|
||||||||||||||
|
ประเมินภาพบวก
และลบ "ขุนคลังใหม่"
วัชรา จรูญสันติกุล กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 07 มีนาคม พ.ศ. 2550 ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จะมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีคลังแทน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล โดยนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีเมื่อตอนเช้าวันอังคารที่ 6 มีนาคม ซึ่งได้มอบหมายให้ดูแลภาพรวมทางเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่คาดว่าจะเป็น ดร.ฉลองภพนั้น ถือว่าเป็นคนที่มีความสามารถสูงมากทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจมหภาค ทั้งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จะเป็นผู้กำกับดูแลกระทรวงการคลังโดยตรง คำถามที่ตามมาก็คือว่า ทำไมจึงเป็น ดร.ฉลองภพ เพราะก่อนที่จะได้รับเลือกเป็นรัฐมนตรีคลังนั้น ก็มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ของนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ปรากฏชื่อเสียงของ "3 มือดีเศรษฐกิจ" ทั้ง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หรือนายเอกกมล คีรีวัฒน์ ที่เป็นทั้งนักเศรษฐศาสตร์ นักบริหารทางการคลัง และนักบริหารทางการเงิน ที่ล้วนมีผลงานสร้างชื่อกับการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และการเงินของประเทศในอดีตที่ผ่านมาทั้งสิ้น ผู้สังเกตการณ์ใกล้ชิดทางการเมืองวิเคราะห์ว่า "อาจจะเป็นเพราะคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และรัฐบาลไม่ต้องการให้ติดภาพที่ถูกโยงไปว่า มีผู้พยายามผลักดันบุคคลใกล้ชิดเข้ามา นายกรัฐมนตรีจึงตัดสินใจเลือกผู้ที่มีภาพเป็นกลางและใกล้ชิดตนเองเข้ามานั่งเก้าอี้ขุนคลังดังกล่าว" ดร.ฉลองภพ นับได้ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์มืออาชีพ เพราะอยู่ในสายวิชาการมาเกือบตลอดชีวิตการทำงานในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนาแรงงานที่เคยเข้าร่วมงานกับธนาคารโลกมาแล้ว ดังนั้นการวิพากษ์วิจารณ์ จึงค่อนข้างตรงไปตรงมากับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ที่สร้างปัญหาให้กับระบบเศรษฐกิจของไทย โดยเมื่อไม่นานมานี้ เขาเป็นผู้หนึ่งที่วิพากษ์นโยบายประชานิยมของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะสร้างปัญหาทางการคลังครั้งใหม่ให้กับรัฐบาลจากการที่ทุ่มเทงบประมาณรายจ่ายไป แล้วแต่กลับไม่ได้ก่อให้เกิดโครงการที่สร้างรายได้ให้กับประชาชน ล่าสุดอีกเช่นกัน ที่ ดร.ฉลองภพ ออกมาวิจารณ์นโยบายควบคุมการปริวรรตเงินตราของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องคำสั่งตั้งสำรอง 30% สำหรับเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นจากต่างประเทศ จะได้ไม่คุ้มเสีย ซึ่งเขาเสนอให้ใช้นโยบายการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้เงินบาทปรับค่าอ่อนลงตามกลไกตลาด รวมทั้งน่าจะได้ผลในการสกัดกั้นเก็งกำไรอีกด้วย ภาพในด้านบวกของ ดร.