หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
จับตาเงินทุนต่างชาติ

คอลัมน์ นอกรอบ  โดย นิตินัย ศิริสมรรถการ dr.nitinai@gmail.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3875 (3075)

ต้องขอประทานโทษท่านผู้อ่านด้วยครับ ที่เมื่อเดือนก่อนมีปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย จึงทำให้คอลัมน์นี้ต้องออกคลาดเคลื่อน ไม่ตรงเวลาไป เท้าความหน่อยนะครับ สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่ได้อ่านในเดือนก่อน ครั้งก่อนหนูฉงนได้คุยกับ อ.เฉลย ถึงเรื่องการตอบสนองของตลาดตราสารหนี้ และตลาดหลักทรัพย์ฯต่อมาตรการกันสำรอง 30% ที่ ธปท.ได้ประกาศใช้ไป เมื่อเย็นวันที่ 18 ธ.ค.2550 โดย หนูฉงนสงสัยว่าทำไมหลังจาก ธปท.ประกาศมาตรการไปแล้ว หุ้นตกไม่นาน แล้วปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจาก อ.เฉลยจะตอบในประเด็นดังกล่าวแล้ว ยังมีบางตอนในช่วงท้ายได้กล่าวถึงทิศทาง และความเป็นไปได้ในอนาคตของตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนไว้โดยสังเขป ก่อนที่จะมาจบที่ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างตลาด offshore กับตลาด onshore วันนี้ก็คงมาคุยกันต่อนะครับ

หนูฉงน : แล้วทำไมแบงก์ชาติถึงต้องมีการแบ่งตลาดเป็น onshore กับ offshore ด้วยล่ะคะ มันดียังไง ?

อ.เฉลย : จริงๆ แล้วการเกิดตลาด offshore กับ onshore นี่ ไม่ได้เป็นความตั้งใจของแบงก์ชาติหรอกครับ แต่ในอดีตที่ผ่านมาเราไม่ได้คุมเงินบาทให้อยู่แต่ในประเทศเพียงอย่างเดียว บางคนเอาไปเล่นพนันที่กัมพูชาบ้าง บางคนเอาไปซื้อของแถวชายแดนบ้าง เงินบาทเลยรั่วออกไปนอกประเทศพอสมควร คราวนี้พอมีมาตรการกันสำรอง 30% ก็ทำให้มีการแบ่งแยกตลาด onshore กับ offshore ขึ้นมา เงินที่เคยออกไปอยู่นอกประเทศ ก็ดันมีมากพอที่จะเกิดตลาดซื้อขายกันได้ ซึ่งไม่เหมือนกับเงินหยวน ที่ที่ผ่านมารัฐบาลจีนมีการควบคุมมิให้เล็ดลอด ออกไปนอกประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จีนจึงสามารถควบคุมเงินหยวนได้ง่ายกว่า

หนูฉงน : อ๋อค่ะ พอเข้าใจที่มาที่ไปของการเกิด 2 ตลาดแล้วค่ะ แต่ที่ยังสงสัยคือ ทำไมอัตราแลกเปลี่ยน offshore ถึงแข็งกว่าตลาด onshore เยอะขนาดนี้คะ

อ.เฉลย : นี่ถ้าผมตอบแบบกำปั้นทุบดินผมจะตอบว่า เหตุที่เงินบาท offshore แข็งกว่า onshore ก็เพราะว่าเงินบาทในต่างประเทศ (offshore) มีความขาดแคลนมากกว่าเงินบาทในประเทศ (onshore) น่ะสิครับ ...อันนี้กลไกราคาปกติ อะไรขาดแคลนอันนั้นก็แพงเป็นธรรมดา แต่ผมเข้าใจว่าหนูฉงนกำลังจะถามผมว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้เงินบาทในต่างประเทศ (offshore) มันขาดแคลนขนาดนี้ใช่ไหมครับ

ตรงนี้ก็ตอบแบบกำปั้นทุบดินอีกแหละครับว่า การแข็งค่า (การขาดแคลน) ของเงินบาทในตลาด offshore ก็เกิดจากอะไรไม่ได้นอกจาก 1.อุปทานน้อย (ไม่มีเงินบาทออกจากในประเทศไปชดเชยความขาดแคลนในต่างประเทศ) และ/หรือ 2. อุปสงค์เยอะ (คนในต่างประเทศต้องการเงินบาทมาก) ใช่ไหมล่ะครับ แต่ที่น่าวิเคราะห์คือ ทำไมไม่มีเงินบาทไหลออกนอกประเทศ และ/หรือ คนในต่างประเทศต้องการเงินบาทมาก นี่สิครับ

หนูฉงน : นั่นสิคะ ทำไมคะ ?

