึงสภาพที่มนุษย์ผู้หิวโหยกินเนื้อ หนัง และอวัยวะมนุษย์ด้วยกัน ท่ามกลางกลิ่นเน่าเหม็น ซากปฏิกูล กองซากศพ มารดาที่กินบุตรน้อยของตนเองเป็นอาหาร กลุ่มคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับผลผลิตจากความตาย ซากศพ กระดูก โรคร้าย และผู้ป่วยใกล้ตาย ชาวชนบทที่อดอยากหิวโหยหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเป็นระยะ ก่อกำเนิดเป็นชน กลุ่มน้อยจำนวนมากที่ร่อนเร่ขอทาน และอาศัยอยู่ชั่วคราว

ทุกวันนี้ประชากรคลื่นลูกที่หนึ่งยังคงเป็นประชากรส่วนใหญ่ ในหลายประเทศ และแม้ว่าการกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเอง จะไม่ค่อยปรากฏขึ้นนัก แต่ความน่าเวทนาอื่นๆ ที่คัมโปเรซีได้บรรยายไว้ยังสามารถพบเห็นได้ในหลายพื้นที่ ที่ยังทำการเกษตรแบบล้าหลัง ที่ซึ่งเกษตรกรยังคงเพาะปลูกและดำรงชีวิตตามแบบบรรพบุรุษของตนเมื่อหลายร้อยปีก่อน

หน้า 41


ภาคที่ 1 ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ บทที่ 3 เหนือความมหัศจรรย์ (2)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com   ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3891 (3091)

ระบบความมั่งคั่งและระบบสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอันที่ 2 ได้แก่ ระบบอุตสาหกรรม ซึ่งเริ่มปรากฏตัวขึ้น ในช่วงปลายศตวรรษ 1600 และส่งคลื่นลูกที่ 2 ของการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กระจายออกไปในพื้นที่โดยส่วนใหญ่ของโลก

บรรดานักประวัติศาสตร์ยังคงถกเถียงกัน อยู่เกี่ยวกับช่วงเวลาและปัจจัยต่างๆ ที่ก่อให้ เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่เราทราบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวกลุ่มปัญญาชน นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ในยุโรปตะวันตก นักการเมืองหัวรุนแรงและบรรดาผู้ประกอบการ ด้วยพื้นฐานแนวคิดของเดสคาร์ต นิวตัน และแนวคิดในยุคประจักษ์แจ้ง ได้ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง

ระบบความมั่งคั่งคลื่นลูกที่ 2 ซึ่งก่อกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับแนวคิดใหม่ๆ เหล่านี้ ในที่สุดได้นำมาซึ่งโรงงาน เขตเมือง และคติความเชื่อที่ไม่ผูกพันอยู่กับศาสนา มันได้ผสมผสานพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เข้ากับเทคโนโลยีที่ต้องใช้แรงงานจากกล้ามเนื้อทำงานตาม กรอบซ้ำๆ กัน นำมาซึ่งระบบการผลิตเป็นจำนวนมาก ระบบการศึกษามหาชน สื่อสารมวลชน และวัฒนธรรมมวลชนต่างๆ นานา

เมื่อได้ปะทะกับวิถีการทำงาน ค่านิยม โครงสร้างครอบครัวแบบดั้งเดิม ระบอบการเมืองและสถาบันทางศาสนา ในยุคเกษตรกรรมที่กำลังเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ จึงส่งผลเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์ของความเป็นเลิศทางการค้า อุตสาหกรรมในเขตเมือง ขึ้นเผชิญหน้ากับเกษตรกรรมชั้นยอดในเขตชนบทที่มีอยู่เดิม แล้วในที่สุด "ความทันสมัย" ของคลื่นลูกที่ 2 ก็ได้ครอบครองอำนาจในทุกดินแดนที่ทุกวันนี้เราเรียกว่า "เขตเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว"

แต่ระบอบอุตสาหกรรมก็สร้างมลพิษแก่โลก ตามติดมาด้วยลัทธิจักรวรรดินิยม สงครามและความทุกข์ยากอย่างกว้างขวาง ถึงกระนั้นระบอบอุตสาหกรรมก็ได้สร้างความศิวิไลซ์ และอารยธรรมอุตสาหกรรมในเขตเมือง ซึ่งขยายตัวออกไปเรื่อยๆ และครอบคลุมดินแดนต่างๆ มากมาย ก่อกำเนิดความมั่งคั่งร่ำรวยเกินกว่าบรรพบุรุษในชนบทของเราจะคิดฝันถึง

จากนั้นก็สร้างให้เกิดหลักการร่วมของมาตรฐานสากล ความชำนาญพิเศษ การประสานให้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน การประสานพลัง การรวมศูนย์ และการขยายขนาดปริมาณให้มากที่สุด เศรษฐกิจบนพื้นฐานของอุตสาหกรรม เกิดขึ้นหลากหลายรูปแบบ จากทุนนิยมแบบแองโกล-อเมริกัน จนถึงระบอบคอมมิวนิสต์แบบสตาลิน จาก "ทางสายกลาง" แบบสวีเดนจนถึงระบบราชการ ที่มีสายการบังคับบัญชาแบบเข้มงวดของญี่ปุ่น ระบบการบังคับบัญชาอันโดดเด่นแบบเกาหลี และรูปแบบอื่นๆ อีกมาก ทั้งหมดล้วนมุ่งเน้นไปที่การผลิตในขั้นต้น และการบริโภคใน ภายหลัง

ทุกวันนี้องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Cooperation and Development) ถือว่าสมาชิก 30 ชาติของตน ซึ่งมีประชากรรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 1,200 ล้านคน เป็นประเทศที่ "พัฒนาแล้ว" หรือเป็นประเทศอุตสาหกรรม รวมทั้งประเทศรัสเซียและประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ ซึ่งเป็นผลผลิตของความทันสมัย เกลียวคลื่นความมั่งคั่งลูกที่ 2 ขยายวงออกไปทั่วพื้นพิภพอย่างไม่หยุดยั้ง

คลื่นความมั่งคั่งแห่งยุคปัจจุบัน

คลื่นความมั่งคั่งลูกที่ 3 และเป็นลูกล่าสุดยังคงขยายขอบเขตออกไปอย่างรวดเร็วแม้ในขณะที่เราทั้งสองกำลังเขียนหนังสือเล่มนี้ ท้าทายต่อทุกหลักการของระบอบอุตสาหกรรม เข้าแทนที่องค์ความรู้เกี่ยวกับปัจจัย ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม อันได้แก่ ที่ดิน แรงงาน และทุน

ระบบความมั่งคั่งคลื่นลูกที่ 2 นำมาซึ่งหลักการผลิตคราวละมากๆ ตลาดและสังคมแบบมวลชน แต่ระบบความมั่งคั่งคลื่นลูกที่ 3 กลับนำเสนอกระบวนการผลิต ตลาด และสังคม แบบปัจเจก

สังคมคลื่นลูกที่ 2 แทนที่ครอบครัวขยายในสังคมเกษตรกรรมคลื่นลูกที่ 1 ด้วยครอบครัวเดี่ยวที่มีขนาดเท่ากันทุกครอบครัว ส่วนคลื่น ลูกที่ 3 ยอมรับความหลากหลายของแบบแผนโครงสร้างของแต่ละครอบครัว

คลื่นลูกที่ 2 สร้างลำดับชั้นการบังคับบัญชาแนวตั้งที่สูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่คลื่นลูกที่ 3 มีแนวโน้มที่จะทำให้องค์กรแบนราบลง เคลื่อนไปสู่สภาวะการเป็นเครือข่ายและโครงสร้างแบบอื่นๆ จำนวนมาก

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนที่ยังจะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย ทุกวันนี้งานอันเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจคลื่นลูกที่ 2 อันได้แก่ การผลิตสิ่งของที่เราจับต้องได้จึงมีความง่ายดาย ลอกเลียนแบบได้ง่าย และเป็นกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำ

ตรงกันข้ามกับงานที่จับต้องไม่ได้เช่น การบริหารการเงิน การออกแบบ การวางแผน การวิจัย การตลาด การโฆษณา การกระจาย การจัดการ การบริการ และการหมุนเวียน เป็นงานที่ทำได้ยากและมีราคาสูง งานเหล่านี้สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า และสร้างผลกำไรได้มากกว่างานที่ใช้พลังกล้ามเนื้อและโลหะ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ

แม้คลื่นความมั่งคั่งแต่ละลูกจะขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง แต่มันไม่ได้ขยายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่บนโลกอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นทุกวันนี้ประเทศอย่างจีน อินเดีย และบราซิล จึงปรากฏวงคลื่นทั้งสามเหลื่อมซ้อนกัน และเคลื่อนเคียงคู่ไปด้วยกัน เหล่านายพรานนักล่าและผู้ร่อนเร่ขุดเก็บผลหมากรากไม้ค่อยๆ หายสาบสูญไป ด้วยการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ก่อให้เกิดการดำรงอยู่ร่วมกันระหว่างสิ่งที่ล้าสมัยเสื่อมถอย นวัตกรรม และการทดลอง สิ่งใหม่ๆ ขณะที่สถาบันรูปแบบเก่ากลาย เป็นสิ่งพิกลพิการ และผู้คนหันไปหาวิถีชีวิตแบบใหม่ ค่านิยมใหม่ ระบบความเชื่อ แบบใหม่ โครงสร้างครอบครัวแบบใหม่ วิถีทางการเมืองรูปแบบใหม่ ศิลปะ วรรณคดี และดนตรีรูปแบบใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างเพศรูปแบบใหม่

นี่คือภาพอย่างกว้างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในระบบความมั่งคั่ง 3 รูปแบบของโลก และอารยธรรม 3 กระแสหลักที่เกิดขึ้นมาจากระบบความมั่งคั่งแต่ละชนิดตรง ส่วนนี้ขอสรุปแก่นสำคัญดังนี้ ระบบความมั่งคั่งคลื่นลูกที่ 1 มีพื้นฐานโดยส่วนใหญ่อยู่ที่การเพาะปลูก ส่วนคลื่นลูกที่ 2 อิงอยู่กับการผลิต สิ่งต่างๆ มาถึงคลื่นลูกที่ 3 ระบบความมั่งคั่งพึ่งพาการบริการ วิธีคิด ปัญญา และประสบการณ์

หน้า 49


ภาคที่ 1 ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ บทที่ 3 สามโลก สามวิถี (3)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาติธุรกิจ  วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3892 (3092)

เป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนว่า ระบอบอุตสาหกรรมสร้างความมั่งคั่งและ รายได้ส่วนเกินต่อประชากรรายบุคคลสูงกว่าเศรษฐกิจที่พึ่งพาเกษตรกรรม ระบบความมั่งคั่งคลื่นลูกที่สาม ซึ่งปรากฏอยู่ทุกวันนี้ แต่ยังไม่เต็มรูปแบบ ก็มีศักยภาพที่จะสร้างความมั่งคั่ง ซึ่งจะทำให้ปริมาณความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นโดยระบบก่อนหน้านี้กลายเป็นเรื่องเล็กน้อย ระบบความมั่งคั่งคลื่นลูกที่สามไม่เพียงสร้างความมั่งคั่งทางด้านทรัพย์สินเงินทอง แต่ยังสร้างความมั่งคั่งในวิถีชีวิตซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเงินตรา เป็นความมั่งคั่งที่เราสร้างให้กับตนเองและบุคคลที่เรารัก

ระบบความมั่งคั่งทั้งสามรูปแบบ ส่งผลให้เกิดสังคมและวิถีชีวิตของสามัญชนที่แตกต่างกันออกไป รูปแบบของความมั่งคั่งและปริมาณความมั่งคั่งในระดับที่แตกต่างกัน รวมทั้งนิเวศวิทยาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน วิถีชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นมามีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ลองเปรียบเทียบชีวิตของเกษตรกรใน เขตชนบทของบังกลาเทศ กับคนงานโรงงานประกอบรถยนต์ฟอร์ดในเมืองโคโลญจ์ และ นักเขียนซอฟต์แวร์ในซีแอตเติลหรือสิงคโปร์ แม้ภายในประเทศเดียวกันอย่างอินเดีย ลองดูชาวนาในเมืองบิฮาร์ กับคนงานโรงงานในเมืองมุมไบ และโปรแกรมเมอร์ในเมืองบังคาลอร์ เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในระบบความมั่งคั่งที่แตกต่างกัน พวกเขาต่างอาศัยอยู่ในโลกที่แตกต่างกัน

ในการทำความเข้าใจถึงความแตกต่าง เหล่านี้ และระบบความมั่งคั่งแต่ละรูปแบบจะนำพาเราไปเผชิญกับสถานการณ์เช่นใด เราต้องเริ่มพิจารณาจากสิ่งที่บรรดาปราชญ์ทางเศรษฐศาสตร์และการเงินมักมองข้าม นั่นคือปัจจัยพื้นฐานที่ซ่อนเร้น ซึ่งเป็นตัวกำหนดความมั่งคั่งในอนาคต

บทที่ 4 ปัจจัยพื้นฐานส่วนลึก

ทุกเช้า ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก ลืมตา ขึ้นมาแล้วตรวจสอบราคาหุ้นในตลาด อ่าน ข่าวเศรษฐกิจจากหนังสือพิมพ์ ดูข่าวความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจล่าสุดจากโทรทัศน์ หรือทำทั้งสามอย่าง จากนั้นพวกเขาจึงค่อยคิดถึงอาหารมื้อเช้า

ไม่ต้องสงสัยเลย คนบางคนอาจอยากฝังชิปลงในสมองของตน เพื่อให้แจ้งเตือนโดยอัตโนมัติเมื่ออัตราดอกเบี้ยเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือราคาหุ้นในพอร์ตมีการเปลี่ยนแปลง และพวกเขาจะทำแบบนั้นได้ในไม่ช้านี้

แต่ก่อนหน้าจะถึงเวลานั้น เหล่าแม่บ้าน ใน เซี่ยงไฮ้ คนขับแท็กซี่ในนิวยอร์ก และ เทรดเดอร์เงินตราในแฟรงก์เฟิร์ต คงต้องพึ่งพาข้อมูลที่ใกล้เคียงกับเวลาจริง ที่ผลิต ออกมาตลอด 86, 400 วินาทีในหนึ่งวัน โดยรอยเตอร์ บลูมเบิร์ก ซีเอ็นบีซี ซีเอ็นเอ็น บีบีซี กับพันธมิตรและคู่แข่งที่มีอยู่ทั่วโลก ด้วยการผลิตข่าวส่งกระจายออกไปทั้งในรูปแบบ ออนไลน์ และรูปแบบอื่นๆ ทำให้ธุรกิจเหล่านี้กลายเป็นอุตสาหกรรมระดับโลก

ไม่มีใครมีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าสื่อและข้อมูลจำนวนมหาศาล (รวมทั้งข้อมูลผิดๆ) มีอิทธิพลสั่นสะเทือนตลาดหุ้นและเศรษฐกิจการเงินของโลกได้อย่างไร แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อมั่นว่าการแกว่งตัวของตลาดหุ้น การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ การเฟื่องฟูหรือการดิ่งลง ของเศรษฐกิจ เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่เรียกว่า "ปัจจัยพื้นฐาน"

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเจนเนอรัล มอเตอร์ส ยอมรับว่า "ปัจจัยพื้นฐานหลักๆ ทางเศรษฐกิจยังคงมีอิทธิพลเข้มแข็ง" ทางด้านประธานของ ไทม์ วอร์เนอร์ เทเลคอม ระบุว่า ความสำเร็จของบริษัทท่ามกลางเศรษฐกิจที่อ่อนตัว เกิดจาก "พื้นฐานทางธุรกิจที่เหมาะสม" แม้ว่าราคาหุ้นของบริษัท จะดิ่งลงถึงร้อยละ 90 เมื่อ 12 เดือนก่อน หน้านั้น

นักเศรษฐศาสตร์ระดับสูง ของ เครดิต สวิส เฟิร์ส บอสตัน เรียกร้องให้บรรดานักลงทุนพิจารณา "พื้นฐานทางเศรษฐกิจของ รัสเซีย แทนที่จะมองสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา" เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนระบุว่า การที่จีนมีการส่งออกที่เข้มแข็งเป็นเพราะ "ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ"

แต่คำว่า ปัจจัยพื้นฐาน มีความหมายที่คลุมเครืออย่างมาก ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็น ผู้กล่าวอ้างถึง มันอาจรวมปัจจัยอย่าง "อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ" "การกู้ยืมที่เหมาะสม" และ "ราคาทองคำกับราคาทองแดงในตลาดโลก" หรืออาจจะไม่รวมไว้เลย

ในช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐเฟื่องฟูระหว่างทศวรรษ 1990 บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างมองไปที่การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานหลายตัวผสมผสานกัน เช่น งบประมาณประจำปีแบบสมดุล ภาคการผลิตที่เข้มแข็ง การดำรงอยู่หรือปราศจากธนาคารกลางระดับโลก ความไม่เหมาะสมระหว่างราคาหุ้นกับผลกำไร การกู้ยืมเงินส่วนบุคคล สัดส่วนของงานค่าจ้างต่ำ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการล้มละลายที่เพิ่มสูงขึ้น

ไม่ต้องสงสัยเลย ในบางช่วงเวลา ปัจจัยบางประการมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในความเป็นจริง การให้ความสำคัญกับปัจจัยเหล่านี้ ทำให้เรามองข้ามปัจจัยบางอย่างที่มีความสำคัญมากยิ่งกว่า ปัจจัยที่ได้กล่าวไปข้างต้นล้วนพึ่งพาโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อ ชุดของพลังขับเคลื่อนที่เป็น "ปัจจัยพื้นฐานส่วนลึก" ซึ่งได้สร้างและเป็นตัวกำหนดปัจจัยพื้นฐานในระดับพื้นผิว

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าปัจจัยพื้นฐานระดับพื้นผิวบอกกับเราอย่างหนึ่ง แต่ปัจจัยพื้นฐาน ส่วนลึกบ่งชี้ถึงสถานการณ์อีกแบบหนึ่ง และจะเป็นอย่างไรถ้าปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกที่มีพลังอำนาจสูงกว่าโดยตัวของมันเองก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วสูง

ปราศจากข้อผิดพลาด

นักการศาสนาคริสเตียนใช้คำว่า ผู้ยึดมั่น ในความสมบูรณ์ปราศจากข้อผิดพลาดของ พระคัมภีร์ (innerrantist) เรียกบุคคลที่ยืนยันว่า แม้จะมีปัญหาในการตีความและการแปลความหมายผิดพลาดมาเป็นเวลายาวนานถึง 2,000 ปี แต่พระคัมภีร์ไบเบิลก็ยังคงมีความถูกต้องสมบูรณ์ปราศจากข้อผิดพลาด ยิ่งไป กว่านั้น ในการทำความเข้าใจถ้อยคำต่างๆ ในพระคัมภีร์ ต้องตีความตรงตามตัวอักษร

ในทางเศรษฐศาสตร์ก็มี ผู้เชื่อมั่นในความสมบูรณ์ปราศจากข้อผิดพลาด อยู่ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเกิดความวิปริต ปริศนา และปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งกัน คนเหล่านี้ก็ยังคงยึดมั่นอยู่กับหลักการเดิมๆ อย่างเหนียวแน่น พวกเขาเชื่อว่าสถานการณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป พวกเขาประกาศว่า พื้นฐานทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากการปฏิวัติ ดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจบน พื้นฐานของความรู้

หน้า 49


ภาคที่ 1 ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ บทที่ 4 ปัจจัยพื้นฐานส่วนลึก (2)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3893 (3093)

ผู้จัดการของกองทุนรวมที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐกองทุนหนึ่งได้ให้ความมั่นใจกับบรรดาผู้บริหารธุรกิจปิโตรเคมีในยุโรปว่า สถานการณ์ทางการเงินย่อมมีขึ้นและมีลงเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรใหม่ เบรนท์ โมลตัน อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงาน ของรัฐบาลที่วัดค่าตัวแปรต่างๆ ได้อย่างแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า ความไม่แน่นอนมีลดน้อยลง เขาบอกกับเราว่า "เศรษฐกิจยังคงดำเนินไปตามวิถีแบบเดิมๆ อย่างที่เคยเป็นมา"

อย่างไรก็ตามภาพลวงตาเหล่านี้ได้จางหายไปเมื่อเราเปลี่ยนมุมมองจากปัจจัยพื้นฐานในวิถีชีวิตประจำวัน ไปสู่ปัจจัยพื้นฐานที่อยู่ลึกลงไป มุมมองในระดับลึกเช่นนี้ทำให้เราได้พบกับหลักฐานที่ บ่งชี้อย่างชัดแจ้งว่า วิถีทางเศรษฐกิจ "ไม่ได้ดำเนินอย่างที่เคยเป็นมา" ในความเป็นจริงทุกวันนี้โครงสร้างทั้งหมดของการสร้างความมั่งคั่งกำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ซึ่งบ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น

ปัจจัยพื้นฐานที่พ้นสมัย

ไม่เพียงจะมีปัจจัยพื้นฐานในระดับที่ลึกลงไปเท่านั้น แต่ในการพิจารณาว่าสิ่งใดคือปัจจัย พื้นฐานระดับลึกยังมีแนวทางที่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันด้วย

ปัจจุบันทั่วโลกมีระบบการสร้างความมั่งคั่ง 3 รูปแบบ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว แทนที่ด้วยสัญลักษณ์อย่างหยาบๆ คือไถ สายการประกอบผลิตภัณฑ์ และคอมพิวเตอร์ ลักษณะสำคัญประการแรกที่เราพึงระลึกไว้ ได้แก่ สิ่งที่เรียกว่าปัจจัยพื้นฐานในทุกวันนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ในระบบทั้งสาม ตัวอย่างเช่น "ภาคการผลิตจากโรงงานที่เข้มแข็ง" เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดระบบความมั่งคั่งในระบอบอุตสาหกรรม แต่ไม่มีบทบาทในเศรษฐกิจที่พึ่งพาเกษตรกรรมในยุคก่อนอุตสาหกรรม และยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ในหลายพื้นที่ของโลก

ธนาคารกลางหรือธนาคารชาติมีบทบาทสำคัญตลอดยุคอุตสาหกรรม แต่ในสังคมก่อนยุคอุตสาหกรรม ธนาคารกลางไม่ได้มีบทบาทสำคัญเช่นนั้น หรืออาจไม่ได้ดำรงอยู่ และในอนาคตบทบาทของธนาคารกลาง ก็จะไม่เป็นอย่างทุกวันนี้เช่นกัน เมอร์วีน คิง ผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศอังกฤษชี้ว่า ในอนาคตธนาคารกลางอาจจะหายสาบสูญไปจากระบบเศรษฐกิจ เพราะบทบาทหน้าที่ของธนาคารกลาง ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป หรือไม่ก็ถูกทำแทนที่โดยอัตโนมัติด้วยโครงสร้าง พื้นฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยสรุปก็คือสิ่งที่คนจำนวนมากเรียกว่าปัจจัยพื้นฐานนั้น ปัจจัยบางตัวมีบทบาทเกี่ยวข้องกับสังคมในพัฒนาการเพียงขั้นตอนเดียวกัน แต่ไม่มีบทบาทใดๆ ต่อพัฒนาการในขั้นตอนอื่นๆ

ในทางตรงกันข้าม มีปัจจัยบางตัวที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจทุกรูปแบบ ทุกขั้นตอนของพัฒนาการ ในทุกวัฒนธรรมและทุกอารยธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและในอนาคต

ปัจจัยเหล่านี้คือปัจจัยพื้นฐานส่วนลึก

อาชีพในอนาคต

ปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกบางตัวปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่นรูปแบบการทำงาน

อาจเป็นเรื่องแปลกที่จะบอกว่า ก่อนหน้าที่แรงงานในท้องทุ่งจะถูกแทนที่ด้วยแรงงานในโรงงาน บรรพบุรุษของเราโดยส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพ ไม่ใช่เพราะพวกเขามีความเป็นอยู่ที่มั่งคั่งร่ำรวยอยู่แล้ว แต่พวกเขาตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมแห่งความยากจน พวกเขาปราศจากอาชีพ เพราะ "อาชีพ" ในความหมายของทุกวันนี้ที่เป็นการทำงานอย่างเป็นทางการโดยได้รับค่าตอบแทนตามเงื่อนไขนั้นยังไม่เกิดขึ้น อาชีพและแรงงานที่ได้รับค่าจ้างเพิ่งแพร่หลายในช่วงสามร้อยปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับจักรกลไอน้ำและนวัตกรรมทางอุตสาหกรรม

การทำงานก็เคลื่อนย้ายจากกลางแจ้งเข้าสู่ในร่ม ตารางเวลาการทำงานไม่ได้กำหนดโดยพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกอีกต่อไป แต่กำหนดโดยนาฬิกาตอกเวลา ค่าตอบแทนโดยส่วนใหญ่อยู่ในรูปของค่าจ้าง โดยอิงกับชั่วโมงการทำงาน เงื่อนไขเหล่านี้เป็นตัวกำหนดนิยามของคำว่าอาชีพ

แต่อาชีพก็เป็นเพียงรูปแบบเดียวของการทำงานเท่านั้น และเมื่อระบบความมั่งคั่งรูปแบบล่าสุด บนพื้นฐานขององค์ความรู้ได้ปรากฏตัวขึ้น เราก็กำลังเคลื่อนเข้าสู่เส้นทางอนาคต ซึ่งเราจะได้พบเห็นผู้คนจำนวนมากขึ้น "ทำงาน" แต่มีผู้คนน้อยลงที่มี "อาชีพ" ความสัมพันธ์ด้านแรงงาน หน่วยงานด้านทรัพยากรบุคคล กฎหมายแรงงาน และตลาดแรงงานโดยรวมจะพลิกโฉมหน้าไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งเป็นข่าวร้ายสำหรับบรรดาสหภาพแรงงานที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ พื้นฐานส่วนลึกของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกซึ้งมากกว่าช่วงเวลาใดนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม

ประเภทของแรงงานก็เป็นเช่นเดียวกับการทำงาน ย้อนหลังไปถึงยุคที่มนุษย์พึ่งพาการออกล่า และเก็บเกี่ยวผลหมากรากไม้ ประเภทของแรงงานโดยส่วนใหญ่อิงอยู่กับเพศ แต่ในขณะนี้เรากำลังเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

คุณเคยได้ยินอาชีพ "ที่ปรึกษาด้านโลห กรรม และการวิเคราะห์การพ่ายแพ้ทางคดีความ" หรือ "ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต" ส่วนใหญ่คงไม่เคยได้ยินทั้งสองอาชีพนี้ (อาชีพหลังเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตร เช่น ถุงพลาสติกที่บรรจุผักสดในซูเปอร์มาร์เก็ตควรจะมีรูขนาดเล็กให้ออกซิเจนผ่านกี่รู)

ในปี 1776 อดัม สมิธ ระบุว่า การจัดแบ่งประเภทของแรงงานเป็นที่มาของ "การพัฒนาอย่างมหาศาลต่อพลังการผลิตของแรงงาน" และแนวคิดนี้ก็เป็นความจริงนับจากนั้นเป็นต้นมา เมื่อภารกิจการงานต้องอาศัยความประณีตละเอียดอ่อน และความชำนาญพิเศษเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นเรื่องยากมากยิ่งขึ้นและเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นในการที่จะนำงานต่างๆ มาทำร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนแข่งขันด้วยนวัตกรรม

เมื่อถึงระดับหนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการทำงานเป็นหน่วยเดียวจะสูงเกินกว่าการแบ่งแยกงาน ออกเป็นส่วนๆ ให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ ในงานนั้นๆ เป็นผู้ทำ ยิ่งไปกว่านั้น การมุ่งเน้นไปที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง จะส่งผลดีต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม แต่ในยุคปัจจุบันความสำเร็จในการสร้างนวัตกรรม มักเป็นผลงานของคณะทำงานชั่วคราวเฉพาะกิจ ที่ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกผู้มีความชำนาญจากสาขาวิชาต่างๆ ในขณะที่ความก้าวหน้าในทุกด้านกำลังทำให้เส้นแบ่งพรมแดนเหล่านั้นรางเลือนไป สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวงการวิทยาศาสตร์ และการวิจัยเท่านั้น

ระบบความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง ในแบบที่สร้างกลุ่มของทักษะขึ้นชั่วคราว เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะกิจ ตลอดทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นพื้นฐานลึกลงไปกว่านี้อีกแล้วในการสร้างความมั่งคั่ง รูปแบบใหม่

ไม่เพียงแต่รูปแบบการทำงาน และประเภทของแรงงานเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป แต่การกระจายรายได้ก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วย ในระยะยาวแล้วแนวคิดที่ว่า "ใครได้รับอะไร" กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกโฉมหน้า

หน้า 49


ภาคที่ 1 ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ บทที่ 1 พลังขับเคลื่อนความมั่งคั่ง (2)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3894 (3094)

ที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นเป็นเพียงบางตัวอย่างของปัจจัยพื้นฐานที่อยู่ลึกลงไปกว่า "ปัจจัยพื้นฐานโดยทั่วไป" และปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าที่เราคิดเพราะมันสร้างให้เกิดระบบต่างๆ ที่เราดำรงอยู่ การเปลี่ยนแปลงในปัจจัยแต่ละตัว จะส่งผลให้ปัจจัยตัวอื่นๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วย ปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกตัวอื่นๆ ก็เช่น พลังงาน สิ่งแวดล้อม โครงสร้างของสถาบันครอบครัว ทั้งหมดล้วน กำลังเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วสูง สั่นสะเทือนพื้นฐานที่อยู่ใต้ปัจจัยพื้นฐานโดยทั่วไป

ในอดีตที่ผ่านมาได้มีการมุ่งเน้นศึกษาปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกหลายตัวเป็นครั้งคราว ตัวอย่างเช่นในช่วงทศวรรษ 1970 ทั่วโลกได้แสดงความห่วงใย และโต้แย้งกันมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชีวมณฑลกับการสร้างความมั่งคั่ง

ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกหลายตัวที่มีความสำคัญมากที่สุดต่อการปฏิวัติทางด้านทรัพย์สินความมั่งคั่ง กลับได้รับความสนใจน้อยมาก

ดังนั้นเนื้อหาในตอนต่อไป เราจะมุ่งสำรวจดินแดนอันแปลกประหลาด และยังคงเป็นสถานที่ลึกลับอยู่โดยส่วนใหญ่ เป็นปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกที่ทรงพลังมากที่สุด และน่าสนใจมากที่สุดในบรรดาปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกทั้งมวล ที่มีบทบาทอยู่ในเวลานี้ เป็นปัจจัย 3 ประการที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของความมั่งคั่ง อันได้แก่ เวลา (time) พื้นที่ (space) และองค์ความรู้ (knowledge)

ภาคที่ 3 การปรับเวลา

บทที่ 5 ความแตกต่างด้านความเร็ว

บรรดาประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลกทุกวันนี้ อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน และสหภาพยุโรป ล้วนกำลังมุ่ง หน้าสู่วิกฤตการณ์ที่ประเทศเหล่านี้ไม่ต้องการเผชิญ เป็นวิกฤตการณ์ที่มีนักการเมืองเพียง ไม่กี่คนมองเห็น และมีความพร้อมที่จะรับมือ และเป็นวิกฤตการณ์ที่จะจำกัดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในอนาคต วิกฤตการณ์ที่กำลังใกล้เข้ามาเป็นผลโดยตรงมาจาก "ความไม่พร้อมเพรียงกัน" ซึ่งเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เราละเลยต่อปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกที่มีความสำคัญมากที่สุดตัวหนึ่งอันได้แก่ เวลา

ปัจจุบันประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างกำลังพัฒนาเศรษฐกิจของตัวด้วยอัตราความเร็วที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหล่าผู้นำทางการเมือง ผู้นำประชาชน และผู้นำทางธุรกิจโดยส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจที่ไม่ชัดเจน ได้แก่ ความเป็นจริงที่ว่า ระบบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าต้องการสังคมที่ก้าวหน้า เพราะระบบเศรษฐกิจเป็นผลผลิตของสังคมที่ระบบเศรษฐกิจดำรงอยู่ และต้องพึ่งพาสถาบันหลักๆ ในสังคม

ถ้าประเทศใดต้องการเร่งความเร็วใน การพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ขาดการพัฒนาสถาบันหลักในสังคม ในที่สุดแล้วประเทศนั้นจะพบ กับข้อจำกัดในการสร้างความมั่งคั่ง นี่คือ "กฎของความสอดคล้องกลมกลืน (law of congruence)" สถาบันของระบอบศักดินา เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมฉันใด ทุกวันนี้ระบบการปกครองในยุคอุตสาหกรรมก็ขัดขวางต่อการเดินหน้าสู่ ระบบการสร้างความมั่งคั่งบนพื้นฐานของ ความรู้ฉันนั้น

นี่คือความเป็นจริงที่เกิดกับ โอคุระโช (กระทรวงการคลัง) และหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่น รัฐวิสาหกิจของจีน กระทรวงและมหาวิทยาลัยชั้นหัวกะทิของฝรั่งเศส และเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับสหรัฐ ในประเทศ เหล่านี้ บรรดาสถาบันสำคัญในสังคมล้วนล้าหลังต่อกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ล้อมรอบอยู่

หลักฐานที่ชัดเจนที่สุด ได้แก่ การไร้ความสามารถของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ ในการรับมือกับความเร็วดุจจรวดและความสลับซับซ้อนของสถาบันการเงินภาคเอกชน ในกรณีฉ้อฉลครั้งใหญ่ของเอ็นรอน กองทุนรวมได้ใช้เล่ห์เพทุบายที่ผิดกฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเงื่อนเวลา และในอีกหลายกรณี ที่มีการทำบัญชีอย่างสร้างสรรค์เกินเหตุ บรรดาผู้กำกับดูแลต่างตามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทที่ฉ้อฉล ทางด้านหน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐก็ไม่น้อยหน้า เกิดความล้มเหลวครั้งใหญ่ เพราะไม่สามารถปรับตัวได้เร็วพอ ในการเคลื่อนย้ายทรัพยากรที่เคยมุ่งเน้นต่อเป้าหมายในยุคสงครามเย็น ไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพ ในการต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดประตูต้อนรับมหันตภัย 9/11 และเมื่อไม่นานมานี้ ในปี 2005 จุดอ่อนด้านการพัฒนาที่ไม่พร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ได้ปรากฏอย่างเด่นชัดขึ้นอีก จากการรับมือกับวาตภัยพายุเฮอร์ริเคนแคทรินาอย่างขาดประสิทธิภาพ และปราศจากความพร้อม

ทุกหนแห่งความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลง หรือแทนที่สถาบันในยุคอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากผู้ที่ได้รับประโยชน์ และพันธมิตรของสถาบันเหล่านั้น ดังจะได้กล่าวในรายละเอียดในเนื้อหาตอนต่อๆ ไป การต่อต้านเช่นนี้สร้างให้เกิด หรืออย่างน้อยก็มีส่วนต่ออัตราความเร็วในการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งช่วยอธิบายว่า ทำไมสถาบันและองค์กรหลักๆ ในสังคมจึงไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม ไม่สามารถตามทันหรือตอบสนองต่อความต้องการของระบบเศรษฐกิจ บนพื้นฐานของความรู้ โดยสรุปก็คือทุกวันนี้บรรดารัฐบาลประเทศต่างๆ ล้วนเผชิญปัญหาใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านเวลา

ขบวนรถไฟแห่งเวลา

ความใฝ่ฝันของเหล่า "นักคิดยุคใหม่" ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อยุคอุตสาหกรรม ต้องการเห็นสังคม ที่มีการสอดประสานการทำงานอย่างลงตัว เหมือนกับจักรกล จากลัทธิเลนินนิสม์ที่มีอิทธิพลต่อสหภาพโซเวียต จนถึงเทเลอริสม์ (เฟรดเดอริค วินสโลว เทเลอร์ ค.ศ.1856-1915 วิศวกรอุตสาหกรรมผู้บุกเบิกก่อตั้งศาสตร์แห่งการจัดการธุรกิจ) ที่มีอิทธิพลต่อการจัดการโรงงานอุตสาหกรรม เป้าหมายคือการสถาปนารัฐ และสังคม ที่ดำเนินไปอย่างสอดคล้อง กลมกลืนเหมือนกับจักรกล ทุกองค์กรขับเคลื่อนเหมือนเป็นหนึ่งเดียว ประชากร ทุกคนก้าวเดินไปบนเส้นทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง

แต่ในความเป็นจริง มนุษยชาติและสังคมมนุษย์เป็นระบบเปิด เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง และไม่สมบูรณ์ ในสังคม และวิถีชีวิตของเรา เขตแดนแห่งความโกลาหล และโอกาสทางเลือกก่อให้เกิดสถานการณ์ที่มีความมั่นคงเพียงชั่วคราว แต่เราก็จำเป็นต้องมีทั้งความมั่นคงและความโกลาหล

เสถียรภาพและความสอดคล้องกลมกลืนทำให้เกิดสภาวะที่สามารถคาดคะเนทำนายได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเราในฐานะปัจเจกบุคคลในสังคมต้องอยู่ภายใต้กรอบระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ ถ้าปราศจากเสถียรภาพและความสอดคล้องเหมาะสมด้านเวลา ชีวิตก็จะถูกครอบงำด้วยความสับสนอลหม่าน และทางเลือกต่างๆ มากมาย แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อชีวิตปราศจากความมั่นคงและเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง

