|
||||||||||||||
|
ต้นทุน-ผลได้
ของการรัฐประหาร พ.ศ.2549
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร มติชนรายวัน วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10553 ผู้ก่อการรัฐประหารทุกชุด มักพูดถึงผลได้ต่อประเทศชาติในรูปของความสามัคคี กำจัดคอร์รัปชัน รักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฯลฯ ปฏิเสธว่าได้รับผลได้อะไร ล้วนแต่ทำการด้วยความเสียสละ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง "ต้นทุน" ที่อาจเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม เนื่องจากเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ผู้เขียนอดไม่ได้ที่จะคิดเล่นๆ ถึงต้นทุน-ผลได้ ของการรัฐประหารเมื่อปี 2549 โดยต้นทุน-ผลได้นี้ มีทั้งส่วนที่จับต้องได้ (เช่น ตำแหน่ง การเลื่อนขั้น รายได้ ผลประโยชน์อื่นๆ ) และที่จับต้องไม่ได้ (เช่น เรื่องของศักดิ์ศรี ชื่อเสียง ความสะใจ ฯลฯ) แน่นอนว่าจะต้องนึกถึงด้วยว่า ต้นทุน-ผลได้เกิดขึ้นกับใคร? ในประเด็นนี้คงต้องพิจารณาถึง 2 กลุ่มหลัก หนึ่งคือ คณะผู้ก่อการรวมทั้งผู้สนับสนุน และสถาบันของเขา สอง คือ ประชาชนคนไทยหรือสังคมไทยโดยรวม นอกจากนั้นจะขอพูดถึงกลุ่มที่สาม คือ จากมุมมองของประชาสังคมโลกที่อยู่นอกเมืองไทย ก่อนอื่นคงต้องสาธยายถึงกลุ่มผู้ก่อการและผู้สนับสนุนหลักโดยสังเขป สำหรับผู้ก่อการ คือ ฝ่ายกองทัพไทยโดยเฉพาะกองทัพบก สำหรับผู้สนับสนุนหลักอาจแบ่งออกได้เป็น ก.ผู้ซึ่งเรียกร้องให้มีการใช้มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ 2540 โดยตีความว่ามาตรานี้ให้พระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งรัฐบาลพระราชทานในภาวะวิกฤตรัฐธรรมนูญได้ ผู้เขียนจะขอเรียกกลุ่มนี้ว่าฝ่ายนิยมเจ้า (royalists) ในความหมายที่ว่าพวกเขาต้องการพึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อผลในทางการเมือง ข.กลุ่มชนชั้นกลางโดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ ผู้ซึ่งมองว่าทักษิณเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย แถมยังปิดช่องไม่ให้พวกเขามีบทบาททางการเมืองได้อย่างเต็มที่ เนื่องเพราะเชื่อว่าระบอบทักษิณ ได้ใช้เงินเข้าเกาะกุมการเมืองและระบบบริหารราชการอย่างเต็มที่แล้ว นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่ม คือ ค.บรรดานักธุรกิจจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่วงนอกของกลุ่มทักษิณและไทยรักไทย ผู้ซึ่งถูกกีดกัน หรือเสียเปรียบจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม หรือเอือมระอากับระบบพรรคพวกนิยมของกลุ่มทักษิณเป็นอย่างยิ่ง (1) คณะผู้ก่อการรัฐประหารและผู้สนับสนุนหลักมีต้นทุน-ผลได้ อะไรบ้าง ผลได้ 1.กองทัพในฐานะสถาบันกลับมาได้รับความนิยมชมชอบอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่สูญเสียศักดิ์ศรี และอำนาจไป สืบเนื่องจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 (คงจำได้ว่า ในครั้งนั้นมีประชาชนถุยน้ำลายใส่ทหาร แต่ในปี 2549 ได้รับดอกไม้) นอกจากนั้นรัฐประหารครั้งนี้ในปี 2549 ได้นำกองทัพไทยสู่ศูนย์กลางแห่งอำนาจของการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง กองทัพในฐานะสถาบันหวนกลับมารวบรวมอำนาจโดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐบาลพลเรือน 2.ผลได้เป็นชิ้นเป็นอัน ก็คือ การได้เข้าถึงงบประมาณรัฐบาลโดยตรง โดยเฉพาะการใช้งบฯลับ รวมทั้งโอกาสในการเพิ่มงบประมาณทหาร (ด้วยเหตุผลของการรักษาความมั่นคง การป้องกันไม่ให้ระบอบทักษิณหวนกลับมา) และเงินเดือนของทหาร 3.ในเมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีกทิ้งไปแล้ว จึงเปิดโอกาสให้ยกเลิกมาตราสำคัญ ซึ่งส่งผลลดการควบคุม (และผลประโยชน์เกี่ยวโยง) สื่อวิทยุ และโทรทัศน์ ซึ่งฝ่ายกองทัพเคยมีบทบาทสูง รวมทั้งเปิดโอกาสให้เพิ่มมาตราใหม่ๆ ซึ่งส่งผลเพิ่มบทบาทของสถาบันกองทัพในการร่วมแต่งตั้งวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีบางส่วนได้ 4.สมาชิกของสถาบันทหารมีโอกาสได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจมากขึ้น และก็ได้เกิดขึ้นแล้ว 5.สำหรับปัจเจกบุคคลซึ่งอาจถูกปลดโดยนายกฯทักษิณก่อนหน้านี้ก็รอดตัวไป แต่ยังอาจได้การเลื่อนขั้นทันที เพราะบทบาทในฐานะผู้ก่อการ 6.สำหรับผู้สนับสนุนฝ่ายนิยมเจ้านั้น ผลได้คือ รัฐประหารกำจัดทักษิณ (ผู้ซึ่งพยายามทำตัวเสมือนประธานาธิบดี) ออกไปทันที สำหรับผู้นิยมเจ้าจำนวนมาก สถาบันพระมหากษัตริย์ มีบทบาทสำคัญยิ่งในฐานะที่สามารถถ่วงดุล หรือคานกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ที่พวกเขาไม่เชื่อถือหรือนิยมชมชอบ 7.สำหรับผู้สนับสนุนรัฐประหารที่เป็นกลุ่มชนชั้นกลางอื่นๆ ผลได้ คือ รัฐประหารกำจัดทักษิณออกไป ทักษิณผู้ซึ่งทำให้ชนชั้นกลางหมดความหมายลงไปในการเมืองไทย และอาจทำให้พวกเขาต้องมีภาระเสียภาษี เพื่อจ่ายโครงการประชานิยมต่างๆ ซึ่งนำทักษิณสู่อำนาจ สำหรับนักธุรกิจที่อยู่วงนอกกลุ่มทักษิณ รัฐประหารทำให้ตลาดธุรกิจเสรีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าพวกพ้องและญาติโกโหติกาของทักษิณถูกลดบทบาทลงทันที ชนชั้นกลางที่เอือมระอากับปัญหาคอร์รัปชัน ได้ความสะใจที่หลังการรัฐประหาร เขาคาดว่าทักษิณและพรรคพวกจะถูกลงโทษจากการทำคอร์รัปชันอย่างสาสม (กำลังรออยู่) ต้นทุนของคณะผู้ก่อการและผู้สนับสนุน 1.สำหรับกองทัพ ต้นทุน คือ ความเสี่ยงอย่างน้อย 2 ประการ ประการหนึ่ง คือ ความแตกแยกเป็นฝักฝ่ายในกองทัพ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะว่า ความเห็นไม่ลงรอยกัน ด้วยเรื่องยุทธศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งปัญหาซึ่งอาจเกิดขึ้น จากความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ไม่ลงตัว หากย้อนหลังไปดูผลของการรัฐประหารในอดีต จะพบว่าหลังการรัฐประหารหลายครั้ง ความแตกแยกเกิดขึ้นในบรรดาผู้ก่อการ ตัวอย่าง เช่น หลังรัฐประหารปี 2490 ฝ่ายนิยมเจ้า และฝ่ายทหาร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำรัฐประหารต่อมาก็แตกคอกัน โดยในท้ายที่สุดฝ่ายทหารเป็นผู้กุมอำนาจเด็ดขาด อีกตัวอย่างหนึ่งหลังรัฐประหารปี 2500 จอมพลถนอม กิติขจร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ต่อมาสฤษดิ์ก็ปฏิวัติซ้ำและตนเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในท้ายที่สุด ความเสี่ยงอีกประการหนึ่ง สำหรับสถาบันกองทัพ คือ การที่ฝ่ายประชาชน จะเริ่มเกิดความไม่พึงพอใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องเพราะมาตรการจำกัดเสรีภาพต่างๆ และปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งความไม่พึงพอใจนี้อาจขยายตัว กลายเป็นขบวนการต่อต้านอำนาจนิยม ดังที่เกิดขึ้นในปี 2516 และ 2535 มาแล้ว 2.สำหรับฝ่ายนิยมเจ้า การที่โยงสถาบันพระมหากษัตริย์สู่การเมืองโดยตรง อาจนำความเสี่ยงมาสู่สถาบัน 3.