|
||||||||||||||
|
ย้อนพินิจรัฐบาลขิงแก่
โลกทรรศน์ : อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1385 กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2550 หอการค้าญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ และองค์การส่งเสริมการค้างต่างประเทศของญี่ปุ่นหรือ JETRO สำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ปรากฏว่า บริษัทที่ตอบว่าสภาวะธุรกิจดีขึ้น 49% ขณะที่บริษัทที่ตอบว่าเศรษฐกิจไทยแย่ลงมี 24% ด้วยเทคนิคของการสำรวจนี้เขาให้ค่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (DI) มีค่าเท่ากับ 25 ผมไม่ทราบเทคนิคในการสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่นมากนักและรู้ว่าหอการค้าญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ ทำการสำรวจอยู่บ่อยๆ หมายความว่า เราอาจจะถกเถียงเรื่องเทคนิคการสำรวจได้ แต่การสำรวจของเขาให้ผลที่น่าสนใจว่า ค่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจมีค่าต่ำที่สุด ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ตรงนี้สำคัญและอย่าเพิ่งชาตินิยมจัด ขับไล่บริษัทต่างชาติออกนอกประเทศไทย เขาให้เหตุผลน่าสนใจว่า เหตุที่แนวโน้มเศรษฐกิจของไทยต่อสายตานักลงทุนจากญี่ปุ่นลดลงจนทำให้สถิติต่ำสุดในรอบหลายปีได้แก่ ไทยเสียจุดเด่นในด้านเสถียรภาพความมั่นคงทางการเมือง ทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่องช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเกิดจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นและการแข็งค่าของเงินบาท ทิศทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นทิศทางที่ไม่เป็นจริงหรือไม่ คำตอบคือ ทิศทางนี้เกิดขึ้นจริงๆ แต่รัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาลขิงแก่ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาดำเนินการมากนัก ผมขอยกตัวอย่างตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทยอีกอันหนึ่งคือ ดัชนีผู้บริโภค ตัวเลขอาจจะออกมาจากหลายสำนักและหลายหน่วยงาน แต่ทั้งหมดตกต่ำลง คนที่ให้ตัวเลขนี้ดีที่สุดคือ บริษัทไทยที่ทำธุรกิจด้านสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่รายหนึ่งเขาอธิบายว่า ปีนี้ยังไม่เห็นปัจจัยบวกอะไรที่จะไปกระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้น บริษัทไทยที่ทำธุรกิจด้านห้างสรรพสินค้าบอกแก่ทุกคนว่า ยอดขายของบริษัทเขาตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ตัวเลขความตกต่ำทางเศรษฐกิจนี้บอกอะไรสำคัญแก่เรา บอกถึงความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ ของรัฐบาลขิงแก่ว่ามือไม่ถึง ประเด็นที่ต้องถามคือ เพราะอะไร ความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ จึงน้อยก็ต้องดูหลายประเด็นดังต่อไปนี้ เป้าหมายของรัฐบาลขิงแก่ รัฐบาลขิงแก่เป็นรัฐบาลชั่วคราว รัฐบาลขิงแก่เป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ที่มาทางการเมืองของรัฐบาล เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ตรงกันข้ามสิ่งนี้มิได้เป็นอุปสรรคใดๆ ทางด้านการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เพราะรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่และอยู่ในช่วงของการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา ปัญหาพื้นฐานจึงน่าจะอยู่ที่รัฐบาลขิงแก่ขาดเป้าหมายที่แท้จริง ลองย้อนกลับไปดูรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน เมื่อ 16 ปีที่แล้ว หลังการรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 สภาวะแวดล้อมทางการเมืองของรัฐบาลอานันท์สมัยนั้นเป็นอุปสรรคยิ่งกว่า รัฐบาลอานันท์ก็เหมือนรัฐบาลขิงแก่คือ นำเอาเทคโนเครตและอดีตปลัดกระทรวงเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเพราะคงไม่มีใครทำงานสั่งข้าราชการได้หลังจากการรัฐประหาร ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ทหารสมัยนั้นต่อรองและเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ แต่เศรษฐกิจไทยก็ไม่ตกต่ำทั้งๆ ที่โลกาภิวัตน์โจมตีการรัฐประหารของไทยครั้งนั้นอย่างรุนแรงโดยดูได้จากดัชนีหุ้นที่ทิ่มหัวลงอย่างรุนแรงในช่วงแรก ภายใต้แรงกดดันของทหารสมัยนั้น รัฐบาลอานันท์ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและผลักดันนโยบายเศรษฐกิจมากมาย เช่น แก้ปัญหาสัมปทานโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย ผลักดันนโยบายเกิดการค้าเสรีกับประเทศอาเซียน ออกกฎหมายเศรษฐกิจมากมาย ส่วนในทางการเมืองก็จัดเตรียมการเลือกตั้ง แต่ด้วยแรงกดดันจากทหารน้อยกว่า หากทว่า เป้าหมายของรัฐบาลขิงแก่ไม่ชัดสักอย่างเดียว ดูจากเศรษฐกิจก่อน ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ วางบทบาทของรัฐบาลท่านแต่เพียงสิ่งที่เป็นนามธรรมด้วยการเริ่มต้นว่า รัฐบาลของท่านจะบริหารอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ซื่อสัตย์ นามธรรมเหล่านี้ก็ดีหรอกครับแต่ควรมีโอกาสเป็นรัฐบาลอยู่สัก 10 ปีเป็นอย่างน้อยจึงจะเห็นผล ในทางตรงกันข้าม นโยบายทางเศรษฐกิจกลับสร้างปัญหามาก เช่น มาตรการสำรองเงินตราต่างประเทศ 30% การปรับปรุงพระราชบัญญัติธุรกิจคนต่างด้าว รวมทั้งการแต่งตั้ง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นทูตผู้ชี้แจงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาคมโลกด้วย ที่ว่าเป้าหมายไม่ชัดเพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาลขิงแก่ต่างรู้ดีถึงความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจไทยกับระบบทุนนิยมโลก แต่กลับแสดงจุดยืนชาตินิยมทางเศรษฐกิจสุดกู่ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังให้เหตุผล ของมาตรการสำรองเงินตราต่างประเทศร้อยละ 30 ได้ทั้งๆ ที่ค่าเงินบาทก็ยังแข็งค่าอยู่ การปรับปรุงพระราชบัญญัติธุรกิจคนต่างด้าวนั้นทำได้ ทำกันมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ดันมีเป้าหมายทางการเมืองเพื่อจัดการการถือหุ้นแทนหรือนอมินี ส่วนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลขิงแก่กลับรับข้อเสนอ "มือทักษิโณมิกส์" อย่าง ดร.สมคิดเพื่อมาอธิบายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้งๆ ที่เขาไม่เคยแสดงว่าตัวเองเชื่อเรื่องนี้มาก่อน นี่เพียงย่างเข้าเดือนที่ 6 ท่านนายกรัฐมนตรีได้แต่พรำบ่นว่าจะวางมือทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีมักจะปลีกวิเวกบ่อยเกินไปในช่วงที่รัฐบาลขิงแก่จำเป็นต้องเดินหน้า และถือโอกาสอันดีที่จะสร้างปัญหาระบอบทักษิณและวางกรอบกติกาทางการเมืองใหม่ คมช. ย้อนยุค เอาเข้าจริงๆ ความสัมพันธ์ระหว่าง คมช. กับรัฐบาลดูเหมือนจะราบรื่น ท่านนายกรัฐมนตรีเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของประธาน คมช. เป็นนายทหารที่ทหารให้ความเคารพ ท่านยังเป็นนายกรัฐมนตรี วิลเลี่ยม เชอร์ชิล ของประธานองคมนตรีอีกด้วย แต่เกือบ 6 เดือนแล้ว คมช. กำลังพิสูจน์ตัวเองว่าย้อนยุคแค่ไหน ผู้นำ คมช. กล่าวดูเสมอว่าท่านจะไม่สืบทอดอำนาจ อย่างไรก็ตาม การรื้อฟื้นบทบาทของ กอ.