หน้า 49


ภาคที่ 1 ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ บทที่ 5 ความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง (2)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler   ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3895 (3095)

แม้ว่าจะมีการนองเลือดและกดดันบีบบังคับเป็นเวลายาวนานหลายสิบปี แต่รัฐบาลสหภาพโซเวียต (ค.ศ.1917-1991) ไม่สามารถก้าวสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมตามที่ผู้ก่อตั้งให้คำมั่นสัญญา ความมีประสิทธิภาพและความสอดคล้องกลมกลืนที่พรรคคอมมิวนิสต์ชูธงไม่เคยปรากฏขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ แต่จะเกิดขึ้นในเศรษฐกิจใต้ดินคู่ขนาน ซึ่งถ้าหากจ่ายเงินได้มากพอ ก็จะได้รับสินค้าตามที่ต้องการอย่างตรงเวลา

ในปี 1976 เกือบ 60 ปีหลังจากการปฏิวัติประเทศของเลนิน ตามโรงแรมในกรุงมอสโก ไม่เคยมีกาแฟให้ดื่ม และส้มเป็นผลไม้ที่หาได้ยาก ขนมปังต้องมีการปันส่วนและจ่ายให้เป็น กรัม สิบปีให้หลัง แม้ชนชั้นกลางในกรุงมอสโกที่มีความเป็นอยู่ในระดับดีพอควร บ่อยครั้งที่ไม่มีอะไรจะรับประทาน นอกจากมันฝรั่งและกะหล่ำปลี

เมื่อระบอบการปกครองและระบอบเศรษฐกิจแบบโซเวียตล่มสลายลงในปี 1991 ในกรุงมอสโกตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ แทบจะไม่มีสินค้าใดๆ วางอยู่เลย เท่าที่พอจะจำได้ มี พาสต้าสีเทาดูเก่าเก็บสองสามกระปุกวางขายลดราคาอยู่ และสตรีชรายืนหนาวสั่นอยู่บนขั้นบันไดอาคารสาธารณะ พยายามขายปากกาลูกลื่นและผ้ารองจับหม้อกระทะซึ่งเป็นสมบัติที่หลงเหลืออยู่

ไม่เพียงเศรษฐกิจของชาวรัสเซียที่เดินหน้าเข้าสู่หายนะโดยสิ้นเชิง แต่ระเบียบวิถีในสังคมซึ่งระบบเศรษฐกิจพึ่งพา ก็ล่มสลายลงไปด้วย พร้อมกับประสิทธิภาพและความสอดคล้องที่ เสแสร้งเป็นภาพลวงตา ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่สิ่งต่างๆ ที่ได้รับคำมั่นสัญญาจะมาถึง หรือแม้แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะมาถึงได้จริงหรือไม่ แทนที่รัฐวิสาหกิจของรัสเซียจะดำเนินธุรกิจแบบตรงต่อเวลา กลับดำเนินการไปแบบไม่ทันเวลา ระหว่างการเดินทางครั้งหนึ่ง เราทั้งสองไม่สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินจากเมืองเคียฟไปยังกรุงมอสโก ประชาชนหิวกระหายอยากทำงาน อยากมีอนาคตที่คาดคะเนได้ อยากให้มีใครสักคนที่ให้คำมั่นได้เหมือนกับมุโสลินีจอมเผด็จการของอิตาลีที่ประกาศว่า "จะทำให้รถไฟแล่นตรงเวลา" โดยหวังว่าเขาจะทำได้ตามที่พูด ชาวรัสเซียจึงเลือกวลาดิเมียร์ ปูติน

แต่ประเทศชาติและสังคมต้องการมากไปกว่ารถไฟที่แล่นตรงเวลา สถาบันหลักๆ ในสังคมต้องเคลื่อนไปตรงเวลาพร้อมๆ กันด้วย อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าสถาบันหนึ่งวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ทิ้งให้สถาบันสำคัญอื่นๆ ในสังคมอยู่ล้าหลัง

เรดาร์ตรวจจับความเร็ว

ไม่มีใครสามารถตอบคำถามข้างต้นได้ด้วยข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่มีข้อมูลที่ตายตัว อย่างไรก็ตามพอจะมองเห็นได้จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับสถาบันหลักๆ ในสหรัฐ ที่ซึ่งในขณะนี้ถือว่ามีความก้าวหน้ามากที่สุด ในการวิ่งเข้าสู่เศรษฐกิจในยุคศตวรรษที่ 21 อย่างน้อยก็เป็นสถานะที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ แม้จะเป็นเพียงภาพร่างอย่างคร่าวๆ เป็นการคาดคะเน และสามารถ โต้แย้งได้ แต่มันจะเป็นประโยชน์ต่อบรรดาผู้นำทางธุรกิจ ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายภาครัฐ และพวกเราทั้งหมดที่กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าจะใช้สหรัฐเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถประยุกต์เข้ากับนานาประเทศได้เป็นอย่างดี

เรามาเริ่มต้นกันด้วยอัตราความเร็วในการเปลี่ยนแปลง ลองจินตนาการถึงถนนฟรีเวย์ที่ไม่จำกัดความเร็ว ที่ข้างทางมีเครื่องตรวจจับความเร็วด้วยระบบเรดาร์ บนถนนมีรถยนต์ 9 คัน กำลังแล่นอยู่ เป็นตัวแทนของสถาบันหลัก 9 สถาบันของสหรัฐ รถยนต์แต่ละคันแล่นด้วยความเร็วที่เปรียบได้กับความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของแต่ละสถาบัน

เริ่มจากรถยนต์คันที่แล่นเร็วที่สุดบนถนน

ผู้นำกับผู้ล้าหลัง

- ที่ระดับความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง : สถาบันหลักที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่สุดในสหรัฐในปัจจุบัน ได้แก่ บริษัท หรือธุรกิจต่างๆ ซึ่งในความเป็นจริง สถาบันหรือองค์กรเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในสังคม บริษัทต่างๆ ไม่เพียงขับเคลื่อนตัวเองอย่างรวดเร็ว แต่ยังผลักดันให้ซัพพลายเออร์ และผู้จัดจำหน่ายสินค้ามีการเปลี่ยนแปลงเคียงคู่กันไปด้วย ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น

ผลลัพธ์ก็คือบริษัทต่างๆ ล้วนปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ภารกิจ การทำงาน ทรัพย์สิน ผลผลิต ขนาด เทคโนโลยี คนงาน ความสัมพันธ์กับลูกค้า วัฒนธรรมภายในองค์กร และทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเร็วสูง แต่การเปลี่ยน แปลงในแต่ละองคาพยพก็มีอัตราความเร็วที่แตกต่างกัน

ในโลกธุรกิจ เทคโนโลยีพุ่งทะยานนำไปข้างหน้าเสมอ และมักจะนำไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงกว่าบรรดาผู้จัดการ และพนักงานจะตามทัน ทางด้านการเงินก็เช่นกัน มีการปฏิรูปตัวเองภายในเวลาชั่วพริบตา เพื่อตอบสนองไม่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่รวมถึงการรับมือกับกรณีฉ้อฉล กฎระเบียบใหม่ๆ ตลาดที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น และความผันผวนทางการเงิน ขณะเดียวกันระบบการบัญชี และระบบสนับสนุนอื่นๆ ก็กำลังพยายามปรับตัวให้ทัน

- ที่ระดับความเร็ว 90 ไมล์ต่อชั่วโมง : รถยนต์คันที่วิ่งไล่หลังธุรกิจและผู้คนในแวดวงดังกล่าวอาจจะทำให้คุณแปลกใจ นั่นคือกลุ่มสมาคมพลเรือนในลักษณะที่รวมตัวกันหมู่คณะหรือองค์กร

สมาคมภาคพลเรือนเป็นเหมือนเขตเฉพาะที่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วยสมาชิกนับพันนับหมื่น ที่มีความเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อันได้แก่ องค์กรพัฒนาเอกชนระดับรากหญ้า (NGO) กลุ่มแนวร่วมส่งเสริมธุรกิจ และต่อต้านธุรกิจ สมาคมวิชาชีพ สหพันธ์กีฬา คณะสงฆ์นิกายคาทอลิก อาศรมชีในพุทธศาสนา สมาคมผู้ผลิตสินค้าพลาสติก กลุ่มต่อต้านสินค้าพลาสติก กลุ่มลัทธิต่างๆ กลุ่มผู้ต่อต้านระบบภาษี กลุ่มคนรักวาฬ และกลุ่มองค์กรต่างๆ

กลุ่มเหล่านี้โดยส่วนใหญ่ข้องเกี่ยวกับการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสิ่งแวดล้อม กฎระเบียบของทางการ งบประมาณด้านการป้องกันประเทศ การแบ่งเขตชุมชนในท้องถิ่น การอุดหนุนงานวิจัยเพื่อต่อต้านโรคร้าย มาตรฐานสินค้าประเภทอาหาร สิทธิมนุษยชน และข้อเรียกร้องอื่นๆ อีกนับพันนับหมื่นกรณี แต่บางกลุ่มก็ก่อตั้งขึ้น เพื่อคัดค้านการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง และทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือชะลอการเปลี่ยนแปลงให้ช้าลง

เนื่องจากขบวนการภาคพลเรือนมักประกอบด้วยหน่วยขนาดเล็กที่มีความคล่องตัว ยืดหยุ่น มีการจัดองค์กรแบบเครือข่าย จึงสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงกว่าบรรษัทยักษ์ใหญ่และหน่วยงานของรัฐบาล ในภาพรวมแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีสถาบันหลักใดที่มีการเปลี่ยนแปลงในอัตราความเร็วที่ใกล้เคียงกับสองภาคส่วนที่ได้กล่าวมานี้ คือภาคธุรกิจ และกลุ่มองค์กรพลเรือน

หน้า 45


ภาคที่ 1 ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ บทที่ 5 ความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง (3)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler   ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ   วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3896 (3096)

ที่ระดับความเร็ว 60 ไมล์ต่อชั่วโมง : รถยนต์คันที่สามก็มีผู้ขับเคลื่อนที่น่าแปลกใจเช่นเดียวกัน นั่นคือ ครอบครัวอเมริกัน

เป็นเวลาหลายพันปีมาแล้วที่บรรดาครอบครัวในพื้นที่โดยส่วนใหญ่ของโลก ล้วนเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกหลายรุ่น หลายช่วงอายุ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เริ่มต้นขึ้นเมื่อประเทศต่างๆ ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม และสร้างความเป็นเมืองขึ้นมา ครอบครัวเริ่มต้นหดเล็กลง แบบแผนของครอบครัวเดี่ยว ซึ่งมีความเหมาะสมต่อสภาวะของสังคมอุตสาหกรรม และเขตเมืองมากกว่าได้แพร่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง

จนถึงช่วงกลางทศวรรษ 1960 ครอบครัวเดี่ยว ซึ่งประกอบไปด้วยพ่อที่เป็นคนทำงานหารายได้ แม่ที่อยู่กับบ้าน และลูกสองคนซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ยังคงเป็นแบบแผนโดยส่วนใหญ่ในหลายสังคม แต่ทุกวันนี้ มีครอบครัวอเมริกัน น้อยกว่าร้อยละ 25 ที่มีลักษณะเช่นนี้

แบบแผนของครอบครัวกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ครอบครัวที่มีผู้ปกครองเป็นพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว คนที่อยู่ด้วยฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้สมรส พ่อม่ายแม่ม่ายที่แต่งงานใหม่เป็นครั้งที่สอง สาม หรือมากกว่า โดยมีลูกจากคู่ครองคนก่อนอยู่ด้วย คู่สมรสในวัยชรา และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ได้แก่ คู่รักร่วมเพศ ซึ่งได้รับการรับรองโดยกลุ่มสมาคมรักร่วมเพศ โดยอาจมีการสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือถึงแม้จะไม่ได้สมรสอย่างเป็นทางการก็สามารถออกสู่สังคมได้อย่างเปิดเผย คู่เหล่านี้ปรากฏขึ้นอย่างดาษดื่น ในระยะไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้ ระบบครอบครัว ซึ่งเคยเป็นสถาบันทางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงช้าที่สุด ได้เริ่มเปลี่ยน แปลงไปอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนแปลงยังคงดำเนินต่อไปด้วยความเร็วสูง

ระหว่างช่วงสหัสวรรษแห่งเกษตรกรรม ครอบครัวมีบทบาทหน้าที่สำคัญหลายด้าน เป็นทีมทำงานสร้างผลผลิตในเรือกสวนไร่นา หรือที่ดินแปลงเล็กๆ ในครัวเรือน ให้การศึกษาแก่เด็กๆ ดูแลคนป่วยและคนชรา

เมื่อประเทศก้าวเข้าสู่ความเป็นอุตสาหกรรม งานได้เคลื่อนย้ายจากที่บ้านไปยังโรงงาน การศึกษาถูกเอาต์ซอร์ซไปให้กับโรงเรียน การดูแลรักษาพยาบาลถูกโอนไปให้แพทย์หรือโรงพยาบาล การดูแลคนชรากลายเป็นหน้าที่ของรัฐ

มาในยุคปัจจุบัน ขณะที่บริษัทต่างๆ เอาต์ซอร์ซ (outsource) งานต่างๆ ออกไป ครอบครัวอเมริกันกลับอินซอร์ซ (insource) งานเหล่านั้นเข้ามา มีครอบครัวอเมริกันหลายสิบล้านครอบครัวที่นำงานเข้ามาทำที่บ้าน ทั้งในแบบทำงานเต็มเวลา หรือแบบไม่เต็มเวลา การปฏิวัติดิจิทัลนอกจากจะช่วยเกื้อหนุนต่อระบบการทำงานที่บ้านแล้ว ยังเคลื่อนย้ายกิจกรรมการช็อปปิ้ง การลงทุน การซื้อขายหลักทรัพย์ และกิจกรรมอื่นๆ เข้ามาสู่บ้านด้วย

ทางด้านการศึกษา แม้จะถูกล็อกไว้ในห้องเรียนของโรงเรียน แต่กิจกรรมคู่ขนานอย่างน้อยบางส่วน ก็ได้หวนคืนเข้ามาสู่บ้าน และสถานที่อื่นๆ เมื่อการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ไว-ไฟ และการสื่อสารแบบเคลื่อนที่ ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางในสังคม สำหรับการดูแลคนชรามีแนวโน้มที่จะเคลื่อนกลับสู่บ้านเช่นเดียวกัน ด้วยการส่งเสริมจากแผนประกันภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสถานพยาบาลและการดูแลที่มีราคาสูง

แบบแผนของครอบครัว การหย่าร้าง กิจกรรมทางเพศ ความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นต่างๆ การพบปะนัดหมายระหว่างหนุ่มสาว การเลี้ยงดูเด็กๆ และวิถีของครอบครัวในมิติอื่นๆ ทั้งหมดล้วนกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

‘ ที่ระดับความเร็ว 30 ไมล์ต่อชั่วโมง : ถ้าบรรดาบริษัทต่างๆ เหล่าเอ็นจีโอ และแบบแผนของครอบครัวกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และสหภาพแรงงานมีการเปลี่ยนแปลงระดับใด

เราได้เห็นว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาได้เคลื่อนจากการทำงานด้วยกล้ามเนื้อไปสู่การทำงานด้วยสติปัญญา จากทักษะที่ทดแทนได้ไปสู่ทักษะที่ทดแทนไม่ได้ จากการทำงานซ้ำๆ ตามกรอบไปสู่งานสร้างสรรค์นวัตกรรม การทำงานสามารถเคลื่อนที่ได้มากยิ่งขึ้น สามารถทำงานบนเครื่องบิน ใน รถยนต์ ที่โรงแรมและภัตตาคาร แทนที่จะติดยึดอยู่กับทีมงานเดิมๆ ในองค์กรเดียวเป็นเวลายาวนานหลายปี บุคคลสามารถย้ายจากทีมงานหนึ่ง ไปยังทีมงานเฉพาะกิจตามโครงการ พวกเขาจะมีเพื่อนร่วมงานที่แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บุคลากรจำนวนมากมีสถานะเป็น "คนงานอิสระ" ตามสัญญาชั่วคราวมากกว่าจะเป็นลูกจ้างตามแบบเดิม แม้ว่าบริษัทต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วหนึ่งร้อยไมล์ต่อชั่วโมง แต่สหภาพแรงงานอเมริกันดูราวกับถูกฝังอยู่ในแท่งอำพัน ติดยึดอยู่กับการจัดองค์กร ระเบียบวิธี และแบบแผนที่สืบทอดมาจากยุคทศวรรษ 1930 และยุคของการผลิตแบบมวลชน

ในปี 1955 สหภาพแรงงานของสหรัฐเป็นตัวแทนของแรงงานจำนวนร้อยละ 33 ของแรงงานอเมริกันทั้งหมด ปัจจุบันตัวเลขลดลงเหลือเพียงร้อยละ 12.5

การแพร่ขยายขององค์กรภาคเอกชนอัน เป็นแบบแผนโดยส่วนใหญ่ของคลื่นลูกที่สาม ในสหรัฐ สะท้อนให้เห็นการสลายลงอย่างรวดเร็ว ของผลประโยชน์ และวิถีชีวิตในแบบมวลชน ขณะเดียวกันการเสื่อมถอยของสหภาพแรงงาน ก็สะท้อนถึงการเสื่อมสลายของสังคมมวลชนของคลื่นลูกที่สอง อย่างไรก็ตามบรรดาสหภาพ แรงงานยังคงมีบทบาทบางด้านที่ทำได้ แต่เพื่อความอยู่รอด องค์กรเหล่านี้จะต้องมีแผนที่นำทางอันใหม่และใช้ยานพาหนะที่เร็วกว่าเดิม

เมื่อยักษ์ใหญ่เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ

‘ ที่ระดับความเร็ว 25 ไมล์ต่อชั่วโมง : ค่อยๆ คลานต้วมเตี้ยมอยู่ในเลนความเร็วต่ำ ได้แก่ หน่วยงานราชการ และองค์กรภาครัฐ

ด้วยทักษะในการหลบเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ และชะลอหน่วงเหนี่ยวการเปลี่ยนแปลงเป็นเวลานับสิบปีในแต่ละครั้ง ระบบราชการทรงพีระมิดเป็นผู้ดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆ ให้กับรัฐบาลทั่วโลก บรรดานักการเมืองทราบดีว่าการก่อตั้งสายงานใหม่ง่ายกว่าการยกเลิกสายงานเก่า ถึงแม้ว่ามันจะล้าสมัยและไร้ประโยชน์ ระบบราชการไม่เพียงเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ช้า แต่ยังเป็นตัวหน่วงภาคธุรกิจในการตอบสนองต่อตลาดที่เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างที่เด่นชัด ได้แก่ กรณีการทดสอบและอนุมัติยาชนิดใหม่ของคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ ซึ่งใช้เวลายาวนานมาก ขณะที่ผู้ป่วยรอคอยด้วยความทุกข์ทรมาน และบางครั้งก็เสียชีวิตไปก่อนหน้าที่ยาจะได้รับการอนุมัติ กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลเชื่องช้าอย่างมาก โดยทั่วไปแล้วต้องใช้เวลากว่า 10 ปี หรือยาวนานกว่านั้น ในการตัดสินใจสร้างรันเวย์สนามบินเพิ่มเติม และมักใช้เวลาประมาณ 7 ปี หรือยาวนานกว่านั้น ในการอนุมัติโครงการสร้างถนนสายหลัก

‘ ที่ระดับความเร็ว 10 ไมล์ต่อชั่วโมง : รถยนต์ระบบราชการว่าเชื่องช้าแล้ว แต่ถ้ามองกระจกส่องหลังจะพบกับระบบการศึกษา ที่ค่อยๆ คลานอย่างช้าๆ อยู่ห่างไกลออกไป ส่งผลให้การจราจรเบื้องหลังต้องชะลอความเร็วตามลงไปทั้งถนน

หน้า 45


ภาคที่ 1 การปรับเวลา บทที่ 5 ความแตกต่างด้านความเร็ว (4)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3897 (3097)

จากการออกแบบให้รองรับต่อการผลิตในแบบมวลชน การดำเนินงานในลักษณะของโรงงาน การจัดการ ภายใต้ระบบราชการ ได้รับการปกป้อง คุ้มครองโดยสหภาพแรงงานที่ทรงอิทธิพล และนักการเมืองที่ต้องพึ่งพาคะแนนเสียงของบรรดาครู โรงเรียนในสหรัฐ เป็นภาพสะท้อนอย่างสมบูรณ์แบบของเศรษฐกิจในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 คุณลักษณะที่ดีที่สุดที่พอจะเอ่ยอ้างได้ก็คือ โรงเรียนเหล่านี้ไม่ได้ย่ำแย่ไปกว่าโรงเรียนในประเทศอื่นๆ ที่มีความก้าวหน้า

ขณะที่เหล่าธุรกิจขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยการแข่งขันความเร็วสูง ระบบโรงเรียนของรัฐบาล กลับได้รับการคุ้มครองด้วยการผูกขาด บรรดาผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ต่างเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะมีการทดลองด้านระบบการศึกษาต่างๆ นานามากขึ้นเรื่อยๆ แต่แก่นของระบบการศึกษาของรัฐบาลยังคงเป็นโรงเรียนในลักษณะของโรงงานที่ออกแบบสำหรับยุคอุตสาหกรรม

คำถามสำคัญตรงจุดนี้ก็คือ ระบบการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว 10 ไมล์ต่อชั่วโมง จะสามารถผลิตทรัพยากรบุคคล ให้เหมาะสมกับตำแหน่งงานในบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมงได้หรือไม่

‘ ที่ระดับความเร็ว 5 ไมล์ต่อชั่วโมง : ไม่เพียงสถาบันระดับชาติเท่านั้นที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจ ทุกวันนี้เศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกล้วนได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมจากบทบาทขององค์กรระดับโลก เป็นองค์กรนานาชาติ เช่น สหประชาชาติ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลก และองค์กรบางประเภทที่อาจจะมองเห็นบทบาทไม่ชัดเจน แต่เป็นผู้กำหนดแนวทาง หรือกฎเกณฑ์ในการดำเนินกิจกรรมข้ามพรมแดน

องค์กรอย่างสหภาพไปรษณีย์สากล (UPU) มีอายุมากกว่าหนึ่งศตวรรษ ส่วนองค์กรอื่นๆ ส่วนใหญ่ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 70 ปีก่อนใน ยุคของสันนิบาตชาติ ส่วนที่เหลือ เช่น WTO และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (WIPO) ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อประมาณ 50 ปีก่อน

ทุกวันนี้ อธิปไตยของประเทศต่างๆ กำลังถูกท้าทายโดยพลังอำนาจรูปแบบใหม่ ผู้แสดงบทบาทรูปแบบใหม่ และปัญหาใหม่ๆ ที่ปรากฏขึ้นในเวทีระดับนานาชาติ แต่โครงสร้างองค์กร และแนวทางปฏิบัติขององค์กรนานาชาติเหล่านี้ โดยส่วนใหญ่ยังคงเป็นเช่นเดิม

เมื่อไม่นานมานี้ 184 ชาติสมาชิกของ IMF ได้เลือกผู้อำนวยการคนใหม่ โดยสหรัฐและเยอรมนี ได้ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเกี่ยวกับตัวบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าว ท้ายที่สุดบุคคลที่เยอรมนีสนับสนุนก็ได้รับเลือก ตามรายงานของนิวยอร์ก ไทมส์ ระบุว่า เป็นเพราะประธานาธิบดีคลินตัน และรัฐมนตรีคลังของสหรัฐ ตกลงปลงใจว่า "พวกเขาไม่ควรละเมิดกฎเกณฑ์ที่ยึดถือกันมากว่า 50 ปี ซึ่งเป็นที่ยอมรับให้ชาวยุโรปเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนี้"

‘ ที่ระดับความเร็ว 3 ไมล์ต่อชั่วโมง : สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงช้าเกือบรั้งท้าย ได้แก่ โครงสร้างทางการเมืองในประเทศที่พัฒนาแล้ว สถาบันทางการเมืองของสหรัฐ ตั้งแต่สภานิติบัญญัติและทำเนียบขาว จนถึงพรรคการเมืองเอง กำลังถูกเรียกร้องกดดันจากกลุ่มต่างๆ มากขึ้นทุกที พวกเขาต้องการให้นักการเมือง ดำเนินการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว แทนที่จะอภิปราย เรื่อยเปื่อยและเฉื่อยชาตามระบบที่เป็นอยู่ ดังเช่นที่อดีตสมาชิกระดับนำของวุฒิสภาสหรัฐ คอนนี่ แม็ค เคยบ่นดังๆ ว่า

ที่แคปิตอล ฮิลล์ เราไม่เคยมีเวลาทำสิ่งใดๆ ต่อเนื่องนานเกินกว่า 2 นาทีครึ่ง ไม่มีเวลาที่จะหยุดคิด หรือสนทนาอย่างพินิจพิเคราะห์...

เราใช้เวลามากกว่าสองในสามทำงานประชาสัมพันธ์ วางแผนการหาเสียง หรือการรณรงค์หาเงินสนับสนุนการหาเสียง ผมมีตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ คณะกรรมาธิการชุดนั้น คณะทำงานเฉพาะกิจชุดอื่นๆ ใครจะไปรู้ว่าผมจะได้รับตำแหน่งในคณะทำงานอะไรอีก คุณคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่ผมจะมีความรู้ในทุกๆ เรื่องลึกซึ้งพอที่จะตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด มันเป็นไปไม่ได้ ผมไม่มีเวลามากขนาดนั้น ดังนั้นหน้าที่การตัดสินใจจึงเป็นของคณะทำงานส่วนตัวของผม

นี่คือคำกล่าวอย่างตรงไปตรงมาของเขา แต่คำถามที่ตามมาก็คือ "แล้วประชาชนเลือกคณะทำงานของคุณ เพื่อให้ตัดสินใจแทนพวก เขาหรือ"

ระบบการเมืองในยุคปัจจุบัน ไม่ได้ถูกออกแบบให้รับมือกับเศรษฐกิจบนฐานความรู้ (knowledge-base economy) ที่มีความ ซับซ้อนสูง และมีความรวดเร็วยุ่งเหยิงอย่างมหากาฬ พรรคการเมืองและการเลือกตั้งมีความเคลื่อนไหวอยู่อย่างต่อเนื่อง วิธีการใหม่ๆ ในการหาเสียงและแสวงหาเงินสนับสนุนการหาเสียงปรากฏขึ้นอย่างหลากหลายในสหรัฐ ที่ซึ่งระบบเศรษฐกิจพึ่งพาองค์ความรู้มีความก้าวหน้ามากที่สุด และระบบอินเทอร์เน็ต สามารถสร้างให้เกิดกลุ่มทางการเมืองใหม่ๆ ขึ้นได้ในทันที แต่โครงสร้างทางการเมืองของสหรัฐ เปลี่ยนแปลงไปช้ามากจนแทบมองไม่เห็น

บางคนอาจจะบอกว่า ความมั่นคงทางการเมืองมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคม แต่การหยุดนิ่งไม่มีพัฒนาการ เป็นคนละเรื่องกัน ระบบการเมืองของสหรัฐมีอายุเก่าแก่กว่า 200 ปี มีการเปลี่ยนแปลงที่ระดับพื้นฐาน ในช่วงหลังสงครามกลางเมืองระหว่างปี ค.ศ.1861-1865 และมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในช่วงทศวรรษ 1930 หลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เป็นการปรับตัวเพื่อรองรับยุคอุตสาหกรรม

นับจากนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลมีพัฒนาการด้านบทบาทอย่างต่อเนื่อง แต่ในส่วนของการปฏิรูปองค์กร โครงสร้างทางการเมืองของสหรัฐยังคงคลานไปช้าๆ ที่ระดับ 3 ไมล์ต่อชั่วโมง และหยุดพักที่ข้างทางบ่อยครั้ง เหมือนกับรอคอยจนกว่าจะเกิดวิกฤตร้ายแรงทางรัฐธรรมนูญ และวิกฤตก็อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ใครๆ คิด ในการเลือกตั้งปี 2000 ถือว่าอยู่ใกล้ภาวะวิกฤตอย่างฉิวเฉียด เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีต้องตัดสินด้วยคะแนนเสียงเดียวในศาลฎีกา ของสหรัฐ

‘ ที่ระดับความเร็ว 1 ไมล์ต่อชั่วโมง : สถาบันที่มีการเปลี่ยนแปลงช้าที่สุดคือ กฎหมาย กฎหมายในที่นี้ประกอบด้วยสองส่วน ได้แก่ องค์กรทางกฎหมาย คือ ศาล คณะลูกขุน สถาบันการศึกษาด้านกฎหมาย และบริษัทกฎหมาย อีกส่วนได้แก่ ตัวบทกฎหมายที่องค์กรทางกฎหมายทำหน้าที่ตีความและปกป้องรักษา

ขณะที่บริษัทกฎหมายอเมริกามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการควบรวม การโฆษณา การพัฒนาความเชี่ยวชาญใหม่ๆ เช่น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การประชุมทางไกลผ่านวีดิทัศน์ การขยายขอบเขตกิจกรรมไปทั่วโลก และพยายามปรับตัวให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันตามโลกที่เป็นจริง แต่ศาลยุติธรรม และสถาบันการศึกษาด้านกฎหมายในสหรัฐ โดยทั่วไปแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลง และกระบวนการทำงาน ยังคงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า คดีสำคัญๆ ต้องใช้ระยะเวลาพิจารณานานหลายปีอย่างไม่รีบร้อน

ระหว่างการดำเนินคดีต่อต้านการผูกขาดทางการค้า (antitrust) กับบริษัทไมโครซอฟท์ มีกระแสข่าวลือในวงกว้างว่า รัฐบาลสหรัฐต้องการแบ่งแยกบริษัทไมโครซอฟท์ คดีนี้ใช้เวลานานหลายปีกว่าศาลจะมีคำพิพากษา และในเวลาที่ศาลตัดสินนั้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ทำคดีดังกล่าวไม่มีความหมายใดๆ โรเบิร์ต เอ็กซ์ คริงลีย์ นักจดบันทึกเหตุการณ์ของซิลิคอน แวลีย์ บันทึกไว้ว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการปะทะกันระหว่าง "เวลาอินเทอร์เน็ตที่มีอัตราเร่งสูง" กับ "เวลาของศาล"

หน้า 49


ภาคที่ 1 การปรับเวลา บทที่ 5 ความแตกต่างด้านความเร็ว (5)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3898 (3098)

ความเฉื่อย กับความเร็วสูง

เมื่อเราสำรวจสถาบันต่างๆ ในสังคม และปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สถานการณ์ที่สหรัฐกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้มีเพียงการเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วในอัตราเร่ง แต่ยังเป็นความไม่สอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และโครงสร้างทางสถาบันของสังคมยุคเก่าที่มีความเฉื่อยชา

คำถามที่ตามมาก็คือ เศรษฐกิจที่พึ่งพาข้อมูล-ชีวภาพ (info-biological economy) ในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง จะสามารถก้าวหน้าต่อไปได้หรือไม่ หรือบรรดาสถาบันพ้นสมัย ซึ่งเชื่องช้า และทำงานผิดพลาดคลาดเคลื่อนจะฉุดรั้งความก้าวหน้าจนหยุดชะงักลง

ระบบศาลยุติธรรมที่เป็นอุปสรรคภายใต้ระบบราชการ ระบบนิติบัญญัติที่คับแคบไม่มองการณ์ไกล กฎระเบียบที่ขัดขวาง แนวทางปฏิบัติที่มีขั้นตอนยุ่งยาก มีแต่จะสร้างความเสียหาย คงจะต้องมีการเสียสละปรับปรุงบางสิ่งบางอย่าง

ปัญหาบางประการเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าการทำงานไม่สอดคล้องกันของสถาบันต่างๆ ที่มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันในสังคม ถ้าต้องการให้ประชาชนได้รับประโยชน์อันมหาศาลจากการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก สหรัฐจะต้องถอนรากถอนโคนแทนที่ หรือปรับโครงสร้างสถาบันเก่าแก่ที่เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า

เมื่อการเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วสูงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง วิกฤตที่เกิดขึ้นกับสถาบันต่างๆ จะไม่จำกัดอยู่เฉพาะสหรัฐเท่านั้น ทุกประเทศในเศรษฐกิจโลกยุคศตวรรษที่ 21 รวมทั้ง จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป จำเป็นต้องสร้างสถาบันรูปแบบใหม่ และปรับสมดุลสภาวะการสอดประสานของสถาบันต่างๆ หลายประเทศอาจเผชิญกับความยากลำบากในการเปลี่ยนแปลงมากกว่าสหรัฐ เพราะอย่างน้อยวัฒนธรรมของสหรัฐก็คุ้นเคยและยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการจัดอันดับความเร็วในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงของสถาบันต่างๆ ในสังคมตามที่ได้กล่าวมานี้อาจมีข้อโต้แย้งได้ แต่มีความเป็นจริงที่เป็นแก่นสำคัญประการหนึ่งซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ นั่นคือ ปัจจุบันในทุกระดับ ตั้งแต่ครอบครัว บริษัท อุตสาหกกรรมต่างๆ เศรษฐกิจระดับประเทศ และระบบเศรษฐกิจของโลก เรากำลังสร้างให้เกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในความสัมพันธ์เกี่ยวโยงระหว่างการสร้างความมั่งคั่งกับปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกในส่วนของเวลา

บทที่ 6

อุตสาหกรรมที่สอดประสาน

การขาดการประสานกันอย่างสอดคล้องพร้อมเพรียง (synchronization) อาจสร้างให้เกิดความเสียหายได้อย่างกว้างขวางและรุนแรง ตั้งแต่เรื่องภายในห้องนอน จนถึงธนาคารกลางสหรัฐหรือธนาคารกลางของญี่ปุ่น ปรับขึ้น หรือลดอัตราดอกเบี้ยผิดเวลา จังหวะเวลาที่ถูกต้องมีความสำคัญต่อทุกสิ่งทุกอย่าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว เรามักเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับเวลาอย่างไม่ฉลาด และมันไม่ใช่เรื่องตลก

เหล่านักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ ต่างให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาที่เหมาะสมในกิจกรรมทางการเงิน แต่พวกเขาก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับบทบาทของการประสานกันอย่างพร้อมเพรียง และความไม่พร้อมเพรียง ในการสร้างความมั่งคั่งและปัญหาความยากจน การทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ จะทำให้เรามีหลักคิดใหม่เกี่ยวกับการสร้างความมั่งคั่ง

เต้นระบำไปสู่ความสามารถในการผลิต

การประสานกันอย่างสอดคล้องพร้อมเพรียงในระดับหนึ่ง มีความสำคัญจำเป็นมาตั้งแต่ยุคที่นักล่าสัตว์และนักเก็บผลหมากรากไม้เริ่มทำงานร่วมกันเป็นทีม วิลเลี่ยม แม็คนีลล์ นักประวัติศาสตร์ระบุว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กิจกรรมเข้าจังหวะของกลุ่มคนถูกใช้เพื่อสร้างให้เกิดการประสานกันอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการผลิตทางเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้น การเต้นระบำประจำเผ่า ช่วยส่งเสริมให้การทำงานเป็นทีม และการล่าสัตว์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เป็นเวลาหลายพันปีมาแล้วที่ชาวประมง ร้องเพลงประสานเสียงกันขณะลากอวน จังหวะของเพลงจะเป็นตัวคุมว่าเมื่อไหร่จะดึง และเมื่อไหร่จะผ่อนอวน

นักเศรษฐศาสตร์ด้านการเกษตรก็ได้บ่งชี้ถึงกิจกรรมที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล จอห์น โอโมฮันโดร นักมนุษยวิทยา ได้เขียนถึงการทำเกษตรกรรมบนเกาะปาเนของฟิลิปปินส์ "ตลอดช่วงฤดูแล้ง...เข้าสู่ฤดูฝน...นักธุรกิจอยู่ในช่วงที่มีกิจกรรมน้อยที่สุด ระบบการกระจายสินค้าทุกชนิดลดน้อยลง ในเดือนกันยายนถึงตุลาคม ผลผลิตข้าวเริ่มเดินทางมาเข้าถึงเขตเมือง...เนื่องจากความมั่งคั่งของเมืองนี้ อยู่ภายใต้วงรอบทางเกษตรกรรม กิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ ของเมืองก็มีกระแสขึ้นลงตามวงรอบทางเกษตรกรรมด้วย"

วิลเลม โวลเตอร์ นักมนุษยวิทยาเศรษฐกิจ ระบุว่า "ในพื้นที่เขตกึ่งแห้งแล้ง ธนาคารใน ท้องถิ่นไม่อาจพึ่งพากิจกรรมของคนในท้องถิ่นล้วนๆ เพราะปัจจัยด้านฤดูกาล และจังหวะเวลาที่สอดคล้องด้านกิจกรรมทางธุรกิจ"

