หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
Globaloney : โลกามุสาวาท (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ดร.ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 05 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3876 (3076)

เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่ "โลกาภิวัตน์" เป็นคำหนึ่งซึ่งถูกเอ่ยถึงบ่อยที่สุด ผู้ที่อยากรู้ว่ามันคืออะไร และเข้าไปค้นในอินเทอร์เน็ต ผ่านบริการค้นหาข้อมูลของกูเกิลในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะพบว่าคำนั้นโยงไปถึงแหล่งต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตกว่า 30,000 แห่ง เนื่องจากบางครั้งมีผู้สะกดเป็น "โลกาภิวัฒน์" แทน "โลกาภิวัตน์" ผู้ที่เข้าไปดู "โลกาภิวัฒน์" ในอินเทอร์เน็ตผ่านกูเกิลเช่นกัน จะพบว่ามันโยงต่อไปถึงที่ต่างๆ อีกเกือบ 12,000 แห่ง สำหรับผู้ที่ต้องการรู้เพิ่มเติม และลองค้นหาเป็นภาษาอังกฤษดูบ้างจะพบว่ามีแหล่งเกี่ยวโยงกับคำว่า globalization เกือบ 28 ล้านแห่ง หรือถ้าเขาพิมพ์คำว่า globalisation ซึ่งเป็นการสะกดแบบอังกฤษเข้าไป เขาจะพบว่าเขาสามารถต่อไปถึงที่อื่น ได้ถึงกว่า 14 ล้านแห่ง หรือถ้าเขาพิมพ์คำว่า globalization books เข้าไป เขาจะต่อได้ถึงเกือบ 16 ล้านแห่ง ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เราอาจจะต้องอ่านกันจนตาแฉะ จึงจะรู้ว่าอะไรคือกระบวนโลกาภิวัตน์ หรือ globalization และมีอะไรเกี่ยวเนื่องกับมันบ้าง ในกรณีที่เราเลือกอ่านเพียงส่วนเดียวเราอาจได้ความรู้ชนิดตาบอดคลำช้าง

อันที่จริงสิ่งที่เราพบในอินเทอร์เน็ตจำนวนมากเป็นเรื่องราวประเภทตาบอดคลำช้างทั้งสิ้น ยิ่งกว่านั้นเรื่องราวบางอย่าง อาจถูกเขียนขึ้นบนฐานของการบิดเบือนข้อมูล เป็นการนำเสนอข้อมูลเป็นบางส่วน และเป็นข้อสรุปที่ไม่มีฐานมั่นคง แต่ผู้เขียนจงใจจะให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม บางคนเรียกการกระทำเช่นนั้นว่า globaloney ซึ่งไม่มีในพจนานุกรม เพราะมันเป็นคำที่นักการเมืองอเมริกันคิดขึ้นมา เพื่อใช้โจมตีฝ่ายตรงข้ามเมื่อตอนกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าจะแปล globaloney เป็นไทยคงต้องสร้างคำใหม่ขึ้นมา เช่น "โลกาภิวาท" "โลกามุสาวาท" หรืออะไรเทือกนั้น

เมื่อปี 2548 นักเศรษฐศาสตร์ชื่อ Michael Veseth เขียนหนังสือเรื่อง Globaloney ออกมาเพื่อแจงว่าอะไรเป็นอะไร ในการโต้เถียงกันระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับผลที่เกิดขึ้น จากกระบวนการโลกาภิวัตน์และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เขาใช้คำนี้เป็นชื่อหนังสือเพราะเขาเห็นว่าทั้งสองฝ่าย มักใช้วิธีบิดเบือนข้อมูลบ้าง เสนอข้อมูลเป็นบางส่วนบ้าง เสนอบทสรุปอันปราศจากฐานที่มั่นคงบ้าง และใช้กระบวนการทางวาทศิลป์เพื่อเสแสร้งอย่างจงใจบ้าง ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อต้องการให้เกิดการเข้าใจผิดหรือเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตน ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือด้านวิชาการ

ผู้เขียนแยกการนำเสนอหนังสือขนาด 250 หน้าเล่มนี้ออกเป็น 8 บท เริ่มด้วยการเล่าเกี่ยวกับที่มาของคำว่า globaloney ซึ่งในตอนต้นไม่เกี่ยวเนื่องกับ globalization หรือโลกาภิวัตน์อันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากพลังของเทคโนโลยีดิจิทัลเลย คำว่า globalization ไม่ได้ถูกเอ่ยถึงอย่างกว้างขวางจนกระทั่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ทั้งที่มันถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2524 เขาเสนอว่าสิ่งที่เราคิดว่าเป็นกระบวนโลกาภิวัตน์นั้นอันที่จริงมักเป็น "โลกามุสาวาท" อันเป็นผลของการใช้กลไกทางวาทศิลป์ของผู้เกี่ยวข้อง

