หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ผู้ดีอังกฤษ

นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1380

โดยไม่ต้องส่องกระจก ผมก็รู้ว่าตัวเองดูทรุดโทรม เพราะความชราลงไปแค่ไหน เพราะผู้หญิงมักลุกขึ้นให้ผมนั่งบนรถไฟฟ้าเสมอ

แต่เพราะโตมาในสมัยที่หน้าที่นี้เป็นของผู้ชายต่างหาก ผมจึงรับความเอื้อเฟื้อของเธอๆ ไม่ลง หลังจากขอบอกขอบใจแล้ว ผมมักโกหกว่าผมจะลงใกล้ๆ นี้เอง แล้วเบียดคนหนีไปอยู่ไกลๆ เธอ เพื่อไม่ให้เธอรู้สึกอาย

ผมยังไม่เคยกล้าอวยชัยให้พรตามการขอบคุณ เพราะดูจะแก่เกินแกงไป

ก็น่าประหลาดอยู่นะครับ เท่าที่นึกออก ยังไม่เคยมีผู้ชายคนไหนในกรุงเทพฯ ที่ลุกขึ้นให้ผมนั่งเลย ฉะนั้นจึงไม่มีโอกาสได้นั่งสักที

ผมออกจะสงสัยเสียแล้วว่า ผู้ชายผู้หญิงกรุงเทพฯ มองเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่างกัน ผู้ชายยังหัวโบราณมากกว่า จึงลุกให้ผู้ชายด้วยกันนั่งไม่ได้ ยกเว้นแต่แก่จนงกเงิ่น ในขณะที่ผู้หญิงเห็นว่า ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนที่ "อ่อนแอ" กว่า ไม่ว่าจะอยู่ในเพศใดก็ควรกระทำทั้งนั้น

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หญิงและชายกรุงเทพฯ มีความคิดต่อความ "อ่อนแอ" ต่างกัน ความ "อ่อนแอ" ของผู้หญิงไม่เกี่ยวกับเพศ ในขณะที่ความ "อ่อนแอ" ของผู้ชายยังผูกติดกับเพศอยู่

เป็นธรรมดาอยู่เองนะครับที่ผู้หญิงย่อม "ก้าวหน้า" เร็วในเรื่องของสิทธิสตรีซึ่งเป็นกระแสในเวลานี้ ผมจำได้ว่าเมื่อไปอเมริกาแรกๆ เกือบ 40 ปีมาแล้ว ตอนนั้นกระแสสตรีนิยมยังเพิ่งเริ่มแพร่หลาย ผมใช้ธรรมเนียมกรุงเทพฯ ลุกให้ผู้หญิงนั่งบนรถเมล์ ปรากฏว่าเธอขอบใจ และบอกไม่ แล้วก็ไม่สนใจอะไรอีก

เพื่อนผู้ชายอเมริกันบอกว่า ผู้หญิงที่นั่งและไม่นั่งมีสัก 50/50 ฉะนั้น ผู้ชายก็ลังเลใจที่จะลุกให้นั่ง หรือตัดสินใจไม่ลุกไม่เลิ้กกันเลย

ธรรมเนียมการลุกให้ผู้หญิงนั่งก่อนนั้น มาจากทัศนคติว่าผู้หญิงคือเพศ "อ่อนแอ" การยอมรับที่นั่งจึงเท่ากับยอมรับว่าเพศของตัว "อ่อนแอ" นั่นเอง

ทัศนคติว่าผู้หญิงคือเพศ "อ่อนแอ" คือกลวิธีสำคัญของการกดขี่ผู้หญิง แม้จะยกย่องให้เกียรติ, เอื้อเฟื้อ, แสดงความเคารพ เหมือนเธอจุติมาจากสวรรค์ก็ตาม แต่ก็เพื่อตอกย้ำว่าพื้นที่ของผู้หญิง คือพื้นที่ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การปกป้อง ดูแลของผู้ชาย หลุดจากพื้นที่นี้ออกมาเมื่อไหร่ เธอก็จะเป็นอันตราย ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม โดยเฉพาะพื้นที่แห่งอำนาจมีภัยต่อเพศของเธออย่างที่สุด

แหะๆ แค่ลุกให้นั่ง แต่อย่าหือ เราก็สบายไป ใช่ไหมครับ

คนไทยมักเรียกมารยาทที่ผู้ชายพึงปฏิบัติต่อผู้หญิงเหล่านี้ว่า "ผู้ดีอังกฤษ" แต่ในความจริงแล้ว เป็นมารยาทที่แพร่หลายในยุโรปตะวันตกทั่วไป ไม่เฉพาะอังกฤษ หรือว่ากันที่จริงแล้ว คนที่มีส่วนในการสถาปนามารยาทเหล่านี้ เป็นฝรั่งเศสมากกว่าอังกฤษด้วยซ้ำ เพราะอังกฤษในสมัยโบราณเป็นแค่บ้านนอกของยุโรป

