|
||||||||||||||
|
นโยบายเศรษฐกิจร่วมด้วยช่วยกัน
มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2550 ในคอลัมน์มุมเอกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมได้เขียนบทความเรื่องประโยชน์ของการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. เพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศที่ชะลอลงค่อนข้างมาก วันนี้ผมจะขอหันมาพูดเรื่องนโยบายการคลังบ้าง ว่า จะสามารถมาร่วมด้วยช่วยกันกับนโยบายการเงิน เพื่อช่วยเหลือประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เศรษฐกิจชะลอตัวได้อย่างไรบ้าง ก่อนอื่น เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานให้ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ก่อนว่า นโยบายการคลังเหมือน หรือต่างกับนโยบายการเงินอย่างไร จริงๆ แล้ว ทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินต่างก็เป็นเครื่องมือของรัฐบาล ในการช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายต่างๆ เช่น ดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตได้ต่อเนื่อง และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ให้ผันผวน ไม่ให้เกิดเงินเฟ้อที่สูงเกินไป ไม่ให้คนว่างงานมาก และไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวน อย่างไรก็ตาม นโยบายการคลังจะมีกลไกในการส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจแตกต่างจากนโยบายการเงิน เพราะเครื่องมือทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษี หรือการใช้จ่าย สามารถส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอย ของประชาชนได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านตัวกลางใดๆ เช่น ถ้ารัฐบาลอยากจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้น ก็สามารถลดภาษีที่เกี่ยวกับการบริโภค หรือเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ทันที ในขณะที่ถ้าต้องการกระตุ้นการลงทุน ก็สามารถลดภาษี/เพิ่มค่าลดหย่อนในการหักภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุน หรือเร่งลงทุนก่อสร้างถนน/โครงการลงทุนต่างๆ ได้โดยตรง สำหรับนโยบายการเงิน เช่น การลดดอกเบี้ยนั้น ไม่สามารถกระทบถึงท่านทั้งหลายได้ทันที แต่จะต้องผ่านตัวกลางธนาคารพาณิชย์ หรือตลาดเงินอื่นๆ ก่อน ว่า ดอกเบี้ยที่แบงก์ชาติลดลงนั้น จะจูงใจเพียงพอหรือไม่ ที่จะทำให้แบงก์พาณิชย์ไปลดดอกเบี้ยเงินฝากเงินกู้ในตลาดเงินต่อไป และท่านทั้งหลายซึ่งเป็นคนสุดท้าย ก็ต้องมาตัดสินใจอีกทีว่า ดอกเบี้ยที่แบงก์พาณิชย์ลดลงนั้น จูงใจเพียงพอหรือไม่ ที่จะทำให้ท่านตัดสินใจกู้เงินมาลงทุนเพิ่ม ในสถานการณ์ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยชะลอตัวจากการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ชะลอตัว ในขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม ยังอยู่ในระดับที่มั่นคง จากระดับเงินเฟ้อก็ลดลงมาอยู่แค่ไม่ถึง 3% และอัตราการว่างงานก็อยู่ต่ำไม่ถึง 2% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ แม้ว่าค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น โจทย์ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคใหญ่ๆ ที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษมีอยู่ 2 เรื่อง ก็คือ เรื่องการดูแลไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวเกินไป และไม่ให้ค่าเงินแข็งค่าเร็วเกินไป ซึ่งทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ควรจะถูกนำมาใช้ผสมผสานร่วมกันในการบริหารเศรษฐกิจมหภาคดังกล่าวให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โดยในด้านนโยบายการเงินนั้น หากดอกเบี้ยลดลงมากเพียงพอ ก็จะจูงใจให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ/รายได้เพิ่มขึ้น และส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้แรงกดดันต่อการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการแข็งค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาลดลง นอกจากนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยที่มากพอยังจะจูงใจให้คนไปลงทุนต่างประเทศ หรือกู้เงินในประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อไปชำระหนี้ต่างประเทศ (refinancing) ซึ่งจะช่วยให้ค่าเงินบาทไม่แข็งค่าเร็วเกินไป สำหรับเครื่องมือนโยบายการคลัง โดยการเร่งใช้จ่ายของภาครัฐนั้น นอกจากจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจโดยตรง ในการทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ เพิ่มขึ้นในทันทีแล้ว ยังสามารถส่งผลต่อเนื่องให้การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น โดยการเร่งใช้จ่ายในรายจ่ายประจำของรัฐบาลส่วนกลางและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น รายจ่ายในการซื้อสินค้า และบริการ จะส่งผลให้ผู้ที่รัฐซื้อสินค้าและบริการมีรายได้เพิ่มขึ้น และนำเงินไปบริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้นำเข้าสินค้าบริโภคจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ในขณะที่การเร่งใช้จ่ายในรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลส่วนกลาง อปท. และรัฐวิสาหกิจ เช่น รายจ่ายเพื่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น (Crowding-in Effect) ท่านผู้อ่านลองนึกดูแล้วกัน ถ้ารัฐบาลสามารถเร่งสร้างรถไฟฟ้าได้ตามกำหนด ภาคเอกชนก็ต้องผลิตปูน เหล็ก เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพื่อรองรับการผลิตสถานีรถไฟฟ้า นอกจากนี้ การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะต้องมีการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบในสัดส่วนสูง (เช่น ตัวรถไฟฟ้า) ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และการแข็งค่าของเงินบาทต่อไป ทั้งนี้ ในมุมมองส่วนตัว ผมเห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายงบลงทุน โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนที่ก่อให้เกิดผลิตภาพนะครับ เช่น รายจ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบชลประทาน จึงจะช่วยกระตุ้นให้เอกชนลงทุนเพิ่มขึ้นมาก มิฉะนั้นแล้ว การเร่งเบิกจ่ายในโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ จะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไป จะเห็นได้ว่า ผลของเครื่องมือนโยบายการเงินและการคลัง เหมือนกันในเรื่องของการกระตุ้นให้การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อเนื่องในการลดการแข็งของเงินบาท ดังนั้น ผมคิดว่าหน่วยงานภาครัฐ ควรจะดำเนินนโยบายการคลัง และนโยบายการเงินแบบผสมผสานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันก่อนที่จะสายเกินไป
|