เขาบอกว่าบิดาแห่งการใช้ "โลกามุสาวาท" ได้แก่ อะดัม สมิท (Adam Smith) ซึ่งมีสมญาว่า เป็นบิดาของเศรษฐศาสตร์แนวตลาดเสรี ดังที่เราทราบกันดี อะดัม สมิท โด่งดังจากการเขียนหนังสือเรื่อง The Wealth of Nations ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2319 แต่ที่เราไม่ทราบก็คือเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาวาทศิลป์ (rhetoric) ด้วย

ย้อนไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รองประธานาธิบดีอเมริกันชื่อเฮนรี่ วอลเลซ (Henry Wallace) อ้างว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านการบิน ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเครื่องบินสามารถบินข้ามเขตแดนของประเทศได้อย่างง่ายดาย ฉะนั้นในยุคต่อไปโลกจะไร้พรมแดน และกระบวนการโลกาภิวัตน์จะเกิดขึ้นแม้ในตอนนั้นจะยังไม่มีใครคิดใช้คำว่า globalization ก็ตาม เพื่อใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เขาเสนอให้ประเทศต่างๆ เปิดพรมแดน และน่านฟ้าให้เกิดการค้า และการเดินทางอย่างเสรี การกระทำเช่นนั้นจะนำไปสู่ความมั่งคั่งของคนทั้งโลก และทำให้เกิดความสันติสุขในที่สุด ผู้เขียนอ้างถึงข้อเขียนจำนวนมากของ เฮนรี่ วอลเลซ ซึ่งใช้การสร้างภาพจากศักยภาพของเครื่องบินแล้วสรุปเอาง่ายๆ โดยปราศจากหลักฐานว่าเทคโนโลยีจะทำให้โลกไร้พรมแดนและจะนำไปสู่ความมั่งคั่งและความสันติสุข มันจึงเป็นแนวหนึ่งของการใช้ "โลกามุสาวาท" เพื่อจะชักชวนให้ชาวอเมริกันสนับสนุนนโยบายการค้าเสรีของรัฐบาล

ข้อเสนอของรองประธานาธิบดีถูกโจมตีด้วยสมาชิกรัฐสภาว่าเป็น "โลกามุสาวาท" หรือ globaloney เพื่อหลอกลวงคนอเมริกัน นั่นเป็นการใช้คำว่า globaloney เป็นครั้งแรก ผู้เขียนนำวิธีการโจมตีของนักการเมืองผู้นั้นมาตีแผ่ว่ามันก็เป็น "โลกามุสาวาท" ด้วยเช่นกัน เนื่องจากมันปราศจากฐานของการที่จะสรุปได้ว่า การเปิดการค้าและน่านฟ้าเสรี จะนำไปสู่ความหายนะของเศรษฐกิจ เพราะประเทศคู่แข่งมีค่าแรงต่ำกว่าของชาวอเมริกัน

นอกจากนั้นไม่มีข้อมูลที่จะสรุปว่าความปลอดภัยของสหรัฐอเมริกาจะลดลง เพราะศัตรูเช่นประเทศคอมมิวนิสต์ จะสามารถบินผ่านน่านฟ้าได้อย่างเสรี การใช้ "โลกามุสาวาท" ของสมาชิกรัฐสภาผู้นั้นได้ผลดีกว่าของฝ่ายรัฐบาล เพราะมันวางอยู่บนฐานของความหวาดกลัวของชาวอเมริกัน ซึ่งตอนนั้นกลัวทั้งการตกงาน และการโจมตีจากประเทศคอมมิวนิสต์

หลังจากเวลาผ่านไปราว 50 ปี เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอินเทอร์เน็ตเอื้อให้การติดต่อสื่อสารทั่วโลกเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน คำว่า "โลกไร้พรมแดน" ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใช้อย่างกว้างขวางอีกครั้ง พร้อมกันนั้นเทคโนโลยีใหม่ก็นำไปสู่การใช้ "โลกามุสาวาท" เพื่ออธิบายกระบวนการโลกาภิวัตน์และผลดีผลเสียของมันกันอย่างกว้างขวางขึ้นด้วย ผู้เขียนยกตัวอย่างของทั้งฝ่ายสนับสนุนกระบวนการโลกาภิวัตน์ และฝ่ายต่อต้านมาเสนอโดยชี้ให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายใช้วิธี "โลกามุสาวาท" พอๆ กัน ตัวอย่างแรกได้แก่หนังสือขายดีเรื่อง The Lexus and the Olive Tree ของ โทมัส ฟรีดแมน (Thomas Friedman) ซึ่งต่อมาได้เขียนเรื่อง The World Is Flat อันโด่งดัง (คอลัมน์นี้ประจำวันที่ 29 พฤษภาคม-5 มิถุนายน และหนังสือเรื่อง "กะลาภิวัตน์" มีบทคัดย่อและวิจารณ์ของ The Lexus and the Olive Tree) ผู้เขียนนำรายละเอียดของหนังสือเล่มนี้ มาชี้ให้เห็นว่าถ้าจะดูหลักฐานกันจริงๆ แล้ว โทมัส ฟรีดแมน ไม่สามารถสรุปได้เลยว่ากระบวนการโลกาภิวัตน์ จะทำให้โลกประสบทั้งความมั่งคั่ง และความสันติสุขเพิ่มขึ้น โดยปราศจากการทำลายธรรมชาติ และวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่น

