หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แนวโน้มราคาน้ำมัน

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ศุภวุฒิ สายเชื้อ  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2550

หนึ่งเดือนผ่านไปในปี 2550 ปรากฏว่าราคาน้ำมันได้ปรับลดลงไปแล้วประมาณ 15% ทำให้ต้องตั้งคำถามว่า การลดลงของราคาน้ำมันในครั้งนี้ จะเป็นการลดลงอย่างชั่วคราว หรือพอจะเชื่อได้ว่า ราคาน้ำมันจะไม่กลับไปที่ 60 เหรียญต่อบาร์เรลอีกต่อไป ความเป็นห่วงเช่นนี้มีมูลเพราะเพียงแต่ประธานาธิบดีบุชมีดำริ ให้สหรัฐเพิ่มน้ำมันสำรองของสหรัฐ 1.5 พันล้านบาร์เรลภายใน 20 ปีข้างหน้า และอากาศที่หนาวเย็นในสหรัฐก็ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นไปใกล้ 55 เหรียญต่อบาร์เรลในวันที่ 23-24 มกราคม โดยก่อนหน้านี้ 3 วันราคาลดลงไปแตะ 50 เหรียญต่อบาร์เรล

ผมอยู่กับฝ่ายที่เชื่อว่าราคาน้ำมันจะมีแนวโน้มลดลง เพราะราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2547 นั้น ถือได้ว่า ราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับสูงมานานพอที่การปรับตัว ทั้งในส่วนของการประหยัดพลังงาน และการแสวงหาพลังงานทดแทน กำลังเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ และในช่วงเวลาอีก 2-3 ปี การปรับตัวที่ต่อเนื่องก็น่าจะทำให้ราคาน้ำมัน ไม่สามารถปรับขึ้นไปเกิน 55 เหรียญต่อบาร์เรลได้อีก แต่การคาดการณ์ดังกล่าว ย่อมจะผิดพลาดได้ และก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ยังยืนยันว่า ราคาน้ำมันจะต้องปรับขึ้นไปที่ระดับเลข 3 หลักอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ บางคนชี้ว่าราคาน้ำมันที่ปรับลดลงนั้น เป็นเพราะฤดูหนาวในโลกซีกตะวันตกในปีนี้ กลับอบอุ่นเป็นพิเศษ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนสถาบัน และกองทุนเก็งกำไรต่างๆ ที่เคยเข้าไปเก็งกำไรในตลาดน้ำมันอย่างขะมักเขม้น ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานั้น ปัจจุบันได้เริ่มถอนทุนออกไปแล้ว ทั้งนี้ เพราะนักลงทุนกลุ่มนี้ เคยเข้าใจว่าการลงทุนในตลาดน้ำมัน จะทำให้พวกเขาสามารถหาผลตอบแทนเพิ่ม และ/หรือกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนที่เคยเน้นเฉพาะตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรได้เป็นอย่างดี

นักลงทุนกลุ่มนี้ จึงได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานได้ ถึง 5-10 เหรียญต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดีบัดนี้น้ำมัน (และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ) เริ่มจะราคาสูงมากเกินไปในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ทำให้ความน่าลงทุนของน้ำมัน ลดลงอย่างมาก ในสายตาของนักลงทุนกลุ่มดังกล่าว

ผมเชื่อว่า ประเด็นหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับลง คือการที่อุปสงค์กำลังชะลอตัวลง เพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการปรับตัวโดยการประหยัดพลังงาน และการแสวงหาพลังงานทดแทนดังกล่าวข้างต้น ตัวเลขการขยายตัวของการใช้น้ำมันของโลกนั้น ปรับตัวลดลงมาเป็นลำดับ เช่น สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (INTERNATIONAL ENERGY AGENCY) ประเมินว่า อัตราการขยายตัวของการใช้พลังงานในปี 2547 ที่ 3.9% นั้น ได้ชะลอตัวลงมาที่ 1.5% ในปี 2548 และชะลอตัวลงอีกในปี 2549 โดยขยายตัวเพียง 0.9% กล่าวคือ ในปี 2549 นั้นโลกใช้น้ำมันวันละ 84.4 ล้านบาร์เรล

การชะลอตัวลงของการบริโภคน้ำมันนั้น เห็นได้ชัดที่สุดสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว กล่าวคือ การบริโภคน้ำมันของประเทศในกลุ่ม OECD นั้น ปรับลดลง 0.6% โดยเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 20 ปี ดังนั้น การขยายตัวของการบริโภคน้ำมัน จึงต้องพึ่งพาประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในเอเชียเป็นหลัก