แต่การที่เรียกว่า "อังกฤษ" นั้น ผมคิดว่าน่าสนใจ เพราะสะท้อนอะไรบางอย่างที่คล้ายกันระหว่างสังคมอังกฤษและไทย

มารยาทระหว่างเพศของไทยโบราณเป็นอย่างไร ผมอยากบอกว่าผมไม่รู้ เพราะยังไม่ได้ศึกษา จึงขอพูดเฉพาะที่ได้พบเห็นมาเมื่อเป็นเด็กซึ่งมีโอกาสเติบโตในบ้านนอก

ผมรู้สึกว่าสถานะของหญิงต่ำกว่าชายนั้นเห็นได้ชัดในมารยาทไทยนะครับ เมียชาวนาจะไม่เดินนำหน้าผัว แต่มักเดินตามหลังเสมอ ซ้ำยังทิ้งระยะห่างไว้แยะเสียด้วย เขาว่าแม้แต่เมียที่เพิ่งแต่ง ยังไม่เดินตามหลังใกล้นักด้วยซ้ำ ฉะนั้น เห็นหนุ่มสาวเดินตามกันบนคันนา เขาก็บอกได้เลยว่าแต่งกันมานานหรือยัง

ผู้หญิงทางเหนือจะไม่นั่งหน้าในการฟังเทศน์ หรือทำบุญที่วัด มักอธิบายกันว่ากลัวพระเห็นนม (แม้กระนั้นผู้หญิง ก็สึกพระมาแต่โบราณ ก่อนจะสึกได้สำเร็จก็ต้องไปนั่งคุยกับพระอย่างประจันหน้ามาก่อน) แต่จะอธิบายอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า การฟังเทศน์ที่วัดคือพื้นที่สาธารณะ และในพื้นที่อย่างนี้ผู้หญิงจะไม่ออกหน้า อย่างเดียวกับเดินบนคันนา ซึ่งคนอื่นรู้เห็นหรือเป็นพื้นที่สาธารณะเหมือนกัน

ในบ้านเรือนขุนนาง เมียมักไม่ได้กินข้าวกับท่านเจ้าคุณ ยกสำรับไปตั้งโตกให้เจ้าคุณกินคนเดียว แล้วเมียจึงกินทีหลัง บางครั้งก็กินในครัว เหตุผลนั้นผมเดาว่า ก็เพราะอาจมีแขกเหรื่อมาพบเจ้าคุณตอนกินอาหาร บ้านเรือนกลายเป็นพื้นที่สาธารณะ เมียจึงไม่ควรตีเสมอกินร่วมโตกกับท่าน

แต่ในทางตรงกันข้าม ในการทำนานั้น ผู้หญิงไม่ไถนาเพราะต้องใช้แรงมาก - อย่างน้อยก็ต้องทนเท่าควายไถไปหยุดไป โดยควายยังไม่ทันเหนื่อยย่อมเสียเวลาเปล่า - ผู้หญิงช่วยงานในนาเรื่องอื่นๆ ซึ่งไม่ต้องแรงและทนเท่าไถนาได้หมด

ผมคิดว่าแนวคิดเรื่องผู้หญิงเป็นเพศ "อ่อนแอ" ก็ตาม เป็น "ดอกไม้" ที่ต้องทะนุถนอมก็ตาม ไม่ได้มีอยู่ในวัฒนธรรมไทยแต่เดิมมา และล้วนรับมาจากฝรั่งในภายหลังทั้งสิ้น

ชาย-หญิงแตกต่างกันอย่างไรในความคิดของไทยโบราณ ชีววิทยาล้วนๆ เลยครับ เพราะ "ชายข้าวเปลือก หญิงข้าวสาร" เท่านั้น

ผมไม่ได้บอกนะครับว่ามีความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชายในวัฒนธรรมไทยแต่เดิม ในทัศนะของเขา ช้างเท้าหลังต่ำกว่าเท้าหน้าไม่ใช่เรื่องควรหรือไม่ควร แต่ธรรมชาติเป็นอย่างนั้น (เขาจึงไม่ได้เปรียบกับเท้าหมาไง)

