|
||||||||||||||
|
A Forest Journey :
ป่ากับความเป็นมาของความรุ่งเรือง
(1)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3864 (3064) เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2549 รัฐพารา ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศบราซิลได้ประกาศเพิ่มพื้นที่ป่าสงวนอีกกว่า 100 ล้านไร่เพื่อจะช่วยรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศของโลก นอกเหนือจากนั้นคาดว่าป่าดังกล่าว จะช่วยลดความรุนแรงของปัญหาโลกร้อนได้ส่วนหนึ่ง เพราะต้นไม้ในป่าสามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกไว้ได้ในปริมาณสูง รัฐพาราได้รับการสรรเสริญอย่างทั่วถึงจากผู้ที่รู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับบทบาทที่ป่ามีต่อความอยู่รอดของสังคมมนุษย์ในอนาคต แต่ก็มีชาวบราซิลจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยเพราะพวกเขาต้องการล้างป่าเพื่อขายไม้และใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรและกิจการอื่น ความขัดแย้งแนวนี้เกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์เพราะไม้เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความรุ่งเรืองของสังคมมนุษย์ แต่ความรุ่งเรืองนั้นมักเป็นปัจจัยที่ทำลายป่ามาโดยตลอดด้วย เมื่อไม่นานมานี้ John Perlin ได้นำหนังสือ เกี่ยวกับบทบาทของป่าไม้ ในการหล่อหลอมพฤติกรรม และสร้างความก้าวหน้าพร้อมกับการทำลายป่าของมนุษย์ ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2532 มาปรับปรุงให้ทันสมัยแล้วพิมพ์เป็นหนังสือเล่มใหม่ออกมาชื่อ A Forest Journey: The Story of Wood and Civilization หนังสือขนาดใกล้ 500 หน้าเล่มนี้แบ่งออกเป็นสองภาคคือ ภาคที่เกี่ยวกับโลกเก่า (old world) และภาคที่เกี่ยวกับโลกใหม่ (new world) ภาคเกี่ยวกับโลกเก่าอาจแยกย่อย ออกได้เป็นสองส่วนคือ ส่วนที่เกี่ยวอารยธรรมโบราณจากย่านตะวันออกกลาง มาจนถึงความรุ่งเรืองของพื้นที่รอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และส่วนที่เกี่ยวกับความรุ่งเรืองของอังกฤษโดยเฉพาะ ผู้เขียนแบ่งการนำเสนออารยธรรมโบราณออกเป็น 8 ส่วนเริ่มจากดินแดนในเมโสโปเตเมีย หรือแถวอิรักในปัจจุบัน อันเป็นจุดแรกเริ่มที่มนุษย์เปลี่ยนการดำเนินชีวิตจากแบบเร่ร่อนไปตามฤดูกาลเพื่อหาของป่า และล่าสัตว์มาเป็นแบบตั้งชุมชนถาวรหลังจากได้ค้นพบการผลิตอาหารจากการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งรวมเรียกว่าการปฏิวัติเกษตรกรรม ในปัจจุบันนี้พื้นที่แถบนั้นส่วนใหญ่แห้งแล้งจนเป็นทะเลทราย แต่ย้อนไปหลายพันปีอันเป็นช่วงก่อนที่อารยธรรมต่างๆ จะเกิดขึ้นมันเป็นส่วนหนึ่งของความอุดมสมบูรณ์ที่มีชื่อว่า "เสี้ยวจันทร์อันอุดม" (Fertile Crescent) เนื่องจากในยุคนั้นไม้เป็นปัจจัยหลัก ของสิ่งปลูกสร้าง เครื่องมือในการเกษตร เครื่องใช้ภายในบ้าน ยานพาหนะและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อเพลิง ป่าไม้จึงถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วเมื่อประชากรเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เนื่องจากการปฏิวัติเกษตรกรรมทำให้ผลิตอาหารได้ปริมาณสูง มีข้อมูลบ่งว่าในช่วงที่มีการก่อสร้างอย่างเร่งด่วน ไม้มีราคาไล่เลี่ยกับเครื่องประดับ จำพวกเพชรนิลจินดาทีเดียว