ตรงข้ามกับการมองโลกในแง่ดีของโทมัส ฟรีดแมน มหาเศรษฐีรอสส์ เปโรต์ (Ross Perot) ซึ่งสมัครเข้าชิงชัย ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกัน เมื่อปี 2535 ประกาศว่ากระบวนโลกาภิวัตน์ ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงเขตการค้าเสรี ระหว่างสหรัฐอเมริกา กับเม็กซิโกจะนำไปสู่ความหายนะ เพราะชาวเม็กซิกัน ซึ่งคิดค่าแรงต่ำมาก จะแย่งงานของชาวอเมริกันไปหมด กระบวนการแย่งงานนั้นจะเป็นเสมือนการสูบความมั่งคั่ง ด้วยเสียงดัง "จ๊วบ" ทันทีเมื่อเขตการค้าเสรีได้รับการลงนาม แน่ละ นายเปโรต์ไม่มีข้อมูลมายืนยัน และเสียงดูดดัง "จ๊วบ" นั้นก็ไม่เกิดขึ้นหลังการเปิดเขตการค้าเสรี

ผู้เขียนนำเนื้อหาในหนังสือเรื่อง The Wealth of Nations ของอะดัม สมิท มาเล่าเพื่อชี้ให้เห็นว่า บิดาของแนวคิดเศรษฐกิจตลาดเสรีคนนี้ เป็นเสมือนบิดาของการใช้ "โลกามุสาวาท" อย่างไร เขาบอกว่าหนังสือเล่มนั้น เป็นการสังเคราะห์แนวคิดที่มีอยู่แล้ว และมีแนวคิดใหม่จริงๆ เพียงอย่างเดียว นั่นคือ การแบ่งงานกันทำ (division of labor) ซึ่งอะดัม สมิท เสนอว่าจะนำไปสู่ความมั่งคั่งอย่างแน่นอน

หลักฐานที่อะดัม สมิท นำมาเสนอได้แก่เรื่องราวของการทำเข็มหมุดในโรงงานโดยการบรรยายที่ว่า ถ้าคนงานแต่ละคนทำทุกขั้นตอนของการทำเข็มหมุด โดยเริ่มจากการยืดเส้นลวดให้ตรง ตัดลวด ฝนให้แหลมไปจนถึงการทำหัวเข็มหมุด พวกเขาจะทำได้วันละไม่กี่ตัว แต่ถ้าพวกเขาแบ่งงานกันทำคนละขั้นตอน พวกเขาจะผลิตเพิ่มขึ้นได้หลายเท่า การมีตัวอย่างเพียงเท่านั้นไม่พอที่จะนำไปสู่บทสรุป แต่อะดัม สมิท เป็นปราชญ์ทางด้านการใช้วาทศิลป์ ฉะนั้นเขามีวิธีการนำเสนอที่ชาญฉลาดจนไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้ นั่นคือการใช้ "โลกามุสาวาท"

หน้า 50


Globaloney : โลกามุสาวาท (2)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 08 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3877 (3077)

สิ่งที่ผู้เขียนเน้นเป็นพิเศษ ได้แก่ เรื่องเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่ากระบวนการโลกาภิวัตน์มีค่าเท่ากับการผลักดันให้ชาวโลก คิดและดำเนินชีวิตตามชาวอเมริกัน พร้อมกันนั้นมันก็ทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นลงโดยสิ้นเชิง ในสามบทต่อไป เขาใช้เนื้อที่สำหรับนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับข้อกล่าวหาแรกซึ่งส่วนหนึ่งอาจหาอ่านได้ในหนังสือขายดี เช่น Michael Jordan and the New Global Capitalism ของ Walter LaFeber

