หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
จีนกับการบริหารทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ

ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2550

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ นอกจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังมีเรื่องความผันผวน ของอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสของการอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา และจะนำไปสู่การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินภูมิภาคเอเชียตะวันออกซึ่งนอกจากจะมีการเกินดุลการชำระเงินอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังอาจจะถูกกระทบโดยการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศจีน

ในปี 2549 ที่ผ่านมาประเทศจีนเกินดุลการค้าประมาณ 177,459 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา และบวกกับมีเงินลงทุนโดยตรง จากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) อีกประมาณ 64,000 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ทำให้ทางการจีน มีทุนสำรองเพิ่มมากอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี จนทำให้ล่าสุด ณ สิ้นปี 2549 มีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ จำนวน 1,066,000 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วนถึงเกือบร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และเป็นประเทศที่มีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากที่สุดแซงหน้าประเทศญี่ปุ่น

นับเป็นทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่สูงเกินความจำเป็นและเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลจีนเอง สำรองเงินตราต่างประเทศดังกล่าว เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากคือ เพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่าตัวภายในระยะเวลา 6 ปี (ณ สิ้นปี 2533 จีนมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอยู่ 165,574 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา)

การที่ธนาคารกลางมีเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา มากเกินความจำเป็นนั้น ก็จะสร้างปัญหาของการบริหารจัดการเงินสำรองดังกล่าว

ประการแรก คือ การที่มีเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เข้ามาจำนวนมาก ที่ผู้ส่งออกและนักธุรกิจต่างประเทศ ต้องนำเงินดอลลาร์นั้น มาแลกเป็นเงินหยวน ในทางหนึ่งนั้นเพิ่มปริมาณเงินหยวนในระบบเศรษฐกิจให้สูงขึ้น เป็นการเพิ่มปริมาณเงินจำนวนมาก และอย่างรวดเร็วในมือประชาชนที่นำไปสู่การขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้างและการลงทุนที่สูงมากจนอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ได้ และธนาคารจีนเองก็ยังมีปัญหาในการดูดซับปริมาณเงินนี้ ออกจากระบบอยู่

ประการที่สอง คือ ธนาคารกลางของประเทศจีนเองก็ประสบปัญหา การที่จะหาทางนำเอาเงินทุนสำรองที่มีอยู่มากเกินไป ไปทำการลงทุน ดังจะเห็นได้ว่าจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพราะยังไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้มากนัก

ปัญหานี้ได้เพิ่มแรงกดดันมากขึ้น จนกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ในการประชุมทางการเงินเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (20 มกราคม 2550) ซึ่งเป็นการสัมมนาทางการเงินของทางการจีน ที่จัดขึ้นทุกๆ 5 ปี และนายกรัฐมนตรี เหวิน เจีย เป่า ได้แถลงในการปิดการประชุมว่า ทางการจีนจะสำรวจ และเพิ่มช่องทางในการบริหารเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากขึ้น

คงจะจำกันได้ว่าในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2547 ประเทศจีนประกาศปรับเปลี่ยนค่าเงินหยวนไปหนึ่งครั้งประมาณร้อยละ 2.7 แต่การเพิ่มค่าเงินหยวนดังกล่าวยังไม่พอเพียงเมื่อพิจารณาจากพื้นฐานว่าค่าเงินหยวนน่าจะแข็งค่าขึ้นไปอีก 20-25% ในการลดความไม่สมดุลการค้าของโลก

แม้ว่าจะเป็นคำแถลงในกรอบกว้างที่ยังไม่มีรายละเอียด แต่ก็เป็นสัญญาณที่บอกทิศทางของค่าเงินหยวน ในการเพิ่มความผันผวน ต่อค่าเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และนอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีการกระจายการถือสินทรัพย์ ออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกามากขึ้น ได้มีการวิเคราะห์กันว่า สิ่งที่จะดำเนินการนั้นคงจะประกอบไปด้วย มาตรการลดทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ และการเกินดุลการชำระเงินลงด้วยมาตรการเหล่านี้

หนึ่ง การปรับโครงสร้างภาคการเงินที่จะขยายธนาคารพาณิชย์ในประเทศมากขึ้น ในการรองรับประชาชนในชนบท ที่ยังไม่มีธนาคารพาณิชย์ ด้วยการขยายและเพิ่มทุนของธนาคารเพื่อการพัฒนา และธนาคารเพื่อการเกษตรของทางการจีน ตลอดจนขยายสถาบันการเงินอื่นๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีจีนได้ชี้ให้เห็นว่าในปัจจุบันประมาณ 60% ของประชาชนในชนบทที่เข้าถึงบริการทางการเงิน

สอง การที่จะร่วมมือกับตลาดฮ่องกงและมาเก๊าในการขยายช่องทางการลงทุนในต่างประเทศอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือไปจากการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

สาม การขยายและพัฒนาตลาดพันธบัตรและตลาดหลักทรัพย์ภายในประเทศ ในการเพิ่มช่องทางการลงทุนของนักลงทุน แทนการพึ่งพาการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก

แต่อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่า มาตรการของทางการจีนจะไม่นำไปสู่การขายเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ออกมาจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น จนเกิดการอ่อนตัวอย่างรุนแรงของค่าเงินดอลลาร์ เพราะการอ่อนตัวอย่างรุนแรง ของเงินสกุลดอลลาร์เอง ก็จะมีผลกระทบต่อการลดลงของมูลค่าทรัพย์สินของธนาคาร ที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ แต่เชื่อได้ว่ากระบวนการปรับตัวนี้จะเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งนักวิเคราะห์ได้คาดการณ์กันว่า ธนาคารกลางจีนอาจจะมีการปรับอัตราแลกเปลี่ยน ให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นเพียงเล็กน้อยเพียงร้อยละ 5-7