เศรษฐกิจในยุคอุตสาหกรรมช่วงต้นๆ อยู่ภายใต้เงื่อนเวลาที่แตกต่างออกไป คนงานในสายการประกอบผลิตสินค้าต้องการจังหวะเวลาการทำงานที่แตกต่างจากยุคเกษตรกรรม ดังนั้นจึงมีการประดิษฐ์สัญญาณการทำงานประจำโรงงานและนาฬิกาบอกเวลาการทำงาน เพื่อกำหนดตารางการทำงานประจำวันให้ประสานสอดคล้องกัน

ปัจจุบัน สถานการณ์เป็นตรงกันข้าม ดังจะได้เห็นกันต่อไป กิจกรรมทางธุรกิจเร่งเข้าความเร็วเข้าสู่เวลาจริงที่ประสานตรงกันมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการใช้เวลากลายเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น และไม่เป็นเวล่ำเวลา หรือไม่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องประสานภารกิจนานาชนิดเข้าด้วยกัน และการเร่งความเร็วได้กันเซาะเวลาในการทำภารกิจแต่ละอย่าง ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้การประสานกันอย่างพร้อมเพรียงทำได้ยากยิ่งขึ้น แต่นี้เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

ถ้ามองให้ลึกลงไป เราจะพบว่าการเต้นและสั่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินไปด้วยจังหวะเวลาที่เราอาจไม่ทันได้สังเกต เราอาจจะซื้อหนังสือพิมพ์ทุกวัน ซื้อสบู่หรือนมสัปดาห์ละครั้ง เติมน้ำมันรถยนต์ทุกสิบวันหรือนานกว่า นำเช็คไปขึ้นเงินสดทุกสองสัปดาห์ และชำระบิลบัตรเครดิตทุกเดือน เราอาจโทรศัพท์ปรึกษาโบรกเกอร์เป็นระยะ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดในตลาดหุ้น เราอาจซื้อตั๋วชมภาพยนตร์หรือหนังสือตามความพอใจปีละสองสามครั้ง จ่ายภาษีประจำไตรมาสหรือประจำปี ไปพบทันตแพทย์เมื่อปวดฟัน หรือซื้อของขวัญให้ญาติที่แต่งงานในเดือนมิถุนายน กิจกรรมและธุรกรรมต่างๆ เหล่านี้ ดำเนินไปอย่างเป็นจังหวะผ่านธนาคาร ตลาด และวิถีชีวิตของเรา

หน้า 49


ภาคที่ 3 การปรับเวลา บทที่ 6 อุตสาหกรรมที่สอดประสาน

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3899 (3099)

พลันที่เราเติบโตขึ้นจากการเป็นทารก พวกเราทุกคนก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของดนตรีเศรษฐกิจ แม้แต่จังหวะทางชีวภาพของเรา ก็ได้รับผลกระทบจาก (และส่งผลกระทบต่อ) กระบวนการประสานสรรพสำเนียงอันสลับ ซับซ้อนอย่างน่าพิศวง ซึ่งพริ้วไหวอยู่รอบๆ ตัวเรา ผู้คนต่างทำงาน สร้างสิ่งของให้บริการ จัดการการทำงานของผู้อื่น ดูแลบุคคลอื่นๆ บริการทางการเงินให้กับธุรกิจต่างๆ หรือ ดำเนินกรรมวิธีกับข้อมูลสารสนเทศให้กลายเป็นความรู้

ทุกชั่วขณะ บางท่วงทำนองอาจเร่งเร็วขึ้น บางท่วงทำนองก็ผ่อนช้าลง ทำนองและเสียงประสานใหม่ๆ เกิดขึ้นแล้วจางหายไป มีทั้งเสียงร้องประสาน ทำนองหลัก ทำนองประสาน และดนตรีที่ไล่เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ นอกเหนือไปจากดนตรีเหล่านี้ทั่วทั้งสังค และเศรษฐกิจ ยังมีจังหวะชีวิตของผู้คนโดยทั่วไป ซึ่งเป็นเสมือนจังหวะรองที่หนุนส่งดนตรีกระแสหลัก "ดนตรีเศรษฐกิจ" ไม่เคยหยุดบรรเลง

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นความสับสนอลหม่าน เพราะภายในระบบความมั่งคั่งทุกระบบ องค์ประกอบต่างๆ หรือระบบรองจะปรับความเร็ว ระยะ ช่วงเวลาให้สอดคล้องประสานกันอย่างต่อเนื่อง ในทางชีววิทยากระบวนการเช่นนี้ เรียกว่า "พัดพาไปตามกระแส (entrainment)"

นิวรอนซึ่งเป็นเซลล์ประสาทไม่ได้ทำงานตามลำพัง แต่รวมตัวกันเป็นทีมชั่วคราว อันเป็นแบบแผน ที่ธุรกิจในปัจจุบันทำมากยิ่งขึ้นทุกที นิตยสารไซเอนซ์อธิบายว่า "นิวรอนมักก้าวเข้าสู่จังหวะเดียวกับนิวรอนตัวอื่นๆ เสมอ สร้างเป็นวงดนตรีที่เล่นประสานด้วยสำเนียงเดียวกัน กลุ่มนิวรอนจะเดินไปในจังหวะเดียวกันช่วงระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นนิวรอนบางตัวก็จะแยกออกจากทีม แล้วอาจจะไปเข้าร่วมบรรเลงกับนิวรอนอีกกลุ่มหนึ่ง"

ยิ่งไปกว่านั้นการร่วมกันทำงานเป็นทีมยังมีแนวโน้มที่จะทำให้บรรดานิวรอนก้าวเข้าสู่กระบวนการทำงานระดับสูงของระบบ ทุกวันนี้การแบ่งแยกบริษัทใหญ่ๆ ออกเป็นกลุ่มโครงงาน ทีมพันธมิตร หุ้นส่วน และการลงทุนร่วมระยะสั้น เป็นการล้อ "วงดนตรีประสาน" ชั่วคราวในระบบประสาท

ไม่มีอาหารที่เย็นชืดอีกต่อไป

ในโลกที่มีการประสานพร้อมเพรียงสมบูรณ์แบบ เพื่อนไม่เคยมาสาย อาหารเช้าไม่เคยเย็น และเด็กๆ จะกลับบ้านตรงเวลาเสมอ ที่ดียิ่งไปกว่านั้น สินค้าคงคลังมักลดลงจนเป็นศูนย์เสมอ ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ อันได้แก่ การเก็บรักษา การจัดการ การดูแลคลังสินค้า และที่ดีที่สุดก็คือ การประชุมเริ่มและจบตรงเวลา

แล้วผลลัพธ์ทางด้านเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร

ในทางเศรษฐกิจมีการใช้คำว่า "การขยายตัวอย่างสมดุล (balanced growth)" ในความหมายอย่างหลวมๆ บ่งบอกถึงลักษณะหลายประการ บางคนอาจหมายถึงการรวมเอาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วย บางคนอาจหมายถึงการรวมเอาปัจจัยด้านการขนส่ง หรือปัจจัยตัวอื่นๆ เข้าไว้ในคำจำกัดความของคำว่า "การขยายตัว" นอกจากนี้ยังอาจหมายถึง การขยายตัวที่เกิดขึ้น เมื่อการนำเข้าทุนและแรงงาน (ซึ่งปรับให้เหมาะสม เพื่อความสามารถในการผลิต) เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็อาจส่อนัยถึงนโยบายการพัฒนา ที่ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรพอๆ กับภาคอุตสาหกรรม

ในยุคทศวรรษ 1960 และ 70 นักเศรษฐ ศาสตร์สำนักที่ยึดมั่นกับแนวคิด "การขยายตัวอย่างสมดุล" ระบุว่า หนทางที่ดีที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจได้แก่ การทำให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยอัตราเดียวกัน โดยที่ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำเข้า และผลผลิตทั้งหมดมีเสถียรภาพ นี่คือการมองถึงการพัฒนา ที่ประสานพร้อมเพรียงกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อที่ว่าเส้นทางสู่การขยายตัวตลอดกาลจะเกิดขึ้นได้ จากการประสานกันอย่างพร้อมเพรียงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ง่ายเช่นนั้น

ทฤษฎีเหล่านี้ละเลยบางสิ่งบางอย่างที่มีความสำคัญมาก การประสานพร้อมเพรียงกันอย่างสมบูรณ์แบบนั้น ทำให้ปัจจัยสำคัญต่างๆ มีความสัมพันธ์ในแบบคงที่ตายตัว ซึ่งทำให้ระบบไม่ยืดหยุ่น เฉื่อยชา และสร้างสรรค์ได้ช้า สร้างเป็นเกมแบบทำทั้งหมดหรือไม่ทำเลย ที่ซึ่งคุณมีทางเลือกสองทาง ได้แก่ เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างในคราวเดียวกัน หรือไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างพร้อมๆ กันนั้น แม้จะในระดับที่เล็กน้อยก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง

ในทางตรงกันข้าม โจเซฟ ชัมเพเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงได้แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจยังต้องการ "พายุการทำลายอย่างสร้างสรรค์ (gales of creative destruction)" ด้วย เป็นลมพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่ทำลายล้างเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแบบเก่าที่ล้าหลัง เพื่อแผ้วทางให้กับเทคโนโลยีชนิดใหม่ที่สร้างสรรค์ และสิ่งแรกที่การทำลายอย่างสร้างสรรค์ฉีกทำลายลงไป คือตารางเวลาแบบเก่าๆ

ทุกบริษัท ทุกระบบการเงิน และเศรษฐกิจของทุกชาติต้องการทั้งการประสานกันอย่างพร้อมเพรียง และความไม่พร้อมเพรียงในระดับหนึ่ง น่าเสียดายที่ปัจจุบันเรายังขาดข้อมูล และเครื่องวัดที่ช่วยให้เราทราบว่าเมื่อใดที่ เรากำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับขีดจำกัดของปัจจัยทั้งสองประการ สิ่งที่อาจจะเรียกว่า "เศรษฐกาล (chronomic)" หรือการศึกษาเกี่ยวกับเงื่อนเวลาทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ใน ขั้นต้นเท่านั้น

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้าย

สิ่งที่ชัดเจนก็คือปัจจุบันการปรับเงื่อนเวลามีความซับซ้อนและมีความสำคัญยิ่งต่อการเติบโตทางอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมที่สอดประสานกันอย่างพร้อมเพรียงได้ผ่านการก้าวกระโดดครั้งใหญ่มาแล้วสามครั้ง ระหว่างช่วงกลางทศวรรษ 1980 ช่วงเริ่มต้นศตวรรษที่ 21 และทุกวันนี้การก้าวกระโดดที่กำลังดำเนินไปเป็นก้าวกระโดดที่ใหญ่มาก และในวันพรุ่งนี้จะยิ่งมหึมามากขึ้น

ในปี ค.ศ.1985 สถาบันวิศวกรอุตสาหกรรม (Institute of Industrial Engineers) ได้ออกหนังสือชื่อ Innovations in Management : The Japanese Corporation ในเวลานั้นคำว่าคันบานในภาษาญี่ปุ่นซึ่งตะวันตกเรียกว่าหลักการ "ทันเวลาพอดี (just-in-time- JIT)" มีผู้กล่าวถึงน้อยมาก กระบวนการผลิตสินค้าในสหรัฐยังคงดำเนินไปภายใต้หลักการที่เรียกว่า "การวางแผนความต้องการวัตถุดิบ (material requirements planning- MRP)" อันเป็น กรอบพื้นฐานในการกำหนดตารางเวลาความต้องการวัตถุดิบของโรงงาน

วัตถุประสงค์ของเอ็มอาร์พีเพื่อการผลิตชิ้นส่วนและสินค้าตามกำหนดเวลาที่วางไว้ ตรงกันข้ามกับระบบเจไอที ซึ่งโตโยต้าเป็นผู้นำมาใช้เป็นบริษัทแรก เป็นการนำความต้องการของลูกค้ามาใช้กำหนดตารางเวลาการผลิต ซึ่งเป็นตารางเวลาที่มีความยืดหยุ่น

ในปี 1990 เมื่อศูนย์ศาสตร์การผลิตแห่งชาติของสหรัฐได้นำเสนอรายงานชื่อ Competing in World-Class Manufacturing หลักการเจไอทีได้กลายเป็นคำที่น่าประทับใจและขยายตัวครอบคลุมภาคการผลิตในสหรัฐอย่างกว้างขวาง

หน้า 49


ภาคที่ 3 การปรับเวลา บทที่ 6 อุตสาหกรรมที่สอดประสาน (2)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3900 (3100)

ไม่ช้าไม่นาน เหล่าที่ปรึกษาด้านการจัดการต่างก็พากันกระโดดขึ้นรถด่วนสายเจไอที และเร่งดำเนินการตามหลักการ "ทันเวลาพอดี" ไอบีเอ็ม โมโตโรล่า ฮาร์เลย์-เดวิดสัน และบริษัทชั้นนำอีกหลายบริษัทต่างยอมรับเอาหลักการนี้มาใช้ จากการศึกษาแหล่งผลิตสินค้า 291 แห่งในสหรัฐ 128 แห่งใน 30 ประเทศ ศูนย์ศาสตร์แห่งการผลิตสรุปว่า "ในแนวทางการปรับปรุงความสามารถในการผลิตที่มีมากมาย มีเพียงแนวทางที่เกี่ยวข้องกับเจไอทีเท่านั้น ที่มีสถิติแสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลอย่างต่อเนื่อง" หลักการผลิต ทันเวลาพอดีช่วยย่นย่อช่วงระยะเวลาในการผลิตสินค้า ให้สอดคล้องกับความต้องการ ของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการประสานกันอย่างพร้อมเพรียง ที่มีความซับซ้อนมากกว่าในอดีต

กระแสการเปลี่ยนแปลงในวงการธุรกิจครั้งต่อมา เริ่มต้นขึ้นเมื่อ จิม แชมพี และไมเคิล แฮมเมอร์ ที่ปรึกษาธุรกิจ เขียนหนังสือขายดีชื่อ Reengineering the Corporation พวกเขาบอกกับบรรดาผู้จัดการให้ "ยกเครื่องใหม่ (reengineer)" บริษัทของพวกเขา เมื่อพบว่าบริษัทคู่แข่งรายสำคัญมีวงรอบการพัฒนาที่สั้นลงกว่าเดิมมาก เมื่อองค์กรตอบสนองต่อตลาดช้าเกินไป เมื่อคำสั่งซื้อมีความล่าช้า และเมื่องานประสบกับปัญหาความยุ่งเหยิงนาทีสุดท้ายอยู่เสมอ

ระหว่างทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 การประสานกันอย่างพร้อมเพรียง ก้าวเข้าสู่การขับเคลื่อนในระดับที่สูงขึ้นไปอีก เป็นการก้าวพ้นไปจากการพึ่งซัพพลายเออร์เพียงรายเดียว และต้องมีการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งมีความยาวตลอดทั้งสาย ไม่เพียงแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบชั้นแรกเท่านั้น ที่ต้องส่งผลผลิตตามความต้องการของลูกค้า แต่ผู้ผลิตชั้นที่สองก็ต้องทำเช่นนั้นด้วยเพื่อเร่งกระบวนการวัตถุดิบและลดภารกิจด้านคลังสินค้า เป้าหมายคือการประสานกันอย่างพร้อมเพียงอย่างเข้มข้นในทุกระดับชั้น

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ออราเคิล SAP PeopleSoft และอีกหลายบริษัท ได้นำเสนอระบบบริหารทรัพยากรองค์กร (enterprise resource planning-ERP) และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเครื่องมือในการจัดการด้านเวลา ที่มีความฉลาด และมีความละเอียดสูง

ปัจจุบันบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจหลายร้อยบริษัทให้ความสำคัญกับหลักการประสานกันอย่างพร้อมเพรียงมาก SAP หรือออราเคิล คือผู้ขายซอฟต์แวร์ ส่วนบริษัทที่ปรึกษาด้านไอทีเป็นผู้ใช้

บริษัท แอนเดอร์สัน คอนซัลติ้ง (ปัจจุบันเป็น Accenture) เป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเติบโตอย่างน่าประทับใจของบริษัทเป็นหนี้บุญคุณอย่างมากต่อระบบการประสานกันอย่างพร้อมเพรียงรูปแบบใหม่ เดวิด แอล แอนเดอร์สัน ที่ปรึกษาธุรกิจของ Accenture และ ศาสตราจารย์ ฮวา ลี แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ระบุว่า "ยิ่งมีการประสานกันอย่างพร้อมเพรียงมากเท่าไหร่ ห่วงโซ่อุปทานทั้งสายก็ยิ่งสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น" ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยที่รถบรรทุกส่งพัสดุภัณฑ์ของยูพีเอส ติดสโลแกนข้อความว่า "Synchronizing the World of Commerce (ประสานโลกของการค้าให้พร้อมเพรียงกัน)"

อุตสาหกรรมการประสานกันอย่างพร้อมเพรียง ยังต้องเดินไปอีกยาวไกลและเติบโตขึ้นอีกมาก เหตุผลประการแรก เนื่องจากบรรดาบริษัทเล็กๆ จำนวนมากที่ยังไม่ได้ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่การสร้างมูลค่าเพิ่มของตนเอง จะถูกกดดันมากยิ่งขึ้นให้ต้องปรับโครงสร้าง ประการที่สอง การประสานการทำงานของห่วงโซ่อุปทานและการกระจายสินค้า เป็นเพียงก้าวแรกที่จะนำไปสู่การประสานเป็นหนึ่งเดียวที่มีความลึกซึ้งและกลมกลืนมากยิ่งขึ้นในอนาคต ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญด้านการประสานการทำงานให้สอดคล้องพร้อมเพรียง ต้องการทำอะไรที่ มากไปกว่าการขายซอฟต์แวร์ช่วยการประสานเบื้องต้น พวกเขาต้องการให้บริการกับลูกค้าโดยตรงและลูกค้าชั้นรองๆ ลงไปจนถึงผู้ใช้ชั้นสุดท้าย

และในวันหนึ่งข้างหน้าอาจจะขยายขอบเขตไปมากกว่านั้น เพราะอาจมีสินค้าจำนวนมาก ที่ถูกส่งกลับมายังผู้ผลิตเพื่อรีไซเคิล ปัจจุบันรถยนต์ในยุโรปและกล่องบรรจุหมึกพิมพ์ในสหรัฐก็มีการผลิตนำกลับมาใช้ใหม่บ้างแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้ซัพพลายเออร์ ผู้กระจายสินค้า ผู้ให้บริการ และผู้ใช้มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีการประสานการทำงานอย่างสอดคล้องพร้อมเพรียงมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย และประการสุดท้ายอุตสาหกรรมการประสานกันอย่างพร้อมเพรียงจะขยายตัวออกไปอีกมาก เพราะการแข่งขันที่เข้มข้นทำให้ต้องมีการสร้างนวัตกรรมขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งนวัตกรรมแต่ละชิ้น จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาการทำงาน และต้องมีการปรับการประสานการทำงานใหม่ ให้สอดคล้องกับนวัตกรรมใหม่ๆ

แต่ความลักลั่นขัดแย้งซึ่งซ่อนเร้นอยู่ใน กฎของการประสานกันอย่างพร้อมเพรียง ก็คือ ยิ่งคุณสร้างการประสานพร้อมเพรียง ขึ้นระดับหนึ่งในระบบหนึ่ง มันกลับกลายเป็นการสลายความพร้อมเพรียงให้เกิดขึ้นในอีกระดับหนึ่ง

บทที่ 7 เศรษฐกิจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ

นานมาแล้วที่ "กูรู" ทางธุรกิจจำนวนมากในสหรัฐ ได้นำเสนอลัทธิเร่งความเร็วอย่างบ้าบิ่น โดยระบุว่า บรรดาบริษัทต่างๆ ต้อง "เป็นที่หนึ่ง ต้องรวดเร็ว จงเหนี่ยวไกบัดนี้ แล้วค่อยเล็งทีหลัง" คำชี้แนะง่ายๆ เช่นนี้นำไปสู่การผลิตสินค้าจำนวนมากที่มีคุณภาพต่ำ ขาดการทดสอบอย่างมีคุณภาพ ลูกค้าไม่พอใจ นักลงทุนไม่สบายใจ ปราศจากการมุ่งเน้นกลยุทธ์ และการเปลี่ยนแปลงซีอีโอบ่อยครั้ง หลักการนี้ละเลยความสำคัญ ของการประสานกันอย่างพร้อมเพรียง และการไม่ประสานกันอย่างพร้อมเพรียง เป็นแนวทางที่ตื้นเขินในการจัดการกับเงื่อนเวลาซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานส่วนลึก

จังหวะเวลาที่ไม่สอดคล้องสามารถสร้างความเสียหายหรืออาจทำลายบริษัทหนึ่งๆ ได้ และไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของบริษัทเดียวโดยเอกเทศเท่านั้น มันอาจสร้างความปั่นป่วน ในความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทหลายบริษัท ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า มันอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมทั้งระบบ ภาคเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ หรือแม้แต่เศรษฐกิจโลก

นิเวศวิทยาของเวลา

ถ้าพิจารณาทะเลสาบหรือหนองน้ำเล็กๆ คุณจะพบสิ่งมีชีวิตรูปแบบต่างๆ มากมายที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน เป็นเผ่าพันธุ์ที่เป็น ผู้ให้อาศัย (host) กับผู้อาศัยหรือพึ่งพา (parasite) บางชนิดสืบสายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว บางชนิดช้า การเปลี่ยนแปลงสารพัดรูปแบบเกิดขึ้นด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน ขณะที่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เหมือนกับดนตรีแห่งนิเวศวิทยา

ธุรกิจทุกชนิดก็เช่นกัน รวมถึงโรงพยาบาล โรงเรียน หน่วยงานของรัฐบาลกลาง หรือหน่วยงานส่วนท้องถิ่นทุกองค์กร ล้วนมีสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น "นิเวศวิทยาของเวลา (ecology of time)" ที่ซึ่งองค์กรต่างๆ มีหน่วยย่อยๆ และกระบวนการที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ด้วยระดับความเร็วที่แตกต่างกัน การประสานกันอย่างพร้อมเพรียงสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง อาจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ภายใต้สภาวะปกติ ระบบนิเวศสามารถยอมรับการขาดการประสานกันอย่างพร้อมเพรียงได้ในระดับหนึ่ง

แต่สถานการณ์ในปัจจุบันไม่ใช่สภาวะปกติ คำแนะนำของบรรดากูรูไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนสถานการณ์ที่เป็น แต่ถึงกระนั้นความเร็วที่เร่งสูงขึ้น ซึ่งพวกเขาพยายามรับมือก็เป็นสิ่งที่ เป็นจริง บรรดาบริษัทและองค์กรต่างๆ ไม่เคยถูกกดดันอย่างหนักให้เร่งความเร็วในการดำเนินการเช่นนี้มาก่อน นวัตกรรมทางเทคโนโลยีอันหลากหลาย ความต้องการของ ผู้บริโภคและลูกค้าที่ต้องได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทำให้การแข่งขันมีสูงขึ้น ปัจจัยทั้งหมดนี้ผสมผสานกันขับเคลื่อนความเร็วในการเปลี่ยนแปลง ถ้าแผนกหนึ่งหรือฝ่ายหนึ่งล้าหลัง จะส่งผลกระทบเป็นระลอกไปทั่วทั้งองค์กร

หน้า 49


ภาคที่ 3 การปรับเวลา บทที่ 7 ผลกระทบจากเวลา

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3901 (3101)

ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือการยกเครื่องปรับปรุงระบบใหญ่ๆ เป็นที่ทราบกันดีว่ายากที่จะคาดคะเนเกี่ยวกับกำหนดเวลา หรือแม้แต่การจะคาดคะเนระยะเวลาที่ใช้ในการประมาณการด้านเวลา แต่นี่แหละคือที่สิ่งที่บรรดาผู้บริหารธุรกิจด้านไอที มักถูกบังคับให้ต้องทำ

ผู้จัดการด้านซอฟต์แวร์ที่ยืนยันว่าพวกเขาต้องการเวลาที่ยาวนานในการดำเนินโครงการให้สำเร็จ มักได้รับคำตำหนิจากเบื้องบน หรือจากหัวหน้าแผนกที่ได้รับผลกระทบทำให้งานล่าช้าหรือหยุดชะงัก ขณะที่อีกด้านหนึ่งผู้จัดการด้านไอทีที่ให้คำมั่นสัญญาว่า จะได้เห็นผลลัพธ์อย่างรวดเร็วก็มักถูกอัปเปหิเมื่อพบกับปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของโครงการ

ขณะที่หน่วยต่างๆ ในธุรกิจมีการขับเคลื่อนอย่างไม่พร้อมเพรียงกัน จำเป็นต้องมีการทบทวนปรับตารางเวลาการทำงาน งบประมาณ อำนาจ และตัวตน ก็เข้ามามีบทบาท และมีการปะทะกันด้วยอารมณ์อย่างรุนแรง เงื่อนเวลาด้วยตัวของมันเอง ในแง่ของการกำหนดเส้นตาย หรือการถ่วงชะลอเวลาก็อาจถูกนำมาเป็นอาวุธในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม

สงครามด้านเวลาเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติในด้านการวิจัยและพัฒนา เมื่อเหล่านักลงทุน ต้องการให้ผลตอบแทน กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว บรรดาซีอีโอจึงมักถูกบีบให้หั่นงบฯด้านวิจัยและพัฒนา หรือไม่ก็โอนเงินสนับสนุนด้านการวิจัยไปให้กับงานด้านการพัฒนา และนำเงินอุดหนุนการวิจัยพื้นฐานที่เหลืออยู่ ไปทุ่มให้กับการวิจัยประยุกต์ ผลลัพธ์ทำให้การสร้างนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างล่าช้า ในยามที่มีความจำเป็นต้องสร้างนวัตกรรมมากที่สุด

สงครามด้านเวลาภายในบริษัทที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วก็มีหลากหลายรูปแบบเช่นเดียวกัน มันสามารถทำลายข้อตกลงที่มีความสำคัญ และที่น่าสงสารก็คือ มันทำให้ฝ่ายบริหารต้องสูญเสียเวลา และพลังงานไปอย่างมาก จนส่งผลให้ศักยภาพโดยรวมของบริษัทในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงลด น้อยลง

โศกนาฏกรรมหลังการควบรวม

ปัญหามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เมื่อเกี่ยวข้องกับบริษัทสองบริษัทหรือมากกว่า โดยที่แต่ละบริษัท ต่างมีระบบนิเวศของเวลาภายในองค์กรของตนเอง การต่อสู้เพื่อการประสานกันอย่างพร้อมเพรียง ทำให้ปัญหาด้านการเป็นหุ้นส่วน ร่วมลงทุนและพันธมิตรรูปแบบต่างๆ มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และเป็นความยากลำบากทั้งก่อนหน้าและภายหลังการควบกิจการ

ถึงแม้ว่าจะได้ข้ามอุปสรรคสำคัญไปแล้ว แต่ความพยายามที่จะประสานจังหวะเวลา ภายในของสองบริษัทภายหลังตกล่องปล่อง ชิ้นกันก็ยังคงต้องใช้เวลา เงิน และดึงความสนใจจากเรื่องอื่นๆ ทำให้การทำงานอื่นๆ หยุดชะงัก รวมทั้งทำให้คนที่เคร่งเครียดอยู่แล้วกลายเป็นโรคประสาท ผู้คนล้วนเกลียดการเร่งเวลาหรือการถ่วงเวลาโดยผู้อื่น แม้ว่า จะมีการเขียนถึงปัญหาเหล่านี้น้อยมาก แต่หุ้นส่วนทางธุรกิจและผู้ควบรวมกิจการต่างตระหนักดี เพราะการประสานเวลาเป็นกิจกรรมที่ต้องมีความเจ็บปวด ประจักษ์พยานในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีได้แก่ AOL Time Warner ทั้งสองบริษัทต่างตระหนักว่าปัญหาด้านการประสานเทคโนโลยีอาจไม่ใช่ปัญหาสำคัญที่สุดเสมอไป

ในบริษัทใดก็ตามการประสานกันอย่างไม่พร้อมเพรียงอาจเกิดขึ้นได้ทั้งภายในแผนก ภารกิจ สายการสั่งการ สำนักงานส่วนภูมิภาค หรือมิติอื่นๆ และนี่คือจุดหักเหสำคัญ

เมื่อตอนที่ซีอีโอคนใหม่ของ Siemens Nixdorf เข้ารับตำแหน่ง ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า "เขาดูจะวิตกเกี่ยวกับการประสานด้านเวลามากกว่าเงิน" บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์ของเยอรมนี ซีเมนส์ ได้เข้าครอบครองบริษัทนิกซ์ดอร์ฟ ผู้ผลิตพีซี เพื่อสนับสนุนธุรกิจคอมพิวเตอร์เมนเฟรมของ ซีเมนส์

ซีอีโอผู้นั้นทราบดีว่ามีบางส่วนของบริษัท ที่ต้อง "มีการปรับปรุงด้านเทคโนโลยีสำคัญ ทุก 6 เดือน" แต่บริษัทแม่มีอายุเก่าแก่กว่า มีสายการบังคับบัญชาซับซ้อนกว่า และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ช้า การเปลี่ยนแปลงด้านตัวสินค้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่การเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกภายในองค์กรก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เขาได้กล่าวไว้ในการแถลงข่าวว่า "การเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกภายในบริษัทโดยปกติแล้วอาจใช้ เวลา 3 ถึง 5 ปี แต่เราไม่มีเวลานานขนาดนั้น" และซีอีโอผู้นี้ก็ไม่ได้ทำงานให้กับซีเมนส์หรือนิกซ์ดอร์ฟอีกต่อไป

เรายังได้พบเห็นตัวอย่างในระดับที่กว้างขวางกว่าบริษัท เป็นผลกระทบอย่างรุนแรงกับภาคอุตสาหกรรมโดยรวม อันเกิดขึ้นจากการขาดการประสานกันอย่างพร้อมเพรียง บางกรณีบ่งชี้ให้เห็นถึงการปราศจากความพร้อมเพรียงอย่างน่าอดสู

บัลเลต์เทคโนโลยี

พัฒนาการของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล นับ ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นเหมือนการจับคู่เต้นบัลเลต์ทางเทคโนโลยี ขณะที่ไมโครซอฟท์ออกซอฟต์แวร์วินโดวส์รุ่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่โตและทรงพลังมากกว่าเดิม อินเทลก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาชิปที่มีความเร็วและทรงพลังเพื่อสนับสนุนการใช้งานวินโดวส์รุ่นใหม่

เป็นเวลานานหลายปีมาแล้ว ที่บริษัททั้งสองมีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่องเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยสื่อต่างๆ กล่าวถึงบริษัททั้งสองราวกับเป็นบริษัทเดียวกันที่มีชื่อว่า "วินเทล" การประสานกันอย่างเหมาะเจาะพร้อมเพรียง แม้จะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็ได้ช่วยขับเคลื่อนปรากฏการณ์พีซีให้ขยายวงออกไปทั่วโลก ในทาง ตรงกันข้าม เหมือนสีดำกับสีขาว ระหว่างอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์กับอุตสาหกรรมการสื่อสาร มีหลายครั้งที่ไม่ปรากฏคู่เต้น ไม่มีการเต้นบัลเลต์เกิดขึ้น

ในสหรัฐการก่อกำเนิดและพัฒนาการของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมาเป็นสถานการณ์ที่ดุเดือด ยุ่งเหยิง ปราศจากกฎเกณฑ์ควบคุม บรรดาผู้ผลิตคอมพิวเตอร์มักได้รับความยุ่งยากจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่เปลี่ยนแปลงช้า และอยู่ภายใต้ กฎเกณฑ์ที่ฟุ่มเฟือยซับซ้อน เมื่อเทคโนโลยี พื้นฐานของอุตสาหกรรมทั้งสองผสมผสานกัน ความเร็วในการเปลี่ยนแปลง มีความแตกต่างกันมาก นักวิเคราะห์หลายรายระบุว่า ความก้าวหน้า ด้านชิป คอมพิวเตอร์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอาจดำเนินไปรวดเร็วยิ่งกว่านี้ แต่สำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมแล้ว ยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก และที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการพัฒนาระบบเครือข่ายการสื่อสาร ล้าหลังกว่าการเพิ่มขึ้นของความเร็วชิปคอมพิวเตอร์อย่างมาก อย่างไรก็ตามในปี 2005 สถานการณ์ขาดความพร้อมเพรียงดังกล่าวได้พลิกผันไปในทางที่ดีขึ้น

เราอาจไม่ทราบมูลค่าของผลกระทบอันเกิดขึ้นจากการขาดการประสานกันอย่างพร้อมเพรียงในระดับบริษัทและอุตสาหกรรม แต่เราสามารถคาดคะเนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในภาคเศรษฐกิจโดยรวมในยุคของการปฏิวัติด้านทรัพย์สินความมั่งคั่ง

หน้า 49


ภาคที่ 3 การปรับเวลา บทที่ 8 มิติใหม่แห่งกาลเวลา

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ   วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3902 (3102)

เครื่องบินโบอิ้ง 757 ของอเมริกัน แอร์ไลน์ เที่ยวบินบอสตัน-ลอสแองเจลิส กำลังบินเข้าสู่เขตเทือกเขาร็อกกี้ ขณะที่แขน และศีรษะของผู้โดยสารชื่อ ไมเคิล ไทกฮ์ เอียงพาดออกนอกที่นั่ง ภรรยาของเขาซึ่งเป็นพยาบาลที่นั่งอยู่ข้างๆ รู้ได้ในทันทีว่า วิกฤตกำลังจะเกิดขึ้น

หัวใจของไทกฮ์เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ ขณะที่ไทกฮ์ วัย 62 ปี อยู่ที่ขอบเหวแห่งมรณะ เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินก็เดินมาถึงพร้อมด้วยอุปกรณ์ขนาดเท่าเครื่องคอมพิวเตอร์แล็ปทอป

เจ้าหน้าที่ติดสายนำกระแสไฟฟ้าเข้ากับร่างของเขา แล้วช็อกด้วยกระแสไฟฟ้า หนึ่ง สอง สาม และตามมาอีกหลายครั้ง

ในที่สุดเขาก็รอดชีวิตฟื้นกลับเป็นปกติ และกลายเป็นบุคคลแรกที่ได้รับการช่วยชีวิตระหว่างการบิน ด้วยเครื่องระงับอาการหัวใจเต้นผิดปกติ (defibrillator) ที่เพิ่งมีการนำมาติดตั้งประจำเครื่องบินเมื่อสองวันก่อนหน้านี้

ดุจเดียวกับหัวใจมนุษย์ สังคมและเศรษฐกิจต่างก็มีโอกาสที่จะเต้นผิดจังหวะ เต้นสั่นรัวเร็วเกินไป หรือเต้นๆ หยุดๆ เช่นเดียวกับการเกิดสภาวะโกลาหลอลหม่าน ผิดปกติ จนถึงอาการปวดร้าว สถานการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นมา แล้วในอดีต และในปัจจุบัน ด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกับการขาดการประสานกันอย่างพร้อมเพรียง อันเป็นผลสืบเนื่องตามมา ผลักดันให้เราตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เต้นผิดจังหวะ ขาดความเป็นเอกภาพ โดยปราศจากเครื่องระงับอาการเต้นผิดปกติอยู่ใกล้ๆ

อะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเราในฐานะปัจเจกชน เมื่อสถาบันต่างๆ บริษัททั้งหลาย สารพัดอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจ ไม่ประสานสอดคล้องกันอย่างถูกจังหวะ

ถ้าเราวิ่งเร็วเกินไป แล้วต้องมานั่งหอบ แฮกๆ รอเพื่อนที่อยู่เบื้องหลัง

จุดจบจะเป็นอย่างไร ทำอย่างไรเราถึงจะทำให้จังหวะเวลา และความเร็วสอดประสานกันอย่างกลมกลืนตั้งแต่แรกเริ่ม

ห่วงโซ่ของเวลา

ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ในสังคมเกษตรกรรมยุคต้นๆ ไม่ว่าจะเป็นจีนโบราณ หรือขุนนางฟิวดัลในยุโรป ประชาชนล้วนไม่ได้รับค่าจ้างประจำเป็นรายชั่วโมงหรือรายเดือน ในฐานะที่เป็นทาส หรือข้าไพร่ หรือรับจ้างทำเกษตรโดยแบ่งปันผลกำไร

ตามปกติแล้ว คนเหล่านี้ได้รับเพียงเศษเสี้ยวของผลผลิตที่เขาสร้างขึ้นมา ระยะเวลาการทำงานไม่ได้แปลงเป็นรายได้หรือเงินโดยตรง

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสภาพดินฟ้าอากาศ ข้อจำกัดด้านกำลังแรงงานของคน และสัตว์ และเทคโนโลยีการเกษตรที่ยังอยู่ในขั้นต้น ล้วนสร้างข้อจำกัดด้านความสามารถในการผลิตของมนุษย์ ไม่ว่าครอบครัวเกษตรกรรม จะใช้เวลาในการทำงานยาวนานแค่ไหนก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตกับระยะเวลาการทำงาน มีความแตกต่างกับยุคปัจจุบันมาก