รมน. ให้เป็น "องค์กรราชการขนาดยักษ์และมีอำนาจมาก" จะทำให้ทหารมีอำนาจเหนือรัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ประเด็นการเชื่อมโยงพรรคการเมืองทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ ชาติไทยหรือแม้แต่กลุ่มมัชฌิมากับคนบางคนของ คมช. ก็ล้วนเลียนแบบพรรคสามัคคีธรรมหลังการรัฐประหารกุมภาพันธ์ 2534 ทั้งสิ้น น่าสนใจมาก การเข้ามาร่วมงานของ ดร.สมคิดกับรัฐบาลเป็นจุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ของทหารกับรัฐบาล เพราะเท่ากับเป็นรูปธรรมของแนวทางที่แตกต่างกันระหว่าง คมช. ขั้วหนึ่งที่สนับสนุน ดร.สมคิดกับ คมช. อีกขั้วหนี่งที่สนับสนุน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ตัวอย่างการปรากฏตัวของ ดร.สมคิดจึงเป็นเส้นทางที่ทอดยาวของการเมืองก่อนและหลังเลือกตั้ง ที่มีทหารบางกลุ่มแสดงบทบาทและกำหนดทิศทางการเมืองไทยในวันข้างหน้าอยู่ เส้นทางนี้กดดันนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลขิงแก่ยิ่งกว่าที่รัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน เจอ เพราะมีความสลับซับซ้อนแต่ขาดความลุ่มลึกและขาดการประเมินพลังประชาธิปไตยในประเทศอย่างมาก เมื่อการรัฐประหารเกิดขึ้น บทบาทของทหารที่ควรจะเป็นคือ การรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ แต่ทหารกลับล้มเหลวในการแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธาน คมช. กลับปลุกกระแสชาตินิยมล้าหลัง ด้วยการขาดความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีการสื่อสารแต่กลับเสนอให้ทวงคืนบริษัทชิน แซทเทิลไลท์ มาเป็นของคนไทย ท่านประธาน คมช. ชวนให้คนไปดูหนังสมเด็จพระนเรศวรฯ ย่อมชวนได้ครับ แต่ไม่จำเป็นต้องให้คนไทยรักชาติมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม เช่นเดียวกัน ท่านวางแผนจะสวมบทบาทครูไปพูดตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศโดยตั้งใจจะให้ ปีนี้เป็นปีแห่งการเสริมสร้างอุดมการณ์รักชาติ ผมไม่ทราบว่า ท่านจะทำเช่นนั้นไปทำไม นอกจากความรักชาติเกินพอดีและถูกจังหวะนั้นจะช่วยสร้างความนิยมในตัวท่านในช่วงความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เมื่อรัฐบาลขิงแก่ค้นหาเป้าหมายทางนโยบายของตัวเองไม่เจอประกอบกับ คมช. กำลังแสดงบทบาทย้อนยุค นักลงทุนต่างชาติจึงอ่อนไหวเป็นพิเศษเพราะพวกเขาวางแผนการลงทุนในประเทศไทยไม่ได้ ที่แย่ไปกว่านั้น ความรู้สึกของคนไทยมีทิศทางเดียวกับนักลงทุนต่างประเทศ คนไทยไม่สามารถวางแผนอนาคตของตัวเองได้ ขิงแก่ก็พึงไม่ได้ คมช. ก็มีวาระซ้อนเร้น ทักษิโณมิกส์ก็อันตรายและรอวันกลับมาสร้างความยุ่งยากทางการเมืองในประเทศ การรัฐประหารเป็นอันตรายต่อประชาธิปไตยมากอยู่แล้ว รัฐบาลรักษาการที่ไม่รู้จักบทบาทของตัวจะสร้างช่องว่างทางอำนาจ ให้เกิดความยุ่งยากทางการเมืองและเศรษฐกิจยิ่งกว่า รัฐบาลขิงแก่ควรดูบทเรียนรัฐประหารเมือง 16 ปีที่แล้วด้วย หน้า 16
|