หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปัญหารอยร้าว "สุวรรณภูมิ" บทพิสูจน์กู้ภาพพจน์ประเทศไทย

มติชนรายวัน  วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10551

ยังไม่ทันไร สนามบินสุวรรณภูมิที่เพิ่งสร้างเสร็จเปิดใช้งานได้ไม่นาน จากเป้าหมายเดิมจะเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตา ของคนไทยทั้งประเทศ กลับกลายจะเป็นสิ่งอัปยศทำให้คนไทยขายหน้าไปทั่วโลก เพราะปล่อยให้เกิดปัญหาตามมามากมาย

ปัญหาที่สำคัญทำท่าจะลุกลามไปกันใหญ่ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสิ่งสำคัญของสนามบิน ก็คือปัญหาการเกิดรอยร้าวบริเวณทางวิ่ง (รันเวย์) ทางขับ (แท็กซี่เวย์) ภายในสนามบิน หลังจากเพิ่งเปิดได้เพียงประมาณ 4 เดือนเท่านั้น

ในเบื้องต้น ผู้รับเหมาก่อสร้างรันเวย์คือกลุ่มไอโอที จอยท์ เวนเจอร์ อ้างต้นเหตุแห่งปัญหาว่า เป็นเพราะผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเดือดร้อน จากภาวะน้ำท่วมอย่างหนัก จึงผันน้ำเข้ามายังสนามบินสุวรรณภูมิ

แต่เกิดคำถามตามมาว่า หลังจากกู้สถานการณ์ดังกล่าวแล้ว ปัญหาการแตกร้าวของรันเวย์กลับขยายวงกว้างออกไป

ด้านคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาตรวจสอบสัญญาการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิและสัญญาอื่นๆ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้นำคณะสื่อมวลชนไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กระทั่งนายประพันธ์ คูณมี ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ฟันธงว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาฝนตกน้ำท่วมแต่อย่างใด แต่เป็นผลพวงจากการแก้ไขสเปค ของการก่อสร้าง เมื่อมีการก่อสร้างจึงก่อให้เกิดความเสียหาย และยังระบุว่ารอยร้าวที่เกิดขึ้น จนถึงขณะนี้ น่าจะไม่ต่ำกว่าแสนตารางเมตร ถือว่าเป็นปัญหาเข้าขั้นวิกฤต

ความเห็นดังกล่าวเป็นความเห็นในทิศทางเดียวกับ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด เจ้าของสายการบินบางกอก แอร์เวย์ส ออกมาเสนอแนะให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ย้ายสายการบินที่บินภายในประเทศที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 30% ของปริมาณการบินที่มีอยู่ กลับไปยังสนามบินดอนเมือง เพื่อลดปริมาณการใช้ในสนามบินสุวรรณภูมิลง เพื่อดำเนินการแก้ไขซ่อมแซม รวมทั้งควรเร่งสร้างรันเวย์ที่ 3 และ 4 เพื่อรองรับกรณีรันเวย์ที่มีอยู่ที่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายในขณะนี้

สำหรับรันเวย์ที่ 3 และ 4 "หมอเสริฐ" ได้เสนอใช้วิธีตอกเสาเข็มลงในพื้นล่างสุด คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 18 เดือน ค่าใช้จ่ายประมาณรันเวย์ละ 2 หมื่นล้านบาท โดยพยายามลดการใช้สนามบินสุวรรณภูมิลง แล้วหันมาใช้สนามบินดอนเมือง และเสนอให้ย้ายพื้นที่บริเวณที่ดินของทหารอากาศบางส่วน เพื่อสร้างหลุมจอดเครื่องบินเพิ่มอีกประมาณ 30-40 หลุม จะทำให้ใช้สนามบินดอนเมืองได้ไม่ต่ำกว่า 6 ปี

ปัญหารอยร้าวที่เกิดขึ้นนั้น "หมอเสริฐ" เชื่อว่าเกิดจากวิธีการก่อสร้างที่อาจจะมีการใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ปูนซีเมนต์และทรายที่อาจจะไม่เป็นไปตามสเปค อีกทั้งวิธีที่ใช้ในการก่อสร้างที่มีการอัดทรายและหินคลุกลงไป เพื่อไล่น้ำออกมาและเทปูนซีเมนต์ทับลงไป อาจจะไม่เหมาะสมกับสนามบินสุวรรณภูมิที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเลน ที่ผ่านมายังไม่มีสนามบินใดในโลกที่ใช้วิธีการก่อสร้างดังกล่าวบนพื้นที่ที่เป็นเลนหรือดินอ่อน