ในช่วงศตวรรษที่ 14 ในยุโรป ชากค์ เลอ กอฟฟ์ นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ระบุว่า บรรดานักบวชยังคงสั่งสอนว่า กาลเวลาเป็นของพระเจ้าเท่านั้น และไม่อาจซื้อขายได้ การซื้อขายการทำงานเป็นเวลา ถือว่าชั่วร้ายพอๆ กับการให้กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยอย่างขูดรีด จนถึงศตวรรษที่ 15 พระโรมัน คาทอลิกเบอร์นาร์ดิโน แห่งเซียน่า ระบุว่า มนุษย์ไม่ควรล่วงรู้วิธีการบอกเวลาด้วยซ้ำ

การปฏิวัติอุตสาหกรรมพลิกผันสถานการณ์ทั้งหมดให้แปรเปลี่ยนไป ด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลและโรงงานอุตสาหกรรม ได้ทลายข้อจำกัดด้านความสามารถในการผลิตของมนุษย์ในยุคเกษตรกรรม นาฬิกาแขวนหรือตั้ง และนาฬิกาข้อมือหรือพก ทำให้สามารถกำหนดและตรวจวัดเวลาได้อย่างละเอียดแม่นยำมากขึ้น ระยะเวลา และความเร็วในการทำงาน สามารถสร้างให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างได้

นายจ้างในยุคคลื่นลูกที่สอง ใช้วิธีการ เร่งความเร็วสายประกอบผลิตภัณฑ์ และ จ่ายค่าจ้างต่อจำนวนผลผลิต เพื่อคั้นแรงงานกล้ามเนื้อจากคนงานเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มปริมาณการผลิตให้ได้มากที่สุด และด้วยปรัชญาพื้นฐานที่ว่า "เวลาเป็นเงิน เป็นทอง" คนงานในโรงงานจึงได้ รับค่าจ้างตามชั่วโมงการทำงาน และเป็นเหตุผลที่ทำให้สำนักงานสถิติแรงงานของ สหรัฐวัด "ความสามารถในการผลิตของแรงงาน" เป็นผลผลิตต่อชั่วโมง ซึ่งยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน

เหล่านักปฏิรูปในยุคต้นเดินหน้าต่อไป ประสานห่วงโซ่ของเวลาอีกข้อหนึ่งเข้าความมั่งคั่งจนยากที่จะถอนตัว ฟากตะวันตกล้มล้างขนบธรรมเนียมที่ต่อต้านนายทุนเงินกู้ที่ขูดรีด แล้วทำให้การจ่ายดอกเบี้ย โดยอิงอยู่กับระยะเวลา เป็นเรื่องที่ชอบธรรมถูกต้องตามกฎหมาย และแล้วในที่สุด ก็นำมาซึ่งการขยายขอบเขตการชำระเงินโดยขึ้นอยู่กับเงื่อนเวลา ครอบคลุมอย่างกว้างขวางทั้งในส่วนของผู้บริโภค ธุรกิจ และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดในเวลานั้นคือ ในส่วนของภาครัฐ

ด้วยวิถีเช่นนี้ ระดับค่าจ้างแรงงาน และคุณค่าของเงินตราในเชิงธุรกิจ จึงต้องพึ่งพาเงื่อนเวลามากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงทั้งสองด้าน แม้จะดำเนินไปอย่างช้าๆ และแยกส่วนกัน แต่ก็มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวง ทำให้ปัจเจกบุคคลในเชิงธุรกิจ ทั้งในสถานะของคนงาน ผู้บริโภค ลูกหนี้ ผู้ให้กู้ และนักลงทุน ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เวลาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

บรรดาคนงานเริ่มบ่นพึมพำเกี่ยวกับ สภาวะวิ่งแข่งตามกรอบไม่รู้จบ ศิลปิน นักคิดนักเขียน นักประพันธ์ ผู้ผลิตภาพยนตร์เริ่มสะท้อนภาพเชิงเย้ยหยันล้อเลียน อาทิ ผลงาน ของ ฟริตซ์ แลง ในฉากของเหล่าคนงานกับนาฬิกา ในภาพยนตร์อันโด่งดังเรื่อง Metropolis (ปี ค.ศ.1927) ชาลี แชปปลิน ในภาพยนตร์คลาสสิก Modern Time (ปี ค.ศ.1936) แต่ห่วงโซ่ของเวลายังคงเขม็งตึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในห้วงหลายปีต่อมา ขณะที่เครื่องตอกเวลาการทำงาน และการบริหารจัดการโดยอิงอยู่กับมิติเวลาตามแนวทางของ เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง

แม้ทุกวันนี้ นายจ้างบางรายในศูนย์ให้บริการทางโทรศัพท์ (call center) และสำนักงานที่จัดรูปแบบการทำงานแบบโรงงาน ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของคลื่นลูกที่สามแล้ว ต่างก็ยังคงยึดกุมวิถีการบริหารจัดการตามแบบที่นิยมกันในยุค คลื่นลูกที่สอง อาจนับจำนวนเคาะแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ของพนักงาน หรือปริมาณโทรศัพท์ต่อชั่วโมง แล้วก็ใช้ค่าตอบแทนตามปริมาณผลผลิต จูงใจการทำงานเพื่อเร่งความเร็วในการผลิต เหมือนกับโรงทอผ้า หรือสายประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ในยุคโบราณ

ถ้อยคำใหม่ๆ ปรากฏขึ้นมากมายเพื่ออธิบายถึงสถานการณ์และผลกระทบอันเกี่ยวเนื่องกับความเร็ว เช่น "อาการกระตุกเพราะเวลา (twitch speed)" "อาการป่วยเพราะความเร่งรีบ (hurry sickness)" "อาการเครียดจากเวลา (time deepening)" "เวลาโดยอิงอินเทอร์เน็ต (internet time)" "เวลาดิจิทัล (digital time)" "การขาดแคลนเวลา (time famine)"

การใช้ถ้อยคำเหล่านี้อย่างกว้างขวาง สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่เราทั้งสองได้ทำนายไว้ในหนังสือ "Future Shock" ปี 1970 ทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนหลายร้อยล้านคน ต่างรู้สึกคับข้องใจ เครียด และตื่นตระหนก เพราะแรงกดดันในมิติของเวลา

ล่าสุด หนังสือพิมพ์อิฟเวนนิ่ง สแตนดาร์ด ที่กรุงลอนดอนได้นำเสนอรายงานที่น่าตกใจ เกี่ยวกับการเพิ่มจำนวนขึ้นของนักบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญในการช่วยให้ "คนที่เป็นโรคติดยึดกับการเร่งรีบ (rushaholics)" ให้มีวิถีการดำเนินชีวิตช้าลง

มนุษย์ต่างเกลียดการรอคอย ปัจจุบัน โรคความบกพร่องในการให้ความสนใจต่อ สิ่งเฉพาะหน้า (attention deficit disorder) กำลังแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางในหมู่เด็กอเมริกัน ซึ่งอาจเป็นเพราะปัจจัยรากเหง้าทางเคมีมากกว่าวัฒนธรรม แต่ก็สะท้อนได้เป็นอย่างดี ถึงการปฏิเสธการสยบยอมต่อสภาวการณ์ในปัจจุบัน ขณะที่อนาคตกำลังเดินทางมาถึงด้วยความเร็วสูง

หน้า 49


ภาคที่ 3 การปรับเวลา บทที่ 9 มหาวัฏจักร

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3903 (3103)

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ของความมั่งคั่งครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติกำลังก่อตัวขึ้น ความมั่งคั่งกำลังเคลื่อนที่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นอกจากเรากำลังเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ที่มีกับปัจจัยด้านเวลาแล้ว ปัจจุบันเรากำลังเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ที่มีกับปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกอีกประการหนึ่งอันได้แก่ พื้นที่ที่สร้างความมั่งคั่ง บรรทัดฐานใหม่ในการเลือกสถานที่สร้างความมั่งคั่ง และวิธีการที่เราเชื่อมโยงพื้นที่เหล่านั้นเข้าด้วยกัน

ผลที่ตามมาก็คือ ยุคแห่งความโกลาหลด้านมิติพื้นที่ การเคลื่อนที่ของความมั่งคั่ง จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของการทำงาน การลงทุน โอกาสทางธุรกิจ โครงสร้างของบริษัท ที่ตั้งของตลาด และวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนธรรมดาทั่วทั้งโลก และจะเป็นปัจจัยตัดสินอนาคตของเมือง ประเทศ จนถึงตลอดทั่วทวีปเอเชียกลับมาแล้ว

เนื่องจากตะวันตกมีความเข้มแข็งครอบงำเศรษฐกิจโลกมาเป็นเวลายาวนาน พวกเราจึงมักลืมเลือนกันไปว่าเมื่อประมาณ 500 ปีก่อนไม่ใช่ยุโรป แต่เป็นจีนที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากที่สุด และในช่วงเวลานั้นเอเชียคือผู้นำของโลก สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจถึงร้อยละ 65 ของโลก

ผู้คนโดยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ฝั่งตะวันตก ลืมเลือนไปว่าในปี ค.ศ.1405 กองเรือ 317 ลำ พร้อมด้วยนักรบและลูกเรือ 27,000 คน ได้ออกเดินทางสำรวจบุกเบิกดินแดนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เป็นการเดินทางสำรวจทางเรือครั้งประวัติศาสตร์เที่ยวแรก ในจำนวนทั้งสิ้น 7 เที่ยว ตามการศึกษาค้นคว้าของลูอิส ลีแวท นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนระบุว่า กองเรือดังกล่าวนำโดย เจิ้ง เหอ (Zheng He) แม่ทัพจีนมุสลิมซึ่งถือเป็นนักสำรวจทางเรือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก กองเรือได้สำรวจชายฝั่งทวีปแอฟริกา อ่าวเอเดนในตะวันออก

กลาง จนถึงดินแดนไกลสุดทางตะวันตกที่เมืองเจดดาห์ และโดฟาร์ โดยได้วางฐานการค้าทางเรือของจีน ตลอดทั่วทั้งมหาสมุทรอินเดีย

เวลาผ่านไป 250 ปี ยุโรปจึงเข้าสู่ยุคประจักษ์แจ้ง (enlightenment) และการปฏิวัติอุตสาหกรรมในขั้นต้น ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนผ่านสู่คลื่นลูกที่ 2 ซึ่งค่อยๆ ถ่ายพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารไปสู่ยุโรป

แต่พลังอำนาจเหล่านั้นดำรงอยู่ในยุโรปไม่นาน ในช่วงสิ้นสุดศตวรรษที่ 19 ศูนย์กลางการสร้างความมั่งคั่งของโลก ได้เคลื่อนตัวอีกครั้ง มุ่งหน้าไปทางตะวันตกสู่สหรัฐอเมริกา สงคราม โลก 2 ครั้งนำพายุโรปไปสู่จุดจบของความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจ

ในปี 1941 ก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะบุกโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์และลากสหรัฐเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เฮนรี่ผู้ก่อตั้งนิตยสารไทม์ส ได้เขียนบทความระบุว่า ศตวรรษที่ 20 คือ "ศตวรรษแห่งอเมริกัน" เขาเขียนว่า สหรัฐต้องบำเพ็ญตนเป็นพ่อพระของโลก ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เลี้ยงปากท้องประชากรโลกทั้งหมดที่ได้รับความทุกข์ยาก อดอยากหิวโหย สิ้นเนื้อประดาตัวจากความหายนะ ความล่มสลายของอารยธรรมที่เกิดขึ้นทั่วโลก

นับตั้งแต่นั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1950 เมื่อคลื่นลูกที่ 3 และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่พึ่งพาฐานความรู้เริ่มต้นขึ้น เศรษฐกิจของสหรัฐก็มีอิทธิพลครอบงำเศรษฐกิจโลก แต่ความมั่งคั่งก็ได้เคลื่อนเข้าสู่เอเชียเช่นกัน เริ่มต้นจากญี่ปุ่นแล้วต่อไปยังกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่าง เกาหลีใต้ ซึ่งสร้างความเข้มแข็งตลอดช่วงหลายสิบปีต่อมา

เปิดประตูระบายน้ำ

ถึงช่วงทศวรรษ 1980 ประตูระบายน้ำจึงเริ่มเปิดอย่างจริงจัง จีนประกาศตัวอย่างชัดเจนที่จะเดินหน้าสู่ความมั่งคั่ง โดยละทิ้งแนวทางคอมมิวนิสต์ที่เข้มงวด และเปิดตัวอย่างเต็มที่ ในช่วงทศวรรษ 1990 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้าสู่จีนในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา มีปริมาณประมาณ 570,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในปี 2002 สำนักข่าวซินหัวระบุว่า กระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ "ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากปาฏิหาริย์" ในปี 2003 ยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีนอยู่ที่ 53,500 ล้านดอลลาร์ ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ สูงที่สุดในโลกเหนือกว่าสหรัฐ และคาดว่าในปี 2005 ยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีนจะสูงถึงระดับ 70,000 ล้านดอลลาร์

ความรุ่งโรจน์ของจีนเป็นผลมาจากการทุ่มเททำงานหนัก มันสมองและนวัตกรรมของประชาชนหลังจากหลุดพ้นการควบคุม และจำกัดอย่างเข้มงวดจากระบอบคอมมิวนิสต์ แต่สหรัฐก็มีบทบาทสำคัญด้วยเช่นกัน

ในปี 2003 นักธุรกิจอเมริกันทุ่มเงิน 44,000 ล้านดอลลาร์ลงทุนในจีน สหรัฐยังเป็นตลาดสำคัญของสินค้าจากจีน โดยนำเข้าสินค้าจากจีนมากกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2003 ในเวลาเดียวกันยอดการส่งออกโดยรวมของจีนแตะระดับ 436,100 ล้านดอลลาร์ และจีดีพีพุ่งขึ้นเป็น 6.5 ล้านล้านดอลลาร์

ปี 2003 ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเอเชีย ประเทศจีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน มีจีดีพีรวมกันเกือบเท่ากับ จีดีพีรวมของเยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อิตาลี และสเปน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรกของยุโรป แต่การเปรียบเทียบนี้ยังไม่นับรวมจีดีพีของญี่ปุ่นและอินเดียเข้าไว้ด้วย ถ้ารวม 2 ประเทศนี้ 6 ประเทศและเขตเศรษฐกิจในเอเชียจะมีจีดีพีรวมกันสูงกว่าจีดีพีของสมาชิก 25 ประเทศของสหภาพยุโรปรวมกันถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ และสูงกว่าจีดีพี ปรากฏการณ์ที่เรากำลังพบเห็นคือการเคลื่อนของความมั่งคั่ง และการสร้างความมั่งคั่งข้ามโลก เป็นการเคลื่อนตัวที่ต่อเนื่องจากการเคลื่อนพลังอำนาจทางเศรษฐกิจในอดีต จากจีนไปสู่ยุโรปตะวันตก แล้วต่อไปยังสหรัฐ นั่นหมายความว่า วงรอบวัฏจักรประวัติศาสตร์กำลังกลับมาบรรจบจุดเดิม เอเชียกำลังหวนคืนสู่ความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเหมือนเมื่อหลายร้อยปีก่อน

โรเบิร์ต แมนนิ่ง แห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระบุว่า "โลกในปี 2050 เอเชียจะมีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ครอบครองเศรษฐกิจร้อยละ 40 ของโลก มีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และมีศักยภาพไฮเทคทางการทหารระดับโลก"

แต่นี่คือจุดบรรจบของวัฏจักรระดับโลกจริงหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงขั้นต่อไปจะเป็นเส้นตรงหรือดำเนินไปตามวงโค้ง เราจะกลับมาพิจารณาอนาคตของจีนและเอเชียในภายหลัง ตอนต่อไป จะว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่ที่มีความสำคัญในมิติอื่นๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการปฏิวัติความมั่งคั่ง

หน้า 49


ภาคที่ 4 ขยายพื้นที่ บทที่ 10 สถานที่สร้างมูลค่าเพิ่มระดับสูง

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3904 (3104)

ลองจินตนาการถึงโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่และสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ทุกแห่งหน ความใฝ่ฝันอันมหัศจรรย์นี้ เกิดขึ้นในยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู ช่วงปลายทศวรรษ 1990 การเติบโตของอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและน่าทึ่ง จนนำมาซึ่งคำถามเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของพื้นที่ (space) และความสัมพันธ์เกี่ยวข้องในมิติด้านระยะทาง ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และผู้ที่ศรัทธาต่ออินเทอร์เน็ตจำนวนมากต่างกล่าวขานอย่างมีสีสันถึง "สภาวะไร้ข้อจำกัดด้านตำแหน่งแห่งที่" วิลเลียม น็อก นักอนาคตศาสตร์และผู้เขียนหนังสือชื่อดัง เป็นบุคคลหนึ่ง ที่กล่าวถึงสภาวะเช่นนี้อย่างสุดโต่ง "จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสถานที่ไม่มีความหมายอีกต่อไป ลองนึกถึงโลกที่คุณเพียงแค่กะพริบตา ก็ไปปรากฏตัวอยู่ที่บอมเบย์ หรือปารีส ราวกับคุณเดินทางด้วยเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสาร ในภาพยนตร์เรื่องสตาร์เทร็ก ลองนึกถึงความสามารถในการแสดงความรักอย่างใกล้ชิด กับคนรักที่อยู่ต่างสถานที่หรือต่างเมืองได้ในทันที ลองคิดถึงการปรากฏตัวอยู่ในสถานที่ 2 หรือ 3 แห่งพร้อมๆ กัน...นี่คือโลกที่ปราศจาก ข้อจำกัดด้านตำแหน่งแห่งที่ แต่ในขณะนี้สังคมที่ปราศจาก ข้อจำกัดด้านตำแหน่งแห่งที่ อาจจะยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์" อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า เทคโนโลยีนานาชนิดในปัจจุบันกำลังพาเราไปยังทิศทางดังกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ระบุว่า โลกไซเบอร์เป็นดินแดนที่ไม่มีตำแหน่งแห่งที่ในโลกทางกายภาพ และเป็นตัวอย่างแรกของโลกคู่ขนาน สำหรับพวกเขาแล้ว โลกเสมือนมีลักษณะที่เรียกว่า

"ไม่มีพื้นที่ (unspace)"

แม้จะมีถ้อยคำบรรยายอย่างสวยหรู แต่ในความเป็นจริงบิตอิเล็กทรอนิกส์จะต้องมีสถานที่อยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง และขณะที่มันถูกส่ง-รับ มันต้องเคลื่อนผ่านพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ไม่ใช่สภาวะไม่มีพื้นที่

โดยสรุปก็คือ การแปลงข้อมูลเป็นรหัสดิจิทัล ไม่ได้ทำให้พื้นที่หายสาบสูญไป ไม่ได้เป็นพื้นที่เสมือนที่แทนสภาพความเป็นจริงได้ แต่มีบทบาทสำคัญในการ เกื้อหนุนและเร่งการเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งและการสร้างความมั่งคั่งทุกหนแห่ง และไม่ได้มีบทบาทในระดับโลกเท่านั้น แต่ยังลงลึกถึงระดับท้องถิ่นด้วย

โดยพื้นฐานแล้ว แผนที่ความมั่งคั่งของโลกกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ ขณะที่กระแสคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงสาดซัดไปทั่วทั้งโลก หนุนส่งให้บางเมืองหรือบางภูมิภาคพุ่งทะยานไปข้างหน้าสู่อนาคตอย่างรวดเร็ว และผลักดันให้บางเมืองบางภูมิภาคอยู่ในภาวะล้าหลังไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปากทางเศรษฐกิจ สถานที่สร้างมูลค่าเพิ่มระดับสูงกำลังก่อตัวขึ้นทั่วทั้งโลก

สถานที่รุ่งเรืองในอดีต

เมืองคลีฟแลนด์ มลรัฐโอไฮโอ เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมหลัก มีโรงงานถลุงเหล็ก โรงหล่อ และโรงงานผลิตรถยนต์ ปัจจุบันคลีฟแลนด์อวดว่าตนเองมีมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ จัดอยู่ในระดับแถวหน้าของประเทศ อันได้แก่ Case Western Reserve และมีภาคการแพทย์ขนาดใหญ่ที่นำโดย Cleveland Clinic แต่บ้านเรือนและร้านรวงต่างๆ อยู่ในสภาพเก่าแก่ชำรุดทรุดโทรม จากสภาพที่เต็มไปด้วยหมอกและควันจากบรรดา โรงงานอุตสาหกรรมปกคลุมมาเป็นเวลายาว นานหลาย 10 ปี คลีฟแลนด์ยังถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มเมืองขนาดใหญ่ ที่ยากจนที่สุดในสหรัฐ ตกอยู่ในสภาพเหยื่อของความสำเร็จทางอุตสาหกรรมในอดีต โดยที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่คลื่นลูกที่สามได้ขับเคลื่อนดินแดนส่วนอื่นๆ ของสหรัฐไปสู่อนาคต

คลีฟแลนด์อาจจะเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด แต่ยังมีอีกหลายเมืองทั่วโลกที่กำลังตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน บรรดาเมืองที่เคยขับเคลื่อนความมั่งคั่งทางอุตสาหกรรม และอันที่จริงสถานการณ์เลวร้าย ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงแค่เมืองเท่านั้น บางภูมิภาคหรือประเทศกำลังถดถอยทางกิจกรรมเศรษฐกิจ ขณะที่ภูมิภาคหรือประเทศใหม่ๆ กำลังเริ่มมีบทบาทแทนที่

ตัวอย่างเช่น มณฑลกวางตุ้ง ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน นิตยสารอินดัสตรี วีก รายงานว่า "เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เรายังเห็นควายลากคันไถผ่านท้องทุ่งนา ปัจจุบันมีแถวโรงงานผลิตชิปคอมพิวเตอร์ วิทยุ ตุ๊กตา และเสื้อผ้า นักลงทุนรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงตั้งฐานการผลิตอยู่ที่นี่ ประกอบด้วย Procter & Gamble Nestle ? Coca-Cola และ Mitsubishi"

ผู้คนหลายล้านเดินทางไปที่นั่น ตำแหน่งงานหลายล้านตำแหน่งเกิดขึ้น จีดีพีต่อประชากรรายบุคคลของมณฑลกวางตุ้งเพิ่มขึ้นถึง 4 ในช่วงเวลา 10 ปี

ปัจจุบันกวางตุ้งและดินแดนปากแม่น้ำเพิร์ล พร้อมด้วยฮ่องกงและมาเก๊า รวมกันเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้า ที่มีอิทธิพลมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ดินแดนเหล่านี้เปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจพึ่งพาเกษตรกรรม ไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางอุตสาหกรรม รับมอบหน้าที่การผลิตมาจากเมืองต่างๆ ในตะวันตกในยุคก่อนหน้า

แต่ดินแดนเหล่านี้ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น แทนที่จะมุ่งมั่นอยู่กับอนาคตของคลื่นลูกที่สอง มณฑลกวางตุ้ง ให้ความสนใจกับสถานการณ์ภายหลังจากตำแหน่งงานค่าจ้างต่ำหมดไป พวกเขาจับงานโลว์เทคทุกชนิดเท่าที่จะทำได้ และเตรียมพร้อมเพื่อท่องกระแสคลื่นลูกที่สาม ซึ่งมีกระบวนการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า โดยพึ่งพาองค์ความรู้อย่างเข้มข้น ปัจจุบันภาคเทคโนโลยีไฮเทคของกวางตุ้งกำลังเติบโตขึ้นอย่างมาก ประกอบด้วยบริษัทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ วัสดุชนิดใหม่ พลังงานชนิดใหม่ เทคโนโลยีชีวภาพ และเครื่องจักรกลอิเล็กทรอนิกส์เลเซอร์ ทั้งหมดนี้ล้วนต้องการยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อความอยู่รอด แผนที่ความมั่งคั่งฉบับใหม่

สลายพรมแดน

เศรษฐกิจยุคใหม่ไม่สอดคล้องสัมพันธ์กับพรมแดนแบบเก่า และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ดำรงอยู่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ใหม่

เคนอิชิ โอมาเอะ ได้เขียนเล่าอย่างมีสีสันถึงสิ่งที่เรียกว่า "รัฐ-ภูมิภาค (region-states)" ซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก โดยมีบทบาทเป็น "กลไกขับเคลื่อนความมั่งคั่ง"

โอมาเอะระบุว่า ในจีน รัฐบาลคอมมิวนิสต์แบบรวมศูนย์อำนาจซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่พ้นสมัย ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ก็ตาม กำลังปรับโครงสร้างตนเองตามแบบบริษัทธุรกิจ เขาเขียนไว้ว่า "จีนกำลังถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจไปให้กับหน่วยทางธุรกิจ ซึ่งเป็นรัฐ-ภูมิภาคที่มีสถานะกึ่งปกครองตนเอง มีอำนาจตัดสินใจทางด้านเศรษฐกิจ ท่ามกลางการแข่งขันอย่าง ดุเดือดเพื่อแสวงหาทุน เทคโนโลยี และทรัพยากรบุคคล"

ในหนังสือชื่อ The Next Global Stage โอมาเอะเขียนไว้ว่า "เมืองต้าเหลียน และอีกนับสิบพื้นที่ในจีน ได้กลายเป็นรัฐ-ภูมิภาคโดยพฤตินัย สามารถกำหนดวาระทางเศรษฐกิจของตนเอง แม้ทางทฤษฎีจะเป็นส่วนหนึ่งของจีน อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลปักกิ่ง แต่ในทางปฏิบัติแล้วต้าเหลียนปกครองตนเองโดยส่วนใหญ่ ในโลกของความเป็นจริง ต้าเหลียนมีความสัมพันธ์กับศูนย์กลางธุรกิจทั่วโลกอย่างแน่นแฟ้นมากกว่าความสัมพันธ์กับรัฐบาลปักกิ่ง"

หน้า 49


ภาคที่ 3 การปรับเวลา บทที่ 10 สถานที่สร้างมูลค่าเพิ่มระดับสูง (2)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3905 (3105)

การแข่งขันด้านแรงงานค่าจ้างต่ำ ในปี 1993 เม็กซิโกลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟต้า กับสหรัฐและแคนาดา ภายในเวลา 7 ปี โรงงานกว่า 3,500 แห่ง ผลิตตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์จนถึงโทรทัศน์ ผุดขึ้นตามแนวพรมแดนเม็กซิโก-สหรัฐ สร้างงาน 1.4 ล้านตำแหน่ง ส่วนใหญ่อยู่ในสายประกอบการผลิต โดยมีคนงานมาจากทั่วประเทศเม็กซิโก

มาในช่วงปลายทศวรรษ 1990 มณฑลกวางตุ้งและทั่วทั้งประเทศจีน กระโจนเข้าแข่งขันในสนามแรงงานค่าจ้างต่ำ งานจากเม็กซิโกประมาณ 250,000 ถึง 300,000 ตำแหน่ง เคลื่อนไปสู่ฝั่งตะวันออกข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก จีน กลายเป็นคู่แข่งสำคัญในงานเอาต์ซอร์ซ

เสียงวิจารณ์โจมตีการเอาต์ซอร์ซดังกระหึ่ม โดยระบุว่าเป็นการวิ่งแข่งขันลงไปที่จุดต่ำสุด โดยปราศจากความปรานี และไม่อาจหยุดยั้งได้ บริษัทจะเคลื่อนไปหาแหล่งแรงงานค่าจ้างต่ำที่สุดที่พบอย่างรวดเร็ว

ถ้าสถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ การทำนาย ว่าความมั่งคั่งจะตกไปอยู่กับภูมิภาคใดคงไม่ใช่เรื่องยาก และคงจะเป็นข่าวดีสำหรับทวีปแอฟริกา เพราะสามารถเสนอกองทัพแรงงาน ค่าจ้างต่ำที่สุดในโลก (แรงงานชาวแอฟริกัน คงจะดีใจทุกครั้งที่คนงานในเอเชียก่อตั้งสหภาพแรงงาน หรือเรียกร้องให้ขึ้นค่าจ้าง) ถ้าหากอัตราค่าจ้างแรงงานเป็นปัจจัยประการเดียว แล้วทำไมบรรดาโรงงานในจีน จึงไม่พากันย้ายไปยังแอฟริกา

แต่ในความเป็นจริง แม้งานที่ใช้เทคโนโลยีขั้นต่ำ ปัจจัยด้านค่าจ้างแรงงานก็ไม่ใช่ปัจจัยตัดสินเพียงประการเดีย วในการที่บริษัทจะย้ายฐานการผลิต สงครามและความรุนแรงไม่มีที่สิ้นสุด การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน การทุจริตคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกและกว้างขวาง โรคเอดส์ และรัฐบาลที่น่าอับอาย ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญของทวีปแอฟริกา ไม่ว่าแรงงานแอฟริกันจะมีค่าจ้างต่ำขนาดไหนก็ตาม

ทฤษฎีการแข่งขันลงไปยังจุดต่ำที่สุด ยังใช้ได้ดีกับคนงานที่ไม่มีการพัฒนาทักษะฝีมือ งานในสายประกอบการผลิต แต่ในเศรษฐกิจแบบพึ่งพาฐานความรู้ ทักษะยิ่งสูง ทฤษฎีดังกล่าวยิ่งไม่สามารถใช้อธิบายได้

องค์ความรู้ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญใน การสร้างความมั่งคั่ง ได้แก่ การวิจัย การจัดการ การสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ การตลาด การเงิน ฝ่ายขาย หน่วยกระจายสินค้า ฝ่ายกฎหมาย และงานที่จับต้องไม่ได้ อื่นๆ มีความสำคัญและซับซ้อนในตัวเอง บรรดาคนงานและตัวงานที่ทำมีความซ้ำซากจำเจน้อยลง และต้องการทักษะชั่วคราวนานารูปแบบมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การจะทำนายว่าเมืองใด ภูมิภาคใด หรือประเทศใดจะเป็นดาวรุ่งรายต่อไป จะเป็น กวางตุ้งแห่งใหม่ คงไม่อาจมองแค่ปัจจัยด้าน ค่าจ้างแรงงานเท่านั้น

การวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มความมั่งคั่ง ไม่อาจใช้แนวทางเก่าๆ ที่พ้นสมัย เศรษฐกิจได้เปลี่ยนผ่าน จากกลุ่มควันคละคลุ้ง สู่สายประกอบผลิตประสิทธิภาพสูง และบัดนี้ ก้าวเข้าสู่กระบวนการผลิต ที่พึ่งพาฐานความรู้ ปัจจัยด้านที่ตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเมือง ภูมิภาค หรือประเทศ กำลังเปลี่ยนแปลงความสำคัญในสถานะเป็นสถานที่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มระดับสูง

สถานการณ์ที่เรากำลังจะได้เห็นต่อไปในอนาคต ได้แก่ การวิ่งแข่งขันลงสู่จุดต่ำสุดลดลง และการวิ่งแข่งขันขึ้นสู่จุดสูงสุดมากขึ้น

กล่าวโดยย่อก็คือ เส้นทางประวัติศาสตร์ของความมั่งคั่งกำลังเคลื่อนกลับไปสู่เอเชีย การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจสารพัดอย่าง ในรูปแบบดิจิทัล การปรากฏตัวของดินแดนอิสระทางเศรษฐกิจที่จำกัดขอบเขตอยู่ภายใต้พรมแดนของประเทศน้อยลง และการเปลี่ยนแปลงสถานะความสำคัญของที่ตั้ง ล้วนเป็นการปฏิรูปความสัมพันธ์ของเรา กับปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกในแง่ของพื้นที่ และเป็นเพียงพื้นฐานอันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ยิ่งกว่าซึ่งกำลังจะมาถึง

บทที่ 11 การขยายอาณาเขต

ตอนที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ร่วมกันเป็นเจ้า ภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2002 ฮูโก เอ็นซิสโซ ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ La Opinion หนังสือพิมพ์รายวันภาษาสเปนที่มียอดขายสูงสุดในสหรัฐ ตัดสินใจพาลูกชายของเขาไปยังกรุงโตเกียวด้วย เอ็นซิสโซเกิดที่เม็กซิโก แต่ศึกษาและใช้ชีวิตในสหรัฐ ที่ญี่ปุ่นเขาได้พบกับสมาชิกของชุมชนละตินอเมริกาในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นชุมชนเล็กๆ เขาได้รู้จักกับอาหารญี่ปุ่น ขนบธรรมเนียมประเพณีแบบญี่ปุ่น และความคลั่งไคล้ในกีฬา สำหรับเอ็นซิสโซแล้ว มันเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก ชาวต่างชาตินับแสนจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้าสู่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเพื่อชมการแข่งขัน

เราทั้งสองได้พบเอ็นซิสโซในแคลิฟอร์เนีย ที่งานแต่งงานคู่หนุ่มสาวที่เป็นผู้บริหารธุรกิจซอฟต์แวร์ ฝ่ายเจ้าบ่าวเกิดที่ปากีสถาน ส่วน เจ้าสาวเกิดที่อินเดีย ครอบครัวของฝ่ายชายเป็นมุสลิม ส่วนฝ่ายหญิงนับถือศาสนาฮินดู เมื่อลำโพงเปล่งเสียงดนตรีปาสทูน เอ็นซิสโซก็เข้าร่วมวงกลุ่มคนที่สรวลเสเฮฮา เต้นรำอย่างสนุกสนาน ทั้งที่พวกเขาโดยส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินบทเพลงปาสทูนมาก่อน คนกลุ่มนั้นมีทั้งผู้บริหารของ WASP นักศึกษาจากเอเชีย ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว และอีกหลายคนที่มีเชื้อชาติ ศาสนา และมาจากดินแดนที่แตกต่างกัน นี่ไม่ใช่การแต่งงานแบบผสมเชื้อชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นงานฉลองแบบรวมชาติพันธุ์ด้วย และนี่คือภาพสะท้อนที่สำคัญยิ่ง

ไม่เพียงศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนไปสู่เอเชีย ไม่เพียงสถานที่ตั้งของงานในอนาคตกำลังเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งสถานที่ก่อกำเนิดความมั่งคั่งยุคใหม่ แต่เรากำลังเผชิญกับการขยายอาณาเขตของตัวเองด้วย

เมื่อประมาณ 2,400 ปีก่อน ในจีนยุคโบราณ ที่ซึ่งเกษตรกรลงหลักปักฐานบนที่ดินทำกิน จวงจื้อ ปราชญ์จีน ระบุว่า ผู้ที่เดินทางร่อนเร่ เป็นคนที่ "มีปัญหา กระทำความผิด ไร้ที่อยู่อาศัย หรือเกี่ยวข้องกับภารกิจลับ" ทุกวันนี้ภายในเวลา 1 ปี มีมนุษยชาติประมาณ ร้อยละ 8 หรือเท่ากับประมาณ 500 ล้านคน เดินทางข้ามพรมแดนประเทศ ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับประชากรทั้งหมดของโลกในปี ค.ศ.1965 ในช่วงเริ่มต้นยุคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะมีปัญหาหรือไม่ เกี่ยวข้องกับภารกิจลับหรือไม่ จะเพื่อหางานทำ หรือไปพบลูกค้า พวกเราต่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในสภาวะเดินทางเคลื่อนที่อย่างมาก

ภูมิศาสตร์ส่วนบุคคล

โดยเฉลี่ยแล้ว คนอเมริกันขับรถยนต์เป็นระยะทางประมาณ 11,000 ไมล์ต่อปี แต่โดยส่วนใหญ่เป็นเส้นทางไปกลับสถานที่ทำงาน ระยะทางต่อเที่ยวไปกลับโดยเฉลี่ยประมาณ 23 ไมล์ หรือขับไปยังจุดหมายใกล้บ้าน เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือธนาคาร การท่องเที่ยวช่วงวันหยุดอาจทำให้การเดินทางไกลออกไปบ้าง การเดินทางตามเส้นทางต่างๆ ของเราอาจระบุลงในแผนที่แสดงให้เห็นได้โดยง่าย หรือเราอาจสร้างแผนที่ระบุตำแหน่งสถานที่ที่เราส่งและรับอีเมล์ โทรศัพท์ และโทรสาร รวมทั้งที่อยู่ของบุคคลที่เราติดต่อผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือที่ตั้งของเว็บไซต์ที่เราเข้าไปเยี่ยมชมผ่านระบบออนไลน์

แต่จะมีความยากลำบากมากขึ้น ถ้าเราจะแกะรอยต้นกำเนิดทางภูมิศาสตร์ของสินค้าที่เราซื้อ หรือจุดหมายปลายทางของขยะของเสีย และมลพิษที่เราสร้างขึ้น นอกจากนี้ความสัมพันธ์ในเชิงภูมิศาสตร์ของเรา ยังมีอีกมากมายหลายรูปแบบ นี่คือภาพอาณาเขตของเรา ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง เป็นภูมิศาสตร์ส่วนบุคคลที่กำลังขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

อาณาเขตของเราทุกวันนี้กับเกษตรกรในยุโรปในยุคศตวรรษที่ 12 แตกต่างกันอย่างมาก ตลอดทั้งชีวิตพวกเขา ไม่น่าจะเดินทางไปไกลเกินกว่าระยะทาง 15 ไมล์จากหมู่บ้านของพวกเขา นี่คืออาณาเขตของมนุษย์ในโลกยุคเกษตรกรรม