สำหรับฝ่ายชนชั้นกลางและนักธุรกิจ มีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจไม่มีบทบาทในทางการเมืองดังที่คาดหวัง แต่อาจจะต้องเผชิญกับปัญหา "พรรคพวกนิยม" กลุ่มใหม่รวมทั้งเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลง เพราะนักลงทุนต่างประเทศสูญเสียความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจไทย (2) สำหรับสังคมไทยโดยรวม ต้นทุน-ผลได้ คืออะไร? ผลได้ 1.รัฐประหารมีบทบาทป้องกันไม่ให้ความเสียหายด้านสถาบันสำคัญๆ (เช่น ปัญหาคอร์รัปชันด้านโครงสร้าง และความทับซ้อนของผลประโยชน์) ขยายวงกว้างต่อไปจนยากที่จะเยียวยามากขึ้น 2.หยุดยั้งความเป็นไปได้ที่ระบอบการเมืองพรรคเดียว นำโดยไทยรักไทยและทักษิณ จะถูกสถาปนาขึ้นอย่างแน่นหนา ดังที่ได้เกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์หรือมาเลเซียในอดีต ขณะที่ผลได้ยังมองเห็นไม่ชัดเจนนัก อาจนึกถึงผลเสียหรือต้นทุนต่อสังคม ดังต่อไปนี้ 1.หลายๆประเทศประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนถึงขั้นเทียบว่าเมืองไทยเหมือนประเทศพม่า ส่งผลลดศักดิ์ศรีของประเทศไทย ในสายตาของประชาคมโลก คนไทยบางส่วนคงจะรู้สึกเสียศักดิ์ศรีบ้างเหมือนกัน 2.การที่นักลงทุนต่างชาติสูญเสียความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้มีการชะลอการลงทุนใหม่ หรืออาจตัดสินใจไปลงทุนที่อื่น ตรงนี้ส่งผลลดอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น และระดับรายได้ลดลง รัฐบาลจะเก็บภาษีได้น้อยลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายยังสูงอยู่และอาจเพิ่มขึ้นจากเหตุผลของความมั่นคง ทำให้ต้องตัดงบประมาณด้านสวัสดิการหรือเงินอุดหนุนแก่กลุ่มที่มีรายได้น้อย เช่น การลดเงินอุดหนุนภาคเกษตร 3.การประกาศภาวะฉุกเฉิน การจำกัดเสรีภาพของสื่อสารมวลชน การชุมนุมทางการเมือง การที่คนต่างจังหวัดต้องขออนุญาตเพื่อเดินทางเป็นกลุ่ม แม้กระทั่งการเดินทางไปทำงานในเขตต่างจังหวัด ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคต่อสิทธิ และเสรีภาพตามหลักการสิทธิมนุษยชน และการทำมาหากินโดยปกติ 4.การฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง โดยมีการกำหนดวิธีการสรรหาคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ยังถกเถียงกันว่า เป็นวิธีการที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงหรือไม่ หมายความว่าดุลแห่งอำนาจถ่วงอยู่ข้างคณะผู้ก่อการรัฐประหาร ซึ่งในท้ายที่สุดมีความเป็นไปได้สูงว่า อาจจะพยายามเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่ฝ่ายกองทัพต้องการ แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนคนไทยต้องการ 5.การรัฐประหารนำกองทัพเข้าสู่ศูนย์กลางของการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง และตอกย้ำค่านิยมที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง เพื่อแก้ปัญหาสังคม ซึ่งประวัติศาสตร์ของไทยเอง และของประเทศอื่นๆ อีกหลายๆ ประเทศพิสูจน์แล้วว่าจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง 6.ถ้าหากฝ่ายกองทัพสามารถต่อรองให้ยกเลิกมาตราสำคัญๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่กำหนดให้มีการปฏิรูประบบการจัดสรรสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อประโยชน์ของสังคมเสียใหม่ โดยให้ถือว่าเป็นทรัพยากรสาธารณะส่งผลให้ฝ่ายกองทัพยังคงควบคุมสื่อวิทยุและโทรทัศน์อีกต่อไป ตรงนี้เท่ากับว่าสังคมไทยโดยรวมจะสูญเสียอย่างสิ้นเชิง 7.รัฐประหารครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ทักษิณสร้างภาพพจน์ว่าเขาเป็นนักประชาธิปไตย เพราะว่าเขาถูกกำจัดออกไปโดยการรัฐประหาร 8.