ป่าไม้จึงกลายเป็นรางวัลของการสงคราม ระหว่างอารยธรรมต่างๆ แต่การตัดต้นไม้เริ่มมีผลกระทบร้ายแรงอย่างรวดเร็ว นั่นคือ พื้นดินที่ซึ่งปราศจากป่าไม้ พังทลายเมื่อฝนตก ดินที่น้ำพัดพาไปกลายเป็นตะกอนที่ขัดขวางต่อการเดินเรือ เกลือค่อยๆ สะสมขึ้นจนทำนาไม่ได้ เมื่อไม้และอาหารเริ่มขาดแคลนอารยธรรมก็อ่อนแอ รบแพ้ผู้อื่นและเสื่อมลง หลังจากเสนอเรื่องความเสื่อมของอารยธรรมในย่านเมโสโปเตเมียแล้ว ผู้เขียนเล่าเรื่องราวของความรุ่งเรือง และความเสื่อมในยุคทอง สัมฤทธิ์โดยใช้เกาะครีต อันเป็นเกาะใหญ่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นแกน ในยุคทองสัมฤทธิ์อันเป็นช่วงต่อระหว่าง ยุคหินกับยุคเหล็ก เกาะนี้มีความรุ่งเรืองไม่ต่ำกว่าอารยธรรมกรีกและโรมัน และมีเครื่องปั้นดินเผาและผลิตภัณฑ์ทองสัมฤทธิ์ที่โดดเด่นจนเป็นที่ต้องการของตลาดภายนอก เกาะครีตเริ่มร่ำรวยจากการขายไม้ ให้แก่ย่านตะวันออกกลางซึ่งได้สูญป่าไม้ไปก่อนนั้นแล้ว ความร่ำรวยนำไปสู่การใช้ไม้ในการก่อสร้างปราสาทราชวัง และเมืองต่างๆ บนเกาะ ในการทำเครื่องปั้นดินเผา และผลิตภัณฑ์จากทอง สัมฤทธิ์และในการสร้างเรือเพื่อค้าขายกับต่างประเทศ การใช้ไม้นำไปสู่การทำลายป่าจนในที่สุดไม้เริ่มไม่พอต่อความต้องการ สร้างความจำเป็นให้ชาวครีต ต้องอาศัยนำไม้เข้าจากภายนอก เมื่อผู้ขายไม้ให้ชาวครีตร่ำรวยขึ้นจนสามารถแข่งขันกับชาวครีตได้ เกาะครีตก็ค่อยๆ เสื่อมลง ผู้ที่ขายไม้ให้แก่ชาวครีตส่วนใหญ่อยู่ในย่านตะวันตกเฉียงเหนือ ของเกาะครีต ซึ่งวิวัฒน์ต่อมาเป็นอารยธรรมกรีกโบราณ ป่าไม้เป็นทรัพยากรสำคัญยิ่งในยุคนั้นไม่ต่างกับยุคก่อนๆ เรื่องราวที่โดดเด่นเป็นพิเศษในยุคกรีกรุ่งเรืองมีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน เรื่องแรกได้แก่ การทำเหมืองทองแดงในเกาะไซปรัส ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเช่นเดียวกับเกาะครีต ทองแดงเป็นโลหะหลักของทองสัมฤทธิ์และเกาะไซปรัสมีแร่ทองแดงจำนวนมาก พลังงานที่ชาวไซปรัสใช้ถลุงแร่ทองแดง ได้แก่ไม้ที่ได้จากป่าบนเกาะนั้น ชาวไซปรัสร่ำรวยจากการขายทองแดง จนทำลายป่าไม้ไปจนหมดเกาะ จึงรู้ว่าในกากแร่อันเกิดจากการถลุงทองแดงนั้น มีแร่เหล็กอยู่มากกว่าทองแดงเสียอีก และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เขาสามารถใช้ค้อนทุบเอาแร่เหล็กออกมาได้ โดยไม่ต้องใช้ไฟถลุงกากแร่นั้น นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้เหล็กอย่างกว้างขวางจนวิวัฒน์ต่อมาเป็นยุคเหล็ก เรื่องที่สองได้แก่ในการช่วงชิงความเป็นใหญ่ระหว่างสองขั้วอำนาจหลัก ของอาณาจักรกรีก ซึ่งได้แก่เอเธนส์กับสปาร์ตานั้น การยึดครองป่าไม้เป็นยุทธศาสตร์ที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญสูงยิ่ง หากชิงป่าไม้มาครอบครองไม่ได้เขาก็จะเผาป่าไม้นั้นทิ้งเสีย เพื่อไม่ให้ศัตรูนำไปใช้ เรื่องที่สามคือความสำคัญของป่าไม้ทำให้นักคิด เช่น อริสโตเติล แนะนำผู้บริหารประเทศว่า รัฐที่ดีต้องมีป่าไม้ไว้ในครอบครอง รัฐต้องเป็นผู้ดูแลป่าไม้อย่างใกล้ชิด และประชาชนควรสร้างบ้าน ที่ใช้แสงแดดให้เป็นประโยชน์เพื่อสงวนไม้ไว้ทำอย่างอื่น เรื่องที่สี่ได้แก่ทั้งเอเธนส์และสปาร์ตาใช้ป่าไม้หมดไปอย่างรวดเร็วและประสบปัญหาเช่นเดียวกับอารยธรรมก่อนๆ คืออ่อนแอลงเมื่อขาดทรัพยากรสำคัญเพื่อเผาเป็นพลังงาน และเพื่อสร้างเรือรบ ความอ่อนแอนั้น