หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ค่าเงินบาทแข็งขึ้นได้อย่างไร ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2550

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพัฒน์ประกาศตัวเลข GDP ในไตรมาส 4 ของปี 2549 ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลง เหลือ 4.2% จากที่ขยายตัวเฉลี่ย 5.3% ในช่วง 3 ไตรมาสแรก ผมได้รับคำถามจากเพื่อนคนหนึ่งว่า "ถ้าเศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลงอย่างนี้ ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างไร" ผมเห็นว่าคำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่ยังคาใจกับท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านเช่นกัน ผมเลยขออนุญาตถือโอกาสใช้คอลัมน์มุมเอกฉบับนี้ มาอธิบายให้ทราบไปพร้อมๆ กัน

ก่อนอื่นเลย ผมเห็นว่าเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลงนี้มาจากสาเหตุใด หากท่านลองนำวิธีการวิเคราะห์เศรษฐกิจแบบหมูๆ ตอน หมูมองเครื่องบิน (ที่ตีพิมพ์ในนสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 มกราคม 2550) มาลองวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ที่เพิ่งประกาศออกมา ท่านจะพบว่า เครื่องบินเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันนี้ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เดียว คือ การส่งออก (Export) ที่ยังขยายตัวได้ดีอยู่ตามเศรษฐกิจคู่ค้า ที่ยังขยายตัวดีมาก

ส่วนเครื่องยนต์ที่เหลือเกือบจะหยุดทำงานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคภาคเอกชน (Consumption) และการลงทุนภาคเอกชน (Investment) ที่ชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนออกไป ในขณะที่การใช้จ่ายของภาครัฐ (Government Spending) ก็ติดปัญหางบประมาณที่ยังไม่ได้รับอนุมัติ ดังนั้น เมื่อการใช้จ่ายภายในประเทศทั้งภาคเอกชนและภาครัฐชะลอลง จึงส่งผลให้การนำเข้าของไทย (Import) ลดลงตามไปด้วย

การที่มูลค่าส่งออกขยายตัวได้ดี ขณะที่การนำเข้าลดลงมากนี่แหละครับ ที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา กล่าวคือ มูลค่าการส่งออกสินค้าในไตรมาส 4 ของปีก่อน ขยายตัวสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึงเกือบ 20% มาอยู่ที่ 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์

ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าในไตรมาส 4 ขยายตัวเพียงแค่ประมาณ 7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่านำเข้าอยู่ที่ประมาณ 3.13 หมื่นล้านดอลลาร์ ดังนั้น ดุลการค้าในไตรมาส 4 จึงเกินดุลถึง 2.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งหากไปรวมดุลบริการที่เราเกินจากการท่องเที่ยวและบริการอื่นๆ อีกประมาณ 0.9 พันล้านดอลลาร์ ทำให้เมื่อรวมดุลการค้า กับดุลบริการ จะพบว่าในไตรมาส 4 ประเทศไทยค้าขายเกินดุลกับต่างชาติถึง 3.6 พันล้านดอลลาร์

การที่ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 4 เกินดุลมากนี้ ทำให้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินในตลาดเงินตราต่างประเทศอย่างแน่นอน โดยเฉพาะตลาดบนฝั่งประเทศไทย (ที่เรียกกันว่า On-shore Market) เนื่องจากผู้ส่งออกจะนำเงินรายได้จากการขายสินค้า และบริการ ที่เป็นดอลลาร์มาขายในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อมาซื้อเงินบาท

ในขณะที่ผู้นำเข้าซึ่งช่วงนี้ไม่ค่อยนำเข้าสินค้าและบริการมากเท่าไร เลยมีความจำเป็นต้องขายเงินบาท เพื่อซื้อดอลลาร์ในจำนวนน้อย ดังนั้น ตามหลักกลไกตลาดทั่วไป เมื่อแรงซื้อเงินบาทมากกว่าแรงขายเงินบาท ค่าเงินบาทจึงต้องแข็งค่าขึ้นแน่ๆ