นอกจากนี้ในช่วงที่มีการก่อสร้าง นโยบายของรัฐบาลขณะนั้นได้มีการลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างลง วิธีที่ควรที่จะทำคือการตอกเสาเข็ม (Cement Column) ลงไปที่พื้นเพื่อให้โครงสร้างมีความแข็งแรง แต่เมื่อลดค่าใช้จ่าย ก็ไม่ได้ทำอย่างนี้ รวมทั้งสเปคของปูนซีเมนต์ก็ไม่ได้มาตรฐาน ทรายที่ใช้ก็อาจจะไม่ดูดน้ำ ทำให้น้ำอาจจะล้นขึ้นมาทำความเสียหาย ส่งผลตามที่เห็นเกิดเป็นรอยร้าวขึ้นมาในขณะนี้ และแนวโน้มอาจจะลุกลามมากไปกว่านี้ หากไม่มีการแก้ไข อีก 6 เดือนข้างหน้า สนามบินสุวรรณภูมิคงต้องปิดให้บริการ เพราะรันเวย์ไม่สามารถใช้งานได้

ปัญหาเรื่องนี้ทำให้ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการ ทอท. พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายต่อตระกูล ยมนาค กรรมการ ทอท. และผู้บริหาร ทอท. รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบรอยร้าวพื้นที่แท็กซี่เวย์ และรันเวย์บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิอย่างละเอียด

พล.ร.อ.ธีระยอมรับว่า รอยร้าวที่เกิดขึ้นครอบคลุมบริเวณกว้างและมีทั้งหมด 25 พื้นที่หรือประมาณ 100 จุด ทำการซ่อมแซมแล้วประมาณ 7 พื้นที่ ที่กำลังซ่อมแซม 1 พื้นที่ ที่เหลือ 17 จุดยังไม่ได้ซ่อมแซม ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้โดยสารไม่ได้รับความสะดวกสบายในการใช้บริการ เพราะเครื่องบินไม่สามารถเข้ามาเทียบ สะพานเทียบเครื่องบินได้ถึง 11 งวง ทำให้เหลือสะพานเทียบเครื่องบินใช้งานได้จริงเพียง 40 งวงจากที่มีทั้งหมด 51 งวง ดังนั้น ทอท.จึงต้องส่งรถเข้าไปรับผู้โดยสารที่ลงจากเครื่องบิน เพื่อนำเข้าสู่ภายในอาคารผู้โดยสารแทน

นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการที่มี นายต่อตระกูลเป็นประธานตรวจสอบหาสาเหตุที่เกิดรอยร้าว โดยให้เจาะพื้นผิวให้ลึกสุดจนถึงพื้นทราย ส่วนพื้นที่รันเวย์ก็ตรวจสอบพบว่า เริ่มมีรอยแตกปริเหมือนกับแท็กซี่เวย์เช่นกัน จึงให้มีการซ่อมแซมเพื่อให้ใช้งานได้ชั่วคราว

แต่ยังไม่มีใครรับรองว่าการซ่อมแซมดังกล่าวจะใช้งานได้นานแค่ไหน คาดว่าคณะกรรมการ จะลงพื้นที่รันเวย์ และแท็กซี่เวย์ได้ภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนปัญหาดังกล่าวจะมีผลต่อการออกใบรับรอง การใช้สนามบินสุวรรณภูมิอย่างถาวรหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกรมขนส่งทางอากาศ

สำหรับ พล.อ.สพรั่ง ก็ออกมายอมรับว่าสนามบินใช้เงินลงทุนสูง แต่หลังจากเปิดใช้บริการไม่นาน ได้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย โดยปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขอันดับแรกคือ ระบบความปลอดภัยภายในสนามบิน ความเดือดร้อนของผู้ใช้บริการ เช่น เครื่องปรับอากาศไม่เย็น และเมื่อเข้าช่วงหน้าร้อนจะทำให้เกิดปัญหามากขึ้น แต่ขอให้สื่อมวลชนอย่าออกข่าวที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกมากเกินไป และต้องรับผิดชอบกับการออกข่าวด้วย

ในที่สุดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2550 ทอท.ต้องประกาศปิดรันเวย์ฝั่งตะวันตกในช่วงประมาณ 14.00-17.00น. เพื่อทำการซ่อมแซมรันเวย์ และแท็กซี่เวย์ที่เกิดรอยร้าว แต่ไม่ได้มีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนส่งผลทำให้สายการบินต่างๆ ได้รับความเดือดร้อน เพราะจะต้องทำการบินวนเพื่อรอที่จะลง เนื่องจากช่วงดังกล่าว มีจำนวนเที่ยวบินคับคั่ง ทำให้บางสายการบินต้องแวะที่สนามบินอู่ตะเภาเพื่อเติมน้ำมัน ก่อนที่จะกลับมาลงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ปัญหาที่เกิดขึ้นนับวันจะยิ่งลุกลามขยายวงออกไปกว้างขึ้น ส่วนหนึ่งหลายคนเชื่อว่าเกิดจากการทุจริตของโครงการ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจากฝ่ายการเมือง หรือข้าราชการประจำ ที่มีโอกาสเข้ามาดูแลโครงการนี้ ถูกมองว่าเข้ามากอบโกยผลประโยชน์แทบทั้งสิ้น

