หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเมืองกับอนาคตสิ่งแวดล้อม

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10600

ผมอยู่ในเมืองที่ถูกประกาศเป็นเขตวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมด้วยเหตุที่หมอกควันปกคลุมทั่วหุบเขา เพราะอากาศกดให้นิ่งแน่อยู่อย่างนั้น

หมอกควันนั้นมาจากไหน? เท่าที่จับความได้ เขาว่ามาจากไฟไหม้ป่าในประเทศไทย, ลาว, และพม่า มีการรณรงค์ในเมืองของผม ให้ชาวบ้านเลิกกำจัดขยะด้วยการเผา และถึงขนาดต่อต้านการขายหมูกระทะซึ่งมีอยู่เกลื่อนเมือง

ก็จริงนะครับว่า ในบรรยากาศที่ถือว่าวิกฤตเช่นนี้ทำให้เกิดควันน้อยลงน่าจะดีแน่ เพราะมันลอยไม่พ้นแอ่งนี้ไปได้ แม้เมืองนี้มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ แต่เราไม่มีตัวเลขแน่นอนว่าหมอกควันที่ปกคลุมเมืองนี้มาจากไฟป่าสักกี่เปอร์เซ็นต์, เผาขยะกี่เปอร์เซ็นต์, หมูกระทะกี่เปอร์เซ็นต์, ครัวเรือนอีกกี่เปอร์เซ็นต์

ที่ผมอยากรู้มากที่สุดก็คือ ที่มาจากไอเสียรถยนต์กี่เปอร์เซ็นต์ และในเขตเมืองซึ่งสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุด เกิดจากการที่ตึกสูงดักเอาหมอกควันไว้อีกกี่เปอร์เซ็นต์

ที่ผมอยากรู้ก็เพราะในบรรดามาตรการต่างๆ ที่เสนอแนะกันในช่วงนี้ไม่เห็นมีมาตรการอะไร ที่กระทบต่อชีวิตของคนมีกะตังค์เลยสักอย่าง นอกจากให้อยู่ในบ้าน (คงในห้องแอร์และฟอกอากาศ) ทำไมเฉพาะคนจนๆ คนชายขอบเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านซึ่งขจัดขยะ ในสภาพที่ขาดแคลนแรงงานได้ถูกที่สุดด้วยการเผา หรือชาวเขาซึ่งเป็นแพะให้แก่การทำลายป่าแทนนายทุน และข้าราชการทุจริตตลอดมา

แล้วสักวันหนึ่งข้างหน้าอากาศร้อนอบอ้าวก็จะพยุงให้หมอกควันเหล่านี้ลอยพ้นๆ หุบเขาของเราไปเสียที โดยไม่มีใครวางแผนสำหรับอากาศกดในช่วงหน้าแล้งของปีต่อไปอีก ไม่ว่าระบบขจัดขยะใหม่ที่เป็นไปได้แก่ชาวบ้าน, การขนส่งสาธารณะที่ต้องปรับปรุงเพื่อลดปริมาณของรถยนต์บนท้องถนน, การจัดการป่าที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น, หรืออะไรอื่นที่จะช่วยลดวิกฤตลง

เงื่อนไขอันแรกที่ขาดไม่ได้ในทุกสังคม ซึ่งต้องการมีสมรรถภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อมคือ ความเป็นธรรมในสังคม ตราบเท่าที่เมืองไทยไม่สามารถทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นได้ ก็จะมีคนเล็กคนน้อยที่จะถูกชี้นิ้วว่า เป็นต้นเหตุของวิกฤตสิ่งแวดล้อมตลอดไป และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องคิดแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกับที่ผมเผชิญวิกฤตจากหมอกควัน ผู้เลี้ยงปลากะชังในเขตติดต่อระหว่างอ่างทอง  และพระนครศรีอยุธยา ก็ประสบความหายนะเป็นครั้งที่สองในรอบปี ปลากะชังที่เลี้ยงไว้ตายไม่เหลือ เพราะออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างกะทันหัน แต่ละรายลงทุนตั้งแต่ 500,000-2,000,000 บาท หลายรายคงเป็นเงินกู้เพราะเพิ่งประสบหายนะจากน้ำท่วมมาหยกๆ