ฉลองภพก็คือ มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคอย่างดี โดยมีแนวคิดที่ค่อนข้างเป็นกลาง จะสามารถตัดสินนโยบายได้ บนพื้นฐานที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ซึ่งหากมีการวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยได้ถูกต้อง ชัดเจน ก็สามารถจะกำหนดทิศทางนโยบายบริหารได้ โดยที่น่าจะสามารถอธิบายให้กับข้าราชการของกระทรวงการคลัง ที่พากันใส่ "เกียร์ว่าง" ในยุค ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ให้หันมาร่วมมือในการบริหารทางการคลังมากขึ้น โดยเร่งให้มีเบิกจ่ายเงินในโครงการที่ต้องลงทุนและดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจไทยที่ซบเซาให้ฟื้นตัวในด้านหนึ่ง ส่วนการดำเนินนโยบายการเงินนั้น ดร.ฉลองภพน่าจะมองออกว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังอยู่ในขาลง จึงมีความจำเป็นมากขึ้นที่ ธปท.จะต้องใช้นโยบายการเงินในทิศทางผ่อนคลายมากกว่านี้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา เงินเฟ้อของไทยลดลง 0.5% แต่อัตราดอกเบี้ยลดลงเพียง 0.25% ซึ่งลดลงน้อยกว่าเงินเฟ้อ ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังเป็นบวกอยู่ จึงเป็นการแสดงว่า นโยบายการเงินยังมีความเข้มงวดอยู่ ดังนั้นการลดดอกเบี้ยต้องปล่อยลงจนถึงจุดที่ภาวะการลงทุนเริ่มมั่นใจโดยที่ทางภาคเอกชนเริ่มกล้าขยายลงทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิต รวมทั้งกระตุ้นการอุปโภคบริโภคในประเทศให้เกิดความเชื่อมั่น ซึ่งจะเป็นการช่วยเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวในอีกด้านหนึ่ง นอกจากนี้ อาจจะต้องปล่อยให้ดอกเบี้ยลงมาถึงจุดที่ Bottom Line ของเงินบาท เพื่อให้ค่าเงินบาทมีการปรับตัวขึ้นหรือลงได้ ตามภาวะการเงินและเศรษฐกิจในภาพรวม ไม่ใช่เลือกใช้วิธีแทรกแซงค่าเงินบาทให้อ่อนลงเป็นหลักเหมือนกับการดำเนินการของ ธปท.ในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้ต้องใช้ต้นทุนแพงมหาศาลและเป็นการขาดทุนของ ธปท.จำนวนมากมายกว่า 1.7 แสนล้านบาท ในงบการเงินปี 2549 โดยที่ภารกิจเฉพาะหน้าก็คือ หาทางยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ซึ่งแทบจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ เนื่องจาก ธปท.ได้ผ่อนคลายไปเกือบหมดสิ้นแล้ว สำหรับภาพด้านลบของขุนคลังใหม่นี้ ถูกมองว่า ยังไม่เคยแสดงฝีมือด้านการบริหารงานการคลังมาเลยนั้น ผู้เฝ้าสังเกตการณ์เชื่อว่า การตัดสินใจบนพื้นฐานของความจริงทางเศรษฐกิจ โดยไม่อิงผลประโยชน์ ของธุรกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว จะทำให้เกิดความร่วมมือมากขึ้น โดยเฉพาะ ธปท.ไม่ได้เป็นสถาบันที่ต่อต้านใครนั้น จะต้องปรับทิศทางนโยบายการเงินให้เดินในทิศทางที่ถูกมากยิ่งขึ้น โดยหันมาเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ให้ฟื้นตัวมากขึ้นเช่นกัน ส่วนการส่งออกที่กำลังถูกผลกระทบจากเศรษฐกิจภายนอก และการเงินโลกที่กำลังปั่นป่วน เพราะมีความเชื่อว่าจะเกิดแนวโน้มที่ชะงักงัน ก็ต้องเน้นหนทางแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรค หรือคอขวดมากกว่าจะเน้นทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวตลอดไป "จุดอ่อน"ที่สุดของ ดร.ฉลองภพ คงอยู่ที่การไม่มีพรรคพวกหรือพันธมิตร ดังนั้น การตัดสินใจโดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของกลุ่มใด อาจเป็นสาเหตุให้อยู่ไม่ได้นาน รวมถึงยังมีปัญหาระเบิดเวลาของสถาบันการเงินบางแห่งที่รอให้รัฐมนตรีคลังแก้ไขและ "ถอดรหัส"ไม่ให้ระเบิดอยู่!!
|