ในบางยุค ฝ่ายการเมืองอ้างว่าสามารถลดงบประมาณการก่อสร้างลงได้ เพื่อหวังผลทางการเมือง ทำให้เห็นว่ารัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ตั้งงบประมาณไว้สูงส่อไปในทางทุจริต แต่ความจริงการลดงบประมาณลง ก็หมกเม็ดบ่มเพาะปัญหาเอาไว้มากมายไม่แตกต่างกัน ดังนั้น เมื่อสนามบินเปิดใช้งาน ข้อเท็จจริงต่างๆ จึงออกมาฟ้อง "ความอัปยศ" ที่เกิดขึ้น

สิ่งสำคัญอีกประการ ที่ทำให้ภาพของสนามบินสุวรรณภูมิดูเลวร้ายมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ปัญหาที่เกิดขึ้นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในยุคนี้ โดยพุ่งเป้าหมายโยนความผิดไปให้รัฐบาลชุดที่แล้ว

วิธีการดังกล่าวจึงละม้ายคล้ายคลึงกับวิธีการของรัฐบาลในอดีต พยายามให้เห็นภาพของความเลวร้ายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่ลืมนึกไปว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลชุดที่แล้วเท่านั้น แต่มีผลกระเทือนไปถึงคนไทยทั้งประเทศ

ลองนึกถึงความรู้สึกของชาวต่างชาติดูว่า เมื่อได้รู้ได้ฟัง คำวิพากษ์วิจารณ์สนามบินสุวรรณภูมิของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงความไม่ชัดเจนว่าจะกลับไปใช้สนามบินดอนเมืองหรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร จะรู้สึกยังไง

ลำพังปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิเองก็ทำให้คนไทยทั้งประเทศหนักใจมากพออยู่แล้ว มาเจอผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แก้ปัญหาด้วยการใช้ "ปาก" ออกมาด่าคนที่สร้างปัญหาไว้อย่างเดียว แทนที่จะช่วยกันใช้ "สมอง" หาทางแก้ปัญหาไม่ให้ลุกลาม สร้างความมั่นใจให้ต่างชาติเห็น ส่วนเรื่องสอบสวนหาคนผิดก็ดำเนินการต่อไปอย่างจริงจัง "ลากคอ" ผู้รับผิดชอบมาลงโทษให้ได้ ไม่อย่างนั้นรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลที่ผ่านมา

วิธีนี้น่าจะช่วยกู้ภาพพจน์ กู้ศักดิ์ศรีของคนไทย ไม่ให้บอบช้ำมากกว่านี้ได้ดีที่สุด

หน้า 20


ย้อนรอยถมทราย "สุวรรณภูมิ"

มติชนรายวัน  วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10551

โครงการปรับปรุงคุณภาพดิน (ถมทราย) เพื่อก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) และทางขับ (แท็กซี่เวย์) โครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ถูกมองว่าน่าจะเป็นต้นตอของปัญหารอยร้าวในสนามบินสุวรรณภูมิขณะนี้ ในอดีตที่ผ่านมา มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของโครงการนี้มาตลอด

เริ่มจากบริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ (บทม.) ได้ว่าจ้างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการในวงเงิน 11,650 ล้านบาท ในสมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำกับดูแล บทม.

โครงการถมทรายถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายเรื่อง ทั้งปัญหาด้านเทคนิคการปรับปรุงคุณภาพดิน มีการร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใส ในการประกวดราคา ราคาสูงเกินความเป็นจริง การตั้งข้อสังเกต การลงนามสัญญาเร่งรัดจนน่าสงสัย เนื่องจากเป็นช่วงที่นายบรรหาร กำลังมีปัญหาทางด้านการเมือง ถูกอภิปรายไม่วางใจ จนในที่สุดนายบรรหารต้องประกาศยุบสภา และนายวันนอร์ยังได้มีคำสั่งให้นายสมศักดิ์ชะลอการลงนามสัญญาออกไปก่อน เพื่อรอให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้พิจารณา แต่แล้วการลงนามสัญญาก็เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 ระหว่างที่เป็นรัฐบาลรักษาการ

ต่อมาในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2540 ให้ปรับลดขนาดโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ จนกระทั่งการประชุม ครม. วันที่ 27 พฤษภาคม 2540 จึงมีมติให้ลดขนาดก่อสร้างเหลือเพียง 1 รันเวย์ (ฝั่งตะวันตกที่กำลังเป็นปัญหาแตกร่อนอยู่ขณะนี้) จากเดิม 2 รันเวย์ (รันเวย์ที่ 2 ฝั่งตะวันออก เปิดประมูลในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กลุ่มวีเคพี จอยท์เวนเจอร์ เป็นผู้ดำเนินงานปรับปรุงคุณภาพดิน)

วันที่ 27 สิงหาคม 2540 มีการลงนามระหว่าง บทม. กับบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ใหม่อีกครั้ง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงขนาดโครงการ ทำให้วงเงินปรับปรุงคุณภาพดิน (ถมทราย) ต้องลดลงเหลือ 7,868 ล้านบาท โดยมีการเปลี่ยนวัสดุบางส่วนจากทรายเป็นหินคลุก

หน้า 20