อ.เฉลย : เอาเรื่องเงินบาทไม่ออกนอกประเทศก่อนนะครับ ดูเหมือนว่านอกจากการออกกฎเกณฑ์อะไรต่อมิอะไร ที่จะมาควบคุมการไหลของเงินบาทแล้ว ตอนนี้แบงก์ชาติไม่มีทางเลือกอื่นในการพยุงค่าเงินบาท นอกจากการลดดอกเบี้ยแล้ว เพราะการพยุงเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาทำให้แบงก์ชาติมีหนี้อยู่เป็นล้านล้านบาท และขาดทุนจากการพยุง หลายแสนล้านบาทแล้ว ตรงนี้ใครๆ เขาก็อ่านเกมออก... ถ้าเราเก็งนโยบายได้ เราก็เก็งกำไรได้ใช่ไหมครับ ... เนื่องจากราคาพันธบัตรแปรผกผันกับอัตราดอกเบี้ย ถ้าผมเป็นต่างชาติ ผมก็คงจะรีบเข้าไปเก็งกำไรในตลาดพันธบัตรก่อนดีไหมครับ เพราะถ้าแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยจริง ผมก็จะได้กำไรจากส่วนต่างราคาพันธบัตรไงล่ะครับ อ่านง่ายอย่างนี้แล้ว ใครจะเอาเงินออกล่ะครับ แหม... ขอเก็งกำไรก่อนซะหน่อยไม่ได้หรือครับ

หนูฉงน : อ๋อ ...เออ... แล้วทำไมเงินบาทในตลาดต่างประเทศถึงขาดแคลนล่ะคะ ?

อ.เฉลย : แหม... ง่ายจะตาย ก็คนที่อยู่ต่างประเทศเขาก็ต้องการกำไรชัวร์ๆ แบบนี้เหมือนกันนี่ครับ เพียงแต่เขาเอาเงินเข้ามาไม่ทัน แต่แบงก์ชาติปิดประตูการนำเงินเข้าโดยการออกมาตรการกันสำรอง 30% เสียก่อนนี่ครับ ตอนนี้ก็เลยหาเงินบาทกันจ้าละหวั่น เพราะขืนถือเงินดอลลาร์ทะเล่อทะล่าเข้ามาแลกในประเทศไทย ก็ต้องโดนให้กันสำรองไว้ 30% สิครับ

หนูฉงน : อย่างนี้พอแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยแล้ว ต่างชาติก็จะมองเราหมดประโยชน์แล้วขนเงินออกนอกประเทศหรือเปล่าคะ ?

อ.เฉลย : จริงๆ การลดอัตราดอกเบี้ย ก็จะทำให้เงินมันจะไหลออกไปยังประเทศที่ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอย่างที่เราทราบๆ กันอยู่แล้วนะครับ แต่ที่การลดดอกเบี้ยครั้งก่อนไม่ทำให้เงินไหลออกก็เพราะเขาเดากันออกว่าดอกเบี้ยมันต้องลดลงอีก ยังทำกำไรกันได้อีก ยังไม่อิ่ม ถ้าถามว่าถ้าแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยในวันที่ 28 ก.พ.2550 นี้ (ตอนที่ผมเขียนคอลัมน์นี้อยู่ ธปท. ยังไม่มีการประกาศ) แล้ว เงินจะออกหรือเปล่า ก็ต้องดูว่าแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยมากหรือเปล่า ถ้าลดน้อย แล้วเขาเก็งกันได้ว่าจะลดอีกในเวลาอันใกล้ เงินก็อาจจะยังไม่ออกมากนะครับ ในทางกลับกัน ถ้าลดมากและไม่เหลือความหวังให้เขาเก็งกำไรกันอีกต่อไปแล้ว เขาก็อาจเอาบาทที่มีอยู่มาแลกดอลลาร์ แล้วก็หอบกลับประเทศไป ตรงนี้ก็เป็นไปได้ที่เราอาจจะเห็นการไหลออกของเงินทุนอย่างรุนแรงนะครับ

หนูฉงน : โอ้โห เหมือนเขารุมกินบุฟเฟต์เราอยู่เลยนะคะ แต่ เอ... ถ้าแบงก์ชาติลดอัตรา ดอกเบี้ยจริง แม้ว่าต่างชาติจะได้กำไรจากการเก็งกำไร มันก็เป็นระยะสั้น แต่พื้นฐานเศรษฐกิจเรายยังแข็ง อัตราการใช้กำลังการผลิตก็อยู่ในระดับเต็มศักยภาพ ในระยะกลางมันก็จะเป็นการกระตุ้นการลงทุนใช่ไหมคะ ?