ถ้านำแผนที่อาณาเขตไปใช้กับบริษัท อุตสาหกรรม หรือประเทศ เราจะพบว่าเกิด การเปลี่ยนแปลงและมีความหลากหลายเช่นเดียวกัน ประเทศและภาคส่วนต่างๆ มีอาณาเขตที่จำเป็นต้องเข้าถึงแตกต่างกัน บางประเทศอาจต้องการหรือนำเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนประกอบจากหลายประเทศ เพียงเพื่อผลิตสินค้าส่งให้กับไม่กี่ประเทศ และในทางกลับกัน ฮอลลีวูดใช้อุปกรณ์จากญี่ปุ่น ความสามารถทางการแสดงของดาราจากอังกฤษ แต่ส่งภาพยนตร์ไปขายทั่วทั้งโลก นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ไม่ซับซ้อนมากนัก

หน้า 49


ภาคที่ 3 การปรับเวลา บทที่ 11 การขยายอาณาเขต (2)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3906 (3106)

นิตยสารบิสซิเนส วีก รายงานว่า เครื่องคอมพิวเตอร์มือถือพีดีเอ หรือโทรศัพท์มือถือที่ใช้เป็นกล้องได้ อาจประกอบด้วยหน่วยประมวลผลจากสหรัฐ แผงวงจรจากจีน ชิปผลิตในไต้หวัน ออสเตรีย ไอร์แลนด์ หรืออินเดีย จอสีจากเกาหลีใต้ เลนส์จากเยอรมนี การผสมผสานความสัมพันธ์ในเชิงแหล่งที่มาเช่นนี้เอง ที่สะท้อนให้เห็นถึงมิติทางด้านพื้นที่ครอบคลุม ของบริษัทหรือประเทศ

ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น มีการโต้เถียงกันมายาว นานหลายสิบปีว่า ควรมุ่งเน้นผูกสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเอเชีย หรือขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกไปทั่วโลก ระหว่างยุคเศรษฐกิจรุ่งเรืองช่วงทศวรรษ 1980-1990 นักการเมือง หัวแถวอย่าง ชินทาโร่ อิชิฮาร่า ซึ่งปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว ได้เรียกร้องให้ญี่ปุ่นแสดงบทบาทแทนที่สหรัฐ ในการเป็นมหาอำนาจในเอเชีย

แต่นั่น ก็เป็นสถานการณ์ก่อนหน้าที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะตกต่ำ ในขณะที่เศรษฐกิจของจีนผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จีนมีการสร้างแสนยานุภาพทางการทหารครั้งใหญ่ ขณะที่เกิดกระแสต่อต้านญี่ปุ่นขยายวงออกไปอย่างกว้างขวาง นับจากนั้นเป็นต้นมา อิชิฮาร่าได้ตระหนักถึงความเสี่ยงภัยของญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชีย เขาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐ

คำถามสำคัญเกี่ยวข้องกับมิติด้านอาณาเขตครอบคลุมทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นผู้แสดงบทบาทในระดับภูมิภาค หรือระดับโลกกันแน่ เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นขยายอาณาเขตไปไกลแค่ไหน

ล่าสุด เราทั้งสองได้พบว่า Manga Blast นิตยสารการ์ตูนของญี่ปุ่น พิมพ์ในมิลวอคกี้ และวางขายอยู่ตามแผงหนังสือในกรุงเม็กซิโกซิตี

บางประเทศอาจไม่ต้องการมีบทบาทในระดับโลก เพียงแค่ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงไม่กี่ประเทศ ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งตรงกันข้ามกับญี่ปุ่น แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย ญี่ปุ่นยังต้องการเป็นมากกว่ามหาอำนาจเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ทางฝั่งการนำเข้า ญี่ปุ่นต้องการน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซอฟต์แวร์จากสหรัฐ ชิ้นส่วนประกอบรถยนต์จากจีน ทางฝั่งผลผลิต รถยนต์อเนกประสงค์ของนิสสัน เครื่องเล่นเพลย์สเตชั่นของโซนี่ ทีวีจอแบนของมัตซึชิตะ คอมพิวเตอร์ของเอ็นอีซี วางจำหน่ายทั่วโลก บริษัทญี่ปุ่นควบคุมดูแลโรงงานผลิตที่กระจายอยู่แทบทุกทวีป

ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ก็ตาม ญี่ปุ่นต้องการทรัพยากร ตลาด โอกาสทางธุรกิจ พลังงาน ความคิดสร้างสรรค์ และข้อมูลจากดินแดนต่างๆ ทั่วโลก ไม่จำกัดเพียงแค่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงเท่านั้น ไม่ว่าญี่ปุ่นจะมีอิทธิยิ่งใหญ่ในระดับภูมิภาคหรือไม่ แต่ก้าวย่างของญี่ปุ่นก็ดำเนินไปในระดับโลก อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นเป็นเพียงแค่ตัวอย่างเดียวเท่านั้น ทุกวันนี้ก้าวย่าง หรืออาณาเขตที่ไปถึงของบุคคลทุกคน ทุกบริษัท และทุกประเทศ กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

และไม่เพียงผู้คนกับผลผลิตเท่านั้นที่กำลัง เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เงินตราก็เช่นกัน มีอาณา เขตครอบคลุมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจของโลก

เงินตราเคลื่อนที่

เป็นที่ทราบกันดีว่า มีเงินดอลลาร์สหรัฐนับล้านล้านดอลลาร์ เคลื่อนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยความเร็วสูงเป็นประวัติการณ์ จากประเทศหนึ่งสู่ประเทศหนึ่ง ธนาคารสู่ธนาคาร และบุคคลสู่บุคคล เหมือนการเต้นลีลาศทางการเงินที่ไม่รู้จบ ผู้คนโดยส่วนใหญ่รู้หรือควรจะรู้ได้แล้วว่า การค้าเงินตราระหว่างประเทศนั้นเป็นเหมือนบ่อนกาสิโนระดับโลก แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็คือ เงินดอลลาร์สหรัฐไม่ได้เป็นเงินตราของสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว

เดิมทีเชื่อกันว่าคนอเมริกันใช้เงินดอลลาร์ คนเยอรมันใช้เงินยูโร คนญี่ปุ่นใช้เงินเยน คนอาร์เจนตินาใช้เงินเปโซ แต่ในความเป็นจริง ความคิดเช่นนี้ล้าสมัยไปแล้ว เพราะการแข่งขันทำให้อาณาเขตของระบบการเงินแปรเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล

เงินตราแต่ละสกุล ก็เป็นเหมือนบุคคลแต่ละคน ที่มีก้าวย่างหรืออาณาเขตที่ ที่ครอบคลุมไปถึงขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ปัจจุบัน ถึงแม้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะต่ำลงมาก แต่ก็ยังคงครอบคลุมอาณาเขตกว้างขวางมากที่สุดในโลก หลายประเทศผูกค่าเงินของตนไว้กับเงินดอลลาร์ หรือแม้แต่ยอมรับใช้เป็นเงินตราทางการภายในประเทศ และหลายประเทศ ถึงแม้จะไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้มีการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐสนับสนุนควบคู่ไปกับเงินตราสกุลท้องถิ่น ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภท

จนถึงเดือนมกราคม 2002 มีประเทศเล็กๆ 15 ประเทศ จากปานามาจนถึงเอกวาดอร์ และติมอร์ตะวันออก ที่ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลักอย่างเป็นทางการ ส่วนที่มีการใช้เงินดอลลาร์อย่างไม่เป็นทางการ ก็เช่น

อาร์เจนตินา โบลิเวีย เปรู และอเมริกากลาง รัสเซีย และประเทศที่เคยอยู่ภายใต้สหภาพ โซเวียตโดยส่วนใหญ่ เช่น อาร์เมเนีย จอร์เจีย อาเซอร์ไบจาน และยูเครน รวมทั้งโรมาเนีย ตุรกี และเวียดนาม ตามข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐ มีคนต่างชาติถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐในปริมาณที่มากกว่าคนอเมริกันเสียอีก โดยอยู่ที่ร้อยละ 55 ถึง 70 ของเงินดอลลาร์สหรัฐทั้งหมดในตลาด ส่วนใหญ่เป็นธนบัตรราคา 100 ดอลลาร์

แต่เงินดอลลาร์สหรัฐไม่ใช่เงินตราสกุลเดียวที่ใช้กันในประเทศอื่นทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ก่อนหน้าที่จะมีการใช้เงินยูโร ในแถบบอลข่านได้ใช้เงินมาร์กเยอรมนี หลายพื้นที่ในแอฟริกาใช้เงินฟรังซ์ฝรั่งเศส ลิกเตน สไตน์ใช้เงินฟรังซ์สวิส ภูฏานใช้เงินรูปีอินเดีย กรีนแลนด์ใช้เงินโครนเดินมาร์ก จากการศึกษาภาพรวม ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พบว่ามีเงินตราของ 18 ประเทศที่ถูกใช้รวมกันเป็นปริมาณมากกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณเงินตราทั่วโลก และอีก 34 ประเทศเงินตราถูกใช้รวมกันเป็นปริมาณร้อยละ 16.4 หรือมากกว่า

เบนจามิน เจ โคเฮน นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย/ซานตา บาบารา ระบุว่า "เงินตราถูกใช้ภายนอกพรมแดนของประเทศต้นกำเนิดเพิ่มมากขึ้น แทรกซึมเข้าไปในระบบการเงินของชาติอื่นๆ การแข่งขันทางการเงินข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็ว ได้ปฏิรูปความสัมพันธ์ทางระบบการเงินโลกในมิติของอาณา เขต ระบบการเงินของแต่ละชาติล้วนถูกแทรก ซึมโดยเงินตราสกุลต่างประเทศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นับตั้งแต่ยุคของการก่อตั้งสกุลเงินของชาติ"

หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ ปัจจุบันเงินตราได ้ถูกปลดปล่อยจากขอบเขตจำกัดด้านพื้นที่ในรูปแบบเดิม

ผู้บุกรุกและผู้ถูกบุกรุก

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ นำมาซึ่งผลกระทบที่มีความสำคัญ กล่าวคือ สกุลเงินตราที่บุกเข้าไปในประเทศอื่น อาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับประเทศเจ้าของสกุลเงินตรานั้นๆ เสมอไป โดยมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ส่วนประเทศที่ถูกเงินตราสกุลอื่นบุกเข้ามา โดยทั่วไปแล้วมักสูญเสียอำนาจในการควบคุมนโยบายทางการเงิน และประชาชนมักมองว่ารัฐบาลอ่อนแอ

แต่ผลกระทบที่สำคัญยิ่งกว่า ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อประเทศ แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับตลาด การใช้เงินตรามากกว่าหนึ่งสกุล เปิดโอกาสให้บริษัทและสถาบันการเงินที่ทำธุรกิจในประเทศมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งการประเมินความเสี่ยงทางการเงิน ระบบภาษี กฎระเบียบต่างๆ ระบบบัญชี ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมทางการเงิน เครื่องมือทางการเงินรูปแบบต่างๆ ทำให้รัฐบาล ท้องถิ่นมีอำนาจควบคุมด้านการเงินลดน้อยลง

และประการสุดท้าย ประเทศที่ถูกบุกรุกจะมีความอ่อนไหวต่อตลาดการเงินโลกมากยิ่งขึ้น

ความมั่งคั่งที่กำลังเคลื่อนไปสู่เอเชีย การก่อกำเนิดของโลกไซเบอร์ การเปลี่ยนแปลงบทบาทความสำคัญของสถานที่ตั้ง การขยายอาณาเขตของบุคคล บริษัท และประเทศ บทบาทของเงินตราที่ขยายอาณาเขตอย่างกว้างขวาง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจัยส่วนลึกในมิติของพื้นที่

ต่อไปเราจะพิจารณาถึงประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันมากที่สุด เกี่ยวกับมิติด้านอาณาเขตพื้นที่ในโลกปัจุบัน เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดการเดินขบวนประท้วงต่อต้านในหลายพื้นที่ทั่วโลก ขณะที่มีผู้ออกมาปกป้อง และสนับสนุนไม่น้อยไปกว่ากัน และเป็นประเด็นที่มีความเข้าใจผิดๆ มากที่สุด ถูกใช้อย่างผิดๆ มากที่สุด ในบรรดาถ้อยคำต่างๆ ทั้งหมดในแวดวงเศรษฐศาสตร์ นั่นคือคำว่า โลกาภิวัตน์

อนาคตของโลกาภิวัตน์จะเป็นอย่างไร

หน้า 49


ภาคที่ 3 การปรับเวลา บทที่ 12 โลกที่ยังไม่พร้อม - คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3907 (3107)

ในปี ค.ศ.1900 ที่กรุงปารีส ได้มีพิธีเฉลิมฉลองในวาระเข้าสู่ศตวรรษใหม่ ด้วยงาน Grand Exhibition ซึ่งแสดงถึงความก้าวหน้าด้านต่างๆ ของโลกหนังสือพิมพ์ เลอ ฟิกกาโร่ สะท้อนถึงความเฟื่องฟู โดยระบุว่า "พวกเราช่างโชคดีเสียนี่กระไร ที่ได้มีชีวิตอยู่ในวันแรกของศตวรรษที่ 20" ความก้าวหน้าด้านต่างๆ ของโลกในยุคนั้น ก่อให้เกิดความกระแสความปลาบปลื้มยินดีอย่างกว้างขวาง บรรดา ประเทศร่ำรวยต่างมองถึงโลกอนาคต ที่ซึ่งเศรษฐกิจทั่วโลกมีการประสานกันเป็นหนึ่งเดียว เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงมิติด้านอาณาเขต และความสัมพันธ์ทางการเมือง ในทิศทางที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกมีความเฟื่องฟูรุ่งโรจน์

มองดูเหมือนกับความใฝ่ฝันของบรรดาสาวกผู้เชื่อมั่นในโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน เหล่านักเศรษฐศาสตร์ ต่างกล่าวด้วยความตื่นเต้น ถึงสภาวะที่โลกมีการประสานเชื่อมโยงเข้าด้วยกันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณการค้าต่างประเทศเมื่อเทียบสัดส่วนกับผลผลิตโดยรวมของโลก ได้เพิ่มขึ้นเกือบเก้าเท่าระหว่างปี 1800 ถึง 1900 หลายส่วนเกิดขึ้นในดินแดนอาณานิคมในเอเชียและแอฟริกา ผู้ที่เชื่อมั่นในแนวโน้มเช่นนี้สรุปว่า กระบวนการโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจจะเติบโตเต็มที่ อยู่ในสภาวะสมบูรณ์พร้อมก่อนหน้าปี 2000 แต่ในความเป็นจริงโลกไม่ได้เดินไปตามทิศทางดังกล่าวโดยปราศจากอุปสรรค อนาคตไม่ได้เดินทางมาหาเราเป็นเส้นตรง โลกยังไม่พร้อมสำหรับสิ่งใหม่ๆ

หลังจากพิธีเฉลิมฉลองที่กรุงปารีสผ่านไปเป็นเวลา 14 ปี เครือข่ายการประสานเชื่อมโยงระหว่างกันได้ขาดสะบั้นลง ความรุนแรงและการเข่นฆ่าสังหารชีวิตในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สกัดกั้นกระแสการค้าและการลงทุน การปฏิวัติบอลเชวิคตามมาในปี 1917 เศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในสหรัฐในช่วงทศวรรษ 1930 สงครามโลกครั้งที่สองระหว่างปี 1939 ถึง 1945 คอมมิวนิสต์ครองอำนาจในจีนแผ่นดินใหญ่ปี 1949 จากช่วงทศวรรษ 1940 จนล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 1960 การประกาศเอกราชของอินเดีย หลายประเทศในเอเชียและแอฟริกา

ปรากฏการณ์เหล่านี้ และปรากฏการณ์เล็กๆ อีกเป็นจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน ได้ทำลายความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันที่มีมาเป็นเวลายาวนาน กระตุ้นให้เกิดลัทธิกีดกันทางการค้า และดำเนินมาตรการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน การใช้กำลังความรุนแรง และความวุ่นวายไร้เสถียรภาพ สถานการณ์ทั้งหมดนี้ทำลายการค้าข้ามพรมแดน การลงทุนข้ามชาติ และการเชื่อมโยงประสานกันทางเศรษฐกิจ กล่าวสั้นๆ ก็คือ ในช่วงเวลาครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 โลกอยู่ในช่วงสลายโลกาภิวัตน์ (de-globalization)

ทุนนิยมเบ่งบาน

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ฐานอุตสาหกรรมของสหรัฐไม่ได้รับความเสียหายจากสงคราม แต่กลับมีความเข้มแข็งขึ้นด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงต้องการตลาดรองรับสินค้าส่งออก และที่สำคัญคือ แหล่งลงทุน ขณะที่โลกกำลังหิวกระหายสินค้าจากสหรัฐ เพราะเป็นแหล่งเดียวที่ส่งออกสินค้าได้

ยิ่งไปกว่านั่น ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การผลิตสินค้าป้อนให้กับตลาดระดับนานาชาติมีความสะดวกง่ายดาย และต้นทุนต่ำ ดังนั้น ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการประสานเป็นหนึ่งเดียวของโลกจึงหวนคืนกลับมาอีกครั้ง เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวและก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เหล่าผู้นำทางการเมืองและธุรกิจของสหรัฐ พยายามทำให้ตลาดข้ามพรมแดนมีความคล่องตัว เพื่อให้ สินค้า ทุน ข้อมูล และทักษะ ไหลเวียนโดยมีแรงต้านน้อยที่สุด สถานการณ์เช่นนี้ จึงนำมาซึ่งแนวคิดอุดมการณ์ @หวนคืนสู่โลกาภิวัตน์ (re-globalization)

อย่างไรก็ตาม จนถึงปี 1990 ดินแดนจำนวนมากของโลกยังคงไม่สามารถเคลื่อนย้ายแลกเปลี่ยนสินค้า เงินตรา ผู้คน และข้อมูลได้อย่างเสรี มีประชากรโลกเพียงประมาณหนึ่งพันล้านคนที่ดำรงชีวิตอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบเปิด แต่มาถึงปี 2000 ด้วยสถิติบางด้านบ่งชี้ จำนวนผู้ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบเปิดได้พุ่งขึ้นเป็นสี่พันล้านคน

เฉพาะจีน เพียงประเทศเดียว ซึ่งมีประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคน ได้เข้าสู่ระบบ "สังคม นิยมอิงตลาด (market socialism)" หรืออาจเรียกให้เข้าใจง่ายว่าเป็น "สังคมนิยมกึ่งทุนนิยม (social capitalism)" จีนเปิดประตูต้อนรับโรงงาน สินค้า และเงินทุนจากต่างประเทศ รัสเซียยุคหลังคอมมิวนิสต์ก็เชื้อเชิญการลงทุนจากนอกประเทศ ทางด้านยุโรปตะวันออก สาธารณรัฐอดีตสหภาพโซเวียต แถบคอเคซัส และเอเชียกลาง ต่างเดินตามแนวทางนี้เช่นกัน ประเทศโดยส่วนใหญ่ในอเมริกาใต้ ด้วยการสนับสนุนจากสหรัฐ และนำโดยชิลีได้ผ่อนคลายกฎระเบียบ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เชื้อเชิญนักลงทุนจากวอลล์สตรีต เดินหน้าเข้าสู่สภาวะทุนนิยมเบ่งบานอย่างถ้วนหน้า

เงินตราก็เช่นกัน ตามที่ได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ เงินตราได้เคลื่อนออกห่างจากต้นกำเนิดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ขยายอาณาเขตครอบคลุมอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่เท่านั้น ที่สามารถก้าวย่างไปถึงดินแดนที่ห่างไกล แต่บริษัทเล็กๆ ด้วยการเชื่อมโยงทางอินเทอร์เน็ต หรือธุรกิจขนาดจิ๋วในพื้นที่ชนบทห่างไกล ต่างก็สามารถมีบทบาท กิจกรรมทางธุรกิจเชื่อมโยงประสานในระดับโลกได้ นี่คือการหวนกลับไปสู่ความใฝ่ฝันถึงเศรษฐกิจโลกที่ประสานเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว จะไม่มีดินแดนใดในพื้นที่ 510 ล้านตารางเมตรบนพื้นผิวโลกที่ไม่อาจเข้าถึง

แล้วโลกก็หวนคืนสู่กระแสโลกาภิวัตน์อีกครั้ง

ดัชนีน้ำแร่กับซอสมะเขือเทศ

ในความเป็นจริง การขับเคลื่อนสู่กระแสโลกาภิวัตน์ ยังไม่ได้ก้าวหน้าไปอย่างที่บรรดาผู้สนับสนุนและต่อต้านสันนิษฐานไว้ ตามคำกล่าวของอาร์ ไอ เวนการ์เท่น ประธานของไวท์ฮอลล์ ไฟแนนเชี่ยล กรุ๊ป ระบุว่า แม้ในภาคการเงิน สภาวะโลกาภิวัตน์ยังมีความแตกต่างกันด้วยระดับการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน ตลาดเงินตราอาจจะประสานกันเป็นหนึ่งเดียวในระดับโลกแล้ว แต่ตลาดพันธบัตรยังล้าหลัง ทางด้านตลาดหุ้นโดยส่วนใหญ่แล้ว ยังคงเป็นตลาดซื้อขายในระดับท้องถิ่น

ในยุโรป ที่ซึ่งมีแรงกดดันอย่างหนักให้มีการประสานรวมตัวกันทางด้านเศรษฐกิจ อันนำไปสู่การใช้เงินตราสกุลเดียวกัน และมีธนาคารกลางเพียงหนึ่งเดียว แต่ไฟแนนเชี่ยล ไทมส์ พบว่า "ตลาดทุนในยุโรปยังคงมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งด้านกฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ" ถึงแม้จะมีความพยายามสร้างมาตรฐานเดียวกันด้วยการออกกฎระเบียบใหม่ๆ มากมาย แต่ยังคงมีความแตกต่างกันปรากฏอยู่หลายส่วน ดังจะเห็นได้จากในปี 2003 ราคาน้ำแร่เอเวียงหนึ่งขวด ในฝรั่งเศสราคา .44 ยูโร ส่วนในฟินแลนด์มีราคาถึง 1.89 ยูโร ซอสมะเขือเทศไฮนซ์หนึ่งขวดในเยอรมนีราคา .66 ยูโร ส่วนในอิตาลีราคา 1.38 ยูโร ผู้บริหารของสหภาพยุโรปในบรัสเซลส์คงไม่ต้องการเห็นความแตกต่างเช่นนี้

สำหรับในระดับโลก แซนนี่ มินตัน เบดดาส ได้ชี้ไว้ในนิตยสาร ฟอเร้นจ์ โพลีซี ว่า "มีประเทศกำลังพัฒนาเพียง 18 ประเทศ ที่สามารถเข้าถึงทุนภาคเอกชนระดับโลก และถึงแม้ว่าจะมีประเทศมากกว่านี้ที่เข้าถึง ก็ไม่ได้หมายความว่า โลกได้เข้าสู่สถานะที่มีตลาดทุนประสานกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว" ในส่วนของระบบบัญชีก็ยังมีความแตกต่างกันทั่วโลก ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามผลักดันให้มีการยอมรับมาตรฐานเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองดูทางด้านความก้าวหน้าของโลกาภิวัตน์ จนถึงช่วงต้นทศวรรษ 1990 บรรษัทข้ามชาติจำนวน 35,000 ถึง 40,000 บริษัท มีสาขาย่อยและบริษัทในเครือกว่า 2 แสนรายทั่วโลก ปริมาณเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ (foreign currency deposit) ทั่วโลก ทะยานขึ้นจาก 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 1961 เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงสิ้นสุดศตวรรษ ปริมาณการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2001 หนี้ต่างประเทศแตะระดับ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ และการค้าโลกพุ่งขึ้นเป็น 6.3 ล้านล้านดอลลาร์

ในความพยายามล่าสุดเพื่อศึกษาถึงความก้าวหน้าของโลกาภิวัตน์ ในปี 2003 เอ ที เคิร์นนี่ย์ ได้ร่วมกับนิตยสารฟอเร้นจ์ โพลีซี ได้จัดลำดับการบูรณาการของประเทศต่างๆ เข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์ โดยใช้ดัชนีทางด้านการค้า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การหมุนเวียนของเงินทุน เทคโนโลยี การเดินทางท่องเที่ยว วัฒนธรรม การสื่อสาร โดยเปรียบเทียบประเทศต่างๆ จัดเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านโลกาภิวัตน์มากที่สุด 62 อันดับ พบว่า ประเทศเล็กๆ มีตำแหน่งอยู่ในอันดับสูงสุด ได้แก่ ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน สิงคโปร์ และเนเธอร์แลนด์

ส่วนสหรัฐอยู่ในอันดับที่ 11 ฝรั่งเศสอันดับที่ 12 เยอรมนีอันดับที่ 17 เกาหลีใต้อันดับที่ 28 เหนือกว่าญี่ปุ่นซึ่งอยู่อันดับที่ 35 ส่วนไทยอยู่อันดับที่ 48

หน้า 45


ภาคที่ 3 การปรับเวลา บทที่ 12 โลกที่ยังไม่พร้อม - คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3908 (3108)

ฝุ่นเหลือง

ด้านที่น่าอดสูของโลกาภิวัตน์ ดูจะเป็นไปตามคำกล่าวของแฮเรียต แบบ บิตต์ อดีตผู้บริหารของสำนักงาน เพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ ที่ระบุว่า "พวกเรากำลัง...สร้างกระแสโลกภิวัตน์ ในเรื่องชั่วร้ายได้รวดเร็วกว่ากระแสโลกาภิวัตน์ในเรื่องดี"

ตัวอย่างเช่น ยาเสพย์ติด ตามตัวเลขของสหประชาชาติ ยาเสพย์ติดเป็นธุรกิจมูลค่า 4 แสนล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับร้อยละ 8 ของเศรษฐกิจโดยรวมของโลก อุตสาหกรรมยาเสพย์ติดใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดก่อตัวเป็น "ฐานเศรษฐกิจใต้ดิน" ซึ่ งมีบทบาทเหนือกว่าบรรดาธุรกิจบนดิน และครอบงำระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการของหลายประเทศ โดยมีอาณาจักรครอบคลุมจากซีกโลกหนึ่งจดอีกซีกโลกหนึ่ง จากอัฟกานิสถานและโคลัมเบีย ถึงห้องเรียนและชุมชนแออัดในริโอ เดอ จาไนโร กับบาทวิถีในนครชิคาโก เหล่าผู้ค้ายาเสพย์ติด ถือเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมประเภทหนึ่ง ที่บูรณาการเข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์มากที่สุดในโลก ไม่มีรัฐบาลประเทศใดที่สามารถควบคุมอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้จะตั้งเป้าหมายไว้ก็ตาม

ธุรกิจค้าบริการทางเพศก็เป็นธุรกิจระดับโลกเช่นเดียวกัน ภายในค่ายผู้อพยพชาวแอลเบเนียในโรมาเนีย หญิงสาววัยรุ่นถูกลักพาตัว รอคอยการส่งตัวไปยังอิตาลีเพื่อเป็นแรงงานทาสขายบริการทางเพศในกรุงบูคาเรสต์ บรรดา "เอเยนซี่" เร่ขาย "นางระบำ" เพื่อส่งไปขายบริการทางเพศในกรีซ ตุรกี อิสราเอล และอาจไกลถึงญี่ปุ่น ตามรายงานของยูนิเซฟระบุว่า ทุกปีมีวัยรุ่นประมาณ 1 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวได้เข้าร่วมในธุรกิจค้าบริการทางเพศ

บทความของ มอยเซส นาอิม บรรณาธิการของนิตยสารฟอเรนจ์ โพลีซี อธิบายสถานการณ์ไว้อย่างน่าตกใจ "ไม่เพียงยาเสพย์ติด อาวุธสงคราม ทรัพย์สินทางปัญญา มนุษย์ และเงินตราที่มีการค้ากันอย่างผิดกฎหมายโดยเครือข่ายระหว่างประเทศ และสร้างผลกำไรมหาศาล แต่ยังมีการลักลอบค้าชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ สัตว์หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ ผลงานศิลปะโบราณวัตถุที่ขโมยมา รวมถึงการซุกซ่อนจัดส่งขยะสารพิษ" เนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้ผิดกฎหมาย ต้องลักลอบขนย้ายให้พ้นจากการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ บรรดาผู้ลักลอบค้าจึงมีการเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง "สินค้า" อยู่เป็นประจำ

ผู้ลักลอบค้าสินค้าผิดกฎหมาย มีเครื่องมือคือ เอกสารปลอม และได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตรับสินบน ทำให้สามารถเล็ดลอดข้ามพรมแดนผ่านการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ได้อย่างง่ายดาย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ติดตามจับกุมอาชญากรเหล่านี้ แม้จะกำลังติดตามจับกุมอย่างกระชั้นชิด แต่ก็มักต้องหยุดชะงักการไล่ล่าลงที่เส้นเขตแดนประเทศ นาอิมอธิบายว่า รัฐบาลของแต่ละประเทศ ต่างต้องปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนของตนไว้อย่างเต็มที่ แต่อธิปไตยเหนือดินแดนของแต่ละประเทศ ถูกละเมิดอยู่เป็นประจำทุกวัน โดยเครือข่ายไร้รัฐที่ท้าทายกฎหมาย และลักลอบค้าขายข้ามพรมแดน ตัวอย่างเช่น ประเทศเวเนซุเอลา ไม่อนุญาตให้เครื่องบินของสหรัฐละเมิดน่านฟ้าของตน เพื่อไล่ล่าพ่อค้ายาเสพย์ติดจากโคลัมเบียซึ่งข้ามพรมแดนดังกล่าวอยู่เป็นประจำ โดยไม่ถูกจับกุมลงโทษใดๆ

นาอิมสรุปว่า ความพยายามในการควบคุมปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมาย และเป็นปฏิปักษ์ต่อสังคมเหล่านี้ในประเทศกำลังพัฒนา มักจะล้มเหลวเนื่องจากรัฐบาลใช้ยุทธศาสตร์ที่มีพื้นฐานอยู่บน "แนวคิดที่ผิด สมมติฐานที่ผิด และองค์กรสถาบันที่ล้าสมัย" เขาระบุว่าในการหยุดยั้งกิจกรรมเหล่านี้ ต้องใช้ความร่วมมือในระดับโลก หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นความร่วมมือข้ามชาติ

นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ฝน "ฝุ่นเหลือง" จากทะเลทรายจีนซึ่งแพร่กระจายไปยังกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ อยู่เป็นระยะ ไฟป่าในอินโดนีเซียซึ่งส่งหมอกควันพิษแผ่ปกคลุมหลายประเทศใกล้เคียง ทำให้ประชาชนมาเลเซียและสิงคโปร์ มีปัญหาด้านสุขภาพ การรั่วซึมของสารไซยาไนด์ในโรมาเนีย สร้างมลพิษต่อแม่น้ำในฮังการีและเซอร์เบีย ปัญหาโลกร้อน มลพิษทางอากาศ ช่องโหว่โอโซน ผืนดินที่แปรสภาพเป็นทะเลทราย ปัญหาขาดแคลนน้ำ ต่างต้องการความร่วมมือ ในระดับภูมิภาค หรือในระดับโลกเพื่อแก้ไขปัญหา เช่นเดียวกับปัญหายาเสพย์ติด และโสเภณีข้ามชาติ

สาวกตัวจริง

ทุกวันนี้มีการถกเถียงกันมากและกว้างขวางในระดับโลกเกี่ยวกับผลประโยชน์ และความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการประสานความร่วมมือข้ามชาติ ข้ามพรมแดน แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนนั่นคือ ชีวิตไม่เท่าเทียมกัน การรวมตัวร่วมมือทางเศรษฐกิจและผลลัพธ์ที่ตามมาทางด้านอาณาเขตพื้นที่ไม่ได้นำมาซึ่งสิ่งที่เรียกว่า "สนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน (level playing field)" อันเป็นแนวคิดทางอภิปรัชญาที่ไม่ได้ดำรงอยู่ในโลกที่เป็นจริง

คงไม่จำเป็นต้องทบทวนข้อโต้แย้งทั้งหมดเกี่ยวกับผลดีและผลเสียของการขยายอาณาเขตและการประสานทางเศรษฐกิจระดับโลก หรือแม้แต่การระบุถึงผลลัพธ์ทั้งสองด้านให้เฉพาะเจาะจงลงไป ก็เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนสูงมากกว่าที่คิด แอนดราส อินโนไตย นักเศรษฐศาสตร์ชาวฮังการี ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาเศรษฐกิจโลกในกรุงบูดาเปสต์ ได้วิเคราะห์ถึงผลดีและผลเสีย ของการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ซึ่งอาจนำมาอธิบายการประสานร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจระดับโลกได้เช่นกัน

ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานส่วนลึก 2 ปัจจัยตามที่ได้กล่าวมาแล้ว เขาชี้ว่า "ผลดีและผลเสีย ไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกัน ในมิติด้านพื้นที่ และมีความแตกต่างกันในมิติด้านเวลา" ผลประโยชน์หรือความสูญเสียในระยะสั้น อาจแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งตรงกันข้ามได้ในระยะยาว

ฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านโลกาภิวัตน์ ต่างพยายามที่จะชักจูงโน้มน้าวเราด้วยสื่อรูปแบบต่างๆ เฉพาะข้อมูลจากการค้นหาของกูเกิลเพียงแหล่งเดียว ก็ปรากฏเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้มากกว่า 1,500,000 ชิ้น จากการสำรวจของนิตยสารนิวสวีกพบว่า ในนิตยสารและหนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงจำนวน 40 ฉบับ มีบทความเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์จำนวน 158 ชิ้นในปี 1991 แต่ในปี 2000 บทความเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์เพิ่มขึ้นเป็น 17,658 ชิ้น

จากกระแสความสนใจที่ท่วมท้นเช่นนี้ ทำให้เป็นเรื่องง่ายที่จะชี้ให้เห็นถึงปิศาจในคราบโลกาภิวัตน์ ทั้งที่ในความเป็นจริงปัญหาเลวร้ายต่างๆ นานา เป็นผลมาจากการทุจริตประพฤติ มิชอบของเจ้าหน้าที่ ความเสื่อมโทรมของ สภาพแวดล้อมที่กำลังบีบบังคับอย่างป่าเถื่อนมากกว่าเป็นผลโดยตรงมาจากโลกาภิวัตน์ และการประสานร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ

จีนถูกโจมตีว่าเป็นปิศาจมาแต่ไหนแต่ไร แม้ในปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ ตั้งแต่ปัญหาการคอร์รัปชั่น จนถึงความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม และการใช้กำลังกดขี่ปราบปรามประชาชน แต่ข้อบกพร่องเหล่านี้ก็ต้องนำมาชั่งน้ำหนักกับการที่จีนตัดสินใจเปิดประเทศเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเวทีเศรษฐกิจโลก และตามรายงานของนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์เมื่อปี 2001 ระบุว่า จีนสามารถใช้เงินทุนที่หลั่งไหลเข้ามาจากทั่วโลก ช่วยยกระดับการครองชีพของประชากรกว่า 270 ล้านคนให้หลุดพ้นจากสถานะเกษตรกรที่ยากจนข้นแค้น

แม้ว่าฝ่ายสนับสนุนโลกาภิวัตน์จะเพลี่ยงพล้ำเล็กน้อยจากกระแสวิพากษ์โจมตี และความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบัน แต่พวกเขายังคงมองอนาคตระยะยาวในแง่ดี ผู้ที่ศรัทธาเชื่อมั่นบางคนถึงกับระบุว่าโลกาภิวัตน์โดยสมบูรณ์ คือเป้าหมายที่แท้จริงของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเกิดการถอยหลัง สะดุด หรือหยุดชะงักสักกี่ครั้ง แต่ท้ายที่สุดแล้วโลกาภิวัตน์จะได้รับชัยชนะไม่เพียงทุกคนจะสามารถประสานเชื่อมโยงกัน จะทุกพื้นที่บนโลกจะสามารถประสานเชื่อมโยงกันได้ด้วย

สภาวะที่โลกหวนคืนสู่กระแสโลกาภิวัตน์ อาจหยุดชะงักลงถ้าราคาน้ำมันยังคงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองลดน้อยลงเรื่อยๆ ถ้าพันธมิตรทางเศรษฐกิจเกิดแตกคอ ถ้าสิทธิกีดกันทางการค้าขยายวงออกไปอีกครั้ง หรือถ้าตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้ กล่องสินค้าทุกกล่อง ทุกบรรจุภัณฑ์ และบุคคลทุกคนที่เดิน ทางข้ามพรมแดนต้องถูกตรวจอย่างละเอียด ถี่ยิบเนื่องจากปัญหาการก่อการร้าย โรคระบาด หรือด้วยเหตุผลอื่นๆ

ดังนั้น คำถามสำคัญยิ่งที่พวกเรากำลัง เผชิญอยู่เบื้องหน้าก็คือ การหวนคืนสู่กระแสโลกาภิวัตน์ที่ดำเนินมานานหลายสิบปี กำลังจะเข้าสู่ช่วงหยุดพักหายใจหรือไม่ หรือสถานการณ์จะพลิกกลับไปสู่การสลายโลกาภิวัตน์อีกครั้ง แม้ว่าจะมีการเคลื่อนย้ายโรงงานและการลงทุนข้ามชาติมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีอินเทอร์เน็ตและโลกไซเบอร์ และแม้ว่าจะมีการเดินทางข้ามพรมแดนของผู้คนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ได้กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนเดียวของสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบัน

หน้า 49


ภาคที่ 3 การปรับเวลา บทที่ 13 กระแสต่อต้านและอุปสรรค - คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3909 (3109)

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีถ้อยคำเพียงไม่กี่คำที่สร้างให้เกิดความเกลียดชังและการถกเถียงกันทั่วโลกได้

อย่างคำว่า โลกาภิวัตน์ รวมทั้งมีการใช้อย่างผิดๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด

สำหรับผู้ต่อต้านโลกาภิวัตน์ เป้าหมายที่แท้จริงของความเกลียดชัง คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ของโลก

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา สหรัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกสู่โลกาภิวัตน์ (หรือแท้ที่จริงคือการหวนคืนสู่กระแสโลกาภิวัตน์) แต่สหรัฐก็ได้ส่งสัญญาณที่ผิด

รัฐบาลหลายชุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลประธานาธิบดีคลินตัน ได้ให้คาถาสำคัญแก่โลก หรือที่เรียกกันว่า วาระวอชิงตัน อันได้แก่ โลกาภิวัตน์บวกการเปิดเสรี ในรูปของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การลดกฎระเบียบ และ การเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน สร้างประชาธิปไตย และโลกที่ดีกว่าเดิม

ทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านโลกาภิวัตน์ มักผนวกแนวคิดโลกาภิวัตน์เข้ากับการเปิดเสรี ราวกับว่าทั้งสองสิ่งแยกกันไม่ออก

แต่ในความเป็นจริงแต่ละประเทศอาจเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจโดยไม่ได้เปิดเสรี และในทางตรงกันข้าม ประเทศที่เปิดเสรีสามารถขายรัฐวิสาหกิจ ลดกฎระเบียบ และเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์ และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า ผลประโยชน์ในระยะยาวจะเคลื่อนจากเศรษฐกิจระดับมหภาคไปสู่เศรษฐกิจระดับจุลภาคที่ซึ่งประชาชนดำเนินชีวิตประจำวัน และไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะเกิดประชาธิปไตย

ปัจจุบันปรากฏอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายที่ต่อสู้กันในสงครามอุดมการณ์หวนคืนสู่โลกาภิวัตน์ ต่างมีจุดยืนที่ไม่ชัดเจน

เว็บไซต์ของขบวนการรณรงค์ต่อต้านโลกาภิวัตน์ระบุถึง "ปฏิบัติการ" ในไฮเดอราบัด อินเดีย ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ปอร์โต อัลเลเกร บราซิล บูเอโนสไอเรส อาร์เจนตินา วอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงบาร์เซโลนา สเปน นิวซีแลนด์ กรีซ เม็กซิโก และฝรั่งเศส

ในการประชุมนานาชาติหลายครั้งจาก ซีแอตเติลจนถึงเจนัว บรรดาผู้ชุมนุมประท้วงห้อมล้อมเหล่าผู้นำของโลกที่อยู่ในโรงแรมหรู หรือเคลื่อนไหวกดดันจนบุคคลเหล่านั้นต้องย้ายสถานที่พำนักไปยังบริเวณที่อยู่ห่างไกล และต้องใช้กองกำลังรักษาความปลอดภัยเข้าควบคุมสถานการณ์

ปัจจุบันผู้ชุมนุมประท้วงได้รับการเชื้อเชิญให้พบปะกับเหล่าผู้นำ และความเคลื่อนไหวต่อต้านก็ได้ลดความรุนแรงลง

จะเห็นได้ว่าอันที่จริงแล้ว ความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของกลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์ก็ได้รับการสนับสนุน และมีการประสานความร่วมมือกันผ่านทางเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่สร้างกระแสโลกาภิวัตน์

ผลกระทบทางการเมืองอันเกิดขึ้นจาก ความเคลื่อนไหวในการต่อต้านก็เป็นผลมา จากรายงานข่าวทางสถานีโทรทัศน์ ซึ่งอาศัยระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมที่โยงใยกันทั่วโลก ข้อเรียกร้องหลายประการของกลุ่มต่อต้าน เช่น ยารักษาโรคเอดส์ที่มีราคาต่ำ จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการวิจัยของบรรษัทข้ามชาติที่กลุ่มผู้ประท้วงกล่าวประณาม และรณรงค์ต่อต้าน โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของบรรษัทข้ามชาติอีกบริษัทหนึ่ง

ผู้ประท้วงโดยส่วนใหญ่ต้องเดินทางโดยเครื่องบิน โดยอาศัยระบบ จองตั๋วโดยสารที่มีการประสานกันในระดับโลก และเป้าหมายของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงจำนวนมาก ก็คือการสร้างผลกระทบในระดับโลก

ขบวนการต่อต้านยังแตกออกกลุ่มย่อยที่ดำรงอยู่ชั่วคราว โดยมีเป้าหมายแยกย่อยหลากหลายประการ เช่น การกำจัดการใช้แรงงานเด็ก การออกกฎหมายห้ามการผลิตยาสูบ การคุ้มครองสิทธิของนักโทษกลุ่ม รักร่วมเพศ บางส่วนก็สนับสนุนระบบนิยม ท้องถิ่นอย่างไร้เดียงสา โดยยกย่องเทิดทูนวิถีชีวิตในหมู่บ้านก่อนหน้ายุคอุตสาหกรรม โดยลืมเลือนไปว่า ในสภาวะเช่นนั้นเต็มไปด้วย การกดขี่ทางเพศ การขาดความเป็นส่วนตัว ผู้ปกครองระดับท้องถิ่นที่เป็นเผด็จการ ความคิดคับแคบ ชอบชี้นำและดื้อดึงไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งพบได้ทั่วไปในวิถีชีวิตประจำวันตามหมู่บ้านยุคก่อนอุตสาหกรรม บางส่วนก็เชิดชูอุดมคติการหวนคืนสู่ธรรมชาติ บางส่วนเป็นพวกชาตินิยมสุดขั้ว ชิงชังสหรัฐและสหภาพยุโรป โดยอิงอยู่กับกลุ่มฟาสซิสม์ใหม่และขบวนการต่อต้านคนต่างชาติ บาง ส่วนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มต่อต้าน โลกาภิวัตน์ แต่ต้องเรียกว่ากลุ่มยอมรับ โลกาภิวัตน์ด้วยซ้ำ

ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่สนับสนุนอย่างแข็งขันต่อบทบาทของสหประชาชาติ และองค์การระหว่างประเทศต่างๆ หลายคนต้องการเห็นรัฐบาลโลกหนึ่งเดียว หรืออย่างน้อยก็มีระบบกลไกทางการเงินที่เป็นหนึ่งเดียวครอบคลุม ทั่วโลก เช่น ระบบภาษี ผู้คนจำนวนมากต้องการให้จัดการกับบรรษัทระดับโลก และธุรกิจการเงินระดับโลก ซึ่งพวกเขามองว่า เป็นต้นเหตุของการกดขี่แรงงาน ทำลายสิ่งแวดล้อมเกื้อหนุนต่อระบอบเผด็จการ และ ก่อให้เกิดสิ่งเลวร้ายต่างๆ นานา

ถึงแม้ว่ากระแสต่อต้านอันหลากหลายจะสูญหายไป แต่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ หรือการหวนคืนสู่โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ก็อาจจะดำเนินไปอย่างช้าๆ จนถึงหยุดชะงักลงได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีปัจจัยอันทรงพลังที่จะยับยั้งการขยายพื้นที่ปรากฏอยู่อีกไม่ไกล

ไททานิกลำใหม่

ช่วงเวลาของการหวนคืนสู่โลกาภิวัตน์ได้ปรากฏวิกฤตการณ์หายนะระดับชาติหรือระดับภูมิภาค ซึ่งส่งผลอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกหลายครั้ง ในเอเชีย รัสเซีย เม็กซิโก อาร์เจนตินา วิกฤตการณ์แต่ละครั้ง ทำให้บรรดานักลงทุน นักธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีความหวั่นวิตกต่อสภาวะการ "แพร่ระบาด" คำถามสำคัญยิ่งยวดได้แก่ การล่มสลายทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินา จะทำลายเศรษฐกิจของบราซิลลงไปด้วยหรือไม่ วิกฤตที่เกิดในเอเชียระหว่างปี 1997-1998 จะสร้างหายนะระดับโลกหรือไม่ (ในช่วงเวลานั้นถือว่าเฉียดฉิว)

เนื่องจากการประสานร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันมีความเข้มข้น สลับซับซ้อนหลายชั้น เชื่อมโยงธุรกิจหลากหลายประเภทและหลากหลายระดับ

ดังนั้นจึงต้องมีการออกแบบระบบรองรับความผิดพลาด ระบบนิรภัยคุ้มครองป้องกันความเสียหาย แต่โชคร้ายที่บรรดาผู้ส่งเสริมการหวนคืนสู่โลกาภิวัตน์ได้สร้างเรือสำราญทางการเงินขนาดยักษ์ โดยปราศจากส่วนผนึกกั้นน้ำเหมือนอย่างที่เรือไททานิกมี

ตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐมี "กลไกตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ" เพื่อป้องกันความหายนะ ตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นนิวยอร์กจะประกาศยุติการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ถ้าหากดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงถึงร้อยละ 10 ก่อนเวลา 14.00 น.ในวันทำการ นอกจากนี้ยังมีมาตรการยับยั้งการซื้อขายหุ้น ถ้าหากราคาพุ่งขึ้นสูงหรือดิ่งลงมากเกินขีดจำกัด

มีหลายประเทศจากอินเดียจนถึงไต้หวันที่ใช้มาตรการคล้ายคลึงกัน หรือกำลังพิจารณาใช้มาตรการเหล่านี้ มาตรการเหล่านี้ก็อาจเพียงพอหรือไม่เพียงพอสำหรับรับมือกับวิกฤตระดับท้องถิ่นหรือชาติ แต่ปัญหาก็คือ การค้า การเงินและตลาดทุนในระดับนานาชาติ ปราศจากมาตรการรับมือวิกฤต หรือแม้แต่มาตรการแจ้งเตือน ไม่ต้องเอ่ยถึงมาตรการป้องกัน ระบบนิรภัย หรือระบบสำรอง

เนื่องจากการประสานเชื่อมโยงกันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเราไม่ได้ปกป้องตัวเองอย่างเพียงพอต่อการแพร่ระบาด จึงเกิดผลทางลบต่อกระแสโลกาภิวัตน์ 2 ประการ ได้แก่ ความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของวิกฤตการณ์ระดับโลก อาจทำให้ประเทศต่างๆ หันหลังกลับ แล้วสร้างเกราะคุ้มกันตนเองอย่างแน่นหนาเหมือนเปลือกหอย

มาตรการตอบโต้อาจขับไล่เงินลงทุนจากต่างประเทศ สร้างกำแพงทางการค้า เปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำเข้าและส่งออก ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายธุรกิจ ตำแหน่งงาน และทุนทั่วโลก หรือกล่าวสั้นๆ ก็คือ เป็นการทวนกระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังดำเนินอยู่

หน้า 48


ภาคที่ 3 การปรับเวลา บทที่ 13 กระแสต่อต้านและอุปสรรค (2) - คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 02 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3909 (3109)

พึ่งพาการส่งออกมากเกินไป

คำถามสำคัญอีกข้อก็คือ มีเหตุการณ์หรือปัจจัยอะไรอีกที่จะสามารถทำให้กระแสการหวนคืนสู่โลกาภิวัตน์พลิกกลับ คำตอบได้แก่ มีมากมาย

เราได้เข้าสู่ยุคของการพึ่งพาการส่งออกมากจนเกินไป หรือถ้าไม่อาจเรียกเป็นยุค ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่ง เริ่มจากช่วงทศวรรษ 1970 ญี่ปุ่นทะยานสู่ความมั่งคั่งจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม การออกแบบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ การปิดตลาดภายในประเทศ และการมุ่งเน้นการส่งออกสินค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่ช้าไม่นาน ยุทธศาสตร์ดังกล่าวก็ได้รับการลอกเลียนแบบโดยเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ ตามมาด้วยมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ทั้งหมดล้วนพยายามผลักดันส่งสินค้าเข้าไปในตลาดสหรัฐและยุโรป โดยมี "สิ่งต่างๆ" มากมายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในประวัติศาสตร์ เคลื่อนข้ามมหาสมุทร แปซิฟิกภายในเรือบรรทุกสินค้า เรือบรรทุกน้ำมัน และเครื่องบินบรรทุกสินค้า การส่งออกสินค้าตามความหมายทางตัวอักษรแล้ว ก็คือปรากฏการณ์ทางด้านพื้นที่อาณาเขต และกลายเป็นศรศักดิ์สิทธิ์เพื่อการพัฒนา

บรรดาประเทศเอเชียเหล่านี้ มีการส่งออกขยายตัวมากกว่าอุปสงค์ภายในประเทศ ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ของการไม่ประสานสอดคล้องกันอย่างพร้อมเพรียง ในระดับมหภาค แล้วก็มาถึงโอกาสของจีน จีนส่งออกสินค้าราคาถูกจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐ ไม่นานนัก ในสหรัฐก็เต็มไปด้วย เครื่องเป่าผม ถุงน่อง กระเป๋าถือ นาฬิกา เครื่องคิดเลข เครื่องมือช่าง และตุ๊กตา จากจีน อุปทานสินค้าท่วมท้นเคียงคู่ไปกับการละเมิดลิขสิทธิ์

แต่ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งครอบครองมากกว่าร้อยละ 30 ของอุปสงค์สินค้าทั่วโลก เกิดดิ่งลงอย่างกะทันหันและรวดเร็ว การเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งในโลกจะได้รับผล กระทบอย่างรุนแรง หลายประเทศจะเกิดการสั่นคลอนทางเศรษฐกิจ รวมทั้งบรรดาประเทศที่ยากจนที่สุด

กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ประเทศที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกสินค้าชนิดเดียวมากจนเกินไป เช่น แซมเบีย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกทองแดง หรือประเทศที่พึ่งพาการส่งออกบอกไซด์ (วัตถุดิบของอะลูมินัม) น้ำตาล กาแฟ โกโก้ หรือโคบอลต์ รวมทั้งน้ำมัน

ถ้ามองสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในขณะนี้ อาจคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ แต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็เคยเกิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงในสหรัฐ หรือเศรษฐกิจจีนเกิดวิกฤต แม้บรรดาผู้ผลิตน้ำมัน จะพยายามควบคุมปริมาณการผลิต ก็ไม่อาจพยุงราคาน้ำมันเอาไว้ได้ และถึงว่าการดิ่งลงของราคาน้ำมัน จะเป็นสถานการณ์ชั่วคราว แต่ก็อาจทำให้รัฐบาลหลายประเทศต้องพ้นจากอำนาจ

รายได้ร้อยละ 80 ของรัฐบาลไนจีเรียมาจากน้ำมัน ส่วนซาอุดีอาระเบียมีรายได้ร้อยละ 75 จากน้ำมัน ประเทศที่พึ่งพารายได้จากน้ำมันในระดับใกล้เคียงกัน ได้แก่ คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และแองโกลา

ส่วนเวเนซุเอลาอยู่ที่ร้อยละ 50 รัสเซียอยู่ที่ร้อยละ 30 ถ้าเศรษฐกิจมีปัญหา บรรดารัฐบาลที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมัน อาจถูกสถานการณ์บีบคั้นให้ตัดลดการอุดหนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ และสวัสดิการสังคม ซึ่งเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดการชุมนุมประท้วงและการจลาจลตามท้องถนน อันเป็นในช่วงหลายสิบปีข้างหน้า อาจได้เห็นการรวมตัวกันเป็นองค์กรเหนือชาติ หรือกลุ่มการค้าต่างๆ ตามแนวทางของสหภาพยุโรป

จาก Mercosur (เขตการค้าเสรีอเมริกาใต้) จนถึงกลุ่มการค้าใหม่ๆ ในเอเชีย เนื่องจากการรวมตัวกัน เป็นตลาดที่ใหญ่กว่าประเทศเพียงประเทศเดียว

กลุ่มเหล่านี้จึงอาจถือว่าเป็นครึ่งทางสู่ การประสานรวมตัวกันในระดับโลกและเป็นการเปิดเสรีทางการค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นภาพที่มักถูกอวดอ้างอยู่เสมอ แต่ก็ยังมีผู้ที่มองเห็นในฝั่งตรงกันข้าม เพราะภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก กลุ่มเหล่านี้อาจนำมาซึ่งลัทธิกีดกันทางการค้า กลายเป็นอุปสรรคขนาดใหญ่โตและกว้างขวางต่อการเปิดเสรี และโลกาภิวัตน์ขั้นต่อไป การรวมตัวกันเป็นกลุ่มเหนือชาติ ตามภูมิภาคต่างๆ อาจกลายเป็นดาบสองคมสำหรับโลกาภิวัตน์

วัตถุดิบชานาโนช้อนชาเดียว

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็อาจกลายเป็นอุปสรรคเช่นเดียวกัน จากการผสมผสาน ระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้การนำเข้าวัตถุดิบ และสินค้าบางประเภทไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

การปฏิวัติเทคโนโลยีด้วยการลดขนาด การปรับแต่งสารพัดรูปแบบตามต้องการ และการใช้เนื้อหาความรู้ ทดแทนวัตถุดิบบางส่วน หมายความว่าเศรษฐกิจในอนาคต อาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสินค้าหลายชนิดในปริมาณมาก ซึ่งครอบครองส่วนแบ่งขนาดใหญ่ในตลาดโลกในปัจจุบัน ในอนาคตผลิตภัณฑ์นาโนเพียงหนึ่งช้อนชา สามารถแทนที่วัตถุดิบหลายตัน ที่ปัจจุบันต้องขนส่งข้ามทวีป สถานการณ์เช่นนี้อาจใช้เวลาอีกนานกว่าจะเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเมืองท่าสำคัญทั่วโลก จากซิงเตา ถึงลอสแองเจลิส และรอตเตอร์ดัม ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้จะนำไปสู่กระบวนการผลิตใช้ภายในท้องถิ่น ภายในประเทศ โดยพึ่งพาต่อตลาดต่างประเทศระดับโลกลดน้อยลง

ยิ่งไปกว่านั้น เราไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงคราม และการก่อการร้าย ซึ่งเป็นปัจจัยสลายโลกาภิวัตน์ที่เด่นชัดมากที่สุด วิกฤตทั้งสองประการจะทำลายพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่ง น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ วัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป และสินค้าต่างๆ ทั้งสองจะนำมาซึ่งการแข่งขันแย่งชิงเงินทุน และคลื่นผู้อพยพข้ามพรมแดนจำนวนมหาศาล โดยที่ไม่อาจหยุดยั้ง และมหันตภัยทั้งสองจะพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในเขตเศรษฐกิจที่พึ่งพาฐานความรู้อย่างยิ่งยวด

อนาคตดูจะไม่สดใสเท่าใดนัก มีแนวโน้ม ที่จะเกิดความไร้เสถียรภาพทางด้านภูมิศาสตร์การเมือง และความขัดแย้งเผชิญหน้าทางการทหารในหลายพื้นที่ จนปะทุกลายเป็นสงคราม ซึ่งไม่เพียงจะมีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก แต่ยังจะนำมาซึ่งผลกระทบเช่นในอดีต คือการสลายการประสานร่วมมือกันในสิ่งที่ทำมาแล้ว

วิกฤตการณ์แมดแมกซ์

นอกเหนือจากปัจจัยสลายโลกาภิวัตน์ตามที่ได้กล่าวข้างต้น ยังมีปัจจัยที่นักอนาคตศาสตร์เรียกว่า ปรากฏการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ (wild card scenarios) ซึ่งแม้จะมีความน่าจะเป็นน้อย แต่ไม่อาจตัดทิ้งไปได้

ได้แก่ การแพร่ระบาดของโรคประหลาดชนิดใหม่ ทำให้เกิดการกักกัน บุคคล สัตว์และสิ่งของอุกกาบาตพุ่งชนโลก หายนะทางด้านสภาพแวดล้อมอย่างกว้างขวาง ซึ่งส่งผลเศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างรุนแรง เหมือนสถานการณ์ในภาพยนตร์เรื่องแมดแมกซ์ (Mad Max) เป็นความรอบคอบที่ควรแบ่งพื้นที่ส่วนเล็กๆ บางส่วนในสมอง คิดคำนึงถึง สิ่งที่คาดไม่ถึงเอาไว้บ้าง เพราะตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีวิกฤตการณ์รุนแรงหลายครั้ง ที่เริ่มต้นจากสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อย่างที่สุด แต่ท้ายที่สุดก็ปรากฏเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางรุนแรง

เราไม่อาจทราบได้ว่าปัจจัยที่ต่อต้านและเป็นอุปสรรคเหล่านี้ ปัจจัยใดจะแสดงบทบาทสำคัญโดดเด่นขึ้นมา หรือจะมีการประสานพลังกันอย่างไร แต่เป็นที่แน่ชัดว่าปัจจัยแต่ละตัวมีศักยภาพสูงยิ่งในการพลิกกระแสหวนคืนสู่ โลกาภิวัตน์ มากกว่าหัวข้อข่าวพาดหัวความเคลื่อนไหวของขบวนการชุมนุมประท้วงต่อต้านโลกาภิวัตน์ทั้งหมดรวมกัน

ยิ่งไปกว่านั้น มีความเป็นไปได้สูง ที่อาจมีสถานการณ์สลายโลกาภิวัตน์สองสถานการณ์หรือมากกว่านั้น เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ในอนาคตอันใกล้ และการคิดถึงอนาคตที่ไม่มีวิกฤตใดๆ เกิดขึ้นเลย น่าจะเป็นภาพที่มีความเป็นไปได้น้อยกว่า

หน้า 49


ภาคที่ 3 การปรับเวลา บทที่ 13 กระแสต่อต้านและอุปสรรค (3)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3910 (3110)

แนวโน้มอนาคตที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด จึงแตกออกเป็น 2 กระแส โดยมีความเป็นไปได้สูงที่การประสานความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ขณะที่นานาชาติเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้นให้ร่วมมือกันในระดับโลกเพื่อรับมือกับปัญหาการก่อการร้าย อาชญากรรม สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน แรงงานทาส และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

การทำนายเช่นนี้ อาจทำให้หลายคนใฝ่ฝันถึงความก้าวหน้าสู่การรวมตัวอย่างสมบูรณ์ของเศรษฐกิจโลกที่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง รวมทั้งการก่อกำเนิดรัฐบาลโลกในอนาคตอีกไม่กี่ 10 ปีข้างหน้า

แต่อันที่จริงมันบ่งชี้ถึงความไร้เสถียรภาพในมิติด้านอาณาเขตพื้นที่ของตลาดแรงงาน เทคโนโลยี เงินตรา และผู้คน ซึ่งมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น รวดเร็วขึ้น และครอบคลุมกว้างขวางยิ่งขึ้น บ่งชี้ถึงยุคแห่งความโกลาหลด้านอาณาเขตพื้นที่ที่มีอัตราเร่งสูง

จนถึงตรงจุดนี้ เราได้ทราบแล้วว่า ความ มั่งคั่งกำลังเคลื่อนตัวไปยังเอเชีย เขตปกครองระดับภูมิภาคกำลังมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น บรรทัดฐานด้านอาณาเขตพื้นที่ของประเทศที่ก้าวหน้ากำลังเปลี่ยนแปลงไป ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการหวนคืนสู่กระแสโลกาภิวัตน์กำลังพลิกผัน สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างความมั่งคั่งกับปัจจัย พื้นฐานส่วนลึก ด้านมิติพื้นที่อาณาเขตแปรเปลี่ยนไป ถึงกระนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงใน มิติอาณาเขตพื้นที่อีกประการหนึ่ง ซึ่งอนาคตข้างหน้าในระยะยาวจะทำให้การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้รวมกันกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย

บทที่ 14

ขับเคลื่อนสู่ห้วงอวกาศ

พวกเราเป็นมนุษย์รุ่นแรกที่ส่งสิ่งประดิษฐ์ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ไกลโพ้นจากพื้นผิวของดาวเคราะห์ที่เราอาศัยอยู่ และใช้สิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นสร้างความมั่งคั่ง ซึ่งทำให้ยุคสมัยของเราเป็นช่วงเวลาแห่งการปฏิวัติครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

เรามักไม่ค่อยรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและเศรษฐกิจของเราอย่างไร น้อยคนที่จะทราบว่าทุกครั้งที่เขาใช้ ATM หรือโทรศัพท์ พวกเขากำลังพึ่งพาเทคโนโลยีที่อยู่ห่างจากพื้นผิวโลกขึ้นไปประมาณหนึ่งหมื่นสองพันไมล์ ผู้ป่วยทุกคนที่ต้องฟอกไต หรือใช้เครื่องควบคุมการเต้นของหัวใจ ต้องขอบคุณต่อบุคคลที่เดินทางออกห่างจากพื้นผิวโลกไปไกลโพ้น

ระบบดาวเทียมระบุตำแหน่ง GPS พัฒนาโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ใช้เวลากว่า 4 ปี ด้วยวงเงินประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์ ระบบดาวเทียมสื่อสาร และระบบถ่ายภาพจากดาวเทียมเชิงพาณิชย์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางอวกาศ ซึ่งจะได้รับความสนใจอย่างมาก และมีการพัฒนาต่อไปในช่วงหลาย 10 ปีจนถึงหลาย 100 ปีข้างหน้า โครงสร้างพื้นฐานทางอวกาศเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อวิธีการสร้างมูลค่าทางเศษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีชนิดนี้ยังอยู่ขั้นต้น แม้จะถูกโจมตีจากพวกขาดวิสัยทัศน์อยู่เสมอว่าเป็นความฟุ่มเฟือยที่ไร้ประโยชน์ แต่ในความเป็นจริง การขับเคลื่อนสู่ห้วงอวกาศได้ปฏิรูปวิถีการดำรงชีวิตประจำวันไปแล้วหลายด้าน ผลลัพธ์ประการหนึ่งก็คือ การสร้างอุตสาหกรรมดาวเทียมมูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์ทั่วโลก ประกอบด้วยผู้ผลิตอย่างโบอิ้ง EADS/Astrium และ Alcatel Space บริษัทจัดส่งดาวเทียมอย่าง China Great Wall Industry Corporation บริษัทควบคุมและประสานงาน เช่น Intersputnik ในรัสเซีย กับบริษัทให้บริการเกี่ยวเนื่องหลากหลายชนิดผู้จำหน่ายภาพถ่ายจากดาวเทียม และซัพพลายเออร์อุปกรณ์ต่างๆ

ในช่วงทศวรรษ 1990 สื่อด้านธุรกิจรายงานว่า บรรดานักลงทุนต้องสูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับหุ้นอุตสาหกรรมอวกาศ และบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับอวกาศหลายรายประสบปัญหาจนถึงขั้นยุติกิจการ แต่จากผลการสำรวจโดยสมาคมอุตสาหกรรมดาวเทียมเมื่อไม่นานมานี้ บอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 หลายบริษัทมีรายได้เติบโตร้อยละ 15 ต่อปีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าบางช่วงเวลาอาจอยู่ในสภาวะผลผลิตมากเกินอุปสงค์ แต่ก็เป็นสถานการณ์เพียงชั่วคราว ปัจจุบันมีบริษัทก่อตั้งใหม่จำนวนมาก และรัฐบาลหลายประเทศแข่งขันกันเข้าร่วม "คลับอวกาศ" ตัวอย่างเช่น บราซิล และยูเครน กำลังร่วมมือกันเตรียมการจัดส่งจรวดไซโคลน-4 ของยูเครนจากฐานส่งดาวเทียม อัลคานทาราของบราซิล ซึ่งถือเป็นฐานส่งดาวเทียมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และจนถึงปี 2005 ได้มีบริษัทหลักทรัพย์จำนวนมากเข้าซื้อหุ้นของบริษัทดาวเทียมหลายราย เช่น Intelsat PanAmSat และ New Skies

ธุรกิจมูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์ อาจดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโลกที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขที่เห็นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของเรื่องราวทั้งหมด ยังมีการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมหลายประเภทที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อมกับอุตสาหกรรมอวกาศ อาทิ เครือข่ายสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ เทคโนโลยีทางการแพทย์ ทีมกีฬาประเภทต่างๆ บริษัทโฆษณา บริษัทโทรศัพท์และ อินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการข้อมูลทางการเงิน และยังมีธุรกิจอื่นๆ อีกมาก

จากเครื่องฟอกไตถึงเครื่องกระตุ้นหัวใจ

ปัจจุบันกลุ่มบริษัทธุรกิจอวกาศซึ่งไม่ค่อยมีใครรู้จักนัก ชื่อว่า Mapping Alliance Program ได้นำเสนอบริการตรวจวัดข้อมูลบนพื้นผิวโลกด้วยดาวเทียม การถ่ายภาพพื้นผิวโลกด้วยดาวเทียม ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ออกแบบ สำรวจ จัดทำแผนที่และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ลูกค้าของ MAP ได้แก่ บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รัฐวิสาหกิจที่ให้บริการสาธารณูปโภคด้านน้ำ ก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า การเกษตรกรรม การทำเหมืองแร่ และการขนส่ง รวมถึงการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติ

ข้อมูลความรู้ที่ได้รับจากปฏิบัติการในห้วงอวกาศ ยังช่วยให้หลายบริษัท ทำนาย ประกัน และลดความเสี่ยง ข้อมูลจากอวกาศมีบทบาทสำคัญในตลาดการเงินที่มีการซื้อขาย "เครื่องมือทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ (weather futures)"

เอียน ดัดเด็น แห่งตลาดอนุพันธ์ London International Financial Futures and Options Exchange (LIFFE) ระบุว่า การผันแปรของสภาพภูมิอากาศอาจจะ "ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถในการผลิต ปริมาณการค้า และผลกำไรโดยรวม" ในธุรกิจหลากหลายประเภท ตั้งแต่เกษตรกรรมจนถึงประกันภัย ผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกสินค้าหลากหลายชนิดจากเครื่องดื่มจนถึงยาแก้หวัด ยังไม่รวมถึง ผู้จัดงานเทศกาลการแสดงต่างๆ และธุรกิจแพ็กเกจท่องเที่ยวในช่วงวันหยุด เฉพาะในสหรัฐ กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า หนึ่งในเจ็ดของเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐซึ่งมีมูลค้า 10 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2001 มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ในตลาด LIFFE และตลาดอีกหลายแห่ง ได้มีการซื้อขาย เครื่องมือทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็น เครื่องมือช่วยประกันความเสี่ยงจากการแปร ปรวนของสภาพภูมิอากาศ

อุตสาหกรรมด้านสุขภาพก็ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมในห้วงอวกาศอย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน แต่มักไม่ค่อยมีใครรู้ ปัจจุบันผู้ป่วย โรคไตในสหรัฐจำนวน 250,000 ราย สามารถมีชีวิตอยู่รอดมาได้ด้วยการฟอกไตอย่างสม่ำเสมอ พวกเขาต้องขอบคุณต่อองค์การนาซ่า และนักบินอวกาศ เพราะนาซ่าเป็นผู้พัฒนากระบวนการทางเคมี ในการแยกสิ่งที่เป็นพิษออกจากของเหลว ซึ่งใช้ในกระบวนการฟอกไต

หน้า 45


ภาคที่ 3 เศรษฐปฏิวัติ บทที่ 14 ขับเคลื่อนสู่ห้วงอวกาศ (2)

คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ Alvin and Heidi toffler  ผู้แปล รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3912 (3112)

ปัจจุบันยุโรปกำลังทดลองเครื่องกระตุ้นหัวใจ โดยใช้เทคโนโลยีการส่งเชื้อเพลิงในยานกระสวยอวกาศ เฉพาะในสหรัฐประเทศเดียวต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ หัวใจวายเฉียบพลันปีละสูงกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมีการทดลองสร้าง "เครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ (bioreactor)" เพื่อใช้เพาะเลี้ยงเซลล์ในอวกาศ ซึ่งปัจจุบันห้องปฏิบัติการวิศวกรรมเนื้อเยื่อได้นำเทคโนโลยีชนิดนี้มาพัฒนาใช้สร้างหัวใจมนุษย์

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอีกหลายประเภทที่ใช้หรือพัฒนาในอวกาศ และสามารถ นำมาประยุกต์ใช้เยียวยาความพิการทางตา การสูญเสียแขนขา และอาการไตวายอันเกิดจากโรคเบาหวาน ซึ่งในสหรัฐต้องสูญเสียเงินค่ารักษาพยาบาลไม่น้อยกว่าปีละ 132,000 ล้านดอลลาร์ และคาดกันว่าตัวเลขจะพุ่ง สูงขึ้นอีก เมื่อจำนวนผู้สูงอายุมีมากขึ้น

เทคโนโลยีในห้วงอวกาศ ยังมีบทบาทสำคัญด้านการตรวจตราสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ยานอวกาศ SPOT-4 ของฝรั่งเศส ใช้อุปกรณ์ POAM ? ของสหรัฐในการตรวจวัดโอโซนและละอองลอยที่ขั้วโลก ตามรายงาน U.S. Naval Research Laboratory"s 2001 Review ระบุว่า "ทุกปี พื้นที่ป่าจำนวนมหาศาลในอะแลสกา ตอนเหนือของแคนาดา สแกนดิเนเวีย รัสเซีย และจีน ถูกโจมตีจากไฟป่า ระหว่างเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนตุลาคม ส่งผลให้กลุ่มควันจำนวนมากลอยขึ้นสู่บรรยากาศ และด้วยกระแสลมแรงที่ระดับความสูงมาก บางครั้งได้พัดพากลุ่มควันลอยไปไกลหลายพันกิโลเมตร" ข้อมูลเหล่านี้ได้รับจาก SPOT-4/POAM ?

