|
||||||||||||||
|
สี่เดือนของ
คมช. และระบอบทักษิณ
โลกทรรศน์ : อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1380 เป็นเวลาสามเดือนกว่าหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน มีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นมากมาย มีการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การแต่งตั้งรัฐบาลพลเรือนชั่วคราวที่นำโดย พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มีองค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบการกระทำผิดที่เชื่อว่าเกี่ยวพันกับนักการเมืองในรัฐบาลชุดที่แล้ว สิ่งที่พิเศษแตกต่างกันออกไปของการรัฐประหารครั้งหลังสุดนี้คือ ระบอบอำนาจเดิมยังคงดำรงอยู่ ไม่ควรลืมว่า พรรคไทยรักไทยยังอยู่ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าพรรคก็ยังอยู่แม้จะอยู่ต่างแดนก็ตาม แน่นอน หลังการรัฐประหารสามช่วงเวลาสามเดือนเศษ การปะทะและต่อรองซึ่งกัน และกันระหว่างคณะทหารที่ทำการรัฐประหาร กับรัฐบาลชุดที่แล้วย่อมเป็นไปได้ เพราะการรัฐประหารในประเทศไทยทุกครั้งไม่เคยมีสิ่งที่เป็นความเบ็ดเสร็จ แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ การต่อรองดังกล่าวแตกต่างจากประเพณีการรัฐประหารในประเทศไทย อย่างน้อยก็เมื่อเทียบกับ การรัฐประหารโดย รสช. ในปี 2534 เมื่อเกือบ 15 ปีที่แล้ว รสช. ยึดอำนาจด้วยเหตุผลคล้ายๆ กับทุกๆ ครั้งคือ มีการคอร์รัปชั่นโดยนักการเมือง มีการอ้างอิงการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การต่อรองระหว่างนักการเมือง สมัยนั้นกับ รสช. เกิดขึ้นจริงแต่เกิดขึ้นในมุมมืด เกิดขึ้นด้วยความเงียบ และนักการเมืองระดับหัวโจก ถูกตรึงด้วยอำนาจรัฐประหาร และการยึดทรัพย์สิน และเครือข่ายนักการเมืองระดับหัวโจกสมัยนั้น เทียบไม่ได้กับเครือข่ายของระบอบทักษิณที่มีอยู่ในปัจจุบัน ตรงกันข้าม ผมมิได้สนับสนุนการรัฐประหารและไม่คิดว่าการยึดทรัพย์นักการเมืองโดยทันทีเป็นสิ่งถูกต้อง แต่ คมช. กับระบอบทักษิณต่อรองกันอย่างโจ่งแจ้งในที่สาธารณะอย่างน้อยก็ในสื่อทั้งไทยและเทศ การต่อรองนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีแรก ที่ทำการรัฐประหารเลยทีเดียว ในความเป็นจริง ทำให้เราเข้าใจไปได้ว่า การโทรศัพท์ต่อรองกันระหว่างสองฝ่ายก็ยังทำอยู่เนืองๆ อาจจะเป็นความจริงที่มีการหยิบยกถึงการขาดประสบการณ์ทางการเมืองของผู้ทำการรัฐประหาร แต่ช่องว่างที่เกิดขึ้นมีมากกว่าทำให้เชื่อได้ว่าเป็นการขาดประสบการณ์ทางเมืองจริงๆ เพียงอย่างเดียว เช่น ช่วงทำรัฐประหารใหม่ๆ ผู้นำระดับสูงพูดออกมาเองว่ามีการวิ่งเต้นเพื่อขอตำแหน่งรัฐมนตรี มีการวิ่งเต้นของตำแหน่งข้าราชการระดับสูงเพราะเป็นช่วงของการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ประเด็นคือว่า เมื่อมีอำนาจมากในขั้นการรัฐประหาร ยังมีการต่อรองจากใครต่อใครได้เช่นนี้ แล้วทำไมคนสำคัญของระบอบทักษิณจะต่อรองกับท่านไม่ได้หรือ ที่น่าสนใจ นี่ก็จากปากคำของผู้ใหญ่ใน คมช. เอง มีคนสอดไส้บุคคลหลายฝ่ายหลายพวกเข้ามาเป็นกรรมการ ของคณะกรรมการตั้งหลายชุดที่ตั้งขึ้นมา โดยอำนาจการรัฐประหาร อำนาจรัฐประหารในปัจจุบันไม่ได้ระคายผิว ความฉ้อฉลของข้าราชการคนไหนเลยหรือ แล้วนักการเมืองระดับหัวโจกล่ะ? อำนาจรัฐประหารทำอะไรแก่พวกเขาไปได้บ้าง หลายฝ่ายอาจจะอ้างว่านี่เป็นการแสดงความสุภาพบุรุษ ผมก็คิดว่า น่ารักดี แต่ไม่เคยมีการสมานฉันท์เกิดขึ้น จากความเป็นสุภาพบุรุษ ของคณะรัฐประหารเลย เช่น ความรุนแรง โดยการใช้อาวุธยังรุนแรงเหมือนเดิม แม้ว่า ที่ภาคใต้มีการกฎอัยการศึก และมีพระราชบัญญัติบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผมคิดว่า การเปิดกว้างให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็นทางการเมืองเป็นสิ่งดี แต่กลุ่มจัดตั้งก็มากเหลือเกินและกลุ่มเหล่านั้นได้ต่อรองอำนาจต่อ คมช. โดยตรงและเป็นไปอย่างเข้มข้นด้วย ในทางตรงกันข้าม คมช. สายเหยี่ยวกลับเพิ่มบทบาทของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ การออกมากำราบ การให้สัมภาษณ์ด้วยคำพูดรุนแรง การแสดงให้เห็นว่า