แนวคิดว่าผู้หญิงคือเพศ "อ่อนแอ" ของฝรั่ง รวมทั้งการปฏิบัติตนต่อผู้อ่อนแอนั้น เกิดขึ้นกับพวกอัศวินก่อน และเมื่อเริ่มเกิดขึ้นในตอนแรกก็ผูกพันกับศาสนา อัศวิน "สุภาพบุรุษ" คือคนที่อาสาไปรบราฆ่าฟัน เพื่อผดุงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของพระผู้เป็นเจ้า ต่อมาจึงค่อยๆ ขยายไปสู่การปกป้องคุ้มครองผู้อ่อนแอ ซึ่งแน่นอนย่อมรวมผู้หญิงด้วย

นิทานผจญภัยของอัศวินซึ่งแพร่หลายมาแต่สมัยนั้นจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวของอัศวิน "สุภาพบุรุษ" ซึ่งรบกับมังกร กับยักษ์มาร กับคนชั่วต่างๆ เพื่อปกป้องสาวสวยซึ่งคอยโยนผ้าเช็ดหน้าหรือดอกไม้ให้อัศวินบนหอคอยปราสาท

แล้วอัศวินกับสาวสวยก็รักกันโดยอัศวินไม่ได้ล่วงละเมิดอะไรสาวสวยเลย ประหนึ่งอัศวินทุกคนมีดาบอยู่เล่มเดียว ที่ห้อยอยู่นอกพุงเท่านั้น กลายเป็นต้นแบบของความรักที่งดงาม, โรแมนติค และเยี่ยงสุภาพบุรุษ ฯลฯ

ซึ่งเราได้ดูทางทีวีจนจะอ้วกในทุกวันนี้

และจากบัญญัติอัศวิน หรือ Code of Chivalry นี้ก็ย่อมพัฒนาไปตามความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เช่นเปิดประตูรถยนต์ให้สาวสวยลงหรือขึ้น ไปจนถึงลุกขึ้นยืนต้อนรับเมื่อแขกรายใหม่ที่เป็นหญิงเดินเข้ามาในงานปาร์ตี้

ต้องสังเกตด้วยนะครับว่า นับตั้งแต่แรกบัญญัตินี้ก็ไม่ได้ใช้บังคับชาวนาหรือทาสติดที่ดิน ยังไงมึงก็ไม่มีทางจะเป็นสุภาพบุรุษอยู่แล้ว แต่เป็นบัญญัติมารยาทของชนชั้นสูงนับตั้งแต่อัศวินที่ต้องรบจริงขึ้นไปเท่านั้น

เป็นอีกส่วนที่ย้ำความแตกต่างทางชนชั้น ไม่นับอภิสิทธิ์อื่นๆ เช่นม้า, อาวุธ หรือศาลอัศวิน เพราะสังคมยุโรปก่อนสมัยใหม่เป็นสังคมที่มีลำดับขั้นทางสังคมที่ชัดเจนแน่นอนตายตัว

การมีมารยาทของ "สุภาพบุรุษ" จึงสมควรทำ เพราะความเป็นสุภาพบุรุษหมายถึง การประกาศกำเนิด-สังกัดชนชั้นที่สูงไปพร้อมกัน (well-bred ในภาษาอังกฤษ หากแปลตามตัวคือ เพาะพันธุ์มาดีไม่ใช่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาดี) พูดสำนวนไทยคือสำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล

แต่เมื่อเข้าสู่สมัยใหม่ เมื่อสังคมแบบนั้นเริ่มสลายลง บัญญัติมารยาทอัศวินก็ค่อยๆ ปรับให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่มากขึ้น เช่นเน้นความแตกต่างทางชนชั้นน้อยลง หรือความภักดีต่อนายเหนือหัวซึ่งครั้งหนึ่งถือเป็นมารยาทของอัศวิน สุภาพบุรุษก็ถูกลดความสำคัญลง เพราะราชาธิราชหรือรัฐชาติเข้ามาแย่งความภักดีนั้นไปแทน เป็นต้น

การรู้จักยืนตรงเคารพธงชาติจึงเป็นมารยาทที่ดูมี "อารยธรรม" กว่า ในขณะที่การหักหลังนายก็ดูไม่ค่อยหยาบคายเท่าไรแล้ว

พลังของสังคมเสมอภาคเป็นพลังสำคัญที่สุดในการทำให้บัญญัติของอัศวินถูกแปรให้กลายเป็นมารยาทของสุภาพชน โดยมีนัยยะถึงกำเนิด-สังกัดชนชั้นที่สูงน้อยลง เป็นมารยาททางสังคมซึ่งใครๆ เขาก็ทำกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเคร่งครัดก็เริ่มจางลงไปด้วยเป็นธรรมดา สังคมเสมอภาคอย่างมากเช่นสังคมอเมริกันนั้น มารยาทเหล่านี้แทบจะกลายเป็นเรื่องลี้ลับสำหรับให้ผู้ที่ตั้งตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเขียนหนังสือหากิน หรือเปิดโรงเรียนสอนได้