อ.เฉลย : ผมน่ะอยากให้เป็นอย่างนั้นเสียเหลือเกินครับ ตามหลักการแล้วลำพังแค่การผลิตอยู่ในระดับเต็มศักยภาพ ก็ต้องมีการลงทุนใหม่เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ยิ่งลงทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำลงด้วย (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง) นักลงทุนก็คงต้องยิ่งอยากลงทุนนะครับ แต่ผมกลัวจะไม่เป็นไปตามนั้นสิครับ ถ้าเรากลับไปดูตัวเลขช่วงที่ประเทศเราเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจใหม่ๆ ตอนนั้นดอกเบี้ยต่ำติดดินเลย แต่ก็ไม่ค่อยมีใครลงทุน ทั้งนี้ก็เพราะในช่วงนั้นนักลงทุนยังไม่ค่อยแน่ใจว่า เศรษฐกิจฟื้นจริงหรือเปล่า ตอนนี้ก็คล้ายๆ กันแหละครับ การเมืองจะเอายังไง สุวรรณภูมิจะย้ายหรือเปล่า รถไฟใต้ตินจะมี รึเปล่า ยังไม่แน่เลย เป็นผม ผมก็ไม่กล้าไปสร้างบ้านจัดสรร เพื่อเก็งกำไรแถวนั้นหรอกครับ แล้วยิ่งไปกันใหญ่ รัฐวิสาหกิจไหน หรือบริษัทเอกชนไหนที่จะลงทุนขนาดใหญ่ และต้องการใช้เงินกู้ต่างประเทศ การกู้ที่ว่าก็ถูกสกัดด้วยนโยบายกันสำรอง 30% ของแบงก์ชาติเข้าไปอีก... ผมลองมานั่งดูๆ ดัชนีพ้องทางเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วแล้ว หนักใจครับ แค่ผลของความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างเดียว (ตอนนั้นยังไม่มีนโยบายกันสำรอง 30%) การลงทุนในไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วมีอัตราการขยายตัวเป็นบวกได้ก็เก่งแล้ว (ซึ่งเข้าใจว่าการลงทุนในไตรมาสสุดท้ายปีก่อนน่าจะขยายตัวเป็นบวกได้เล็กน้อย) แถมดัชนีชี้นำหลายๆ ตัวยังชี้ให้เห็นว่าไตรมาสแรกปีนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นจากไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วได้ยังไง แต่ก็อย่างว่าละครับ ผลในเชิงจิตวิทยาวัดยาก ผมก็หวังว่านักลงทุนจะมั่นใจและลงทุนกัน เพราะสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจยังส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอยู่ครับ นอกจากนี้ผมคิดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2550 ยังไปได้ดีครับ การส่งออกแม้จะแผ่วกว่าปี 2549 ลงบ้าง แต่ก็ยังคงจะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยได้อยู่

หนูฉงน : อย่างนี้ อาจารย์มองเศรษฐกิจปีนี้เป็นยังไงคะ ?

อ.เฉลย : ยังไม่อยากตอบคำถามนี้ตอนนี้เลยครับ คงต้องจับตามองเดือน มี.ค.-เม.ย.2550 นี้ให้ดีๆ ละครับ เพราะสิ้นเดือน ก.พ.2550 ตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ม.ค.2550 ซึ่งเป็นเดือนจะแสดงผลกระทบของทั้งเรื่องระเบิด ทั้งมาตรการต่างๆ (เช่น พ.ร.บ.นอมินี) จะทยอยกันออกมาจนครบ... 28 ก.พ.2550 ก็จะได้รู้ว่าแบงก์ชาติจะลดดอกเบี้ยไหม ถ้าลด ลดเท่าไร และเงินทุนต่างชาติจะยังอยู่ในไทยไหม มากน้อยแค่ไหน ถ้าลดน้อย และสามารถคาดเดาว่ายังลดต่อได้อีก การลงทุนใหม่อาจถูกชะลอไว้ก่อน เพราะนักลงทุนจะรอดอกเบี้ยที่ถูกกว่านี้ และในทางกลับกัน เงินทุนไหลออก ก็คงยังไม่มากนัก...  แถมวันที่ 6 มี.ค.2550 สภาพัฒน์ (สศช.) ก็จะประกาศตัวเลข GDP ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วอีก ถึงตรงนั้นเราคงมองเห็นภาพอะไรต่างๆ ชัดเจนขึ้นแหละครับ แต่ถ้าให้ประเมินตอนนี้เลย ปี 2550 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 4% ก็นับว่าเก่งมากแล้วครับ

หน้า 49