|
||||||||||||||
|
สัญญาคิงเพาเวอร์
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น เศรษฐ์ สันติ มติชนรายวัน วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10553 พูดถึงข่าวสนามบินสุวรรณภูมิช่วงนี้เรียกว่า จับที่ไหนเน่าที่นั่น แต่ก็มีผู้โต้แย้งว่า สื่อมวลชนนำเสนอข่าวเกินจริง เล่นตามกระแสการเมือง แท็กซี่เวย์ หรือรันเวย์อาจจะร้าวจริง แต่มิได้เป็นปัญหาใหญ่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย อย่างไรก็ตาม ที่สัมผัสกับสนามบินสุวรรณภูมิในฐานะผู้ใช้บริการพบความจริงว่า การก่อสร้างสนามบินมูลค่ากว่าแสนล้านบาท "ห่วย" เป็นอย่างมาก ตรงข้ามกับโฆษณาสร้างภาพสวยหรูหลอกชาวบ้าน ผนังอาคารผู้โดยสารที่อ้างว่าต้องการให้เป็นแบบปูนเปลือย แต่การโบกปูนหยาบเหมือนตึกแถวราคาถูกๆ หลังคากระจกดำสปรก กระเบื้องปูพื้นคุณภาพต่ำเป็นรอยขีดข่วนเต็มไปหมด สภาพห้องน้ำแย่กว่าสนามบินในภูมิภาคเสียอีก นอกจากนั้น เครื่องบินไม่สามารถเข้าจอดเทียบประตูอาคารผู้โดยสารได้ ทั้งๆ ที่ว่างอยู่เป็นจำนวนมาก ต้องใช้รถบัสขนผู้โดยสารอย่างทุลักทุเล แต่ที่จะพูดถึงวันนี้คือสัญญาการใช้หรือเช่าพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมินาน 10 ปี ระหว่าง บจม.ท่าอากาศยานไทย กับบริษัท คิงเพาเวอร์ ซึ่งกำลังมีปัญหาอื้อฉาวว่า มีการใช้พื้นที่เกินกว่าสัญญาหรือไม่ สัญญาดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ หนึ่ง สัญญาโครงการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ ณ อารคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งสัญญาข้อ 4.5 ระบุว่า "ยอดเงินประกันรายได้ขั้นต่ำตามข้อ 4.3 กำหนดจากจำนวนพื้นที่ของโครงการที่ผู้รับอนุญาติ จะเข้าประกอบกิจการภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรวมกันประมาณ 20,000 ตารางเมตร "หากปรากฏว่าพื้นที่โครงการมีจำนวนเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ในวรรคแรก ทอท.สงวนสิทธิในการพิจารณาเพิ่มค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำได้ใหม่ตามที่เห็นสมควร" สอง สัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานภูมิภาค ซึ่งข้อสัญญาข้อ 4.4 ระบุว่า "ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำตามข้อ 4.3 กำหนดจากจำนวนพื้นที่จำหน่ายสินค้า ที่ผู้รับอนุญาตจะเข้าประกอบกิจการภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรวมกันไม่ต่ำกว่า 5,000 ตารางเมตร.... "หากปรากฏว่าวันที่สัญญานี้มีผลใช้บังคับ พื้นที่จำหน่ายสินค้า มีจำนวนเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากที่กำหนดในวรรคแรก ทอท.สงวนสิทธิในการพิจารณาเพิ่มค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำได้ใหม่ตามที่เห็นสมควร" นายวิชัย รักศรีอักษร ประธานกรรมการบริหารกลุ่มคิงเพาเวอร์ยอมรับว่า มีการใช้พื้นที่ในสัญญที่หนึ่งจริงจำนวน 20,165 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าตรงตามสัญญาเพราะในสัญญาใช้ถ้อยคำว่า "ประมาณ 20,000 ตารางเมตร" ขณะที่ในสัญญาที่สอง ใช้พื้นที่จริง 9,498.41 ตารางเมตร เกินกว่า 5,000 ตารางเมตร เกือบ 1 เท่าตัว แต่ข้ออ้างของนายวิชัยคือ บริษัทไม่รู้ว่าจะใช้พื้นที่จริงเท่าไหร่จึงใช้ถ้อยคำว่า "ไม่ต่ำกว่า 5,000 ตารางเมตร" แต่การใช้พื้นที่ต้องได้รับอนุญาตจาก ทอท.ทุกครั้ง คำถามคือ ทำไมในสัญญาแรกนายวิชัยรู้ว่าต้องใช้พื้นที่ "ประมาณ 20,000 ตารางเมตร" แต่ในสัญญาที่สอง จึงไม่รู้และประมาณการต่ำกว่าความต้องการใช้ถึง 1 เท่าตัว แน่นอนว่า มองในแง่กฎหมายแล้ว ทอท.ต้องรับผิดชอบเต็มประตู ในแง่การร่างสัญญาบกพร่อง และเป็นผู้อนุญาตให้คิงเพาเวอร์ ใช้พื้นที่เกินกว่า 5,000 ตารางเมตร จนสนามบินกลายเป็นศูนย์การค้า ตั้งสินค้าดักหน้าดักหลังขัดขวางความสะดวก ของผู้โดยสารอย่างน่าเกลียด แต่ในแง่ข้อเท็จจริงแล้ว ต้องมองกระบวนการตั้งแต่จัดการประมูลการใช้พื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่ต้นว่า ใครมีอิทธิพลที่แท้จริง ใครสมคบกับใครก่อให้เกิดการผูกขาด ทอท.เป็นผู้กำหนดพื้นที่ในการใช้ประโยชน์ หรือมีไอ้โม่งที่คอยรับประโยชน์นอกระบบเป็นผู้บงการ มัวแต่เงื้อง่าราคาแพง รับรองสุดท้ายจับใครไม่ได้ซักคน หน้า 20
|