หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
25 ปี มาบตาพุด - 50 ปี มินามาตะ

BUSINESS & society : ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2550

วันหนึ่งเมื่อกลางทศวรรษ 1970 ผมได้หยิบนิตยสาร LIFE ซึ่งเป็นนิตยสารที่โด่งดังระดับโลกในขณะนั้นขึ้นมาอ่าน และได้เห็นภาพ ซึ่งผมจำติดตาอย่างไม่มีวันลืม จนถึงบัดนี้

มันคือภาพของชาวประมงญี่ปุ่นผู้ตกเป็นเหยื่ออันเกิดจากสารตะกั่วตกค้างในร่างกาย โดยมีสาเหตุมาจาก โรงงานอุตสาหกรรมชื่อ Chisso ซึ่งเป็นผู้ผลิตสารเคมีชนิดหนึ่ง และในกระบวนการผลิตนั้น ได้ทำให้เกิดการกระจาย ของสารตะกั่ว ลงไปในท้องทะเลอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน จนทำให้ปลาที่ชาวประมงจับได้นั้น มีสารตะกั่วตกค้างอยู่จำนวนมาก และเมื่อชาวประมงทั้งหลายรับประทานปลาเหล่านั้น เป็นเวลานานหลายปี ก็ได้รับอันตรายจากสารพิษเหล่านี้ โดยมีอาการที่น่าสังเวชอย่างยิ่ง

ภาพที่เห็นนั้นมีหลายภาพแต่ภาพที่ติดตาผมที่สุดก็คือ ภาพของแม่คนหนึ่ง ซึ่งกำลังบรรจงอุ้มลูกรักที่ร่างกายพิกลพิการ ตาบอด ไม่มีแขน และช่วยตัวเองไม่ได้เลย เธอกำลังอุ้มลูกเพื่อทำความสะอาดร่างกาย แม้ดวงตาของเธอจะมีแววแห่งความรัก ห่วงใย และทะนุถนอมด้วยสัญชาตญาณของความเป็นแม่ แต่ดวงตาคู่นั้น ก็แฝงไว้ด้วยความเศร้าอย่างสุดซึ้ง ผมเห็นภาพนั้นแล้ว ขนลุก อยากจะร้องไห้ และพึมพำบอกกับตัวเองว่าเราต้องไม่ยอมให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยเรานะ

ก่อนที่โลกจะได้เห็นภาพที่น่าเศร้าสลดซึ่งนิตยสาร LIFE นำมาเผยแพร่เมื่อช่วงกลางทศวรรษ 1970 นั้น เรื่องราวทั้งหลายของมินามาตะ ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1950 หรือประมาณ 50 ปีที่แล้ว เมื่อชาวประมงบางคนในหมู่บ้านมินามาตะ อยู่ดีๆ ก็ตะโกนส่งเสียงร้องออกมาเฉยๆ โดยไม่มีสาเหตุ และไม่สามารถควบคุมได้ บางคนก็เริ่มพูดตะกุกตะกัก บางคนขณะที่นั่งกินอาหารอยู่กับครอบครัว ตะเกียบที่ถืออยู่ก็ร่วงหลุดมือลงมาเฉยๆ อาการเหล่านี้เกิดขึ้นกระจัดกระจายกับคนในบ้านหลังนั้นบ้าง หลังนี้บ้าง แต่ในที่สุดก็พบว่าชาวประมงจำนวนมากของหมู่บ้านมินามาตะได้ถูกสารตะกั่วทำลายร่างกายและระบบประสาท จนน่าสะเทือนใจอย่างยิ่งเสียแล้ว

ตัวเลขที่ได้รับการประมาณการนั้นบางแหล่งกล่าวว่า มีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์นี้ จำนวน 1,760 คน และมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 412 คน แต่แพทย์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในท้องถิ่นนั้นได้ประมาณการไว้ว่า มีผู้ตกเป็นเหยื่อสูงถึง 10,000 คน และเสียชีวิตไปแล้ว 3,000 คน นับเป็นกรณีตัวอย่างของการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยไม่มีมาตรการควบคุมที่รัดกุมเพียงพอ จนชุมชนต้องได้รับผลกระทบอย่างน่าสังเวช และได้รับความสนใจไปทั่วโลกในขณะนั้น