นำไปสู่ความพ่ายแพ้แก่อาณาจักรมาซิโดเนีย ซึ่งอยู่เหนือกรีกขึ้นไป มาซิโดเนียใช้ป่าไม้ให้เป็นประโยชน์ทุกทาง รวมทั้งเพื่อติดสินบนให้ชาวกรีกทรยศต่อประเทศของตนเองด้วย พื้นที่ซึ่งวิวัฒน์มาเป็นอาณาจักรโรมันมีป่าไม้มาก และเป็นที่อยากได้ของชาวกรีกในเอเธนส์ จนถึงกับส่งกองเรือ เพื่อหวังจะไปยึดป่าไม้ในเกาะชิชิลี แต่ถูกชาวชิชิลีตีจนกองเรือแตกย่อยยับ ว่ากันว่าป่าไม้กับชาวโรมันมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง จนเข้าไปถึงในสายเลือดทีเดียว แม่ของ "โรมูลัส" ผู้สร้างกรุงโรมใช้นามสกุลว่า "Silvius" ซึ่งแปลว่า "ผู้อาศัยอยู่ในป่า" เวลากองทัพโรมันยกไปถึงไหนก็จะยึดป่าไม้ไว้เป็นเสบียงสำคัญไม่ว่าจะเป็นการรุกรานขึ้นไปทางยุโรปตอนเหนือ หรือในแอฟริกา แต่ความรุ่งเรืองของอาณาจักรนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่ามากขึ้นโดยลำดับเช่นเดียวกับอาณาจักรก่อนๆ นอกจากนั้นชาวโรมันยังติดใจของใหม่ที่ตนได้คิดค้นขึ้น นั่นคือ โรงอาบน้ำสาธารณะขนาดใหญ่ซึ่งเผาไม้เพื่อต้มน้ำจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง รัฐต้องการเอาใจประชาชน จึงปล่อยให้ตัดต้นไม้มาเผาเพื่อต้มน้ำกันได้ตามใจชอบ แม้ชาวโรมันจะรู้จักปลูกสวนป่าในเวลาต่อมา แต่ก็ไม่สามารถปลูกได้เร็วทันใช้ การขาดป่าไม้มีส่วนทำให้อาณาจักรโรมันเสื่อมลงเช่นเดียวกับอาณาจักรที่รุ่งเรืองมาก่อน อาณาจักรโรมันแตกออกไปเป็นหลายส่วนหลังจากกรุงโรมเสื่อมอำนาจ ผู้เขียนนำส่วนที่เป็นอาณาจักรมุสลิม และส่วนที่เป็นสาธารณรัฐเวนิสมาเล่า อาณาจักรมุสลิมเกิดขึ้น เมื่อศาสนาอิสลามแพร่ขยายออกไปจากย่านตะวันออกกลาง และสามารถรบชนะกองทัพโรมันได้ในสนามรบต่างๆ จนกระทั่งเข้าไปยึดครองสเปนไว้ได้เป็นเวลานาน ป่าไม้ในสเปนเป็นรางวัลสำคัญของการยึดครองนั้นด้วย ส่วนเวนิสอยู่ทางตอนเหนือของกรุงโรมและสามารถขยายอำนาจขึ้นไปในทางตอนกลางของทวีปยุโรป ทั้งอาณาจักรอิสลาม และสาธารณรัฐเวนิสรุ่งเรืองอยู่ได้ระยะหนึ่ง ก็เสื่อมลงเมื่อดินแดนทางตอนเหนือของยุโรปเข้มแข็งขึ้น เพราะมีป่าไม้มากกว่าแล้วยังสามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาใช้ได้ก่อน หน้า 49 A Forest Journey : ป่ากับความเป็นมาของความรุ่งเรือง (2) คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3865 (3065) ในส่วนที่เกี่ยวกับบทบาทของป่าไม้กับความรุ่งเรืองของอังกฤษ เนื้อหาครอบคลุมระยะเวลาประมาณ 300 ปี เริ่มจากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 มาจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่ออังกฤษเดินเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม แบบเต็มทุกลูกสูบ ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 อันเป็นเวลาเริ่มต้นการปกครองของราชวงศ์ทูดอร์ อังกฤษล้าหลังบางส่วนของยุโรป แต่มีป่าไม้มากมายจึงอาศัยการตัดต้นไม้เพื่อส่งไปขายให้แถบที่เจริญกว่าและซื้อสินค้าที่จำเป็นจากที่นั่น ต่อมาชาวอังกฤษเริ่มตื่นตัวเพราะกลัวจะถูกรุกรานจากประเทศต่างๆ ในยุโรป จึงพยายามพัฒนาเศรษฐกิจ และกองทัพให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในยุคของพระนางเจ้าอลิซาเบทที่ 1 ซึ่งครองราชย์ระหว่างปี ค.ศ.1558-1603 (พ.