ความร่วมมือในโครงการอวกาศระหว่างบราซิลกับนาซ่า ได้ศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปใน พื้นที่ป่าอะเมซอน "นกอวกาศ" ของนาซ่ายังตรวจวัดอัตราการละลายของธารน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ โครงการสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีในห้วงอวกาศ มีตั้งแต่โครงการชลประทาน ประมง นิเวศวิทยาบริเวณปากน้ำ และปรากฏการณ์เอลนิโญ

ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ที่เผ่าพันธุ์มนุษยชาติจะมีภาพที่ชัดเจนถูกต้องของพื้นผิวโลก ยานกระสวยอวกาศ เช่น Endeavor ได้เก็บข้อมูลจำนวนมากเพื่อใช้ในการสร้างภาพรายละเอียดสูงของพื้นที่โล่งทุนดราอันหนาวเย็น พื้นที่ทะเลทราย ป่าที่อยู่อาศัยของกอริลลาที่กำลังจะสูญพันธุ์ รวมทั้งซากโบราณสถานเก่าแก่อย่างปราสาทพระนครในกัมพูชา และเมืองอูบาร์ในตำนานในประเทศโอมาน ข้อมูลอันแม่นยำจากห้วงอวกาศ ยังช่วยกำหนดตำแหน่งโครงข่าย โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบุอันตรายหรือสิ่งที่ เป็นอุปสรรคต่อการบิน พยากรณ์อุทกภัย และอื่นๆ อีกมาก นำร่องการบินและพัสดุภัณฑ์ 24 ชั่วโมงต่อวัน ณ ฐานทัพอากาศชริฟเวอร์ในโคโลราโด คนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งในกองทัพอากาศของสหรัฐ บางคนอายุประมาณ 18 หรือ 19 ปี นั่งอยู่หน้าแผงคอมพิวเตอร์ คอยควบคุมการโคจรรอบโลกของดาวเทียมที่อยู่สูงขึ้นไปหนึ่งหมื่นสองพันไมล์ พวกเขาควบคุมการทำงานของดาวเทียมมากกว่า 20 ดวงที่ประกอบกันเป็นระบบดาวเทียมระบุตำแหน่ง GPS NAVSTAR ซึ่งทำหน้าที่บอกตำแหน่งของบุคคลบนโลกอย่างแม่นยำ ผ่านทางเครื่องรับสัญญาณ ข้อมูลขนาดเล็กที่มีราคาไม่แพง

จีพีเอส เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีมหัศจรรย์แห่งยุคสมัย สามารถใช้ประโยชน์โดยบริการระบบออนไลน์ คนขับรถยนต์ คนขับรถบรรทุก คนขับเรือ นักไต่เขา ธนาคาร บริษัทโทรคมนาคม จนถึงกองทัพ

ปัจจุบันจีพีเอสมีบทบาทสำคัญทั้งด้าน ความมั่นคงและด้านธุรกิจ ดังนั้นยุโรปจึงตัดสินใจวางแผนจะสร้างระบบจีพีเอสของตนเองขึ้นมาใช้งาน มีชื่อว่า กาลิเลโอ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจีพีเอสที่ไม่ค่อยมีใครทราบนักได้แก่ มันช่วยระบุตำแหน่งของเรา ทั้งในมิติพื้นที่และมิติเวลา ดังนั้นนอกจากจะระบุจุดที่เราอยู่แล้ว มันยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการประสานกันอย่างพร้อมเพรียง เกล็น กิบบอน แห่ง Advanstar Communication กล่าวว่า "ทุกครั้งที่เรา เบิกเงินสดจากเครื่องเอทีเอ็มหรือโทรศัพท์ (ไม่ว่าจะแบบใช้สายหรือไร้สาย) จะมีการ ประสานกันระหว่างเสียงกับข้อมูล... เครือข่ายการสื่อสารพึ่งพาต่อระบบกำหนดเวลาจีพีเอสอย่างมากเพื่อความแม่นยำ เพราะดาวเทียมจีพีเอสใช้นาฬิกาอะตอมซีเซียม (cesium) และรูบิเดียม (rubidium) ซึ่งมีความแม่นยำสูงในระดับหนึ่งในพันล้านวินาที" การกำหนดเวลาได้อย่างแม่นยำ และการประสานกันอย่างพร้อมเพรียง จะนำมาซึ่งความสามารถในการผลิต และการนำเทคโนโลยีชนิดนี้ไปใช้ประโยชน์ ยังคงมีพัฒนาการต่อไป

นับตั้งแต่เหตุการณ์โจมตีอาคารเวิรลด์เทรดฯในมหานครนิวยอร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ได้พุ่งความสนใจตรวจตราตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกสินค้า ที่ขนส่งทางเรือกว่า 200 ล้านตู้ต่อปี เพราะตู้ใดตู้หนึ่งอาจซุกซ่อนอาวุธชีวภาพอันน่าสะพรึงกลัว กลุ่มผู้ก่อการร้าย ยาเสพย์ติด อาวุธปืน หรือวัตถุอุปกรณ์ ที่เป็นอันตรายร้ายแรง ทุกวันนี้มีตู้คอนเทน เนอร์ที่เดินทางเข้าไปยังสหรัฐเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นที่ได้รับการตรวจตรา ยังไม่นับที่ขนส่งมาทางบกและทางเครื่องบิน

ดาวเทียมในระบบจีพีเอส โดยหลักการแล้วสามารถติดตามเส้นทางการเคลื่อนย้ายขนส่งของตู้คอนเทนเนอร์เหล่านี้ได้ ในอนาคตไม่เพียงตู้คอนเทนเนอร์เท่านั้น แต่สินค้าทุกชิ้นภายในตู้จะได้รับการติดตาม เฝ้าดูตลอดเส้นทางภายในห่วงโซ่อุปทาน จากโรงงานผลิตจนถึงผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก จนถึงชั้นวางจำหน่าย และการขนส่งสู่บ้านของลูกค้า ระบบติดตามเส้นทางสินค้า รุ่นแรกได้ถูกทดสอบและนำมาใช้แล้ว โดยห้างสรรพสินค้าอย่าง Wal-Mart, Target, Sears และ Kmart

ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตบรรจุภัณฑ์ ที่ใส่อาหารจะมีชิปซึ่งบอกข้อมูลแก่ผู้ขนส่งอย่างต่อเนื่องว่าอาหารที่อยู่ภายในมีสภาพ เป็นอย่างไรระหว่างการขนส่ง

บรรจุภัณฑ์ "ฉลาด" บางประเภทจะมี ขีดความสามารถในการดำเนินกระบวนการกับอาหารที่อยู่ภายใน ดังนั้นการประสานกันระหว่างระบบจีพีเอสหรือระบบอื่นที่ทำหน้าที่เหมือนกัน จะพลิกโฉมหน้าระบบขนส่งสินค้า และอุตสาหกรรมอาหารไปอย่างมาก ทำให้อาหารและสินค้าอื่นๆ มีความสด มากขึ้น และมีคุณภาพสูงขึ้น เปลี่ยนแปลง วิถีทางธุรกิจทั้งในแง่การผลิตและการกระจายสินค้าในอุตสาหกรรม หลากหลายชนิด รวมทั้งเพิ่มความปลอดภัยในการขนส่ง

อย่างไรก็ตาม จีพีเอสก็เป็นเช่นเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มันทำให้ การดำเนินชีวิตของเรามีความปลอดภัย มากยิ่งขึ้น สามารถติดตามการเดินทาง ของรถบรรทุก ผู้ก่อการร้ายสมาชิกกลุ่ม อัล-เคดาขณะแล่นข้ามทะเลทรายเยเมน แต่มันก็ทำให้การเดินทางไปสถานบริการ หรือธนาคารไม่เป็นความลับ หรือมีความเป็นส่วนตัวน้อยลงไป คนอื่นหรือแม้แต่เพื่อนบ้านก็อาจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ คุณได้ ดังนั้นจึงต้องมีการชั่งน้ำหนักระหว่าง ข้อดีกับข้อเสีย

ผลประโยชน์ยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจ ที่ได้รับจากระบบจีพีเอส ได้แก่ การคมนาคมทางอากาศ ในอนาคตระบบควบคุมการจราจรทางอากาศจากห้วงอวกาศ จะ เข้าแทนที่ระบบควบคุมจากภาคพื้นดิน ทุกวันนี้เครื่องบิน จะรับคำสั่งการบินผ่าน ทางสัญญาณวิทยุ ศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน จากศูนย์หนึ่งไปยังอีกศูนย์หนึ่ง ในบริเวณ ใกล้มหานครใหญ่ๆ การจราจรจะมี ความแออัดคับคั่งมาก ขณะที่ศักยภาพในการควบคุมการจราจรทางอากาศมีจำกัด ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศด้วย จีพีเอสจะช่วยเพิ่มศักยภาพและความแม่นยำ และสามารถอนุญาตให้เครื่องบินลงจอดได้ภายใต้สภาพที่ปัจจุบันไม่อาจทำได้รวมทั้งครอบคลุมสนามบินที่อยู่ห่างไกล หรือสนามบินขนาดเล็ก ปรับปรุงศักยภาพในการนำร่องข้ามมหาสมุทร ทั้งหมดนี้โดยเสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่าระบบควบคุมการจราจรทางอากาศจากภาคพื้นดิน

หน้า 49


เขตแดนแห่งความมั่งคั่ง ที่ยังไม่มีใครพบ

คอลัมน์ เศรษฐปฏิวัติ  โดย รอฮิม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3913 (3113)

เขตเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือประเทศ ที่เริ่มมีบทบาททางเศรษฐกิจในเวทีระดับโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางอวกาศ จะได้รับประโยชน์ อย่างถ้วนหน้า และมีแนวโน้มจะได้รับ อานิสงส์อีกนานัปการในอนาคต แต่โดยทั่วไปมักถูกมองข้าม จากรายงานการวิจัยของสถาบันวิจัยมิดเวสต์ ประมาณการณ์ว่า ทุกดอลลาร์ที่สหรัฐลงทุนไปในโครงการ ของนาซ่าจะส่งผลให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 9 ดอลลาร์

บทวิเคราะห์ของ เชส อีโคโนเมตริกส์ ระบุว่า โครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ ส่งผลให้ความสามารถในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสามารถเทียบเท่าผลตอบแทนการลงทุน ถึงร้อยละ 43 อันที่จริงตัวเลขเหล่านี้ค่อนข้างล้าสมัย คลุมเครือ และยังไม่สมบูรณ์ ถึงกระนั้นถ้าเราไม่คำนึงถึงตัวเลข จากการศึกษาบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า กิจกรรม ทางอวกาศได้สร้างคุณประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศมากพอดู และปัจจุบันเรายังใช้ประโยชน์ได้ แค่เพียงเศษเสี้ยวของศักยภาพ ที่มีอยู่

ในอนาคตอีกไม่นานนักจะมีดาวเทียมอีก นับพันๆ ดวงถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศ แอลจีเรีย ปากีสถาน และไนจีเรีย ได้ซื้อดาวเทียม ขนาดเล็ก (micro-satellite) ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม ติดตั้งกล้องถ่ายภาพทางอากาศ และเสียค่าใช้จ่ายในการส่ง ขึ้นสู่วงโคจรเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการส่งดาวเทียมขนาดปกติ ศาสตราจารย์มาร์ติน สวีตติ้ง แห่ง Surrey Satellite Technology ในสหราชอาณาจักรผู้ผลิตดาวเทียมขนาดเล็ก ประกาศว่า ภายในเวลา 10 ปี เราจะสร้างดาวเทียมที่มีขนาดเท่ากับบัตรเครดิต เมื่อขนาด ราคา และค่าใช้จ่าย ลดต่ำลง จะทำให้บริษัทขนาดกลาง เอ็นจีโอ องค์กรเอกชน หรือแม้แต่บุคคลโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนดี หรือคนร้าย สามารถมีดาวเทียมเป็นของตนเองได้

สรุปก็คือถึงเวลาแล้วที่ต้องยอมรับว่า การขับเคลื่อนสู่ห้วงอวกาศ ในแง่ของเศรษฐกิจแล้ว ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยไร้สาระ ก้าวเล็กๆ ของมนุษยชาติสู่อวกาศอันไพศาล ได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ ที่ซึ่งอารยธรรมก่อนหน้านี้อาจมองเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แต่นี่ก็เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

ปัจจุบันมากกว่า 50 ประเทศมีโครงการ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในอวกาศ ไม่เพียงแต่รัฐบาลเท่านั้น ในปี 2004 มี 26 บริษัท เข้าร่วมแข่งขันชิงรางวัล Ansari X Prize เพื่อเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของโลกที่สามารถสร้างยานอวกาศ นำพาคน 3 คน ขึ้นสู่ห้วงอวกาศโดยไม่ต้องโคจรรอบโลก และทดลองซ้ำภายในยานลำเดิมภายในเวลา 2 สัปดาห์ วัตถุประสงค์ของการแข่งขันเพื่อ เร่งพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ในห้วงอวกาศ

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2004 เป็นเวลา 47 ปีพอดี หลังจากการส่งดาวเทียมดวงแรกของโลก สปุตนิก ขึ้นสู่อวกาศ ยานสเปซชิปวันได้บินขึ้นสู่อวกาศและชนะรางวัล โดยไม่ได้ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์เช่นโครงการของรัฐบาลสหรัฐ แต่ใช้เงินในโครงการเพียง 20 ล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับจาก พอล อัลเลน ผู้ร่วม ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ไบรอัน บินนี่ นักบิน ผู้ควบคุมยาน เป็นมนุษย์คนที่ 434 ที่เดิน ออกจากโลกเข้าสู่ห้วงอวกาศ

ไม่กี่เดือนต่อมา เมื่อยาน Spirit และ Opportunity ของนาซ่าลงจอด อย่างปลอดภัยบนพื้นผิวของดวงจันทร์ ยูจีน แทตตินี่ รองผู้อำนวยการของศูนย์วิจัยเครื่องยนต์ไอพ่นขับดัน (Jet Propulsion Laboratory) คาดการณ์ว่า มีผู้คนทั่วโลก ให้ความสนใจเข้าดูข่าวสารนี้ผ่านทาง อินเทอร์เน็ตนับหมื่นล้านครั้ง เพื่อติดตามรายงานเหตุการณ์และแสวงหาความหมาย ของเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์

ถึงแม้ว่าเราจะไม่เปลี่ยนแปลงสถานที่ที่สร้างความมั่งคั่ง ถ้าความมั่งคั่งไม่เคลื่อนไป ยังเอเชีย และบทบาทของท้องถิ่นไม่ได้ มีมากขึ้น ถ้าไม่มีการแสวงหาดินแดนที่ สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น ถ้าเราไม่หวนคืนสู่กระแสโลกาภิวัตน์ และเกิดการสลายโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ก้าวกระโดดที่ล่วงพ้น ไปจากพื้นผิวโลก ก็ยังคงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำมาซึ่งการปฏิวัติการสร้างความมั่งคั่ง

หลักฐานพยานทั้งหมดนี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า เรากำลังปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างความมั่งคั่งกับมิติเวลาและมิติอวกาศ อันเป็นปัจจัยพื้นฐานเบื้องลึก 2 ประการ ที่ค้ำจุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งมวล นับตั้งแต่ยุคที่เราเป็นนักล่าและนักเก็บเกี่ยว

ความมั่งคั่งในยุคปัจจุบันใช่ว่าจะ ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่กำลัง พลิกโฉมหน้าไปมากยิ่งกว่าการปฏิวัติธรรมดา และไม่เพียงเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการปฏิวัติด้านภูมิปัญญาของมนุษย์ด้วย ดังเราจะได้เห็นต่อไป

ภาคที่ 5 การประสานความรู้

บทที่ 15 ความก้าวหน้าขององค์ความรู้

เหงียน ทิ บินห์ หญิงชาวนาวัยห้าสิบปีเศษ ปลูกข้าวอยู่ในที่นาแปลงเล็กๆ ห่างจากกรุงฮานอยไปทางใต้ประมาณ 60 ไมล์ ขณะที่เธอกำลังปลูกข้าวอยู่นั้น เราทำนา กับเธอไม่ได้

แทตเทียน่า ราสไซกิน่า หญิงสาววัย 20 ปีเศษ ติดตั้งที่จับประตูบนรถยนต์ อาฟโตวาส ขณะที่มันเคลื่อนบนสายพานประกอบชิ้นส่วนโรงงานที่เมืองทอเกลียตติ แหล่งอุตสาหกรรมทางตอนใต้ของกรุงมอสโก และเช่นเดียวกับการทำนาในเวียดนาม ขณะที่สายพานที่แทตเทียน่าทำงานอยู่ เคลื่อนไป เราไม่อาจร่วมทำงานกับแทตเทียน่าได้

วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของหญิงทั้งสองแตกต่างกันมาก วิถีหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ ของกระบวนการผลิตแบบเกษตรกรรม อีกวิถีหนึ่งเป็นกระบวนการผลิตแบบอุตสาหกรรม แต่ทั้งสองต่างดำรงชีวิต อยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ทรัพย์สิน ทรัพยากร และผลผลิต จัดอยู่ในสภาวะที่นัก เศรษฐศาสตร์เรียกว่า "ปฏิปักษ์ (rival - การบริโภคหรือใช้งานของบุคคลหนึ่งทำให้บุคคลอื่นไม่สามารถบริโภคหรือ ใช้งานได้ หรือทำให้บุคคลอื่นมีความพอใจจากการบริโภคลดน้อยลง เช่น เสื้อขณะที่บุคคลหนึ่งสวมใส่อยู่ บุคคลอื่นก็ไม่สามารถสวมใส่พร้อมๆ กันได้)"

เนื่องจากประเทศต่างๆ โดยส่วนใหญ่ ยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจอิงเกษตรกรรม หรืออิงอุตสาหกรรม ดังนั้น บรรดานักเศรษฐศาสตร์โดยส่วนใหญ่จึงทุ่มเทเวลาไปกับการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างความมั่งคั่งในสภาวะปฏิปักษ์

แต่พลันเศรษฐกิจระบบใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้น ผลักดันให้ความสัมพันธ์ของเรากับเวลาและพื้นที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมหน้า รวมทั้งปัจจัยพื้นฐานเบื้องลึกประการที่สามได้แก่ องค์ความรู้

ปฏิกิริยาจากนักเศรษฐศาสตร์ฝั่งอนุรักษนิยม ถ้าไม่ปฏิเสธความสำคัญและเดินหน้าต่อไปราวกับไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม ก็ใช้เครื่องมือที่ไม่เหมาะสมในการสำรวจตรวจสอบ เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งได้แก่ องค์ความรู้ ไม่เหมือนข้าวหรือที่จับประตู ความรู้จับต้องไม่ได้ และเมื่อใดที่พยายามให้คำจำกัดความ ก็มักวนเข้าไปในเขาวงกต จนหาทางออกที่เหมาะสมไม่เจอ

สำหรับในเนื้อหาส่วนที่เราต้องการสำรวจ ไม่จำเป็นต้องใช้คำจำกัดความเบื้องลึกที่เฉพาะเจาะจง หรือถูกต้องที่สุด เราต้องการเพียงแค่คำจำกัดความในเชิงปฏิบัติ ที่ช่วยให้เข้าใจถึงการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงฐานความรู้ของเรา และการเปลี่ยนแปลงของฐานความรู้ในปัจจุบันจะส่งผลอย่างไรต่อความมั่งคั่ง ในอนาคต

แนวทางหนึ่งที่ใช้กันโดยทั่วไป แยกความรู้ (knowledge) ออกจากข้อมูลดิบ (data) และข้อมูลสารสนเทศ (information) ข้อมูลดิบเป็นข้อมูลพื้นฐานเฉพาะปราศจากเนื้อหาส่วนอื่นๆ ตัวอย่างเช่น "หุ้น 300 หุ้น" แต่เมื่อข้อมูลดิบถูกนำไป รวมกับเนื้อหาส่วนอื่นๆ มันก็จะกลายเป็นข้อมูลสารสนเทศ ตัวอย่างเช่น "เรามีหุ้น ของบริษัทเภสัชกรรม X จำนวน 300 หุ้น"

ต่อเมื่อข้อมูลสารสนเทศก่อตัวเป็นแบบแผนในระดับที่สูงขึ้นและกว้างขวาง และเชื่อมโยงกับแบบแผนอื่นๆ จึงกลาย เป็น "ความรู้" ตัวอย่างเช่น "เรามีหุ้นของ บริษัทเภสัชกรรม X จำนวน 300 หุ้น ซึ่งมีราคาสูงขึ้น 2 จุด ในตลาดที่ดัชนีกำลังพุ่งสูงขึ้น แต่ปริมาณการซื้อขายยังอยู่ในระดับต่ำ และมีแนวโน้มว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย"

หน้า 45


ภาคที่ 5 การประสานความรู้ บทที่ 15 ความก้าวหน้าขององค์ความรู้ (2)

คอลัมน์ เศรษฐปฏิวัติ  โดย รอฮิม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3914 (3114)

เราจะใช้ถ้อยคำเหล่านี้ตามความหมายข้างต้น แต่เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อ เราจะ ใช้คำว่า ความรู้ หรือข้อมูล แทนที่วลี "ข้อมูลดิบ ข้อมูลสารสนเทศ และความรู้" ในความหมายโดยรวม

มีถ้อยคำนับเป็นพันๆ ล้านคำเกี่ยวกับเศรษฐกิจพึ่งพาฐานความรู้ ที่ได้มีการเขียน พูด แปลงเป็นดิจิทัล และโต้แย้งกันแทบ ทุกภาษาในโลก แต่มีเพียงจำนวนน้อยนิด ที่ให้ความกระจ่างถึงความแตกต่างระหว่างความรู้กับทรัพย์สินหรือทรัพยากรอื่นๆ ในการสร้างความมั่งคั่ง ลักษณะสำคัญ บางประการของความรู้ได้แก่

1.ความรู้โดยพื้นฐานแล้วเป็นสิ่งที่ไม่จำกัดการครอบครอง (non-rival) คุณและ คนอีกนับล้านล้านสามารถใช้ความรู้กลุ่ม ก้อนเดียวกันโดยไม่ทำลายคุณค่าของ ความรู้นั้น และในความเป็นจริง ยิ่งมีผู้คนจำนวนมากเท่าไหร่ที่ใช้ความรู้นั้น ยิ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะมีคนที่สร้างความรู้เพิ่มเติมหรือ ต่อยอดความรู้นั้นๆ

การไม่จำกัดการครอบครองเป็นลักษณะโดยพื้นฐานของความรู้ ซึ่งเป็นคนละกรณี กับสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และการใช้เทคโนโลยีป้องกันการละเมิดหรือขโมย เพื่อคุ้มครอง ไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนใช้ความรู้เฉพาะเจาะจงบางอย่าง สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามบทบัญญัติทางกฎหมาย ไม่ได้เป็นลักษณะ พื้นฐานของความรู้ และความรู้จะไม่มีทาง หมดสิ้นไป แม้ว่าจะถูกใช้ไปมากเท่าใด โดยผู้คนจำนวนมากเท่าใด ตัวอย่างเช่น หลักการทางคณิตศาสตร์จะไม่มีทางหมดไป หรือร่อยหรอลงไป แม้ว่าเราและผู้คนจำนวนมากจะเรียนรู้และนำไปใช้

ทุกวันนี้ในเขตเศรษฐกิจที่มีความก้าวหน้า มีคนงานจำนวนมากสร้างและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่จำกัดการครอบครอง แต่เรายังไม่มีทฤษฎีที่เหมาะสม ที่อธิบายอย่างชัดเจนถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคทรัพยากรที่จำกัดการครอบครอง กับภาคทรัพยากรที่ไม่จำกัดการครอบครอง ในเศรษฐกิจโดยภาพรวม และอธิบายถึง ผลอันเกิดขึ้นเมื่อดุลยภาพระหว่างสองภาค แปรเปลี่ยนไป

2.ความรู้เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เราไม่สามารถสัมผัส ทุบตี หรือจับดึง แต่เราสามารถดำเนินกรรมวิธีหรือจัดการกับ ความรู้ได้

3.ความรู้ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรง หรือให้ผลลัพธ์ตรงตามสัดส่วน (non-linear) ภูมิปัญญาเล็กๆ น้อย อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ เจอรี่ หยาง กับเดวิด เฟโร สองนักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ก่อตั้ง Yahoo! โดยเริ่มต้นจากการจัดอันดับเว็บไซต์ที่พวกเขาชื่นชอบ เฟร็ด สมิธ ก็เช่นเดียวกัน ตอนที่เขาเป็นนักศึกษา เกิดแนวความคิดบรรเจิดว่า ในระบบเศรษฐกิจที่มีความเร็วสูง ผู้คนจะยินดีจ่ายเงินเพิ่มพิเศษให้กับความเร็วที่เพิ่มมากขึ้น เขาจึงก่อตั้ง federal express บริษัทจัดส่งพัสดุภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก

4.ความรู้เป็นสิ่งเชิงสัมพันธ์ ข้อมูล จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมีความสัมพันธ์กับข้อมูล ส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน และบางครั้ง ความรู้ก็อาจใช้ถ้อยคำแสดงพร้อมกับกริยาท่าทาง

5.ความรู้สามารถผสมสานกับความรู้อื่น ยิ่งผสมผสานความรู้มากเท่าใด ยิ่งนำ ความรู้ที่ผสมผสานนั้นไปใช้ได้หลากหลาย มากยิ่งขึ้น

6.ความรู้สามารถเคลื่อนย้ายไปได้อย่างสะดวกง่ายดายมากกว่าผลผลิตอื่น เมื่อแปลงเป็น 0 และ 1 แล้ว สามารถส่งกระจาย ความรู้ออกไปได้ทันที ส่งให้อีกคนหนึ่งที่อยู่ ห้องติดกัน หรืออีกสิบล้านคนที่อยู่ตั้งแต่ ฮ่องกงจนถึงฮัมบูร์ก ด้วยค่าใช้จ่ายที่เกือบ เป็นศูนย์

7.ความรู้สามารถบีบอัดเป็นสัญลักษณ์ หรือแนวคิดรวบยอด ผลผลิตชนิดอื่นๆ ไม่สามารถทำได้

8.ความรู้สามารถจัดเก็บไว้ในพื้นที่ขนาดเล็ก และขนาดจิ๋ว กินเนสส์ เวิรลด์ เร็คคอร์ด ปี 2004 ได้บันทึกว่า โตชิบาเป็นผู้ผลิตฮาร์ดไดรฟ์ ที่มีขนาดเล็กกว่าแสตมป์ และในไม่ช้า ก็จะมีหน่วยเก็บข้อมูลในระดับนาโน ซึ่งเป็นหน่วยวัดในระดับหนึ่งในพันล้านส่วน ของเมตร

9.ความรู้สามารถอธิบายชัดเจน หรือส่อความหมายเป็นนัย ป่าวประกาศ หรือสงวน เก็บไว้ รวมทั้งแบ่งปันกับคนอื่นๆ

10.เป็นเรื่องยากที่จะจำกัด หรือซุกซ่อนความรู้ โดยธรรมชาติแล้วความรู้มักแพร่กระจายออกไป

เมื่อรวมเอาคุณสมบัติเหล่านี้เข้าด้วยกัน ความรู้กลายเป็นสิ่งพิเศษที่แตกต่างไป จากทรัพยากรหรือทรัพย์สินที่จับต้องได้ ซึ่งบรรดานักเศรษฐศาสตร์ได้ให้ความสนใจศึกษาตลอดมา ดังนั้น นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากจึงปฏิเสธการยอมรับ เหมือนกับผู้คนโดยส่วนใหญ่ และแสวงหาที่หลบซ่อน อยู่ในโลกแบบเดิมๆ ที่พวกเขารู้จักโลก แห่งสิ่งที่จับต้องได้ และทรัพยากร ทรัพย์สินที่จำกัดการครอบครอง ซึ่งเป็นโลก ที่พวกเขาคุ้นเคย

ลองเตะยางรถยนต์

ความรู้ในฐานะที่เป็นทรัพย์สินยังมี ลักษณะที่แปลกประหลาดและลักลั่นขัดแย้ง ในตัวเอง ลองคิดถึงการซื้อรถยนต์สักคัน กับการซื้อสิทธิครอบครองความรู้ เจ้าของ หรือต้นกำเนิดของความรู้ที่มีคุณค่าทางธุรกิจ จะได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายเกี่ยวกับความลับทางการค้า เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทล็อค ฮี๊ด มาร์ติน ได้ฟ้องบริษัทโบอิ้งกล่าวหาว่า วิศวกรของล็อคฮี๊ดฯที่ลาออกไป ได้นำเอกสารข้อมูลลับหลายพันหน้า เกี่ยวกับการทดลองยิงจรวด และงบประมาณ ค่าใช้จ่ายไปให้กับโบอิ้ง สำนวนฟ้องระบุว่า โบอิ้งนำเอกสารเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ ในการประมูลโครงการจัดซื้อจัดสร้างมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

กรณีดังกล่าว อธิบายได้โดยคำกล่าว ของ ศาสตราจารย์ แม็กซ์ บัวโซต์ แห่งสถาบัน ESADE ในบาร์เซโลนา โดยระบุว่าเป็นปฏิทรรศน์ "มูลค่าของสินค้าทางกายภาพ เกิดขึ้นได้จากการเปรียบเทียบระหว่างสินค้าด้วยกัน" ผู้ซื้อรถยนต์อาจ ลองเตะยาง ตรวจดูเครื่องยนต์ ปรึกษา เพื่อนๆ ทดลองขับ โตโยต้า ฟอร์ด โฟล์กสวาเกน การกระทำเหล่านี้ไม่ได้ลด มูลค่าของรถยนต์

ในทางตรงกันข้าม กรณีล็อคฮี๊ด-โบอิ้ง สมมติว่ามีบริษัทที่สามคือ นอร์ธทรอป ต้องการซื้อเอกสารลับของล็อคฮี๊ดฯด้วยเช่นกัน เพื่อประเมินมูลค่าของเอกสารลับ นอร์ธทรอปต้องทราบว่ามีข้อมูลอะไรอยู่ในนั้นบ้าง แต่ทันทีที่นอร์ธทรอปทราบข้อมูลเหล่านั้น มันก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป และอย่างน้อยมูลค่าบางส่วนก็จะหายไป

บัวโซต์ระบุว่า "ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าประเภทข้อมูล... ถ้ามีการส่งแพร่กระจาย ออกไปแล้ว จะทำให้คุณค่าของสินค้า เหล่านั้นในแง่ของความมีน้อยหรือหาได้ยาก ลดน้อยลง" มูลค่าของสินค้าประเภทข้อมูล ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความมีน้อยหรือหาได้ยาก เหมือนกับการตรวจเครื่องยนต์ แล้วนำชิ้นส่วนบางชิ้นออกไป

ในระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาฐานความรู้ และนวัตกรรมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ลักษณะ เช่นนี้เป็นปัญหาท้าทายไม่เฉพาะต่อบรรดา นักเศรษฐศาสตร์ แต่ท้าทายต่อเศรษฐกิจ โดยรวมของประเทศด้วย ดังที่บัวโซต์ชี้ว่า "เมื่อข้อมูลไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  แต่ได้กลายเป็น หัวใจหลักของเศรษฐกิจ ตรรกะที่ใช้กับกระบวนการผลิตและการแลกเปลี่ยน สินค้าที่มีตัวตนจับต้องได้จะไม่สามารถ นำมาใช้อธิบายหรือทำนายได้อีกต่อไป"

ความก้าวหน้าและเข้มข้นขององค์ความรู้ยุคใหม่ โดยตัวของมันเองก็กลายเป็น อุปสรรคสำคัญ นักเศรษฐศาสตร์คาดหวัง ว่าจะปรับปรุงองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ให้มีแม่นยำแน่นอนและทำนายได้อย่างถูกต้อง ดุจเดียวกับองค์ความรู้ฟิสิกส์ของนิวตัน จนครั้งหนึ่งถึงกับวาดภาพว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดำเนินไปภายใต้กฎเกณฑ์อย่างสมบูรณ์ (deterministic) ดำเนินไปภายใต้ กฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดตายตัวสม่ำเสมอ ราวกับจักรกล แม้ทุกวันนี้องค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็ยังคงมีพื้นฐาน อย่างน้อยส่วนหนึ่งอยู่บนหลักการกลศาสตร์ สำนักนิวตัน และตรรกะสำนักเดสคาร์ต ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดสืบทอดหลักการ ของอดัม สมิธ เดวิด ริคาร์โด และ นักเศรษฐศาสตร์ยุคหลัง เช่น คาร์ล มาร์กซ์ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ และมิลตัน ฟรีดแมน

อย่างไรก็ตาม เมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีก่อน ทฤษฎีควอนตัม ทฤษฎีสัมพันธภาพ และหลักของความไม่แน่นอนได้สร้างวิกฤต ในวงการฟิสิกส์ และสั่นคลอนหลักการฟิสิกส์แบบคลาสสิก

หน้า 49


ภาคที่ 5 การประสานความรู้ บทที่ 15 ความก้าวหน้าขององค์ความรู้ (3)

คอลัมน์ เศรษฐปฏิวัติ  โดย รอฮิม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3915 (3115)

เมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีก่อน ทฤษฎีควอนตัม ทฤษฎีสัมพัทธภาพ และหลักของความไม่แน่นอนได้ สร้างวิกฤตในวงการวิทยาศาสตร์ ทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์และผู้คนโดยทั่วไปตระหนักถึงข้อจำกัด ของแบบจำลองการทำนายให้แม่นยำเหมือนจักรกล ใช่ว่า ทุกสรรพสิ่งในเอกภพดำเนินไปตามวิถีที่ แน่นอนตายตัวเป็นปกติ คาดคะเนได้ ภายใต้กฎเกณฑ์อย่างเข้มงวด ดังเช่น การทำงานของจักรกล บัวโซต์ระบุว่า "การค้นพบดังกล่าว... สร้างความผิดหวัง ให้กับบรรดาคนที่เชื่อว่าเศรษฐศาสตร์เป็น หรือควรจะเป็นศาสตร์ที่มีกฎเกณฑ์ตายตัว หรือทำนายกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างแม่นยำ ในความเป็นจริงสินค้าประเภท ข้อมูลมีมูลค่าที่ไม่อาจคาดคะเนได้ การค้นพบหลักความไม่แน่นอนในวงการวิทยาศาสตร์ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์จากฟิสิกส์คลาสสิก ไปสู่ควอนตัมฟิสิกส์ ดังนั้น ในการพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับสินค้าประเภทข้อมูลซึ่งมีความไม่แน่นอน จึงต้องใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์แบบใหม่ ที่แตกต่างไป จากเดิม"

เมื่อรวมปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบเกี่ยวกับ องค์ความรู้เข้ากับปริศนาอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในความสัมพันธ์ ของเรากับมิติเวลาและมิติพื้นที่ จะพบว่า เรามีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับระบบ ความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ที่กำลังปฏิวัติเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเริ่มต้นจาก สหรัฐและแพร่กระจายออกไปทั่วโลก

ต่อไปเราจะเริ่มพิจารณาสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เริ่มต้นจาก ปริศนาที่ว่า มีความรู้อยู่มากแค่ไหนในโลก

บทที่ 16 น้ำมันแห่งอนาคต

ช่างน่าประหลาด 50 ปีเต็มหลังจากการ ก่อกำเนิดของเศรษฐกิจฐานความรู้ แต่เรามีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับ "องค์ความรู้" ที่เศรษฐกิจพึ่งพา

ตัวอย่างเช่น ถ้าความรู้เป็นน้ำมันแห่งอนาคตอย่างที่หลายคนระบุไว้ คำถามก็คือ แล้วน้ำมัน "ที่มองไม่เห็น" เหล่านี้มีปริมาณ มากแค่ไหน บรรดาบริษัทน้ำมัน เทรดเดอร์ ในวอลล์สตรีต ชี้กในตะวันออกกลาง และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง พยายามประมาณการปริมาณน้ำมันสำรองที่มีอยู่จริงในโลก เพื่อกำหนดชะตาตนเองในอนาคต แต่มีใน การตอบคำถามเหล่านี้ เราจำเป็นต้อง ใช้เส้นทางสำรวจอันน่าพิศวง พิจารณา ความรู้ความเชื่อ ทั้งมวลจากพระคัมภีร์ไบเบิล ถึงพระคัมภีร์กุรอาน ถึงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จนถึงพฤติกรรมของตัวบีเวอร์ และลักษณะ ของมะเขือเทศที่เป็นพิษ

ยิ่งใช้ ยิ่งมีมากขึ้น

เริ่มจากข้อเท็จจริงสำคัญที่ว่า ความรู้อัน เป็นปัจจัยพื้นฐานเบื้องลึกอีกประการหนึ่ง ของความมั่งคั่งยุคใหม่ เป็นองค์ประกอบ ที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่สุด ในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม นั่นเท่ากับว่าการเปรียบเทียบว่าความรู้เป็นน้ำมันจึงเป็นความเข้าใจที่ผิด

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา วิธีการเก็บ และเคลื่อนย้ายปิโตรเลียมเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เรายังคงพึ่งพาท่อส่งน้ำมัน รถและเรือบรรทุกน้ำมัน ตรงกันข้ามกับ ความรู้ด้วยการ แพร่กระจายของคอมพิวเตอร์ ดาวเทียม โทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ ทำให้วิธีการสร้าง และจัดเก็บความรู้ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งระยะเวลาในการเสื่อมค่า วิธีการประเมินความ ถูกต้อง เครื่องมือในการผลิต เพิ่มขึ้น ภาษา ที่ใช้ในการสื่อความ ขอบเขต และความลึกซึ้ง ที่ประกอบกันเป็นองค์ความรู้ หลักการเหตุผล ปริมาณที่ตรวจวัดได้ และสื่อ ที่ส่งผ่านเผยแพร่

ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้ในมิติต่างๆ เหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กัน ด้วยระดับความเร็วที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และนำมาซึ่งหนทางใหม่ๆ นับไม่ถ้วนใน การสร้างความมั่งคั่ง

ความแตกต่างโดยพื้นฐานระหว่างน้ำมัน กับความรู้อีกประการหนึ่ง ได้แก่ ยิ่งเราใช้น้ำมันมาก ปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ก็ยิ่งน้อยลง ตรงกันข้ามกับความรู้ ยิ่งเราใช้ความรู้มาก ยิ่งสร้างความรู้ได้มากขึ้น เฉพาะความแตกต่างข้อนี้อย่างเดียวก็ทำให้หลักคิดหลายประการของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก กลายเป็นสิ่งล้าสมัย เศรษฐศาสตร์ไม่ได้เป็นศาสตร์ แห่งการจัดสรรทรัพยาการที่หายากตามที่เคยเข้าใจกันอีกต่อไป ความรู้โดยพื้นฐานแล้วเป็นทรัพยากรที่ไม่มีวันหมด

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลให้ความรู้ มีอิทธิพลอย่างสูงต่อความมั่งคั่งในโลกของความเป็นจริง ในแง่ที่ว่าใครจะเป็นผู้ครอบครองความมั่งคั่ง และด้วยวิธีการอย่างไร ส่งผลให้บรรดานักกฎหมาย สมุห์บัญชี และฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องรีบเร่งปรับปรุง ระบบภาษี ระบบบัญชี ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา ส่งผลให้เกิดการแข่งขันกัน อย่างเข้มข้น และเร่งความเร็วในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ทำให้หลักการกฎเกณฑ์เก่าๆ กลายเป็นสิ่งล้าสมัย สร้างให้เกิดความปั่นป่วนอลหม่านอย่างต่อเนื่อง และพลิกโฉมหน้า หลักวิธีปฏิบัติ หลักการตลาด และหลักการบริหารจัดการ

ทำให้ภาคอุตสาหกรรมโดยรวมเคลื่อนจากระบบการผลิตคราวละมากๆ (mass production) และการบริโภคแบบมวลชน (mass consumption) ไปสู่ระบบการผลิต ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มุ่งผลิตสินค้า บริการ และให้ประสบการณ์เฉพาะส่วนบุคคล มากยิ่งขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใด การเปลี่ยน แปลงมิติต่างๆ ของความรู้ ต้องการการ ตัดสินใจ เชิงนโยบายที่รวดเร็วกว่าเดิม ฉลาดกว่าเดิมภายใต้สถานการณ์และ สภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อน ยุ่งเหยิง มากขึ้นทุกที

ดังนั้นแม้ว่าจะมีรายงานการวิจัยและบท วิเคราะห์เกี่ยวกับเศรษฐกิจฐานความรู้นับพันนับหมื่นชิ้น แต่รายงานเหล่านั้นยังคง ประเมินผลกระทบของความรู้ที่มีต่อการ สร้างความมั่งคั่งต่ำเกินไปด้วยความเข้าใจ อย่างผิดๆ