รู้ทุกอย่างและสามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างได้ด้วยคนไม่กี่คน นับเป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด การประเมินสถานการณ์ผิดพลาดเช่นนี้มีบทเรียนให้เราเห็นแล้ว ระบอบทักษิณนั่นไง ระบอบที่คุมอำนาจราชการเบ็ดเสร็จ อำนาจกองทัพ ตำรวจ แถมยังมีฐานจากมวลชนและพรรคการเมืองในชนบท ระบอบนี้ยังมีเงินอีกมหาศาลและสามารถเพิ่มพูนได้ตลอดเวลา แล้วระบอบทักษิณอยู่ได้ไหม ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงคิดว่า คมช. กับระบอบทักษิณต่อรองกันตลอดเวลานับตั้งแต่วินาทีแรกที่ทำการรัฐประหาร การต่อรองนี้ยังหมายถึงการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันด้วย เพียงแต่คนนอกอย่างผมไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่า อะไรคือการแลกเปลี่ยนที่ว่านั้น การเดินทางเข้าออกของญาติพี่น้องนักการเมือง การเดินทางไปมาระหว่างยุโรป จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ของตัวอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เองน่าจะบอกให้เรามองเห็นการต่อรอง และแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ของทั้งสองฝ่าย แกนนำจำนวนหนึ่งของ คมช. อาจจะบอกว่า พวกเขาจำนวนหนึ่ง ต้องการให้กระบวนทางศาล หรือองค์กรอิสระต่างๆ เป็นฝ่ายพิจารณาเกี่ยวกับความผิดต่างๆ ของนักการเมือง หลักการนี้ก็ถูก แต่หลักการนี้คงไม่ได้เกิดจากความเป็นสุภาพบุรุษเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การต่อรองระหว่าง คมช. กับระบอบทักษิณทำท่าว่าจะมีในจุดพลิกผันอีกครั้งหนึ่งเมื่อมีการระเบิด 8 จุดในกรุงเทพฯ ในคืนส่งท้ายวันปีใหม่ที่ผ่านมา การระเบิดในกรุงเทพฯ ในช่วงเกือบสี่เดือนหลังการรัฐประหารทั้งๆ ที่มีอำนาจรัฐประหารอยู่ อีกทั้งยังมีกฎอัยการศึกนับว่าเป็นการท้าทายอำนาจ คมช. มากที่สุดแล้ว ถ้าย้อนกลับไปคิดให้ดีๆ ระเบิดที่เกิดบริเวณห้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และใกล้ห้างเกษรพลาซ่านอกจากจะเป็นย่านใจกลางกรุงเทพฯ แล้ว ที่ตรงนั้นอยู่หน้ากองบัญชาตำรวจแห่งชาตินั่นเอง ไม่มีใครรู้สาเหตุแน่นอนของการยกเลิกพาสปอร์ตการทูตของอดีตนายกรัฐมนตรีและภรรยา เช่นกัน สมาชิก คมช. เรียกบรรณาธิการสื่อมวลชนร่วมห้าสิบคนเข้าพบและโทษสื่อว่าเป็นผู้เผยแพร่คำสัมภาษณ์และข่าวของอดีตนายกรัฐมนตรี การออกมาห้ามสื่อมวลชนเช่นนั้นบอกให้เรารู้ว่าจุดพลิกผันของการต่อรองระหว่าง คมช. กับระบอบทักษิณเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือ เราจะโทษสื่อมวลชนหรือโทษการต่อรองระหว่างอำนาจสองอำนาจในสังคมไทยเวลานี้ดี ไม่ว่าใครมีอำนาจ สื่อจะเป็นด่านแรกที่ถูกโจมตีจากฝ่ายที่มีอำนาจมาตลอดว่าทำหน้าที่ไม่สมกับความเป็นสื่อ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารก็คิดเช่นนั้นเสมอมา สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ จุดพลิกผันของการต่อรองระหว่างอำนาจทั้งสองต่างหากที่ควรให้ความสำคัญ ต้องไม่ลืมว่า การต่อรองระหว่างกันของทั้งสองฝ่าย สื่อไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและการต่อรองดังกล่าวไม่มีประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง สื่อและประชาชนคือส่วนที่จะได้รับผลกระทบเมื่อการต่อรองนั้นเปลี่ยนไป ถ้าย้อนกลับไปสักนิด คำว่าสถานการณ์ความมั่นคงเริ่มนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป เกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเคลื่อนไหวเพื่อรักษาและสร้างความชอบธรรมของการใช้อำนาจ อีกฝ่ายหนึ่ง เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ของตนที่จะกระทบจากการดำเนินคดี ดังนั้น เราจึงได้รับทราบถึง การออกมาโจมตีวิพากษ์วิจารณ์ คมช. จากนักการเมืองใหญ่อย่างรุนแรงทั้งๆ ที่ช่วงเวลาหนึ่งอยู่ในฝ่ายเดียวกัน การใช้กำลังทหารตรึงกำลังอีกครั้งหนึ่ง และเพิ่มการรักษาความปลอดภัยยิ่งขึ้น บอกถึงจุดพลิกผันของการเจรจาต่อรองที่เปลี่ยนแปลงไป ผมคิดว่า การเผชิญหน้าระหว่างกันคือแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น หน้า 29
|