ศ.2101-2146) ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาถ้าจะพูดกันให้ทันสมัยได้แก่การใช้หลัก "การผลิตแทนการนำเข้า" (import substitution) ซึ่งเรามักคิดว่าเกิดขึ้นในสมัยการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจเมื่อราว 50 ปีที่ผ่านมา การผลิตแทนการนำเข้าอาจแยกได้คร่าวๆ เป็นสามส่วนด้วยกัน ส่วนแรกประกอบด้วยการส่งเสริม อุตสาหกรรมทำอาวุธยุทโธปกรณ์ ควบคู่กับอุตสาหกรรมทำเหล็กซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ส่วนที่สองประกอบด้วยการส่งเสริมให้เกิดการผลิตวัตถุดิบสำคัญๆ เพื่อใช้ในการผลิตเครื่องอุปโภคบริโภค เช่น การถลุงแร่ทองแดง การผลิตกระจกและการทำเกลือจากน้ำทะเล และส่วนที่สามประกอบ ด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมการต่อเรือ ซึ่งมีมาตรการครอบคลุมหลายด้าน เช่น การบังคับให้ใช้เรือของอังกฤษ เพื่อขนสินค้าทั้งขาเข้าและขาออก และการชักชวนชาวอังกฤษให้กินปลาแทนเนื้อสัตว์เป็นบางวัน เพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างเรือหาปลาเพิ่มขึ้น พร้อมกันนั้นทหารเรือก็เลิกซื้อเรือรบจากต่างประเทศ และหันมาต่อเรือรบเอง ทุกส่วนของยุทธศาสตร์การพัฒนานำไปสู่การใช้ไม้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการถลุงเหล็ก ถลุงทองแดง การทำกระจก หรือการต่อเรือ แม้แต่การผลิตเกลือก็ยังต้องใช้ไม้ทำเชื้อเพลิงเพราะเกาะอังกฤษไม่ค่อยมีแสงแดดและเมื่อมีแสงก็ไม่ร้อนจัด ฉะนั้นการผลิตเกลือต้องอาศัยการต้มน้ำทะเลให้ระเหยแทนการระเหยตามธรรมชาติ การใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการอุตสาหกรรม นำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงเป็นครั้งคราว เพราะชาวอังกฤษโดยทั่วไปอาศัยไม้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม เพื่อทำความร้อนภายในบ้าน พร้อมทั้งเพื่อการทำเครื่องมือเครื่องใช้และเพื่อการก่อสร้างต่างๆ ด้วย บางครั้งชาวบ้าน ถึงกับรวมตัวกันปิดโรงงานถลุงเหล็กเมื่อทางราชการไม่ช่วยแก้ปัญหาการสูญเสียป่าไม้ในท้องถิ่นของตน ครั้งหนึ่งการขัดแย้งรุนแรงมากถึงกับผู้สำเร็จราชการถูกประหารชีวิตเมื่อไม่สามารถหาทางออกที่เหมาะสมได้ จริงอยู่การขาดแคลนไม้ทำให้เกิดความขัดแย้งสูง แต่มันก็มีส่วนดีที่ทำให้ชาวอังกฤษพยายามรักษาป่า ประหยัดไม้ และค่อยๆ หันไปใช้ถ่านหินมากขึ้นแม้ควันจากการเผาถ่านหินจะมีกลิ่นและสีที่พวกเขาไม่ชอบก็ตาม ราชวงศ์สจ๊วตปกครองอังกฤษในช่วงต่อมา ปัญหาอันเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า และการขาดแคลนไม้ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากการทำลายป่าจะนำไปสู่การขาดไม้เพื่อใช้ในกิจการต่างๆ แล้ว มันยังมีผลกระทบที่ชาวอังกฤษค้นพบในเวลาอันรวดเร็วอีกด้วย นั่นคือ การศึกษาพบว่าการสูญเสียป่าไม้ ทำให้ชาวไร่ชาวนาที่ขาดฟืนหันไปเผาฟาง วัชพืชและมูลสัตว์เป็นเชื้อเพลิง การกระทำเช่นนั้นทำให้ไม่มีวัตถุดิบ เหลือสำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์เพื่อบำรุงดิน ยังผลให้ดินจืดเร็ว และผลผลิตทางการเกษตรลดลง นอกจากนั้นการเลี้ยงหมูต้องใช้เมล็ดธัญพืชเ ป็นอาหารแทนการปล่อยหมูให้ออกไปหากินตามป่าดังที่ทำกันมาแต่เก่าก่อน หมูจึงกลายเป็นสัตว์ที่แย่งอาหารของคนโดยตรง ไม่ใช่สัตว์ที่เปลี่ยนของในป่าให้เป็นอาหารของคนอีกต่อไป ผลการศึกษานี้รู้ไปถึงหูเจ้านายชั้นสูงและในที่สุดถึงพระเจ้าเจมส์ที่ 1 พระองค์จึงทรงมีกระแสรับสั่งให้รัฐบาล ออกมาตรการสงวนป่า เช่น