แต่มนตร์ของ "สุภาพบุรุษ" ซึ่งหมายถึงกำเนิด-สังกัดชนชั้นที่สูงยังมีในอังกฤษมากกว่าสังคมตะวันตกทั่วไป ทั้งนี้ เพราะอังกฤษเป็นสังคมประชาธิปไตยเดียวที่รักษาลำดับขั้นทางสังคมไว้ในวิถีชีวิตมากกว่าสังคมอื่น โคตรเหง้าคุณเป็นใครนั้นมีความสำคัญในอังกฤษมากกว่าในฝรั่งเศส, อเมริกา, สแกนดิเนเวีย หรือเยอรมันอย่างมาก

เบอร์นาร์ด ชอว์ บอกว่า เมื่อคนอังกฤษเอ่ยปากอะไรออกมาคำเดียว ก็จะถูกคนอังกฤษด้วยกันประเมินแล้วว่า คุณมาจากชนชั้นไหน "เพาะพันธุ์" มาดีหรือเปล่า

จึงไม่เหลือ "ผู้ดี" ที่ไหนในยุโรปอีกนอกจากอังกฤษ แต่เป็น "ผู้ดี" คนละความหมายกับที่สอนใน สมบัติผู้ดี นะครับ หากเป็น "ผู้ดี" ที่ตรงข้ามกับ "ไพร่"

ที่คนไทยชอบพูดถึง "ผู้ดีอังกฤษ" นั้น จึงไม่ได้หมายความว่าคนอังกฤษสุภาพกว่าคนชาติอื่น หากน่าจะหมายความว่าเคร่งครัดกับมารยาททางสังคม (ซึ่งเนื้อแท้ก็เหมือนๆ กับของชาติตะวันตกอื่นๆ) มากกว่า เพราะมารยาทเหล่านี้ให้ความหมายถึงสถานภาพทางสังคมที่สูงไปพร้อมกัน

(ในความเป็นจริง ผมเองออกจะสงสัยด้วยซ้ำว่า บนเกาะอังกฤษนั้นจะมี "กุ๊ย" มากกว่าทุกประเทศในยุโรปตะวันตกด้วยกัน)

ตรงนี้แหละครับที่ทำให้มารยาทของสุภาพบุรุษอังกฤษประทับใจคนไทยที่มีการศึกษามากเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะมันสวยงามหรือเพราะเรามีนักเรียนอังกฤษมากกว่ายุโรปอื่นหรอกครับ แต่เพราะว่าสังคมไทย เป็นสังคมที่เน้นสถานภาพทางสังคมสูงเหมือนกับอังกฤษ การมีมารยาท "ฝรั่ง" ในเมืองไทยแสดงถึงการ "เพาะพันธุ์" มาดีอย่างแน่นอน

ไม่งั้นจะไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เล็ก หรือคบหาสมาคมกับฝรั่งใกล้ชิดถึงกับรู้และรับมารยาทเขามาได้อย่างไร

ความเป็น "ผู้ดีอังกฤษ" สอดคล้องกับการเดินเข้าสู่ความทันสมัยของไทยพอดี คือเปลี่ยนโฉมหน้าให้เหมือนฝรั่ง แต่รักษาเนื้อแท้ของสังคมที่แบ่งคนออกเป็นลำดับขั้นที่เข้าถึงทรัพยากรและสิทธิต่างกันเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

เครื่องยศแบบโบราณทั้งหลายเลิกใช้หมด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเยียรบับ, สัปทน, คานหาม, หีบหมาก เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนพ่ายแพ้ต่ออำนาจของตลาด มีเงินเสียอย่างก็ซื้อหามาใช้ได้ แต่หันมาใช้เครื่องยศแบบใหม่คือมารยาทของ "ผู้ดีอังกฤษ" แทน ซึ่งเป็นเครื่องยศที่แนบเนียนกว่ากันมาก และไม่มีขายในท้องตลาด

"ผู้ดี" จริงหรือไม่จริง ไม่ใช่ดูกันที่รถเบนซ์ แต่ดูกันที่วิธีเปิดปิดประตูรถ และวิธีประคองสาวออกมาจากรถเบนซ์ต่างหาก

หน้า 91