ในยุคนี้เทคโนโลยีเอื้อให้การถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาอาชีพแผ่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก รูปร่างหน้าตา ความสามารถ และรายได้ของนักกีฬาชั้นนำจึงเป็นที่คุ้นเคยของผู้ที่ชอบดูการแข่งขัน ยังผลให้ดาราบาสเกตบอล เช่น ไมเคิล จอร์แดน (Michael Jordan) เป็นที่รู้จักของชาวโลกอย่างแพร่หลาย ยิ่งกว่านั้นธุรกิจการค้าเสื้อผ้ามือสอง ทำให้เสื้อผ้าที่มีชื่อของเขาติดอยู่ ซึ่งชาวอเมริกันซื้อใช้เพราะความคลั่งไคล้ในตัวเขากระจัดกระจายออกไปทั่วโลก รวมทั้งตามท้องถิ่นห่างไกลในประเทศยากจนด้วย (กรุณาดูรายละเอียดในตอนต่อไป)

ภาพที่ปรากฏออกมาจึงดูเสมือนว่าชาวโลกทุกหย่อมหญ้าบ้าคลั่งในตัว ไมเคิล จอร์แดน จนซื้อเสื้อผ้าที่มีชื่อของเขา มาสวมใส่เช่นเดียวกับชาวอเมริกัน ทั้งที่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ อย่างไรก็ตามมันเอื้อให้บางคนสรุปว่า การกีฬาบาสเกตบอลสะท้อนให้เห็นความเลวร้ายของกระบวนโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีศูนย์อยู่ในอเมริกา ถูกขับเคลื่อนด้วยรสนิยมของสังคมอเมริกัน ระบบการสื่อสารที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหัวจักร เงินทุนในตลาดเสรี ที่สามารถสร้างมหาเศรษฐีได้อย่างฉับพลัน แต่พร้อมกันนั้นมันก็ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงอย่างร้ายแรง และจูงใจให้ชาวโลกเพ้อฝันที่จะมีชีวิตแบบชาวอเมริกันบ้าง

ผู้เขียนเสนอว่า การสรุปเช่นนั้นเป็นการใช้วิชา "โลกามุสาวาท" เพราะนอกจากคนทั่วโลกจะมิได้คลั่งไคล้ในตัว ไมเคิล จอร์แดน มากมายดังภาพลวงตาที่ปรากฏแล้ว กีฬาบาสเกตบอลแผ่กระจายไปทั่วโลกมาเป็นเวลาเกือบร้อยปี ก่อนที่จะเกิดกระบวนการโลกาภิวัตน์อันมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหัวจักรขับเคลื่อน จริงอยู่กีฬาบาสเกตบอลถือกำเนิดในอเมริกา

แต่การแพร่กระจายไปทั่วโลกของมันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยการแสวงหากำไรของชาวอเมริกัน หากเป็นผลงานของสมาคมเยาวชนชายชาวคริสต์ (Young Men"s Christian Association หรือ YMCA) ซึ่งนำกีฬานั้นไปเล่นในท้องถิ่นที่มีสมาคมของเขา นอกจากนั้นผู้ที่ติดตามความเป็นไปในวงการกีฬาย่อมทราบดีว่า ในสมาคมบาสเกตบอลอาชีพในสหรัฐอเมริกานั้นมีดาราจากทั่วทุกมุมโลก ดาราจากต่างประเทศมีทั้งความสามารถ และบทบาทสูงไม่แพ้ชาวอเมริกัน และบางคนเป็นที่หลงใหลของชาวอเมริกันด้วย เช่น เหยา หมิง จากจีน และ มานู จิโนบิลี จากอาร์เจนตินา ฉะนั้นถ้าจะกล่าวว่า กระบวนโลกาภิวัตน์ทำให้ชาวอเมริกันหลงใหลในตัวนักกีฬาต่างชาติย่อมไม่ผิด สิ่งที่ผิดคือการใช้กีฬาบาสเกตบอลเป็นฐานของการสรุปว่า โลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการผลักดันให้วิถีอเมริกันครอบงำโลก

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า จริงอยู่กีฬาบาสเกตบอลอาชีพสร้างความร่ำรวยอย่างรวดเร็วให้ดาราบางคน จนทำให้รายได้ในสังคมแตกต่างกันเพิ่มขึ้น แต่นั่นไม่ใช่ผลพวงที่ร้ายแรงที่สุดของมัน ผลพวงที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้น ได้แก่ การจูงใจให้เยาวชนฝันลมๆ แล้งๆ จนละทิ้งการเรียนหนังสือเพราะหวังจะสร้างความร่ำรวยด้วยการเล่นบาสเกตบอลอาชีพ เยาวชนเหล่านั้นส่วนใหญ่ต้องผิดหวัง เพราะเพียงไม่กี่คนเท่านั้นจะพัฒนาความสามารถของตนจนถึงขั้นเล่นเป็นอาชีพได้