ห้ามใช้ไม้ดีๆ ทำฟืน และห้ามใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมทำแก้ว อย่างไรก็ตาม มาตรการสงวนป่านำไปปฏิบัติได้ไม่เต็มที่นักเนื่องจากพระเจ้าเจมส์ที่ 1 มีหนี้สินส่วนพระองค์จำนวนมหาศาล และต้องการขายไม้เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ ข้อมูลบ่งว่าพระเจ้าเจมส์เป็นหนี้ถึง 5 ล้านปอนด์ เงินจำนวนนี้ดูไม่สูงในยุคปัจจุบัน แต่ในยุคนั้นถือว่าสูงมากเนื่องจากคนงานทั่วไปมีรายได้เพียงปีละ 10 ปอนด์ และชนชั้นเศรษฐีในอังกฤษ 10,000 คน มีรายได้เฉลี่ยปีละ 800 ปอนด์เท่านั้น การขายไม้ของพระเจ้าเจมส์ที่ 1 สร้างความไม่พอใจให้ประชาชนอย่างมาก และสร้างความจำเป็นให้กิจการบางอย่างต้องย้ายออกไปหาถิ่นที่มีไม้ รวมทั้งการไปทำลายป่าถึงเกาะไอร์แลนด์ด้วย พระเจ้าชาร์ลที่ 1 ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าเจมส์ที่ 1 และครองราชย์ต่อมาเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น เพราะทรงใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย และเป็นหนี้สินไม่ต่างกับพระราชบิดา ผู้เขียนสันนิษฐานว่าปัญหาเรื่องเงิน เป็นปัจจัยใหญ่ที่ทำให้เกิดความยุ่งยากในรัชกาลนี้ เฉกเช่นพระราชบิดา ทางหาเงินสำคัญของพระเจ้าชาร์ลที่ 1 ได้แก่ การขายไม้ในป่าอันเป็นทรัพย์สินของราชบัลลังก์ แต่ในคราวนี้ในวังรู้ดีว่าถ้าขายไม้ออกไปทีเดียวทั้งป่า ประชาชนจะออกมาต่อต้านเช่นในรัชสมัยของพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ฉะนั้นการขายป่าใช้วิธีการแบ่งขาย เพื่อไม่ให้เกิดความกระโตกกระตาก เมื่อไม่มีประชาชนต่อต้าน พระเจ้าชาร์ลก็ได้พระทัย จึงทรงออกประกาศขยายเขตป่าหลวงให้กว้างออกไปอีก และขายป่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่คราวนี้พระองค์สร้างความไม่พอใจให้ประชาชนอย่างกว้างขวาง นโยบายการขายป่าไม้ เพื่อนำเงินมาใช้เป็นส่วนพระองค์จนทำให้ไม้ในประเทศขาดแคลนเป็นปัจจัยหนึ่ง ซึ่งนำไปสู่ความแตกแยกในประเทศอย่างรุนแรงในแผ่นดินพระเจ้าชาร์ลที่ 1 ความแตกแยกนั้นวิวัฒน์ต่อไป เป็นสงครามกลางเมืองถึง 2 ครั้ง ระหว่างฝ่ายพระเจ้าชาร์ล และฝ่ายรัฐสภา ซึ่งต่อมาเป็นฝ่ายชนะและจับพระเจ้าชาร์ลที่ 1 ประหารชีวิตในฐานะเป็นกบฏต่อแผ่นดิน อังกฤษปกครองแบบสาธารณรัฐอยู่ 11 ปีก่อนที่จะกลับมามีกษัตริย์อีกครั้ง พร้อมกับมีนโยบายที่จะใช้ป่าไม้อย่างประหยัดและเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดสงครามกับฮอลแลนด์ และไฟไหม้ครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอน ป่าไม้ถูกใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดอังกฤษต้องซื้อไม้จากภายนอกรวมทั้งไม้ที่นำมาใช้ต่อเรือรบด้วย เมื่อป่าไม้ไม่สามารถผลิตเชื้อเพลิงได้เพียงพอ ต่อความต้องการ ชาวอังกฤษจำเป็นต้องหันไปใช้ถ่านหินมากขึ้น ทั้งในด้านพลังงานเพื่อการอุตสาหกรรม และเพื่อทำความร้อนภายในบ้านและในสำนักงาน ไม่นานหลังจากการใช้ถ่านหินเข้มข้นขึ้น ควันพิษ (smog) ก็เริ่มปรากฏ การขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องการเหล็กและพลังงานซึ่งได้จากถ่านไม้สำหรับการถลุงเหล็กมากขึ้น ชาวอังกฤษแก้ปัญหาด้วยการปลูกป่า แต่ก็แก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราวเพราะกิจการที่ต้องการใช้ไม้ปรากฏตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เริ่มด้วยการสร้างทางรถไฟซึ่งต้องใช้ไม้เพื่อทำทั้งรางและทั้งหมอนในตอนต้นๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้รางเหล็ก