ASIAN WALL STREET JOURNAL (ฉบับวันที่ 22 มกราคม 2550) รายงานว่า พลังงานทดแทนที่สำคัญประเภทหนึ่งคือ BIOFUEL หรือพลังงานที่ใช้พืช เพราะการผลิตพลังงานประเภทนี้ ได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 650,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2548 หรือเท่ากับพลังงานที่ได้จากน้ำมัน 1.95 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 2.5% ของการใช้พลังงานน้ำมันทั้งหมด

ที่สำคัญ คือ ได้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวมาในระดับหนึ่งแล้ว และหากมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การผลิต BIOFUEL นั้น จะเพิ่มขึ้น เป็น 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2554 ซึ่งเป็นปริมาณเท่ากับน้ำมัน 5.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือกว่า 5% ของความต้องการใช้น้ำมันทั้งหมด

ASIAN WALL STREET-JOURNAL ให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตน้ำมัน และพลังงานทดแทนที่สำคัญ ดังปรากฏในตารางข้างล่าง

ชนิดของพลังงาน ต้นทุน (เหรียญต่อบาร์เรล)
น้ำมันประเทศซาอุดีอาระเบีย 10
การสกัดน้ำมันจากหินทรายน้ำมัน (OIL SAND) ในโรงงานที่ผลิตอยู่แล้ว 25
น้ำมันจากทะเลเหนือ 25
น้ำมันประเทศเวเนซุเอลา (หากถูกรัฐยึดคืนต้นทุนจะเพิ่มขึ้น) 25-30
เอทานอล (โดยมีเงินอุดหนุน จากรัฐบาลสหรัฐ) 50
OIL SAND จากโรงผลิตที่ลงทุนใหม่ 50

จะเห็นได้ว่าประเทศซาอุนั้น มีต้นทุนการผลิตน้ำมันที่ต่ำที่สุดในโลก และขณะนี้ก็ยังเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตสำรอง ที่สูงที่สุดในโลก เป็นที่น่าสังเกตว่าน้ำมันของเวเนซุเอลานั้น มีต้นทุนสูงถึง 25-30 เหรียญต่อบาร์เรล ดังนั้นการลดลงของราคาน้ำมันในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาจึงกระทบกระเทือนเวเนซุเอลามากที่สุดประเทศหนึ่ง เพราะเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการขายน้ำมันเป็นหลัก

และหากประธานาธิบดี ยึดคืนบ่อน้ำมันจากต่างชาติจริง ต้นทุนการผลิตก็คงจะเพิ่มขึ้นทำให้รัฐบาลประสบปัญหา การขาดรายได้ในอนาคตซึ่งจะกระทบต่อนโยบายประชานิยมต่างๆ ที่ทำให้ประธานาธิบดี สามารถชนะการเลือกตั้ง และกลับมาดำรงตำแหน่งอีกสมัยได้

น้ำมันที่สกัดจากหินทรายน้ำมันนั้น หากเป็นโรงงานเก่าที่กำลังผลิตอยู่ ก็จะมีต้นทุนต่ำ (25 เหรียญต่อบาร์เรล) แต่หากลงทุนใหม่ ราคาน้ำมันต้องอยู่ที่ 50 เหรียญ จึงจะคุ้มค่า ทำให้ผมเชื่อว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นไปเกิน 50 เหรียญต่อบาร์เรลอย่างยาวนานไม่ได้

แต่ในทางตรงกันข้าม หากราคาน้ำมันปรับลดลงมาที่ 45-50 เหรียญ ต่อบาร์เรลผู้ผลิตหินทรายน้ำมันก็อาจได้รับผลกระทบ ในส่วนของความคุ้มค่าของการลงทุนในทันทีที่สำคัญ คือต้นทุนการผลิตเอทานอลนั้นก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลงมาที่ 45-50 เหรียญต่อบาร์เรล ก็จะทำให้ผู้ผลิตเอทานอลทั่วโลกรวมทั้งไทย อาจต้องเผชิญปัญหาขาดทุนก็ได้ เพราะในกรณีของสหรัฐนั้น แม้จะได้รับการอุดหนุนบ้างจากภาครัฐ ก็จะเริ่มมีปัญหาหากราคาน้ำมัน ต่ำกว่า 50 เหรียญต่อบาร์เรล สำหรับประเทศไทยนั้นเอทานอลก็ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ โดยไม่ต้องเสียภาษีที่ผู้ผลิตน้ำมันจะต้องเสีย

ปีนี้เราจึงน่าจะไม่ต้องเป็นห่วงว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นอย่างรุนแรงเช่นในปีก่อนๆ ครับ