ในระยะยาวความเป็นไปได้ที่จะเกิดรัฐประหารโดยทหารขึ้นเมื่อเกิดความไม่พอใจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยไม่ยอมให้กระบวนการทางการเมืองภายใต้กรอบของรัฐสภาประชาธิปไตย ดำเนินไปตามครรลองของมัน (มีการเลือกตั้งใหม่ หรือให้กระบวนการศาลนำนักการเมืองเลวไปลงโทษ) จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองของสังคม และเศรษฐกิจไทย และน่าจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน (3) สำหรับประชาคมโลกนอกเมืองไทยนั้น ผลได้-ยังมองไม่ออกว่ามีอะไรบ้าง นอกเสียจากว่าเผด็จการทหารที่พม่า จะรู้สึกอุ่นใจว่ายังมีประเทศเพื่อนบ้านที่ทำรัฐประหาร ให้ทหารเป็นใหญ่เหมือนกัน สำหรับต้นทุนจากมุมมองของประชาคมโลกนั้นคือ ได้ทำลายความเชื่อที่ว่าประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ก็สามารถที่จะพัฒนาสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้ หลังจากที่ได้ผ่านกระบวนการ พัฒนาเศรษฐกิจมาระยะหนึ่ง และแม้ว่าจะเคยมีการรัฐประหารหลายครั้ง ฝ่ายพลังมวลชนหรือประชาสังคม (civil society) ก็สามารถสถาปนาระบอบประชาธิปไตยทำให้เมืองไทยกลายเป็นประเทศสมาชิกของสังคมทันสมัยในประชาคมโลกได้ แต่ขณะนี้ภาพพจน์และความเชื่อนี้ถูกทำลายไปแล้ว ข้อวิเคราะห์เล่นๆ ของผู้เขียนข้างบนนี้ บอกให้เห็นว่ากองทัพไทยเป็นกลุ่มและสถาบันที่น่าจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด อย่างทันทีทันใดจากการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ผลได้ของกลุ่มชนชั้นกลางต่างๆ ยังดูไม่ชัดเจน และแม้ว่าจะดูเหมือนได้ ในระยะยาวน่าจะเป็นภาพมายามากกว่า สำหรับประชาชนคนไทยทั่วๆ ไปโดยรวม ดูเหมือนว่าผลได้จะไม่ชัดเจนเช่นกัน และหากวิเคราะห์อย่างลุ่มลึกแล้วประชาคมโลกก็สูญเสียเหมือนกัน ผู้เขียนจึงยังเชื่อว่า หากเมืองไทยสามารถรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญ 2540 อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้ได้ โดยไม่ต้องมีรัฐประหาร 2549 ประชาชนคนไทยโดยรวม ยังมีโอกาสต่อรองภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยโดยรวม ได้ดีกว่าภายใต้ระบอบการปกครอง ซึ่งเกิดขึ้นหลังการฉีกรัฐธรรมนูญไปเสีย ผู้เขียนเป็นขาประจำของทักษิณมาตั้งแต่วันเริ่มแรกที่ทักษิณขึ้นสู่อำนาจ (คือ คัดค้านและชี้ให้เห็นจุดอ่อน ของทักษิณมาโดยตลอด) แต่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เพราะว่าไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นในระยะยาว รัฐประหาร 2549 อาจกำจัดทักษิณออกไป แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาคอร์รัปชันจะถูกกำจัดไปด้วยอย่างทันทีทันใด นอกจากนั้นการรัฐประหารไม่ได้บอกเราว่า เราจะสถาปนารัฐบาลที่ดีได้อย่างไร? จะทำให้ระบบเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างไร? การรัฐประหารยังไม่ได้สร้างความสามัคคีในสังคม สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 3 เดือน ที่ผ่านมาดูเหมือนจะยิ่งมีความแตกร้าว ปัญหาความยากจนก็ไม่ได้ถูกทำให้หายไปด้วยการรัฐประหาร เพราะเศรษฐกิจกำลังตกอยู่ในภาวะถดถอย ผู้เขียนเชื่อว่าการคงรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ (แก้ไขได้ในส่วนที่บกพร่องภายใต้กรอบกติกาที่วางไว้) และหลักการนิติรัฐ (rule of law) เป็นหนทางทางที่ดีที่สุดในการขับเคลื่อนสังคมไทยไปข้างหน้า ถึงแม้ว่าทักษิณอาจจะมีบทบาทอยู่บ้างก็ตาม เราต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการทางการเมืองด้วย เพราะว่าเราไม่อาจเปลี่ยนสังคมและการเมืองได้ในวันเดียว หน้า 6
|