หลังจากนั้นก็มีการขุดคลองเพื่อการขนส่งทางน้ำจำนวนมาก คลองต้องใช้ไม้ทำพนังเพื่อป้องกันการพังทลาย ต่อมาเครื่องปั่นฝ้ายก็เริ่มปรากฏ เครื่องปั่นฝ้ายในยุคแรกๆ ใช้พลังน้ำซึ่งได้จากระหัดขนาดใหญ่ที่สร้างไว้ตรงริมสายน้ำ ระหัดต้องการไม้เนื้อแข็งโดยเฉพาะต้นโอ๊กขนาดใหญ่เพื่อใช้ทำล้อน้ำและส่วนประกอบอื่นๆ ความต้องการไม้ทำให้ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมการทำเหล็กต้องค้นคว้าหาทางออกเพราะขาดไม้ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ ทางแรกได้แก่การนำเหล็กเข้าจากต่างประเทศ แต่นั่นเป็นทางออกที่ไม่ยั่งยืน ความจำเป็นนำไปสู่การค้นคว้าหาทางใช้ถ่านหิน ซึ่งตามธรรมดาใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมทำเหล็กไม่ได้เพราะมีสิ่งเจือปนอยู่มาก เช่น กำมะถัน การค้นคว้านั้น ในที่สุดประสบผลสำเร็จเมื่อชาวอังกฤษค้นพบวิธี ทำให้ถ่านหินบริสุทธิ์ก่อนนำไปทำเชื้อเพลิง อังกฤษสามารถผลิตเหล็กได้จำนวนมาก พร้อมๆ กับการประดิษฐ์เครื่องจักรต่างๆ ซึ่งเป็นหัวหอกเบิกทางไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 หน้า 49 A Forest Journey : ป่ากับความเป็นมาของความรุ่งเรือง (จบ) คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3866 (3066) ภาคเกี่ยวกับโลกใหม่ครอบคลุมการใช้ป่าไม้ในเกาะมาเดียรา หมู่เกาะในทะเลแคริบเบียนและในสหรัฐอเมริกา ชาวโปรตุเกสเดินเรือไปพบเกาะมาเดียราซึ่งอยู่นอกชายฝั่งของทวีปยุโรปไปเพียงประมาณ 250 ก.ม. แต่คิดว่ามันเป็นโลกใหม่ เนื่องจากพวกเขาเห็นว่า มันปกคลุมด้วยป่าไม้จึงตั้งชื่อมันว่า "Isola de Madeira" ซึ่งแปลว่า "เกาะแห่งต้นไม้ขนาดใหญ่" และเริ่มออกไปตั้งหลักแหล่งที่นั่นเพื่อปลูกอ้อยและสร้างโรงงานน้ำตาลทราย ต้นไม้บนเกาะให้ทั้งวัตถุดิบ เพื่อการสร้างโรงงานและเชื้อเพลิง นอกจากนั้นยังมีการตั้งโรงเลื่อยเพื่อส่งไม้กระดานขนาดใหญ่ไปขายในโปรตุเกสและสเปน ไม้กระดานขนาดใหญ่ และต้นไม้ที่ใช้เป็นเสากระโดงเรือขนาดใหญ่ที่ส่งไปจากเกาะนี้ และที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ ของชาวโปรตุเกส และชาวสเปน เรือเหล่านั้นมีบทบาทสำคัญในการพบทวีปอเมริกา และการเดินเรือมาถึงย่านตะวันออกไกลในเวลาต่อมา ของชาวยุโรป เมื่อพวกเขาไปพบทวีปอเมริกาสิ่งที่ประทับใจพวกเขามากที่สุด ได้แก่ ต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งขึ้นอยู่ทั่วไปอย่างหนาแน่น พวกเขาพบต้นไม้พันธุ์ "บราซิล" จำนวนมากในอเมริกาใต้จึงเรียกที่ตรงนั้นว่า "บราซิล" ซึ่งกลายมาเป็นชื่อของประเทศในเวลาต่อมา ชาวยุโรปอพยพไปตั้งหลักแหล่งบนเกาะในทะเลแคริบเบียนเพื่อปลูกอ้อยเช่นเดียวกับที่ทำบนเกาะมาเดียรา และเพียงเวลาไม่นานป่าไม้บนเกาะก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบโดยเฉพาะบนเกาะบาร์เบโดส แผ่นดินซึ่งวิวัฒน์มาเป็นประเทศบราซิลไม่ถูกทำลายเช่นเดียวกับเกาะต่างๆ เพราะหลังจากได้เรียนรู้เรื่องผลกระทบร้ายแรงบนเกาะเหล่านั้น ผู้ว่าราชการออกคำสั่งว่าโรงงานทำน้ำตาลอ้อยจะต้องอยู่ห่างกันอย่างน้อย 1.5 ไมล์ หรือประมาณ 2.5 ก.