ผู้เขียนชี้ว่า การมองกระบวนโลกาภิวัตน์ว่าเป็นเสมือนกีฬาบาสเกตบอลที่แพร่กระจายออกไปจากสหรัฐอเมริกา จนทำให้ชาวโลกบ้าคลั่งนั้น เป็นการมองของชาวอเมริกันเท่านั้น เพราะถ้าจะมองเรื่องกีฬากันจริงๆ แล้ว กีฬาที่มีคนบ้าคลั่งมากกว่าบาสเกตบอล ได้แก่ ฟุตบอล ทำให้ดารา เช่น เดวิด เบคแฮม เป็นที่รู้จัก และบ้าคลั่งของชาวโลกอย่างกว้างขวางกว่าไมเคิล จอร์แดน เสียอีก อย่างไรก็ตามกีฬานี้ไม่เป็นที่นิยมในสหรัฐอเมริกา เท่าเทียมกับกีฬาบาสเกตบอล

ทำให้ผู้ต้องการจะสรุปว่าโลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่ผลักดันให้วิถีอเมริกันครอบงำโลกไม่ยอมอ้างถึง ผู้เขียนใช้เนื้อที่จำนวนมากเล่าประวัติของกีฬาฟุตบอล ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ในสมัยอาณาจักรโรมันรุ่งเรือง มาจนถึงการแข่งขันทั่วโลกในสมัยนี้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายไข่ดาว

นั่นคือ ส่วนที่เป็นไข่แดงหรือศูนย์กลางได้แก่ยุโรป และส่วนที่เป็นไข่ขาวหรืออยู่รอบนอกได้แก่ส่วนอื่นของโลก สมาคมฟุตบอลในยุโรปร่ำรวยและเป็นที่รวมของดาราชั้นนำ ในขณะที่สมาคมในส่วนอื่นของโลก โดยเฉพาะในละตินอเมริกาซึ่งผลิตดาราจำนวนมากส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีเงิน

จากตัวอย่างของกีฬาอาชีพสองชนิดนี้ ผู้เขียนเสนอว่า กระบวนโลกาภิวัตน์นั้นสลับซับซ้อนมากจนยากแก่การที่จะสรุปเอาง่ายๆ และการกระทำเช่นนั้นเป็นเพียงการใช้ "โลกามุสาวาท" ฉะนั้นเราน่าจะสรุปว่า โลกาภิวัตน์อาจ มองได้จากหลายแง่มุม มันไม่ใช่เป็นกระบวน การครอบงำโลกโดยวิถีอเมริกัน และการต่อต้านย่อมทำได้ เช่น การไม่นิยมดูกีฬาฟุตบอลของชาวอเมริกัน ทั้งที่กีฬานี้เป็นที่คลั่งไคล้ของชาวโลก

นอกจากเรื่องกีฬาบาสเกตบอลแล้ว ยังมีผู้ใช้การแพร่กระจายแฮมเบอร์เกอร์ของ บริษัทแมคโดนัลด์เป็นสัญลักษณ์ของโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีค่าเท่ากับกระบวนการครอบงำโลกของวิถีอเมริกันอีกด้วย ทั้งนี้เพราะในปีที่ผู้เขียนพิมพ์หนังสือนั้น มีร้านอาหารแมคโดนัลด์ถึง 30,000 แห่ง กระจายอยู่ใน 119 ประเทศ และบริการลูกค้าวันละ 47 ล้านคน ผู้เขียนเล่าประวัติของบริษัทนี้และชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของบริษัทมีรากฐานมาจากการใช้เทคโนโลยี และวิธีแบ่งงานกันทำของ อดัม สมิธ ซึ่งทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดที่แสดงออกมาในรูปของราคาที่ต่ำและการบริการลูกค้าที่รวดเร็ว

เขาเห็นว่าการนำเอาการแพร่กระจายของแฮมเบอร์เกอร์เข้ามาเปรียบเป็นกระบวนการโลกาภิวัตน์เกิดจากนักเขียน 3 คนเป็นส่วนใหญ่ สองคนใช้วิชา "โลกามุสาวาท" ส่วนอีกคนหนึ่งวิเคราะห์ได้ลึกซึ้งกว่า อย่างไรก็ตามพวกเขาทั้งสามเสนอเรื่องราวของโลกาภิวัตน์เพียงส่วนเดียวเท่านั้น