อะไรคือเหตุที่ทำให้น้ำขาดออกซิเจนกะทันหัน เหตุนั้นไม่เป็นธรรมชาติแน่ แต่ล่วงมาหลายวันแล้ว หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่ได้ระดมกำลังที่จะค้นหาสาเหตุให้ได้ ชาวบ้านเชื่อว่าโรงงานผงชูรสแห่งหนึ่งปล่อยน้ำเสีย ซึ่งมีสารเคมีบางชนิดผสมอยู่ลงมา ชาวบ้านพยายามจะเข้าไปดูภายในโรงงานแต่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนหน่วยราชการไม่ได้มีความพยายามจะทำอย่างเดียวกัน และกว่าจะเข้าไปสำรวจโรงงาน ก็จะไม่มีพยานหลักฐานอะไรหลงเหลือให้ศึกษาวิเคราะห์อีกแล้ว

เงื่อนไขประการที่สองซึ่งขาดไม่ได้ในสังคมที่ต้องการมีสมรรถภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อมก็คือ ต้องมีข้าราชการที่สุจริต และเป็นกลาง (integrity) และมีฝีมือในหน้าที่การงาน (competent) เพื่อทำให้เกิดรายงานวิเคราะห์ภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม ที่เที่ยงธรรม, รอบด้าน, และบ่งบอกให้เห็นฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบอย่างชัดเจน

ข้าราชการไทยเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ก็จะเห็นได้จากกรณีทำนองเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนทั่วประเทศ

กรณีเหมืองคลิตี้ ข้าราชการเป็นผู้อนุมัติการทำเหมืองด้วยเทคโนโลยีที่อันตรายเช่นนั้นเอง เช่นอนุมัติให้กักตะกอนดินด้วยเขื่อน ซึ่งพิสูจน์มาหลายแห่งทั่วโลกแล้วว่าไม่ได้ผล เนื่องจากนายทุนย่อมไม่เพิ่มต้นทุน ด้วยการสร้างเขื่อนที่แข็งแรงทนทานเกินอายุสัมปทาน

ครั้นเกิดภัยพิบัติขึ้น ผู้รับเคราะห์คือคนชายขอบที่ไม่มีปากมีเสียงในสังคมอยู่แล้ว (ความเป็นธรรมในสังคม) ราชการก็ไม่เคยระบุอย่างชัดเจนว่า สารตะกั่วที่ปนเปื้อนในน้ำเป็นความรับผิดชอบของใครกันแน่ แม้แต่มาตรการเยียวยาผู้เสียหายก็เกิดขึ้นได้เพราะคำพิพากษา ไม่ใช่มาตรการของราชการโดยตรง

กรณีแคดเมียมที่จังหวัดตากก็ทำนองเดียวกัน

กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่แม่เมาะกับเหยื่อหลายสิบราย

กรณีควันพิษที่มาบตาพุด ฯลฯ

เราหากรรมการที่เที่ยงธรรมไม่ได้ เพราะราชการปฏิเสธหรือไม่มีกึ๋นจะเป็นกรรมการที่เที่ยงธรรมได้

ผลที่สุด ธุรกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะของคนที่มีเส้นสายทางการเมือง ก็ไม่เคยต้องรับผิดชอบต่อภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมซึ่งตัวก่อขึ้นเลย