โรงงานถลุงเหล็กกับโรงงานผลิตรองเท้า

แม้ว่าสหรัฐจะยังเป็นมหาอำนาจในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้า แต่มีแรงงาน อยู่ในภาคนี้น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยมี แรงงานถึงร้อยละ 56 ที่ทำงานด้านการบริหารจัดการ การเงิน การขายและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ธุรการ ผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะทางเช่น แพทย์ ทนายความ โปรแกรมเมอร์ และครู อาชีพที่มีการเติบโตรวดเร็วที่สุด ได้แก่ ผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะทางซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความรู้เข้มข้นมากที่สุด

แต่ตัวเลขข้างต้นที่มักกล่าวอ้างกัน อยู่เสมอ ไม่ได้บ่งชี้ถึงสถานการณ์ในโลก ยุคใหม่ ซึ่งมีความเป็นจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ อันที่จริง มีแรงงานจำนวนสูงกว่าร้อยละ 56 ที่เกี่ยวข้องกับงานที่ใช้ความรู้ เพราะทุกวันนี้ ผู้ควบคุมเครื่องจักรกล ไม่ว่าจะในโรงงานถลุงเหล็ก ชั้นนำในสหรัฐ หรือโรงงานผลิตสินค้าทั่วไปในเกาหลีใต้ ต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับนักบินเครื่อง 747 คนขับรถบรรทุกต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์ภายในรถ คนเหล่านี้ อาจไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแรงงานที่ใช้ความรู้ แต่พวกเขาก็ใช้งาน ดำเนินกรรมวิธี และส่งผ่าน ข้อมูลดิบ ข้อมูลสารสนเทศ และความรู้ซึ่งสนับสนุนต่องานที่ใช้ความรู้ ดังนั้นในทางปฏิบัติ จึงอาจกล่าวได้ว่า พวกเขาเป็น แรงงาน ใช้ความรู้แบบบางเวลา (part-time knowledge worker)

หน้า 45


ภาคที่ 5 การประสานความรู้ บทที่ 15 ความก้าวหน้าขององค์ความรู้ (4)

คอลัมน์ เศรษฐปฏิวัติ  โดย รอฮิม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3916 (3116)

ความรู้ที่เราใช้ในการสร้างความมั่งคั่งยังรวมถึงความรู้โดยนัยที่ ยากจะวัด ซึ่งเก็บอยู่ในสมองของเรา ตัวอย่างเช่น ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบุคคลต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเราในชีวิตประจำวัน รู้ว่าใครที่ไว้ใจได้ หัวหน้าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับข่าวร้าย ทักษะการทำงาน และพฤติกรรมที่เราอาจจะเรียนรู้ได้อย่างง่ายๆ ด้วยการมองดูแบบอย่างที่ผู้อื่นปฏิบัติ รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับร่างกายและสมองของตัวเราเอง รู้ว่ามีศักยภาพเพียงใด และเมื่อใดที่เราจะทำงานได้ดีที่สุด

ความรู้โดยนัยบางอย่างอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่บางอย่างมีความสำคัญยิ่งในวิถีชีวิตประจำวัน และการทำงานให้ประสบความสำเร็จ เราพึ่งพาความรู้ส่วนสนับสนุนเหล่านี้ โดยบางครั้งเราไม่ทราบด้วยซ้ำว่า ตัวเรามีความรู้เหล่านี้อยู่ และเนื่องจากเป็นความรู้ที่มีรูปแบบหลากหลาย กับมีพื้นฐานที่ยากจะมองเห็น ดังนั้นบรรดานักเศรษฐศาสตร์จึงมักมองข้าม

โดยสรุปก็คือ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ และเหตุผลอื่นอีกบางประการ ทำให้ในอดีตบรรดานักเศรษฐศาสตร์จึงไม่ให้ความสำคัญ กับทรัพยากรด้านความรู้มากนัก และในปัจจุบันยิ่งหลงทางไปมากกว่าแต่ก่อน ในการส่องสำรวจเข้าไปถึงแก่น ของเศรษฐกิจแห่งอนาคต จึงจำเป็นต้องพยายามแก้ไขปัญหาการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้

"คลังความรู้" ภายในตัวเรา

พวกเราทุกคน ไม่ว่าในช่วงเวลาใด ล้วนมีคลังส่วนบุคคลเก็บความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและการสร้างความมั่งคั่ง นักเขียนต้อง มีความรู้เกี่ยวกับศิลปะการเขียน และอุตสาหกรรรมหนังสือ ทันตแพทย์ต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับฟัน พนักงานสถานีบริการน้ำมันต้องมีความรู้เกี่ยวกับการจ่ายเติมน้ำมัน

แต่ความรู้ไม่ได้เป็นทรัพยากรส่วนบุคคลเท่านั้น คณะทำงาน บริษัท อุตสาหกรรม สถาบัน และระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ ล้วนสร้างและพัฒนาความรู้ส่วนรวมของกลุ่มตัวเอง รวมถึงระดับสังคมโดยรวมและระดับชาติ

ความรู้เหล่านี้มีการจัดเก็บที่แตกต่างกันโดยพื้นฐาน 2 วิธี ความรู้ส่วนหนึ่งเก็บอยู่ภายในกะโหลกศีรษะของเรา มนุษย์แต่ละคนมีคลังที่อัดแน่นไปด้วยความรู้ ข้อมูลดิบ และข้อมูลสารสนเทศ แต่ไม่เหมือนกับคลังสินค้าโดยทั่วไป เพราะคลังความรู้ของมนุษย์ทำหน้าที่เป็นเหมือนโรงงานหรือเวิร์กช็อปไปด้วยในตัว หรือถ้าระบุให้ชัดเจน กระบวนการเคมีไฟฟ้าภายในสมองของเราดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เคลื่อนย้าย เพิ่มเติม ลบ ผสม จัดเรียง ตัวเลข สัญลักษณ์ ถ้อยคำ ภาพ และความทรงจำ ผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้ากับอารมณ์ความรู้สึกสร้างเป็นความคิดใหม่ๆ

ความคิดเหล่านี้มีตั้งแต่ สถิติทางการเงินในวอลล์สตรีต ไอเดียเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า คำแนะนำของพื่อนเกี่ยวกับวงสะวิงกอล์ฟของเรา ภาพใบหน้าคุณแม่ของเรา ความวิตกเกี่ยวกับอาการป่วยของบุตรหลาน หรือสูตรทางเทคนิคเพื่อการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ทั้งหมดนี้ผสมผสานคละเคล้าอยู่กับภาพการ แข่งขันเบสบอลที่ดูจากโทรทัศน์เมื่อคืนนี้ โฆษณาขายรถยนต์ ร่างบันทึกที่ยังเขียนไม่เสร็จ

ความคิดเหล่านี้ เมื่ออยู่แยกส่วนกันเป็นเอกเทศอาจไม่มีคุณค่าอะไรนัก แต่ถ้าได้รับการจัดเรียงใหม่ สามารถสร้างเป็นภาพรวมขนาดใหญ่ที่มีความหมายมากกว่าเดิม นำไปสู่การตัดสินใจที่มีความสำคัญกับวิถีชีวิต การทำงาน และความมั่งคั่งของเรา ความกังวลเกี่ยวกับอาการป่วยของบุตรหลาน อาจทำให้การร่างบันทึกเป็นไปด้วยความยากลำบาก หรืออาจต้องเลื่อนนัดตีกอล์ฟกับลูกค้า ขณะที่การดิ่งลงของราคาหุ้นในตลาดอาจ ทำให้เราชะลอการซื้อรถยนต์คันใหม่

ลองมาสำรวจคลังความรู้และเวิร์กช็อปภายในสมองของเรา ถ้าเราย่อตัวเองลงสู่ขนาดนาโน แล้วเดินเข้าไปในแหล่งกำเนิดของความคิดละจิตใจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง เราจะพบข้อมูลที่เป็นความจริง และข้อมูลที่เราเชื่อว่าเป็นความจริงจำนวนมากมายก่ายกองเหลือคณานับ เราจะพบความคิดต่างๆ ผสมผสานปนเปอยู่ด้วยกัน หรืออาจจะจัดวางเข้าด้วยกันอย่างเป็นระเบียบ ความคิดหนึ่งอยู่ต่อยอดจากอีกความคิดหนึ่ง และเชื่อมโยงกับความคิดอื่นๆ เราจะพบความคิดสมมุติฐาน ความเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ เกี่ยวกับ บุคคล ความรัก เพศสัมพันธ์ ธรรมชาติ เวลา สถานที่ ศาสนา การเมือง ชีวิต ความตาย เหตุ และผล บริเวณที่ซ่อนเร้นอยู่ในมุมมืดที่ห่างไกล ได้แก่หลักไวยากรณ์ของภาษา ที่เราใช้หลักตรรกะและกฎเกณฑ์ที่เราได้ข้อยุติและควบคุมพฤติกรรมของเรา

นี่คือสถานที่ที่ยุ่งเหยิง อลหม่าน ดำเนินกระบวนการอย่างไม่หยุดหย่อน แม้ในเวลา ที่เรานอนหลับ ความรู้บางส่วนอาจสูญหายไป ถูกลืม เปลี่ยนแปลง หรืออยู่ในสภาพที่ไม่มีความหมาย ขณะเดียวกันก็มีความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความมั่งคั่งเพิ่มเติมเข้ามาอย่างต่อนื่อง เราอาจเรียกคลังเหล่านี้ว่าเป็น คลังอุปทานความรู้ส่วนบุคคล (personal knowledge supply) มนุษย์แต่ละคนล้วนมีหนึ่งคลัง

ปัจจุบัน บนพื้นพิภพ มีคลังอุปทานความรู้ส่วนบุคคลจำนวนมากกว่า 6 พันล้านคลังเดินไปเดินมาทั่วโลก มีจำนวนมากกว่าห้วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

การสั่งสมความรู้

แต่ในยุคปัจจุบัน ทรัพยากรความรู้ในโลกโดยส่วนใหญ่ถูกเก็บอยู่ภายนอกสมองของมนุษย์ เป็นความรู้ของยุคสมัยหนึ่ง และการสั่งสมความรู้หลายชั่วอายุคน ความรู้เหล่านี้ถูกเก็บไว้ในรูปแบบต่างๆ กัน จากผนังของถ้ำโบราณ จนถึงดีวีดี และฮาร์ดไดรฟ์รุ่นล่าสุด

เป็นเวลาหลายพันปี ที่มนุษย์มีวิธีการจำกัดที่สุดในการส่งผ่านความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง ความรู้โดยส่วนใหญ่สาบสูญไปพร้อมกับบุคคลที่เสียชีวิต และบรรพบุรุษที่สูญหายตายจาก ยกเว้นความรู้ในส่วนที่มีการถ่ายทอดกันแบบปากต่อปาก ซึ่งมีความเบี่ยงเบน และคลาดเคลื่อนสูง ในสังคมมนุษย์ยุคต้นๆ อัตราการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีดำเนินไปอย่างช้าๆ ดังนั้น เนื้อหาของความรู้โดยส่วนใหญ่จึงมักเป็นการเล่าเรื่องเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ความก้าวหน้าครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 35,000 ปีก่อน เมื่ออัจฉริยะนิรนามบางคน ลงมือวาดภาพต่างๆ และภาพสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความหมายลงบนแผ่นหิน และผนังถ้ำ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงเหตุการณ์ บุคคล หรือบางสิ่งบางอย่าง อันนับเป็นจุดเริ่มต้นของการบันทึกข้อมูลภายนอกสมองมนุษย์โดยไม่ผ่านการบอกเล่า ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ตามมาด้วยการประดิษฐ์วิธีการเขียนหลากหลายรูปแบบ หลายพันปีต่อมาเกิดการก้าวกระโดดด้วยนวัตกรรมการพิมพ์ การทำดัชนีค้นข้อมูล และห้องสมุด ทั้งหมดนี้ล้วนเพิ่มอัตราการสั่งสมข้อมูลจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง

ถ้าปราศจากปัจจัยการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างละสั่งสมข้อมูล ไม่ใช่เรื่องเกินเลย ที่จะกล่าวว่า เราคงมีวิถีการดำรงชีวิตดีกว่า บรรพบุรุษของเราเมื่อสามหมื่นห้าพันปีก่อนเพียงเล็กน้อย

ทุกวันนี้ ด้วยการก่อกำเนิดของสมองกลคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีศักยภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ เว็บไซต์ละสื่อต่างๆ ซึ่งมีปริมาณมากขึ้นทุกที เรากำลังสร้างสะสมข้อมูลดิบ ข้อมูลสารสนเทศ และความรู้ด้วยระดับความเร็วที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ ในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมามนุษย์ได้สร้าง และพัฒนาอภิสมองภายนอกสมองมนุษย์ เพิ่มเติมขึ้นจากสมอง ที่มีอยู่แล้วจำนวน 6 พัน 5 ร้อยล้านคน และถึงแม้อภิสมองเหล่านี้ยังมีพัฒนาการอยู่ ในขั้นต้น แต่ปริมาณข้อมูลที่จัดเก็บลงไปก็มีมากกว่าข้อมูลที่เก็บอยู่ในสมองมนุษย์ ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์เผ่าพันธุ์ของเรา โดยที่พวกเราไม่ สำเหนียกถึงพัฒนาการครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ

หน้า 49


ภาคที่ 5 การประสานความรู้ บทที่ 16 น้ำมันแห่งอนาคต (3)

คอลัมน์ เศรษฐปฏิวัติ  โดย รอฮิม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ   วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3917 (3117)

"สมองภายนอกสมองมนุษย์" กำลังเติบโตด้วยความเร็ว ที่เหลือเชื่อ ในปี 2002 คณะนักวิจัยที่ School of Information Management amd Systems มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย/เบิร์กลีย์ ประมาณการว่า ปริมาณข้อมูลดิบ ข้อมูลสารสนเทศ และความรู้ที่เก็บในรูปแบบของการพิมพ์ แผ่นฟิล์ม แถบแม่เหล็ก และเทคโนโลยีเชิงแสง ภายในปี 2002 เพียงปีเดียว มีปริมาณเท่ากับ "ข้อมูลที่เก็บอยู่ในห้องสมุดขนาดเทียบเท่าห้องสมุดรัฐสภาอเมริกันจำนวนห้าแสนห้องสมุด" หรือเท่ากับ ถ้อยคำทุกถ้อยคำที่มนุษย์ได้ บันทึกไว้นับตั้งแต่ "ยุคเริ่มต้นประวัติศาสตร์" ปัจจุบัน อัตราความเร็วในการเติบโตยังคงเพิ่มมากขึ้นอีก

เมื่อรวมคลังข้อมูลภายนอกสมองมนุษย์ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เข้ากับข้อมูลที่เก็บอยู่ภายในสมองมนุษย์ จะได้ผลลัพธ์เป็นทรัพยากรความรู้ทั้งหมดของเผ่าพันธ์มนุษยชาติ หรืออาจเรียกว่า อุปทานความรู้ โดยรวม (Aggregate Supply of Knowledge) หรือ ASK อันเป็นแหล่งทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ ที่สามารถ นำมาสร้างเป็นความมั่งคั่งยุคใหม่

เราไม่เพียงกำลังขยาย ASK แต่กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีในการสร้าง การเข้าถึงและ การกระจายด้วย เครื่องมือในการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต (internet search engine) ช่วยให้สามารถแสวงหา สืบค้น กลั่นกรอง ผสมผสาน ปรับปรุง และผลิตเนื้อหาได้มากมาย ยิ่งไปกว่านั้น ระบบต่างๆ ที่ปัจจุบัน ถูกครอบงำด้วยหลักตรรกะ และวิธีคิดตามแนวทางของตะวันตก ในไม่ช้าจะพัฒนาขึ้นด้วยทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้แนวใหม่ และมีหนทางหลากหลายมากยิ่งขึ้นในการจัดระบบคิด โดยเรากำลังก้าวไปสู่ระบบภูมิปัญญาชั้นสูงระดับโลก

ดังนั้นในปัจจุบัน จึงเกิดการปฏิรูปความสัมพันธ์ทุกรูปแบบระหว่างความมั่งคั่งกับปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกด้านความรู้ เช่นเดียว กับการปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างความมั่งคั่งกับปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกที่เป็นมิติเวลา และมิติพื้นที่ เราต้องตระหนักในสถานการณ์เหล่านี้ เราจึง จะเข้าใจถึงความแตกต่างเชิงคุณภาพ ระหว่างความมั่งคั่งยุคใหม่กับระบบความมั่งคั่งในอดีต

ลืมโรคอัลไซเมอร์ไปได้เลย

นอกเหนือจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ยังมีความพยายาม ที่จะวัดคลังสมองโดยรวมของโลกด้วยวิธีการ ที่แตกต่างออกไป โดย ไมเคิล อี. เลสค์ ผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์แห่งมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐ

เริ่มต้นจากสมองมนุษย์จำนวน 6 พันล้านกว่าคน โดยอิงอัตราในการรับข้อมูลและระยะเวลาที่ข้อมูลลบเลือนไป เลสค์คำนวณอย่างหยาบๆ ว่า "ความทรงจำโดยรวมของมนุษย์ ทุกคนที่มีชีวิตอยู่" มีปริมาณข้อมูลเท่ากับ 1,200 เพทาไบต์ (petabyte) หนึ่งเพทาไบต์เท่ากับ 1,125,899,906,842,624 ไบต์ ดังนั้นปริมาณ 1,200 เพทาไบต์จึงมหาศาล แต่เลสค์ระบุว่า "ข้อมูลทุกอย่างที่ทุกคนบนโลกจดจำได้ในสมอง เราสามารถ จัดเก็บไว้ในรูปแบบดิจิทัล ดังนั้นการเก็บข้อมูลทั้งหมดในสมองของคนเพียงหนึ่งคน จึงไม่ใช่เรื่องยาก"

เลสค์อธิบายว่า "โดยเฉลี่ย คนอเมริกันใช้เวลากับสื่อทุกรูปแบบรวมเป็นเวลา 3,304 ชั่วโมงต่อปี" แบ่งเป็นดูโทรทัศน์ 1,578 ชั่วโมง ชมภาพยนตร์ 12 ชั่วโมง รวมเป็นข้อมูลประมาณ 11 ล้านถ้อยคำ อีก 354 ชั่วโมง ใช้เวลากับหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และหนังสือ ดังนั้น "ในช่วงอายุขัย 70 ปีของคนเราจะพบข้อมูลเทียบเท่าประมาณ 6 จิกะไบต์ในรูป แบบรหัส ASCII" ขณะที่ทุกวันนี้ คุณสามารถ ซื้อดิสก์ไดรฟ์ ขนาด 400 จิกะไบต์ใช้กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ

เขาชี้ว่า เมื่อรวมข้อมูลที่เก็บอยู่ในสมองมนุษย์กับข้อมูลที่เก็บอยู่ภายนอกสมองมนุษย์ จะมีผลลัพธ์ประมาณ 12,000 เพทาไบต์ ซึ่งเป็นปริมาณข้อมูล ทั้งหมดในโลก หรือเทียบเป็นสัดส่วน อย่างง่ายๆ ก็คือข้อมูลในสมองมนุษย์เท่ากับหนึ่งในสิบ ของปริมาณข้อมูลในคลังสมองของโลก ซึ่งเป็น สมองที่มีพัฒนาการอยู่ในขั้นต้นเท่านั้น

จากผลการศึกษาทั้งหมดนี้ นำไปสู่ข้อสรุป ว่า ในอนาคตข้างหน้าอีกไม่นานนัก บรรดา เด็กนักเรียนจะไม่ต้องจดจำสิ่งใดอีกต่อไป พวกเขาเพียงแต่ใช้อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่จดจำ สิ่งต่างๆ แทนสมอง สถานการณ์เช่นนี้นำมา ซึ่งคำถามสำคัญที่น่าตื่นตาตื่นใจ อุปกรณ์ประเภทนี้จะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโรค อัลไซเมอร์ได้หรือไม่ และถ้าเราไม่จำเป็นต้องใช้สมองเพื่อจดจำข้อมูล สมองส่วนเก็บความทรงจำจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือไม่ สมองจะมีพัฒนาการอย่างไรต่อไปในแง่ของกระบวนการความรู้

แม้ว่าความพยายามอธิบายศักยภาพของสมองมนุษย์ ในแง่ปริมาณความจุของข้อมูล ยังอาจมีข้อโต้แย้งได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธคือ การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกในมิติด้านความรู้ และคำว่าปฏิวัติ อาจเป็นถ้อยคำที่อธิบายได้ น้อยไปด้วยซ้ำ

มนุษย์กำลังดำรงชีวิตอยู่ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านระบบภูมิปัญญาอย่างรุนแรงลึกซึ้งมากที่สุด นับตั้งแต่มนุษยชาติเริ่มคิดเป็น ถ้าเราไม่ตระหนักและทำความเข้าใจใน สถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ เราคงหลงทาง ไปไกล และแม้แต่แผนการที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตคงยากที่จะบรรลุเป้าหมาย

บทที่ 17 กับดักความรู้ที่ล้าหลัง

การคิดเป็นเรื่องสำคัญ แต่ปัญหาก็คือข้อมูลจำนวนมากที่เรานำมาคิดเป็นข้อมูลเท็จ และสิ่งต่างๆ มากมายที่มนุษย์เชื่อเป็นเรื่อง โง่เขลาโดยแท้

ถึงแม้ทุกวันนี้ กระแสของข้อมูลดิบ ข้อมูลสารสนเทศ และความรู้ จะไหลบ่าเข้าหาเราอย่างท่วมท้น แต่สิ่งที่เราได้รับรู้ทั้งหมดนั้น กลับมีสัดส่วนของความเป็นจริง ลดน้อยลงทุกที อันนำมาซึ่งคำถามสำคัญที่ว่า เราจะเชื่อสื่อได้หรือไม่ นักโฆษณาทุกคน พูดความจริงหรือไม่ ทนายทุกคนซื่อสัตย์เหมือนกันหรือไม่ เราจะเชื่อลมปากนักการเมืองได้มากแค่ไหน นักขายจะตรงไปตรงมา สักเท่าใด

ถ้าเรื่องนี้มีความสำคัญยิ่ง และประชาชน บริษัท หรือประเทศชาติ จะนำความรู้มาแปรเป็นความมั่งคั่งได้อย่างไร

ความรู้บางอย่างมีความจำเป็นสำหรับ การสร้างความมั่งคั่งมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว มนุษย์นักล่านักเก็บเกี่ยว ต้องทราบถึงแบบแผนการเดินทางของบรรดาสัตว์ที่พวกเขาออกล่า มนุษย์นักเพาะปลูกต้องมีความรู้เกี่ยวกับดิน เป็นอย่างดี ตามปกติแล้ว เมื่อมนุษย์ได้เรียนรู้สิ่งใด ความรู้หรือภูมิปัญญานั้นก็มักยังประโยชน์หลายชั่วอายุคน

ปัจจุบัน องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนเราต้องเรียนรู้ทั้งก่อนทำงานและขณะทำงาน การเรียนรู้ได้กลายเป็นกระบวนการ ต่อเนื่องที่ไม่อาจหยุดยั้ง แต่มนุษย์ก็ไม่อาจเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว ทันกับการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นแม้ว่าบางสิ่งที่เราคิดอาจเป็นเรื่องโง่เขลา ก็ไม่ต้องทุกข์ใจ เพราะใช่ว่ามีเราเพียงคนเดียวที่เชื่อในเรื่องเบาปัญญา

เหตุผลสำคัญได้แก่ ความรู้ทุกส่วนมีอายุ ใช้งานจำกัด เมื่อถึงเวลาหนึ่งความรู้นั้นก็จะกลายเป็นสิ่งล้าสมัย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น "ความรู้ที่พ้นสมัย (obsoledge)"

ความจริงเมื่อวันวาน

ผลงาน Republic ของเพลโต และ Poetics ของอริสโตเติล ได้สร้าง "ความรู้" หรือไม่ แล้วผลงานของขงจื๊อกับคานต์ละ แน่นอน เราอาจเรียกแนวคิดของนักปราชญ์เหล่านี้ว่าเป็นภูมิปัญญาอันมีค่า แต่ภูมิปัญญาของปรัชญาเมธีเหล่านี้ มีพื้นฐานมากจากสิ่งที่พวกท่านรับรู้ เป็นฐานความรู้ส่วนบุคคล ซึ่งอันที่จริงแล้ว สิ่งที่ท่านเหล่านี้รู้ มีจำนวนมากที่เป็นเรื่องไม่จริง

ดังเช่น อริสโตเติล ซึ่งทรรศนะของท่านเป็นที่ยอมรับทั่วทวีปยุโรปมากว่าสองพันปี อริสโตเติล เชื่อว่า ปลาไหลไม่มีเพศ และถือกำเนิดมาจากใต้พื้นผิวโลก ท่านยัง เชื่อว่ามหาสมุทรอินเดีย เป็นทะเลที่ล้อมรอบด้วยแผ่นดิน อันเป็นความเข้าใจผิดทางสภาพภูมิศาสตร์ ที่ยังคงยึดถือสืบเนื่องต่อกันมา เป็นเวลาหลายร้อยปี โดยปโตเลมี กับปราชญ์ชาวยุโรปและมุสลิมหลายคน

หน้า 49


ภาคที่ 5 การประสานความรู้ บทที่ 17 กับดักความรู้ที่ล้าหลัง (2)

คอลัมน์ เศรษฐปฏิวัติ  โดย รอฮิม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3918 (3118)

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 พอร์ไฟรี่ ผู้เขียนชีวประวัติของ ไพธากอรัส (Pythagoras นักปรัชญากรีก ผู้เชื่อในชีวิตอมตะและการถ่ายวิญญาณ) ได้ยืนยันกับผู้อ่านว่า ถ้านำชิ้นส่วนของต้นถั่ว ใส่ลงในภาชนะเครื่องปั้นดินเผา แล้วฝังดินไว้เป็นเวลา 3 เดือน เมื่อขุดขึ้นมาจะพบศีรษะ ของเด็ก หรืออวัยวะเพศสตรี ในศตวรรษที่ 7 นักบุญอิซาดอร์แห่งเซวิลล์ยืนยันกับคนร่วมสมัยว่า "ผึ้งมีกำเนิดมาจากเนื้อของลูกวัว"

เมื่อมะเขือเทศ ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นอเมริกาใต้ ถูกนำไปยังยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 16 บรรดาปัญญาชนล้วนเชื่อว่า มันเป็นพิษกับมนุษย์ สองร้อยปีต่อมา ลินเนียส ผู้เชี่ยวชาญ ด้านชีวิตสัตว์และพรรณไม้ เป็นผู้ประกาศ ในทางตรงข้าม แต่ต้องรอจนถึงปี 1820 จึงมีผู้กล้าหาญทดลองกินมะเขือเทศสองลูก ต่อหน้าฝูงชนเพื่อพิสูจน์ว่าคำกล่าวของลินเนียส ถูกต้อง

แต่ความรู้ที่ล้าสมัยหลายกรณีก็ไม่ใช่เรื่อง ที่น่าขันเท่าใดนัก จนถึงปี 1892 เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในวงการวิทยาศาสตร์ นับตั้งแต่ยุคของกาลิเลโอ ว่าดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์บริวาร 4 ดวง ความรู้ดังกล่าวล้าสมัยไป เมื่อวันที่ 9 กันยายนปีเดียวกัน โดย อี.อี. บาร์นนาร์ด นักดาราศาสตร์ แห่งหอดูดาวลิกค์ ได้ค้นพบดวงจันทร์ดวงที่ 5 มาถึงปี 2003 เหล่านักดาราศาสตร์ค้นพบดาวบริวารของ ดาวพฤหัสบดีแล้วจำนวน 60 ดวง

เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าระบบสุริยะจักรวาลของเรา มีดาวเคราะห์จำนวน 9 ดวง แต่ในปี 2005 นักดาราศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนียได้ค้นพบวัตถุในอวกาศให้ชื่อว่า ซีน่า (Xena) ซึ่งอาจจะเป็นดาวเคราะห์ ดวงที่สิบที่โคจรรอบดวงอาทิตย์

แอล. เอิร์สไคน์ ฮิลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน สรีระวิทยา ได้นำเสนอรายงานในปี 1912 ระบุว่า จากการทดลองบ่งชี้ว่า "ความบริสุทธิ์ของอากาศไม่มีความสำคัญอันใด" ถ้าในช่วง ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เราไม่พบความจริงในทาง ตรงกันข้าม จะมีผู้คนทั่วโลกเสียชีวิตเพราะมลพิษในอากาศไปมากมายสักเท่าใด และทุกวันนี้ จะมีผู้ป่วยจบชีวิตไปมากเท่าใด ถ้าบรรดาแพทย์ผู้มีสติปัญญายึดมั่นอยู่กับ "ข้อเท็จจริง" ที่ล้าสมัย ซึ่งได้เรียนรู้กันในสถาบันการศึกษาทางแพทยศาสตร์เมื่อหลายปีก่อน จะมีบริษัทสักกี่รายที่ต้องปิดกิจการ เพราะใช้กลยุทธ์ การตลาดบนพื้นฐานของแนวคิดที่เป็นแฟชั่นเมื่อวันวาน จะมีนักลงทุนสักกี่รายที่ต้อง ประสบเคราะห์กรรมเพราะใช้ข้อมูลทางการเงินที่ล้าสมัย และจะมีความวิบัติหายนะ การสูญเสียเลือดเนื้อแบบไหนรอเราอยู่ใน วันพรุ่งนี้ ถ้าเรายังพึ่งพายึดมั่นอยู่กับข้อมูล ที่ล้าหลัง

กรุสมบัติที่ไร้ค่า

สิ่งที่ชัดเจนประการหนึ่งได้แก่ ความรู้ ไม่ว่าจะจัดเก็บในฐานข้อมูลดิจิทัล หรือภายในสมองของมนุษย์ ล้วนเต็มไปด้วยข้อมูลความรู้ ที่ล้าสมัย ข้อเท็จจริง แนวคิด หลักคิด ทฤษฎี ภาพลักษณ์ และภูมิปัญญา ล้วนล้าหลัง และกำลังถูกแทนที่ด้วยความเป็นจริงที่ถูกต้องแม่นยำมากกว่า ความรู้ที่ล้าสมัยและไม่เป็นจริง กินเนื้อที่ขนาดใหญ่ในฐานความรู้ของทุกบุคคล ทุกธุรกิจ ทุกสถาบันและสังคม

เมื่อการเปลี่ยนแปลงมีความเร็วสูง อัตรา ที่ความรู้กลายเป็นเรื่องที่ล้าสมัยจึงมีความเร็วสูงตามไปด้วย ถ้าไม่ปรับปรุงความรู้และประสบการณ์ให้ทันสมัยอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ ก็จะมีคุณค่าน้อยลงไปทุกที ฐานความรู้จะเริ่มล้าหลังไปทันทีที่จัดสร้างเสร็จ หนังสือสิ่งพิมพ์ต่างๆ ก็เช่นกัน ทุกๆ ครึ่งวินาทีที่ผ่านไป ข้อมูลที่ เรารู้เกี่ยวกับการลงทุน ตลาด การแข่งขัน ความต้องการของลูกค้า และเทคโนโลยี มีความถูกต้องลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์ ก็คือ ไม่ว่าพวกเขาจะตระหนักหรือไม่ก็ตาม ทุกวันนี้ รัฐบาล ธุรกิจ และบุคคล ต่างตัดสินใจดำเนินกิจกรรมประจำวันโดยมีพื้นฐาน อยู่บนความรู้ที่ล้าสมัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นความคิดและสมมติฐานที่ผิดเพี้ยนคลาดเคลื่อนไป เนื่องจากความเปลี่ยนแปลง

แต่ก็มีบางครั้งบางคราวที่กลุ่มก้อนของความรู้ที่พ้นสมัยกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ และมีประโยชน์ในปัจจุบัน เนื่องจากบริบทต่างๆ เกิดการแปรเปลี่ยนไปในทางที่ทำให้ความรู้นั้นมีความหมายใหม่ๆ แต่เป็นเพียง ส่วนน้อยเท่านั้น โดยส่วนใหญ่แล้ว ความรู้ ที่ล้าสมัยมักไร้คุณค่า

ที่น่าขันก็คือ ในเขตเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า บริษัทต่างๆ มักอวดอ้างถึง "การจัดการ ความรู้" "ทรัพย์สินความรู้" และ "ทรัพย์สินทางปัญญา" แม้ว่านักวิเคราะห์ทางการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ บริษัทต่างๆ และภาครัฐ จะพยายามแสดงตัวเลข แต่แท้ที่จริงไม่มีใครทราบว่า ความรู้ที่ล้าสมัยสร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ในแง่ของการตัดสินใจที่มีคุณภาพต่ำ คำถามสำคัญตรงนี้ได้แก่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการลงทุนส่วนบุคคล ผลกำไรของธุรกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โครงการลดความยากจน และการสร้างความมั่งคั่งโดยรวม

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีประเด็นพื้นฐานที่มีความสำคัญมาก คือการเปลี่ยนแปลงปรัชญาทฤษฎีเกี่ยวกับธรรมชาติของความรู้ (epistemology) ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อองค์ความรู้ แต่ยังรวมถึงเครื่องมือที่เราใช้ในการแสวงหาความรู้ด้วย ในบรรดาเครื่องมือทางความคิด มีเพียงไม่กี่กระบวนการที่มีบทบาทมายาวนานและ มีความสำคัญมากเท่ากับ การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ (analogy) อันเป็นการค้นหา และบ่งชี้ถึงความเหมือนกันระหว่างสองปรากฏการณ์หรือมากกว่า จากนั้นก็ยกขึ้น เป็นข้อสรุป แล้วนำไปใช้อธิบายหรือทำนายปรากฏการณ์อื่นๆ

มนุษย์ ยากที่คิด หรือพูด โดยปราศจากการเปรียบเทียบ บรรดาศิษย์สำนักนิวตัน ระบุว่า ทั่วทั้งจักรวาลมีวิถี "เหมือน" จักรกล มีคนจำนวนมากถูกเปรียบเปรยว่า "มีสมองเหมือนคอมพิวเตอร์" หรือบางคน "นอนหลับเหมือนเด็กๆ" บางคนอาจได้รับคำแนะนำ ให้ลงทุน "แบบมืออาชีพ" หรือให้คิด "อย่างอัจฉริยะ" การเปรียบเทียบโดยนัย ยังกลายเป็นภาษาที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้ เช่นการวัดกำลังรถยนต์เป็น "แรงม้า"

แต่ทุกวันนี้ เครื่องมือทางความคิดที่เราเรียกว่า การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ ใช้ประโยชน์ได้น้อยลงทุกที อันที่จริงการหา ข้อสรุปจากเปรียบเทียบมักมีจุดอ่อนหรือช่องโหว่อยู่เสมอ และจุดอ่อนและช่องโหว่เหล่านี้ก็มีมากและขยายกว้างมากขึ้นทุกที เพราะขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เคยเหมือนกันในอดีต อาจกลายเป็นสิ่งที่แตกต่างกันในปัจจุบัน สิ่งที่เคยนำมาเปรียบเทียบกันได้ กลับกลายเป็นสิ่งที่ขัดแย้งตรงกันข้าม เมื่อความสอดคล้องกลมกลืนในอดีตพังทลายลง โดยที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สำเหนียก ข้อสรุปที่มี พื้นฐานอยู่บนความเหมือนกัน ความสอดคล้องกลมกลืนกัน จึงนำไปสู่ความเข้าใจแบบผิดๆ และยิ่งการเปลี่ยนแปลงมีความเร็วสูง อายุการใช้งานของการวิเคราะห์ เชิงเปรียบเทียบยิ่งสั้นลง

ด้วยวิถีเช่นนี้ เท่ากับการเปลี่ยนแปลง ในปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกที่เป็นมิติเวลา ได้ส่งผลกระทบ ต่อเครื่องมือพื้นฐานที่เราใช้แสวงหาปัจจัยพื้นฐานส่วนลึกอีกประการหนึ่ง ได้แก่ ความรู้

สรุปก็คือ แม้ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจฐานความรู้ มีเพียงไม่กี่คนที่ให้ความสำคัญ กับสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น "กฎความรู้ที่ล้าสมัย" เมื่อการเปลี่ยนแปลงมีความเร็วในอัตราเร่ง ความรู้ที่ล้าสมัยก็สะสมพอกพูนขึ้นด้วยความเร็วสูงมากขึ้นไปด้วย พวกเราทุกคน ต่างแบกความรู้ที่ล้าสมัยเป็นสัมภาระกองโต กว่าที่บรรพบุรุษของเราเคยแบก ในอดีต ที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ

และนี่คือเหตุผลที่ความคิดจำนวนมาก ซึ่งเราเชื่อว่ามีคุณค่าสูงสุด จะทำให้บรรดา ลูกหลานของเราและผู้คนในอนาคตส่งเสียงหัวเราะด้วยความขบขัน

หน้า 41


ภาคที่ 5 การประสานความรู้ บทที่ 18 ความไม่รู้ของนักเศรษฐศาสตร์

ภาคที่ 6 ผู้บริโภคผลิตเอง บทที่ 23 ครึ่งที่ซ่อนเร้น (1)