คนแรกได้แก่ โธมัส ฟรีดแมน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Lexus and the Olive Tree เขาเป็นชาวอเมริกัน ซึ่งเมื่อเดินทางไปไหนก็มักมองหาร้านอาหารอเมริกัน เมื่อเขาพบว่ามีร้านแมคโดนัลด์กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโลก เขาก็สรุปเอาง่ายๆ ว่านั่นเป็นกระบวนการโลกาภิวัตน์อันมีวิถีอเมริกันเป็นหัวจักรขับเคลื่อน ผู้เขียนบอกว่า ถ้าเขาเป็นชาวอิตาเลียนที่มองหาร้านอาหารอิตาเลียน เขาอาจจะพบว่าทั่วโลกยกเว้นในญี่ปุ่น มีร้านอาหารอิตาเลียนมากกว่าร้านแมคโดนัลด์ หรือถ้าเขาเป็นชาวจีนเขาอาจจะพบว่ามีร้านอาหารจีนอยู่ทั่วไปในโลก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโลกาภิวัตน์เกิดจากการขับเคลื่อนของวิถีชีวิตแบบอิตาเลียนหรือแบบจีน

คนที่สองได้แก่ เบนจามิน บาร์เบอร์ (Benjamin Barber) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Jihad vs. McWorld ซึ่งสรุปว่า กระบวนโลกาภิวัตน์ นำไปสู่การต่อต้านระบอบประชาธิปไตยและกระตุ้นให้เกิดความแตกแยกของคนบนฐานของเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ อันเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสงครามศาสนา

อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ของเขาวางอยู่บนฐานของการสร้างภาพของร้านอาหารแมคโดนัลด์ให้เลวร้ายที่สุดที่จะทำได้ มันจึงเป็นเพียงการใช้ "โลกามุสาวาท" เพื่อให้ข้อสรุปที่เขาต้องการ

คนที่สามได้แก่ จอร์จ ริตเซอร์ (George Ritzer) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The McDonalization of Society และเรื่อง The Globalization of Nothing ในเล่มแรกเขาเสนอว่า กระบวนการแมคโดนัลด์ (McDonalization) คือการใช้เทคโนโลยี เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกับการรักษามาตรฐานของผลผลิตไว้ให้คงที่ ฉะนั้นมันจึงมิใช่สิ่งเลวร้ายอะไร แต่ในเล่มหลังเขาเปลี่ยนใจ และเห็นว่าความพยายามที่จะทำให้ทุกอย่างทั่วทั้งโลก อยู่บนมาตรฐานเดียวกันหมด เช่น กาแฟของร้านสตาร์บัคส์ เป็นการนำไปสู่การทำลายวัฒนธรรมของท้องถิ่น ผู้เขียนมองว่าข้อสรุปของเล่มหลังนี้ไม่น่าจะถูกต้อง

หน้า 50


Globaloney : โลกามุสาวาท (จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3878 (3078)

ในสามบทสุดท้ายผู้เขียนพูดถึงข้อกล่าวหาที่ว่ากระบวนการโลกาภิวัตน์ทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น และความประทับใจของคนทั่วไปที่ว่าฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์

ผู้เขียนนำเรื่องราวของเหล้าองุ่น หรือไวน์ มาเล่าเพื่อจะสรุปว่าโลกาภิวัตน์ไม่ได้ทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นดังที่ถูกกล่าวหา เขายกเรื่องเหล้าองุ่นขึ้นมา เพราะมันเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเชื่อกันมาตั้งแต่โบราณกาลว่า บรรจุคุณลักษณ์อันโดดเด่น ของท้องถิ่น ไว้ภายในรสชาติของมันอย่างสมบูรณ์ที่สุด คุณลักษณ์นั้น มีส่วนประกอบทั้งทางด้านกายภาพ และทางด้านจิตวิญญาณ เช่น ลักษณะของดิน ภูมิที่ตั้งของไร่องุ่น การระบายน้ำ ภูมิอากาศ สายพันธุ์ขององุ่น ประเพณี วิธีการผลิตเหล้าและประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมการทำ และการจำหน่ายเหล้าองุ่น พร้อมกับข้อมูลอื่นที่ผู้เขียนนำมาเสนอบ่งว่า กระบวนโลกาภิวัตน์ทำให้การผลิต และการค้าขายเหล้าองุ่น แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางทั่วทั้งโลก ผู้บริโภคทุกหนทุกแห่งจึงมีสินค้าหลากหลายให้เลือก กระบวนการนั้นก่อให้เกิดปรากฏการณ์ 3 อย่างคือ

-เหล้าองุ่นทั่วโลกมีคุณภาพดีขึ้นพร้อมกันนั้นคุณลักษณ์ของท้องถิ่นก็ได้รับการเน้นให้เด่นชัดและมีค่าสูงขึ้นด้วย วิวัฒนาการนี้หักล้างทฤษฎีที่ว่าการผลิต และการค้าเหล้าองุ่นโดยบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จะทำให้คุณภาพของมันต่ำลง และคุณลักษณ์ของท้องถิ่นจะถูกลบหายไปในกระบวนการนั้นด้วย