กรณีที่เกิดขึ้นเหล่านี้มีรายงานในสื่อประปราย แต่แทบไม่มีกรณีใดที่สื่อลงทุน เข้าไปเจาะเรื่องราวอย่างละเอียด สาธารณชนผู้รับสื่อให้ความสนใจอย่างผิวเผินกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เพราะรู้สึกว่าอยู่ห่างไกลตัว และไม่มีสำนึกว่า ภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมนั้น สัมพันธ์เชื่อมโยงกันกับทุกส่วนของระบบนิเวศ เช่นในระยะยาวสารตะกั่วที่ปนเปื้อนลำห้วยที่คลิตี้ ย่อมซึมลงสู่อ่างเก็บน้ำ และแม่น้ำแม่กลองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แคดเมียมในข้าวและพืชเกษตรอื่นๆ ย่อมแทรกเข้ามาในตลาดอาหารบ้างเป็นธรรมดา ปลาในอ่าวไทยที่ได้รับสารพิษ (บางคนว่าคือปรอท) จากโรงงานแถบมาบตาพุดจะถูกเจี๋ยนแล้ววางบนโต๊ะอาหาร ฯลฯ

เงื่อนไขอย่างที่สามซึ่งสังคมที่ต้องการมีสมรรถภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อมต้องมีก็คือ สาธารณชนที่มีสำนึกในด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มแข็ง ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะสื่อ และจะให้ผลตามมาซึ่งการจัดองค์กรด้านผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพ ในการควบคุมบังคับทุน

เงื่อนไขทั้งสามอย่างคือ ความเป็นธรรมในสังคม, ข้าราชการที่สุจริตเที่ยงธรรมและมีความสามารถ, และสำนึกของสาธารณชนล้วนอ่อนแอในสังคมไทย

ดังนั้น ธุรกิจย่อมลดต้นทุนการผลิตหรือแสวงกำไรเพิ่มขึ้น ด้วยการก่อภัยพิบัติทั้งในระยะสั้น และระยะยาวแก่สิ่งแวดล้อมต่อไป เพราะธุรกิจรู้ดีว่าตัวจะไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อและแก่สังคม ในกรณีร้ายแรงจริง รัฐบาลก็จะนำเงินภาษีเข้ามาเยียวยาเหยื่อ เพื่อให้เรื่องยุติลงโดยเร็ว

ท่ามกลางกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ไม่แข็งแรงนัก เรายังขาดเงื่อนไขที่จะทำให้กฎหมายเหล่านั้นมีผลใช้บังคับได้จริง ในทางตรงกันข้าม หากเงื่อนไขทั้งสามเข้มแข็งขึ้นในสังคมไทย การก่อภัยพิบัติแก่สิ่งแวดล้อมกลับเป็นต้นทุนอันหนักแก่ผู้ทำธุรกิจ จะไม่มีใครทำเหมืองตะกั่วอย่างสะเพร่า เพราะจะทำให้ขาดทุนยับเยิน ไม่มีใครทำเหมืองอะลูมิเนียม โดยไม่ระวังการรั่วไหลของแคดเมียม เพราะจะทำให้กำไรหดหายไปแทบหมด และผู้บริหารอาจถูกผู้ถือหุ้นใหญ่ปลด เช่นเดียวกับผงชูรส, โรงกลั่นน้ำมัน, และอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษอื่นๆ

แม้แต่การทำเหมืองโพแทชที่ต้องระมัดระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ เพราะอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายอย่างหนักได้ ก็อาจเป็นวิธีขุดโพแทชวิธีอื่น

ประสบการณ์จากประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่งทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจอาจปรับตัวเพื่อรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ โดยไม่ขาดทุน ยังทำกำไรเหมือนเดิม หรือในบางกรณีมากกว่าเดิมอีกด้วย หากสังคมนั้นมีเงื่อนไขทั้งสามพร้อมมูล

อนาคตของสิ่งแวดล้อมในเมืองไทยนั้นน่าเป็นห่วง ไม่ใช่เพียงเพราะพื้นที่ป่าลดลง, น้ำจืดลดลง, น้ำท่วมบ่อย, ภัยแล้งบ่อย, ฯลฯ เท่านั้น แต่เพราะเมืองไทยไม่มีเงื่อนไขทั้งสามอย่าง ซ้ำไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลปัจจุบันหรืออนาคตจะกล้ารับความเสี่ยงทางการเมือง ในการสร้างให้เกิดเงื่อนไขทั้งสามขึ้นในอนาคตอันใกล้

หน้า 6