วันนี้ สังคมกำลังให้ความสนใจ ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ความจริงนี่ก็มิใช่ครั้งแรก ที่ปัญหามลพิษในพื้นที่นี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง เพราะถอยหลังไปเมื่อปี 2533 2538 2539 2540 2541 ฯลฯ ก็ได้มีการร้องเรียนเกิดขึ้นมาเป็นระยะๆ เช่น กรณีนักเรียนโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร จำนวนหลายร้อยคน ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนต้องย้ายโรงเรียนออกไปจากพื้นที่เมื่อปี 2540 เป็นต้น เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นผลข้างเคียงจากการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐบาลและนักธุรกิจที่เกี่ยวข้อง จะปล่อยปละละเลยต่อไปไม่ได้เป็นอันขาด

ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น มีหลักอยู่ข้อหนึ่งกล่าวไว้ว่า มนุษย์มีแนวโน้มที่จะ "Privatize Gains and Socialize Costs" ซึ่งหมายความว่า ถ้าหากไม่มีข้อบังคับ หรือกฎเกณฑ์กติกา รวมทั้งบทลงโทษแล้ว มนุษย์ (ที่เห็นแก่ตัว) จำนวนหนึ่ง มีแนวโน้มที่จะแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง และขณะเดียวกันก็จะโอนต้นทุนใดๆ ก็ตาม ที่สามารถโอนได้ให้เป็นต้นทุนของสังคม เช่น ลดต้นทุนในการบำบัดน้ำเสียด้วยการปล่อยของเสียจากโรงงาน ให้ไหลสู่แม่น้ำหรือคูคลองสาธารณะโดยตรง เป็นต้น แล้วใครเล่าที่รับต้นทุนเหล่านั้นไปเต็มๆ ก็ประชาชนทั่วไป หรือสังคมนั่นเอง ยังพอจำกันได้ไหมครับ ที่ครั้งหนึ่งโรงงานทั้งหลายริมแม่น้ำท่าจีน ได้โอนต้นทุนให้แก่สังคมด้วยวิธีนี้ จนทำให้ปลาตายลอยขึ้นมาเอ่อแม่น้ำท่าจีนจำนวนมากมาย และกระจายไปเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร น่าเศร้าใจไหมครับ ที่เรื่องอย่างนี้ ก็เกิดขึ้นมาแล้วในบ้านเมืองเรา

ความจริง ผมก็เชื่อว่านักธุรกิจยุคใหม่ ส่วนใหญ่ต่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมค่อนข้างดี และกระแสเรื่อง CSR หรือ Corporate Social Responsibility วันนี้ ก็แรงมาก ผมคิดว่าบริษัทส่วนใหญ่มีความตั้งใจ ที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้ ปัญหาเรื่องมลพิษที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดได้ปรากฏให้เห็นแล้ว และบางหน่วยงานของทางราชการ เช่น ผู้ว่าการของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเอง ก็ได้ออกมายอมรับว่าที่ผ่านมามีโรงงานอุตสาหกรรม ปล่อยมลพิษออกมาเกินมาตรฐานอยู่บ้าง แต่เป็นบางช่วงและเป็นช่วงสั้นๆ จะอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าผู้เกี่ยวข้องโดยตรง คือ หน่วยงานราชการ และนักธุรกิจ น่าจะได้ใช้เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ กระตุ้นจิตสำนึกของตนเองให้มีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไข  และป้องกันปัญหาระยะยาว เพื่อให้บังเกิดผลอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน นักลงทุนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อย หรือนักลงทุนสถาบัน ก็น่าที่จะต้องเคลื่อนไหว จับตามองธุรกิจที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม และ "ส่งเสียง" ต่อต้านธุรกิจเหล่านั้น โดยถอนการลงทุนเสีย แล้วประกาศเหตุแห่งการถอนการลงทุนนั้น ให้สังคมรับทราบผ่านสื่อต่างๆ นี่ก็จะเป็นอีกวิธีหนึ่งในการกำกับองค์กรธุรกิจทั้งหลาย มิให้ "โอนต้นทุนให้กับสังคม" ได้อย่างสะดวกง่ายดายอีกต่อไป