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทไม่ได้ถูกกำหนดจากความต้องการซื้อ และขายในตลาดสินค้า และบริการระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาถึงความต้องการซื้อและขายสินทรัพย์หนี้สินระหว่างประเทศ ของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศด้วย เช่น ถ้าต่างชาติต้องการซื้อสินทรัพย์ของไทย เช่น ซื้อบริษัทไทย หุ้นไทย พันธบัตรไทย หรือปล่อยกู้ให้คนไทย มากกว่าที่คนไทยต้องการซื้อสินทรัพย์หรือปล่อยกู้ให้ต่างชาติ ก็จะมีแรงซื้อเงินบาทสุทธิ เข้ามากดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก

จากข้อมูลการซื้อขายสินทรัพย์หนี้สินระหว่างประเทศที่สรุปในดุลบัญชีทุนเคลื่อนย้ายของไทยในไตรมาส 4 จะพบว่า มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิอีกประมาณ 3.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นเงินทุนจากต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุนในบริษัทไทยสุทธิ (FDI) ประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์ และลงทุนในหุ้นไทยอีกเล็กน้อย 0.5 พันล้านดอลลาร์

แต่ก็ถอนเงินออกจากการลงทุนในตราสารหนี้ไทยประมาณ -0.2 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้มีเงินทุนไหลเข้าประเภทอื่น โดยเฉพาะเงินกู้จากต่างประเทศสูงผิดปกติถึง 2.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าจะให้ผมเดาคงมีบางบริษัท หันไปกู้เงินดอกเบี้ยถูกจากต่างประเทศมาทดแทนดอกเบี้ยที่แพงกว่าในประเทศ

ดังนั้น การที่มีเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยอีกกว่า 3 พันล้านดอลลาร์นี้ หมายความว่า มีแรงซื้อเงินบาทมากกว่าแรงขายเงินบาทในตลาดเงินตราต่างประเทศเพิ่มเติมขึ้น ซึ่งก็จะกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด ค่าเงินบาทจะแข็งขึ้นเท่าไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว เพราะจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยว่าจะเข้ามาดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาท ผ่านการขายเงินบาท (ซื้อดอลลาร์เข้ามาใส่ในทุนสำรองทางการ) มากน้อยเพียงใด

ซึ่งเท่าที่ผมดูตัวเลขในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ก็เห็นว่าแบงก์ชาติได้เข้ามาช่วยขายเงินบาท ซื้อดอลลาร์ ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งก็ยังคงไม่เพียงพอที่ชดเชยแรงซื้อเงินบาทจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและบัญชีทุนเคลื่อนย้ายได้ ดังนั้น ค่าเงินบาทจึงแข็งขึ้นจาก 37 บาท ณ สิ้นไตรมาส 3 มาอยู่ที่ประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์ ด้วยประการฉะนี้

จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น การที่เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวมาก ซึ่งสะท้อนผ่านด้วยการนำเข้าที่น้อยลง แต่การส่งออกยังขยายตัวดีอยู่มาก จึงเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งทีเดียว ที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ดังนั้น หากเราอยากจะช่วยให้ค่าเงินไม่แข็งไปมากกว่านี้ ภาครัฐและเอกชนก็ต้องช่วยกันเร่งฟื้นการใช้จ่ายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนให้เร็วที่สุด

ส่วนเงินทุนไหลเข้าในช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น แต่ผมเชื่อว่าพวกเราคงไม่อยากทำให้เงินบาทอ่อนลง โดยการไล่เงินทุน FDI จากต่างชาติออกไป ส่วนตลาดหุ้นกับตลาดตราสารหนี้ ก็มีขนาดเล็กน้อย และไม่ได้ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมากนัก

ผมว่าน่าจะลองมาพิจารณาในข้อสุดท้ายว่า จะทำอย่างไรให้ภาคเอกชน หันมากู้เงินในประเทศแทนการกู้เงินจากต่างประเทศ ส่วนวิธีการจะทำอย่างไร ผมได้พูดไปแล้วในฉบับก่อนๆ ไปพลิกดูกันเอาเองแล้วกันนะครับ