หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความฉลาดเกินธรรมชาติของมนุษย์

บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2550

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการประชากรและการวางแผนครอบครัวของจีน แสดงความวิตกออกมาว่า ในไม่ช้าหนุ่มจีนจะหาคู่ครองไม่ได้ และปัญหาใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นในอนาคต คณะกรรมาธิการดังกล่าวแสดงความวิตก หลังจากเห็นตัวเลขล่าสุด เกี่ยวกับความไม่สมดุลของอัตราการเกิด ของทารกหญิงและชายในเมืองจีน ซึ่งบ่งว่าทุกๆ 100 คนของทารกหญิงที่เกิดเมื่อปี 2548 มีทารกชาย 118 คน เกิดในปีเดียวกัน อัตราส่วนนี้เพิ่มขึ้นจากทารกหญิง 100 คนต่อทารกชาย 110 คนเมื่อ 5 ปีก่อน

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่าอีกราว 15-20 ปีข้างหน้า หนุ่มจีนหลายสิบล้านคนจะหาสาวจีนเป็นคู่ครองไม่ได้ หนุ่มๆ เหล่านี้จะเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามแก่เฒ่าอย่างไร เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ร้ายยิ่งกว่านั้นเนื่องจากการแพทย์ยุคใหม่ ช่วยให้ชาวจีนมีอายุยืนยาวขึ้น หนุ่มที่ไม่มีคู่ครองอาจต้องเลี้ยงดูทั้งพ่อแม่ ปู่ย่าและก็ตายายอีกด้วย

ความไม่สมดุลในการเกิดของสองเพศ มีต้นเหตุมาจากวัฒนธรรมที่นิยมลูกชายเหนือลูกสาว นโยบายของรัฐที่กดดันให้ชาวจีน มีลูกเพียงคนเดียว และความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่สามารถชี้ได้ว่า ทารกเป็นหญิงหรือชายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งนำไปสู่การทำแท้งทารกหญิงอย่างแพร่หลาย ตัวเลขล่าสุดบ่งว่าจีนมีชาย 106 คนต่อหญิง 100 คน

จีนไม่ใช่วัฒนธรรมเดียวที่นิยมมีลูกชายมากกว่าลูกสาว อินเดียก็เช่นกัน วัฒนธรรมและการกระทำต่อลูกสาวในอินเดีย อาจร้ายกาจกว่าในจีนเสียด้วยซ้ำโดยเฉพาะในแง่ที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะต้องจัดหาสินสอดไปให้ฝ่ายชายเพื่อให้ลูกสาวแต่งงาน เมื่อแต่งงานและย้ายไปอยู่ในบ้านของสามีแล้ว เรื่องก็ยังไม่จบ เพราะถ้าฝ่ายพ่อแม่ของสามียังไม่พอใจในค่าสินสอดของเจ้าสาว แม่ของสามีอาจหาทางฆ่าลูกสะใภ้โดยการเอาไฟจุดส่าหรีในขณะที่ทำครัวอยู่ด้วยกัน เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก ฉะนั้นการฆ่าทารกหญิงแรกเกิดจึงมีมานานแล้วในอินเดีย จนในขณะนี้อินเดียมีชาย 106 คนต่อหญิง 100 คน เช่นเดียวกับจีน

ตอนนี้ผู้ที่พอมีอันจะกินในอินเดียนิยมไปให้แพทย์ตรวจดูเพศของเด็กในครรภ์และถ้าเป็นหญิงก็ให้แพทย์นั้นทำแท้งทันที นักวิจัยคำนวณว่าชาวอินเดียทำแท้งเพราะไม่ต้องการลูกสาวปีละประมาณครึ่งล้านคน รัฐหาร์ยานามีอัตราการทำแท้งกันมาก จนกระทั่งตอนนี้มีอัตราการเกิดของสองเพศที่ขาดสมดุลสูงที่สุดในอินเดียคือ ทารกชาย 116 คนต่อทารกหญิง 100 คน

เพื่อป้องกันปัญหาซึ่งจะตามมาในอนาคต รัฐบาลอินเดียได้ออกกฎหมายห้ามมิให้แพทย์บอกเพศทารกที่อยู่ในครรภ์ แต่ชาวอินเดียพากันฝ่าฝืนอย่างแพร่หลายสร้างความจำเป็นให้รัฐบาลต้องเชือดไก่ให้ลิงดูเมื่อต้นปี 2549 นั่นคือ รัฐบาลใช้นกต่อไปล่อจับแพทย์คนหนึ่งจนได้ และศาลสั่งให้จำคุกเขา 2 ปี โทษฐานใช้เทคโนโลยีร่วมสมัยบอกเพศของเด็กในครรภ์ และเสนอทำแท้งให้สตรีมีครรภ์ที่ไปปรึกษา

ในสังคมอาหรับ ส่วนใหญ่ความนิยมมีเฉพาะลูกชายยิ่งจะสูงกว่าในจีนและในอินเดียเสียอีก จนชาวอาหรับถึงกับไม่นับลูกสาว นั่นคือ หากถามเขาว่ามีลูกกี่คน และได้รับคำตอบว่า 3 คน เขาหมายถึงลูกชายเท่านั้น เขาอาจมีลูกสาวอยู่ในบ้านอีก 5 คน แต่เขาไม่นับ ฉะนั้นในบรรดาประเทศอาหรับ ความไม่สมดุลของสองเพศมีมานานแล้ว

ยิ่งในตอนนี้มีการนำเข้าแรงงานจากภายนอกซึ่งส่วนมากเป็นแรงงานชาย อัตราส่วนของชายต่อหญิงในประเทศเหล่านั้น จึงยิ่งขาดสมดุลสูงขึ้นไปอีก เช่น ในกาตาร์มีชาย 187 คนต่อหญิง 100 คนและในซาอุดีอาระเบียมีชาย 120 คนต่อหญิง 100 คน แม้แต่ในประเทศอาหรับที่ส่งแรงงานชายไปทำงานนอกประเทศจำนวนมาก ก็ยังมีชายมากกว่าหญิง เช่น เยเมน มีชาย 104 คนต่อหญิง 100 คน และอียิปต์มีชาย 102 คนต่อหญิง 100 คน

การนิยมมีลูกชายเหนือลูกสาวมีประวัติยาวนาน แต่ในอดีตกาลการขาดสมดุลระหว่างสองเพศ ไม่ถึงกับร้ายแรง จนสร้างปัญหาระดับหนักหนาสาหัสในสังคม เพราะการฆ่าทารกหญิงแม้จะเกิดขึ้นบ้าง ก็ไม่ได้แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางทั่วทั้งสังคม ความไม่สมดุลระดับร้ายแรงกำลังเกิดขึ้น เพราะเทคโนโลยีร่วมสมัยเอื้อให้หยั่งรู้เพศของทารกในครรภ์ได้ และการทำแท้งไม่ต้องเสี่ยงอันตรายมากนัก อันที่จริงเทคโนโลยีที่ใช้ในการอ่านเพศของทารกในครรภ์ ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อจุดมุ่งหมายอย่างอื่น และการอ่านเพศเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น

เรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างง่ายๆ ที่ชี้ให้เห็นผลของการใช้เทคโนโลยีไปในทางที่ผู้คิดค้นไม่ได้ตั้งใจ และผลที่ได้รับสร้างปัญหาขึ้น ยังมีเทคโนโลยีอีกมากมายที่ถูกใช้ไปในทางลบ เรื่องทำนองนี้คงเป็นที่รู้กันดีอย่างกว้างขวางแล้ว จากเทคโนโลยีง่ายๆ เช่น การใช้มีดฟันคน ไปจนถึงเทคโนโลยีสลับซับซ้อน เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตัดต่อ และแพร่ภาพหญิงสาวเพื่อทำให้เขาเสียหาย

ดังที่ทราบกันดี เทคโนโลยียิ่งนับวันจะมีอานุภาพสูงขึ้น นั่นหมายความว่ามันจะสร้างผลดีมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันก็อาจสร้างความเสียหายชนิดร้ายแรงสุดๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม ซึ่งกำลังจะก่อให้เกิดการปฏิวัติใหญ่ครั้งต่อไปในสังคมมนุษย์ (ครั้งแรกได้แก่การปฏิวัติเกษตรกรรม ครั้งที่สองได้แก่การปฏิวัติอุตสาหกรรม และครั้งที่สามได้แก้การปฏิวัติข่าวสารข้อมูล หรือสารสนเทศ)

เทคโนโลยีใหม่อาจสร้างปัญหาระดับบุคคลที่คอลัมน์นี้กล่าวถึงสองสัปดาห์ที่แล้วเรื่องอสุจินิรนาม เมื่อเด็กที่เกิดมาพยายามค้นหาพ่อ ซึ่งแม้แต่แม่ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะเธอตั้งครรภ์กับอสุจินิรนามที่มีผู้บริจาคไว้ใน “ธนาคารอสุจิ” (Sperm Bank) หรือมันอาจสร้างปัญหาใหญ่ขนาดถึงขั้นทำลายโลก เช่น การถลุงทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการบริโภคเกินความจำเป็นจนสุดโต่ง

ปัญหาหลังนี้หนักหนาสาหัส และปราชญ์พยายามชี้ให้เห็นทางแก้มานานแล้ว เช่น ท่านพุทธทาส กล่าวถึงการ “กินอยู่แต่พอดี” มหาตมะ คานธี กล่าวถึง “เป็นอยู่แบบเรียบง่าย ผู้อื่นจะได้อยู่ได้ด้วย” อี.เอฟ.ชูมากเกอร์ พูดถึงเรื่อง “เล็กนั้นงาม” และที่สำคัญที่สุดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำรัสเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง”

ณ วันนี้ ปราชญ์เชื้อสายฮังการีชื่อ เออร์วิน ลาสซ์โล ทำนายไว้ว่า ถ้าเรายังมุ่งใช้เทคโนโลยีดังที่เราใช้กันมา นั่นคือมุ่งเอาชนะธรรมชาติ และแบบขาดจริยธรรมเพื่อนำไปสู่การบริโภคแบบสุดโต่ง อีกเพียง 5 ปี โลกใบนี้จะเดินเข้าสู่ทางล่มสลายแบบกู่ไม่กลับ

แต่มันยังไม่สายเกินไปถ้าเราหันไปใช้แนวคิดของปราชญ์ทั้งสี่ดังที่กล่าวถึง เป็นแนวทางดำเนินชีวิต นั่นหมายความว่า ใครจะทำอะไรในเชิงฉลาดเกินธรรมชาติก็ช่างเขา แต่เราจะไม่ฆ่าทารกหญิงในครรภ์ เราจะไม่สืบพันธุ์ผ่านการใช้อสุจินิรนาม เราจะไม่บริโภคเกินความจำเป็นจนสุดโต่ง ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ พอจะเห็นทางกันบ้างไหมครับ ?