ม. ผลกระทบร้ายแรงที่ผู้ว่าราชการเรียนรู้มีอยู่ด้วยกันหลายอย่าง เช่น ความชุ่มชื้นและความอุดมของดินลดลง น้ำซับหยุดไหล ปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลง แต่เมื่อฝนตกกระแสน้ำกลับไหลเชี่ยวขึ้น และดินพังทลายง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน แต่ในยุคนั้นยังไม่มีใครรู้ หลังจากใช้ไม้บนเกาะจนหมด เจ้าของโรงงานน้ำตาลเริ่มไปซื้อไม้จากทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งชาวอังกฤษอพยพไปตั้งหลักแหล่ง และตั้งชื่อว่า "อังกฤษใหม่" (New England) พื้นที่แถบนี้มีป่าไม้หนาแน่นเช่นเดียวกับส่วนอื่นของ "โลกใหม่" ที่ชาวยุโรปเดินทางไปพบในตอนต้น การส่งออกไม้เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาของ "อังกฤษใหม่" ซึ่งต่อมากลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษอย่างเป็นทางการ ชาวอาณานิคมส่งไม้ไปแลกกับเหล้ารัมและกากน้ำตาล หลังจากนั้นพวกเขาก็เอากากน้ำตาลไปทำเหล้าแล้วนำไปแลกเอาหนังสัตว์จากชาวอินเดียนแดง พวกเขานำหนังสัตว์ ไปขายในอังกฤษ ซึ่งได้ราคาสูงมาก แล้วนำเงินที่ได้ไปซื้อสินค้าเพื่อบรรทุกเรือไปขายในอเมริกาตอนขากลับ ส่วนเหล้ารัมพวกเขานำไปแลกเอาคนผิวดำจากพ่อค้าทาสหรือจากพ่อค้าในแอฟริกาโดยตรง แล้วนำทาสไปแลกกับน้ำตาล ในหมู่เกาะแคริบเบียน หลังจากนั้นก็นำน้ำตาลไปขายในยุโรป และซื้อของกลับไปขายในอเมริกา นั่นเป็นวัฏจักรหนึ่งซึ่งสร้างความมั่งคั่งให้แก่ชาวอาณานิคม นอกจากจะขายไม้ให้แก่เจ้าของโรงงานน้ำตาลในหมู่เกาะแคริบเบียนแล้ว ชาวนิวอิงแลนด์ยังขายให้ชาวเกาะมาเดียรา และชาวยุโรปอีกด้วย พวกเขาใช้ไม้ในการสร้างเรือเพื่อขายให้แก่ชาวต่างประเทศ และเพื่อออกไปหาปลา ซึ่งมีอยู่ชุกชุมมากตามชายฝั่งของทวีปอเมริกาเหนือ แน่ละชาวอังกฤษย่อมมองเห็นทรัพยากรอันสำคัญนี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นสนขาว (White Pine) ขนาดใหญ่ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ทำเสากระโดงเรือ มากกว่าไม้ชนิดอื่น เพราะขนาดความตรง ความยาว และความแข็งแกร่ง ตามปกติชาวอังกฤษต้องซื้อไม้ชนิดนี้จากแถบทะเลบอลติกซึ่งเสี่ยงต่อการถูกปิดกั้นในยามสงคราม ฉะนั้นทันทีที่พวกเขาไปพบสนขาวจำนวนมากในอเมริกา พวกเขาจึงพยายามสงวนไว้ให้อังกฤษใช้ทำเสากระโดงเรือ แต่มันสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวอาณานิคมเพราะพวกเขาต้องการนำไม้สนขาวไปขายให้ชาวยุโรปอื่นๆ ด้วยการขายไม้สนขาวให้ชาวฝรั่งเศสและชาวสเปน สร้างปัญหาขึ้นมาเป็นพิเศษเพราะฝรั่งเศสและสเปน เป็นคู่แข่งใหญ่ของอังกฤษในยุคนั้น เมื่ออังกฤษออกคำสั่งห้ามชาวอาณานิคมตัดต้นสนขาว ชาวอาณานิคมก็เริ่มฝ่าฝืนและหาทางทำลายต้นไม้ดังกล่าว การขัดแย้งรุนแรงเรื่องการใช้ป่าไม้เป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งกระตุ้นให้ชาวอาณานิคมเคลื่อนไหวจนนำไปสู่การแสวงหาเอกราช นอกจากจะเปลี่ยนไปซื้อไม้สนจากอเมริกาแล้ว ชาวอังกฤษยังเปลี่ยนการซื้อน้ำมันยางซึ่งใช้ในการยาเรือเพื่อกันรั่ว จากแถบทะเลบอลติกไปอเมริกาอีกด้วย การนำเข้าวัตถุดิบเช่นนั้นไม่ก่อให้เกิดปัญหา เพราะชาวอังกฤษผลิตสิ่งเหล่านั้นได้ไม่พอแก่ความต้องการอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อพ่อค้าชาวอังกฤษต้องการนำเข้าเหล็กจำนวนมากจากอเมริกาโดยหวังว่า จะประหยัดป่าไม้ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงถลุงเหล็กกลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากผู้ผลิตเหล็กในอังกฤษ นอกเหนือจากนั้นเจ้าของโรงงานผลิตสินค้าในอังกฤษยังต่อต้านการนำเข้าสินค้าจากอเมริกาอีกด้วย ร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ รัฐบาลอังกฤษคล้อยตามความเห็นของเจ้าของโรงงาน และออกนโยบายกีดกันสินค้าจากอเมริกา ทำให้ชาวอาณานิคมโกรธแค้นมาก มันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความเคลื่อนไหวไปสู่ความเป็นเอกราชของชาวอาณานิคม แม้จะถูกกีดกันแต่ชาวอาณานิคม ก็ยังสามารถเพิ่มการผลิตเหล็กได้ เพราะมีทั้งต้นไม้และแร่เหล็กเป็นจำนวนมาก ความสามารถในการผลิตเหล็กเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ชาวอาณานิคมผลิตอาวุธสู้กับกองทัพอังกฤษได้ เมื่อสงครามประกาศอิสรภาพระเบิดขึ้น สหรัฐอเมริกาได้เอกราชในช่วงที่กระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มขึ้น ชาวอเมริกันเข้าร่วมกระบวนการนั้น แบบเต็มลูกสูบตั้งแต่เริ่มต้น การอุตสาหกรรมต้องการเชื้อเพลิงจำนวนมาก การมีพื้นที่กว้างใหญ่ที่มีป่าไม้ปกคลุมอย่างหนาแน่น จึงเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งช่วยให้สหรัฐอเมริกา พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ผู้เขียนนำบทบาทของไม้ในกิจการต่างๆ มาเล่าไว้ในตอนท้ายของหนังสืออย่างละเอียด จาการสร้างบ้าน ร้านค้า สำนักงาน โรงงาน ระบบการขนส่งทุกอย่าง เครื่องมือเครื่องใช้ไปจนถึงการทำเชื้อเพลิง หลังจากเป็นเอกราชได้ประมาณ 100 ปี สหรัฐอเมริกา พัฒนาสำเร็จจนเป็นประเทศมหาอำนาจ ผู้เขียนจบเนื้อหาหลักของหนังสือในตอนนั้น ด้วยคำเตือนของผู้ที่มีความรอบรู้เรื่องป่าไม้ ให้ชาวอเมริกันตระหนักถึงประวัติศาสตร์ว่า การทำลายป่าไม้นำไปสู่ความล่มสลายของอารยธรรมในยุโรปและเอเชีย หลังจากนั้นผู้เขียนกล่าวถึงวิวัฒนาการในช่วงเวลาต่อมาอย่างคร่าวๆ ในบทส่งท้ายซึ่งส่วนใหญ่เป็นความขัดแย้ง ระหว่างฝ่ายที่ต้องการตัดต้นไม้ ในนามของการพัฒนาเศรษฐกิจ กับฝ่ายที่ต้องการปกป้องป่าไม้ เพื่อคงไว้ซึ่งความสมดุลของระบบนิเวศ พร้อมทั้งกล่าวถึงความสำคัญ ของการบริหารจัดการป่าในประเทศบราซิลเล็กน้อยด้วย ข้อสังเกต - เนื่องจากเนื้อหาหลักของหนังสือจบลงก่อนสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 จึงไม่มีการกล่าวถึงป่าที่ต่อมาได้รับการปกป้องไว้ ในรูปของป่าสงวนต่างๆ รวมทั้งในสหรัฐอเมริกาด้วย สหรัฐอเมริกาก่อตั้งระบบสวนสาธารณะแห่งชาติขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1916 ระบบนี้รวมป่าสงวนขนาดใหญ่หลายแห่งไว้ด้วย แม้ชื่อรองของหนังสือ The Story of Wood and Civilization จะบ่งบอกว่าเนื้อหาครอบคลุมเรื่องราวของไม้กับอารยธรรม แต่ความจริงมันครอบคลุมเฉพาะบางส่วนเท่านั้น อารยธรรมใหญ่ๆ เช่น ในเมืองจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ไม่ได้ถูกนำมารวมด้วย เรื่องราวของป่าไม้กับอารยธรรมญี่ปุ่นได้รับการกล่าวถึงค่อนข้างละเอียดในหนังสือของ Jared Diamond ชื่อ Collapse : How Societies Choose to Fail or Succeed ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 19-29 มิถุนายน 2549 ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงยิ่ง พร้อมกับได้รักษาป่าไม้ไว้กว่า 70% ของพื้นที่ประเทศ เรื่องราวของญี่ปุ่นจึงน่าสนใจ และน่าจะให้บทเรียนสำคัญแก่ชาวโลก หน้า 49
|