-การทำเหล้าองุ่นให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันเกิดขึ้นบ้างตามที่ทฤษฎีของผู้กล่าวหาว่า โลกาภิวัตน์ จะทำลายเอกลักษณ์ของท้องถิ่นคาดไว้ แต่ความคล้ายคลึงกันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับเหล้าองุ่นที่มีราคาต่ำ หรือปานกลางดังที่ทฤษฎีนั้นทำนาย หากเกิดขึ้นในบรรดาเหล้าองุ่นที่มีราคาสูง ซึ่งผู้ผลิตแข่งขันกันอย่างเข้มข้น เพื่อแย่งตลาดที่ทำกำไรต่อหน่วยให้พวกเขาสูงมาก

-บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ไม่สามารถทำลายผู้ผลิตขนาดเล็กได้ตามที่ทฤษฎีของผู้ต่อต้านโลกาภิวัตน์ทำนายไว้ ทั้งที่มีความได้เปรียบทางด้านการจัดจำหน่าย ทั้งนี้เพราะบริษัทเล็กๆ มีจุดแข็งของตัวเอง โดยเฉพาะในด้านการผลิตที่สะท้อนคุณลักษณ์ของท้องถิ่น

หลังจากเสนอเรื่องราวของเหล้าองุ่นแล้ว ผู้เขียนเล่าเรื่องราวของผู้ที่อยู่ในระดับรากหญ้า ซึ่งมีรายได้ไม่พอที่จะบริโภคเหล้าองุ่น หรือแม้แต่อาหารจำพวกจานด่วนเช่น แฮมเบอร์เกอร์เพื่อที่จะพยายามตอบคำถามที่ว่า กระบวนการโลกาภิวัตน์ ช่วยทำให้ชีวิตของคนจนดีขึ้นหรือเลวร้ายลง ตามด้วยการเล่าเรื่องราวของกระบวนการต่อต้านอาหารจานด่วน (fast food) ที่มีชื่อว่า "กระบวนการอาหารจานเชื่องช้า" (slow food movement) เพื่อจะดูว่าการต้านทานพลังของกระบวนการโลกาภิวัตน์นั้น เป็นไปได้หรือไม่

ผู้ที่พยายามตอบคำถามว่าโลกาภิวัตน์ให้คุณหรือโทษแก่คนจนแบ่งได้เป็นสองกลุ่มตามความเชื่อเบื้องต้นของพวกเขา นั่นคือ ผู้ที่เชื่อว่าโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่ดีก็จะมีข้อมูลมาสนับสนุนบทสรุปที่ว่าคนจนได้ผลดี เช่น มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ส่วนผู้ที่เชื่อว่าโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งเลวร้ายก็จะหาเรื่องราว หรือข้อมูลมาสนับสนุนความเชื่อของตนที่ว่า โลกาภิวัตน์ทำลายทุกอย่างแม้กระทั่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ จริงอยู่ทั้งสองฝ่ายดูจะมีข้อมูล ที่สนับสนุนจุดยืนของตนได้เป็นอย่างดี แต่ผู้เขียนเห็นว่า โลกมีความสลับซับซ้อนสูงเกินไปที่จะทำให้เราตัดสินว่า ข้อสรุปของใครสะท้อนความเป็นจริง ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังมักใช้ "โลกามุสาวาท" เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุปที่พวกเขาต้องการอีกด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้เขียนนำเรื่องราวของการค้าเสื้อผ้าเก่ามาเล่าอย่างละเอียด กระบวนการค้าเสื้อผ้ามือสองส่วนใหญ่เริ่มขึ้นในประเทศร่ำรวยที่มีการบริโภคสูง เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อปี 2546 ส่งออกเสื้อผ้ามือสองเกือบ 4 แสนตัน เสื้อผ้าดังกล่าวส่วนใหญ่ถูกส่งไปขายในแอฟริกา ซึ่งยากจนเกินไปที่จะจูงใจให้บริษัทข้ามชาติ เช่น แมคโดนัลด์ ไปเปิดร้านขายแฮมเบอร์เกอร์ และผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย จากข้อมูลนี้ผู้ที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์มองการค้าเสื้อผ้ามือสองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการทำลายศักดิ์ศรีของมนุษย์ อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้อาจมองจากแง่ดีก็ได้ นั่นคือ มันเอื้อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายขึ้นพร้อมกันนั้น มันก็สร้างงานเพิ่มขึ้นให้แก่พวกเขาด้วย สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นผลดีต่อคนจน

สำหรับการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านอาหารจานด่วน กระบวนการนี้เริ่มขึ้นในอิตาลีเมื่อปี 2529 และแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อปีที่หนังสือเล่มนี้พิมพ์ออกมากระบวนการนี้มีสมาชิกอยู่ใน 48 ประเทศแล้ว ผู้เคลื่อนไหวมีจุดมุ่งหมาย เพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลาย ของอาหารท้องถิ่น ซึ่งมีคุณลักษณ์ประจำตัวอย่างเด่นชัด สมาชิกรวมทั้งเจ้าของร้านอาหาร ร้านค้าส่วนประกอบอาหาร นักเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้า และบริการด้านอาหาร เหล้าองุ่นและการท่องเที่ยว พวกเขามีโครงการในด้านให้การศึกษา ด้านการท่องเที่ยว ด้านการสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ และด้านการต่อต้านการตัดแต่งพันธุกรรม ผู้เขียนสรุปว่าความสำเร็จของความเคลื่อนไหวนี้ชี้ให้เห็นว่า โลกาภิวัตน์ไม่สามารถทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ดังคำกล่าวหา ตรงข้ามผู้ที่มีความเข้าใจอาจใช้มันเป็นพาหะในการสร้างเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นให้แข็งแกร่งขึ้น

ในด้านความประทับใจของคนทั่วไปที่ว่าฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ต่อต้านกระบวนการโลกาภิวัตน์ ผู้เขียนมองว่าไม่มีรากฐานของความเป็นจริงทั้งที่เคยมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เช่น ชาวบ้านต่อต้านการเปิดร้านแมคโดนัลด์ โดยการจุดไฟเผามันจนวอดวาย ในทางตรงข้ามข้อมูลมากมายชี้ว่าชาวฝรั่งเศสสนับสนุนโลกาภิวัตน์ เช่น ร้านแมคโดนัลด์ได้รับความนิยมในฝรั่งเศสมากกว่าทุกประเทศในทวีปยุโรป ฝรั่งเศสเป็นประเทศแนวหน้า ในด้านการสนับสนุนให้เกิดตลาดร่วมยุโรป ชาวฝรั่งเศสประสบความสำเร็จในการขายสินค้าจำพวกแฟชั่นชั้นหรูหรา และน้ำหอมให้แก่ชาวโลกอย่างกว้างขวาง และบริษัทคาร์ฟูร์ของฝรั่งเศสเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่เป็นอันสองของโลก รองจากบริษัทวอล-มาร์ตของสหรัฐอเมริกา แต่มีจำนวนร้านมากกว่าและครอบคลุมพื้นที่โลกมากกว่าร้านวอล-มาร์ต ฉะนั้นการกล่าวหาว่าฝรั่งเศสต่อต้านโลกาภิวัตน์จึงเป็น "โลกามุสาวาท"

ข้อสังเกต - มองจากชื่อแล้วยากที่จะเดาว่าหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร จะคุ้มกับราคา และค่าของเวลาที่จะซื้อหามาอ่านอย่างละเอียดหรือไม่ หลังจากอ่านจากต้นจนจบจึงรู้ว่า มันเป็นหนังสือที่ควรหามาอ่าน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของกระบวนการโลกาภิวัตน์ และการถกเถียงกันถึงผลดีผลเสียของมัน ที่เกิดขึ้นในส่วนต่างๆ ของโลก นอกจากจะได้ความรู้ใหม่ในด้านเหล่านั้นแล้ว ผู้อ่านยังจะได้โบนัสที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเหล้าองุ่น เรื่องฟุตบอล เรื่องบาสเกตบอล เรื่องอาหารจานด่วน และเรื่องการค้าเสื้อเก่า ผู้เขียนนำเรื่องเหล่านี้มาเล่าได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

ยุคนี้เป็นยุคแห่งความเฟื่องฟูของวิชาการตลาด ทั้งที่วิชานี้เป็นวิชาที่น่าเรียนน่ารู้ แต่ผู้ที่นำมันมาใช้ มักจะต้องการให้เกิดความประทับใจ ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงผ่านกลยุทธ์สารพัดอย่าง รวมทั้งการบิดเบือนข้อมูล การใช้ข้อมูลเป็นบางส่วน การสรุปเรื่องราวโดยปราศจากฐานที่หนักแน่นพอ และการใช้ตัวอย่าง เพื่อจงใจสร้างความเข้าใจเพียงด้านเดียว สิ่งเหล่านี้คือส่วนประกอบของ "โลกามุสาวาท" ซึ่งแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในสังคมอย่างทั่วถึงส่วนหนึ่งเพราะความสะดวกอันเกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล ฉะนั้นคำสอนของคนโบราณที่ว่าจง "อย่าหู เบา" หรือจง "ฟังหู ไว้หู" จึงยิ่งมีความสำคัญยิ่งขึ้นในปัจจุบัน

หน้า 50