ถ้าหากที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ยังไม่สามารถกระตุ้นต่อมของผู้มีอำนาจ และนักธุรกิจที่เอาเปรียบสังคมให้กลับมาร่วมกันป้องกัน และแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังได้ ผมก็ขอจบลงด้วยบันทึกคำบอกเล่าของชาวมินามาตะคนหนึ่ง ชื่อ Mr.Tsuginori Hamamoto ซึ่งบรรยายภาพที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่ชาวประมงของเขาที่เป็นเหยื่อของสารปรอทจากโรงงาน Chissoไว้ดังนี้........

".....เพียงแค่ข้ามคืนเท่านั้นเอง พ่อผมก็ไม่สามารถยืนทรงตัวได้ พ่อใส่รองเท้าแตะด้วยตัวเองไม่ได้ เดินเซไปเซมา และไม่สามารถเข้าใจคำพูดของผมได้เลย อาการของพ่อทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว และต้องเข้าโรงพยาบาลภายในสี่วัน ในที่สุดต้องมัดพ่อไว้กับเตียง แต่พ่อก็ยังลุกขึ้นเต้นไปเต้นมาเหมือนคนบ้า พูดถ้อยคำที่ไม่เป็นภาษา น้ำลายไหลตลอด ใช้เล็บขูดเนื้อตัวเองลึกมาก จนเลือดไหลอาบไปทั่วร่างกาย แม่ได้แต่มองพ่ออย่างเหม่อลอย และช่วยอะไรไม่ได้เลย แล้วน้ำตาของแม่ก็พรั่งพรูหลั่งไหลอาบแก้ม ต่อมาไม่นาน อาการแบบพ่อ ก็เกิดขึ้นกับแม่ .....พ่อผมเสียชีวิตในเจ็ดสัปดาห์ต่อมา แม่อยู่ได้อีกเก้าปี ก็เสียชีวิตเช่นกัน......."

ท่านผู้มีอำนาจและนักธุรกิจทั้งหลายครับ.... อ่านแล้ว ท่านจะนั่งเฉยๆ ต่อไปได้อีกเหรอครับ???


การควบคุมมลพิษที่มาบตาพุด : ความสับสนหรือการบิดเบือน?

ศุภกิจ นันทะวรการ  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2550

จากความคิดเห็นของกรมควบคุมมลพิษถึงข้อจำกัดในการจัดการปัญหามลพิษ หากมีการประกาศให้พื้นที่อุตสาหกรรม ในเขตอำเภอเมือง และอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เป็นเขตควบคุมมลพิษ โดยจะทำให้บทบาทการแก้ไขปัญหามลพิษ เป็นหน้าที่ของเทศบาลในพื้นที่เป็นหลัก ดังนั้น ลักษณะของการดำเนินการในปัจจุบัน จึงมีความเหมาะสมมากกว่า เนื่องจากหลายฝ่ายสามารถเข้าร่วมในการแก้ไขปัญหาได้

บทความนี้จึงต้องการให้ข้อมูลเกี่ยวกับอำนาจและบทบาทหน้าที่ของฝ่ายต่างๆ เมื่อมีการประกาศให้พื้นที่ใด เป็นเขตควบคุมมลพิษ ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 รวมทั้งความจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหามลพิษ และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่มาบตาพุด

อำนาจหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ ความจำเป็นต่อการแก้ปัญหามลพิษที่มาบตาพุด

