|
||||||||||||||
|
การคอร์รัปชันเชิงนโยบาย
ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : รัตพงษ์ สอนสุภาพ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2550 การกำหนดนโยบายสาธารณะของรัฐบาลทักษิณในช่วงปี 2544-2548 ที่ผ่านมาพบว่า มีองค์ประกอบด้วยกัน 3 ส่วน คือ ส่วนแรก คือ อุดมการณ์ เป็นส่วนที่สำคัญจะไปกำหนดนโยบายสาธารณะทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง และด้านสังคม ส่วนที่สอง คือ รัฐบาล เป็นส่วนที่จะนำนโยบายสาธารณะไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมด้วยรูปแบบและวิธีการต่างๆ ด้วยการดำเนินนโยบายสาธารณะให้ครอบคลุมอย่างทั่วถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนในชนบท กลุ่มคนจนในเมือง กลุ่มคนชั้นกลาง และกลุ่มนายทุนนักธุรกิจ ส่วนที่สาม กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นส่วนที่แสดงบทบาทการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากนโยบายสาธารณะต่างๆ เหล่านั้นทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า "ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests)" ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน กับผลประโยชน์สาธารณะของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ผู้นำทางการเมือง นักการเมือง และข้าราชการ ซึ่งการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากการมีผลประโยชน์ทับซ้อน อาจจะอยู่ในรูป "ตัวเงิน (Money) และคะแนนเสียงจากประชาชน (Voting)" ผลประโยชน์ในรูปของตัวเงิน เกิดจากบุคคลสาธารณะเข้าไปออกกฎหมาย แก้ไขปรับปรุงกฎหมาย การออกกฎระเบียบและมาตรการต่างๆ การใช้ข้อมูลข่าวสารภายในราชการให้เกิดประโยชน์ส่วนตน เป็นต้น เช่น การนำข้อมูลข่าวสารภายในนั้นไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจครอบครัวและพวกพ้องของตน จนมีผลทำให้ธุรกิจที่ครอบครัวครอบครองอยู่ได้ผลประโยชน์มากมายมหาศาล ตัวอย่างเช่น การแก้ไขพระราชกำหนดจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมช่วงต้นปี 2546 ที่ผ่านมา พบว่า ผลของการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างกำแพงกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ ในการเข้าสู่ตลาดธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศ และยังมีผลทำให้กลุ่มทุนโทรคมนาคมทั้งหลายได้รับผลประโยชน์ถ้วนหน้า โดยเฉพาะบริษัท AIS ของครอบครัวชินวัตร พบว่าบริษัทนี้มีกำไรจำนวนมหาศาลทั้งช่วงก่อนและหลังการแก้ไขกฎหมาย โดยในช่วงปี 2541-2547 บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 339 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 66,384 ล้านบาท ผลประโยชน์ที่ไม่อยู่ในรูปของตัวเงิน คือ ความภักดีของผู้มีสิทธิออกเสียงในการเลือกตั้ง บุคคลสาธารณะจะเข้าไปดำเนินการนโยบาย เพื่อให้ความหวังในรูปต่างๆ ว่าจะอำนวยผลประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมายต่างๆ เหล่านั้น โดยไม่สนใจว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว จะตกเป็นภาระของสังคมอย่างไร เช่น โครงการจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ ได้สร้างภาระทางด้านการคลัง ทั้งในปัจจุบันและอนาคตเป็นอย่างมากในเวลานี้ นอกจากนี้แล้วการแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลสาธารณะ ในคราบของผู้นำทางการเมือง นักการเมือง และพรรคการเมือง เข้ามาจัดตั้งรัฐบาล จะมุ่งไปที่แหล่งเงินทุนที่มีความมั่นคงไว้ เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ของพรรค เช่น ค่าใช้จ่ายของนักการเมือง และค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการหาเสียงเลือกตั้งเป็นต้น บุคคลสาธารณะกลุ่มนี้จะใช้อำนาจรัฐที่ตนมีไปทำให้แหล่งเงินทุนที่เคยดำเนินการอย่างถูกกฎหมาย มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากเดิม ที่เคยดำเนินการเป็นปกติเพื่อทำให้เกิดผลกำไรภายในระยะสั้นๆ มาตรการที่ออกมาจึงเป็นไปเพื่อสร้างช่องทางการแสวงหาผลประโยชน์ ให้แก่ตนและพวกพ้องทั้งสิ้น ดังรูปภาพที่แสดงอยู่ด้านล่าง จะเป็นช่องทางการหาผลประโยชน์ของผู้นำทางการเมือง และพรรคการเมืองของไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยผ่านอย่างน้อยสองช่องทางต่อไปนี้ คือ 1) จากกิจการที่รัฐกำกับดูแล ได้แก่ กองทุนของรัฐบาล ที่เข้าไปลงทุนในสาขาธุรกิจต่างๆ เช่น การเข้าซื้อกิจการ (Takeover) การควบรวมกิจการ (Mergers) และการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทที่จดทะเบียนในรูปบริษัทมหาชนในตลาดหุ้น นอกจากนี้ยังมีในรูปอื่น เช่น การออกใบอนุญาต สัญญาสัมปทาน และโครงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ เป็นต้น 2) ส่งนักการเมืองที่ตนไว้วางใจไปควบคุมดูแลธนาคารหรือสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินเหล่านั้น เป็นแหล่งเงินทุนในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มผู้นำทางการเมือง นักการเมือง เช่น การปล่อยเงินกู้ด้วยเงื่อนไขพิเศษต่างๆ หรือการใช้ธนาคารของรัฐที่นักการเมืองกำกับดูแล ไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง มากกว่าผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง เช่น การดำเนินนโยบายประชานิยม ไปเพื่อสร้างความนิยมให้แก่พรรคการเมืองนั้นๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตามรูปแบบการหาผลประโยชน์ของผู้นำทางการเมืองหรือพรรคการเมืองดังกล่าว บางครั้งจะดูคล้ายว่าถูกกฎหมาย ดังที่ Robert Williams ซึ่งเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่งกล่าวว่า ผู้นำทางการเมืองกระทำการทุจริตคอร์รัปชันแล้ว มักจะทำให้สังคมมีสภาพเหมือนคนตาบอด (Myopia) มองไม่เห็นอะไรเลย แต่อาจจะเห็นภาพพร่ามัว (Astigmatism) เห็นภาพเบลอๆ อยู่บ้าง แต่ไม่อาจชี้ได้ว่าเป็นการคอร์รัปชัน นอกจากนี้แล้วในบางโอกาสผู้นำทางการเมืองอาจจะกระทำผิดกฎหมายเลย เช่น การใช้ข้อมูลภายในการซื้อขายหุ้น การปั่นราคาหุ้น การสร้างเงื่อนไขให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้น รวมถึงการคอร์รัปชันในรูปแบบต่างๆ ดังนั้นประเทศใดก็ตามที่มีพรรคการเมืองพรรคเดียวจัดตั้งรัฐบาลและมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ปราศจากกลไกทางสังคมที่เข้มแข็งเพียงพอ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลแล้ว ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นอาจเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะผู้นำทางการเมือง นักการเมือง และพรรคการเมืองไม่อาจถูกควบคุมจากสังคมได้นั่นเอง
|