มาตรา 60 ให้เทศบาล จัดทำแผนเพื่อขจัดมลพิษ เสนอต่อผู้ว่าฯ โดยการช่วยเหลือของกรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ปัญหามลพิษต่างๆ โดยเฉพาะสารอินทรีย์ระเหยที่เป็นสารก่อมะเร็ง และยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานแต่อย่างใด

มาตรา 61 แผนเพื่อขจัดมลพิษ ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียรวม หรือระบบกำจัดของเสียรวมของทางราชการ เป็นการแก้ปัญหาที่โรงงานส่วนใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไม่ส่งน้ำเสียเข้าระบบบำบัดกลาง ของการนิคมฯ

มาตรา 58 ผู้ว่าฯ มีอำนาจกำหนดมาตรฐานมลพิษจากแหล่งกำเนิด สูงกว่ามาตรฐานที่บังคับใช้โดยทั่วไป ปัญหามาตรฐานการปล่อยมลพิษจากโรงงาน ที่ก่อผลกระทบมาจนถึงปัจจุบันนี้

มาตรา 33 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีอำนาจกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม สูงกว่ามาตรฐานที่บังคับใช้โดยทั่วไป ปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานอย่างมาก ในบ่อน้ำของชุมชนรอบพื้นที่อุตสาหกรรม

มาตรา 45 ในพื้นที่ปัญหาวิกฤติและหน่วยงานไม่สามารถแก้ไขได้ รัฐมนตรีสามารถผลักดันมาตรการต่างๆ เช่น กำหนดการใช้ที่ดิน ห้ามการกระทำหรือกิจกรรมอันตราย กำหนดวิธีจัดการสำหรับพื้นที่นั้น ฯลฯ ปัญหาผังเมือง ปัญหากิจการที่อาจเป็นอันตราย ปัญหาระบบการจัดการ ของหน่วยงานต่างๆ และปัญหาอื่นๆ จากการขยายอุตสาหกรรม

การประกาศเขตควบคุมมลพิษ จึงมิใช่การมอบความรับผิดชอบให้กับหน่วยงานท้องถิ่น เช่น เทศบาล เพียงฝ่ายเดียว แต่หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ทั้งกรมควบคุมมลพิษ รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รวมทั้งผู้ว่าฯ และหน่วยงานในจังหวัด ต่างก็มีอำนาจและบทบาทหน้าที่ในการแก้ไขและป้องกันปัญหามลพิษด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้การประกาศเขตควบคุมมลพิษ จะช่วยให้ภาคส่วนต่างๆ ของสังคม มีกลไกในการทำงานร่วมกัน โดยมีการดำเนินการที่ผสมผสานอย่างเป็นระบบมากขึ้น รวมทั้งมีการจัดทำแผนปฏิบัติการ และกำหนดเป้าหมายการลด และขจัดมลพิษที่ชัดเจน แต่ในปัจจุบันนี้ อำนาจหน้าที่หลักของการจัดการปัญหามลพิษ ในนิคมอุตสาหกรรม อยู่ที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งดำเนินการควบคุมปัญหามลพิษมาโดยตลอด แต่ก็นำมาสู่สถานการณ์ปัญหามลพิษต่างๆ ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้

นอกจากนี้ ทางการนิคมฯ เอง ก็มีบทบาทหน้าที่หลักในการส่งเสริมการขยายอุตสาหกรรมด้วย ดังนั้น การเพิ่มอำนาจ และบทบาทหน้าที่ให้กับหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมจากการประกาศเขตควบคุมมลพิษ ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชน และหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมโดยตรง เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่มาบตาพุด ที่ปัจจุบันปัญหามลพิษ ปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหาสุขภาพและความเจ็บป่วยของประชาชนในพื้นที่อยู่ในภาวะวิกฤติและมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการจัดการกับปัญหามลพิษที่ยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐาน และปัญหาเกี่ยวกับค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งยังไม่สามารถแก้ไขและป้องกันปัญหามลพิษที่มาบตาพุดได้อย่างเป็นรูปธรรม