หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประชาธิปไตยพหุอำนาจ

ประเวศ วะสี  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2550

ไปให้พ้นระบบการเมืองแบบกินรวบ

ในการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่คราวนี้ คนไทยควรจะมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และต้องไปให้พ้นระบบการเมืองอันเลวร้าย ที่ทำให้บ้านเมืองติดขัด บอบช้ำ ขัดแย้ง และรุนแรงมากขึ้นๆ จนอาจถึงขั้นนองเลือด และเกิดมิคสัญญีระบบการเมืองอันเลวร้าย เกิดจากความเชื่อ และการปฏิบัติผิดๆ ที่ทางพระเรียกว่า “สีลัพพต-ปรามาส” สีลัพพตปรามาสนำไปสู่วิกฤติและความรุนแรง ความเชื่อและปฏิบัติที่ผิดๆ นั้นคือ

(1) ความเชื่อว่าประชาธิปไตยมีแต่การเลือกตั้งเท่านั้น

(2) เชื่อว่าประชาธิปไตยมีแต่ประชาธิปไตยระดับชาติเท่านั้น ไม่มีประชาธิปไตยชุมชนท้องถิ่น (Local Democracy)

(3) ลดทอนการเมืองเหลือเพียง “ทำอย่างไรก็ได้ให้ชนะเลือกตั้งแล้วกินรวบ” คือเอาอำนาจไปหมดเลย แบบที่เขาเรียกว่า Winner takes all ระบบที่ว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ชนะเลือกตั้งแล้วเอาอำนาจไปหมดเลย มันง่ายเกินไปและยั่วยวนให้คนทำชั่ว ที่ว่าง่ายเกินคือ ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามีความดี หรือความสามารถอะไร เพียงแต่มีเงินมากๆ แล้วไปทำทุกรูปแบบให้ชนะเลือกตั้งแล้วกินรวบ เมื่อกินรวบก็ไม่ต้องใช้ความดีความสามารถอะไร แต่ใช้อำนาจครอบงำระบบทั้งหมด แล้วทำชั่วได้ตามอำเภอใจ จึงเกิดความเน่าหนอนชอนไชเต็มบ้านเต็มเมือง

ที่ว่ากินรวบหรือเอาอำนาจไปหมดเลยเพราะระบบอำนาจรัฐหรือระบบราชการเป็นอำนาจรวมศูนย์ครอบงำไปทั้งประเทศ การเลือกตั้งจึงเป็นเพียงพิธีกรรม 2-3 นาที ผู้ชนะเลือกตั้งเอาอำนาจรัฐไปหมดเลย แต่เมื่ออำนาจรัฐเป็นอำนาจเผด็จการ ประชาธิปไตยก็เลยเป็นประชาธิปไตยทางดิ่ง หรือประชาธิปไตยเผด็จการ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง และเนื่องจากมีการทุ่มทุนเข้ามายึดอำนาจการเมือง บางคนจึงเรียกว่าเป็น “ธนาธิปไตย” หรือธนกิจการเมือง

เมื่อระบบการเมืองมันง่ายๆ เพียงแต่ให้ชนะเลือกตั้ง จึงเกิดมี “นักเลือกตั้ง” ซึ่งบางคนเรียกว่า “แก๊งเลือกตั้ง” ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่นักการเมือง เพราะนักการเมืองคือผู้ที่ตั้งใจจะทะนุบำรุงประเทศ แต่นักเลือกตั้งต้องการชนะเลือกตั้ง แล้วเสวยอำนาจ ที่จริงก็มีนักเลือกตั้งอยู่ประมาณ 2-3 พันคนเท่านั้น

ในการที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ คนไทยทั้งประเทศควรจะมีส่วนร่วมคิดร่วมทำ ขอให้ส่งเสริมการระดมความคิด และรับฟังความคิดเห็นกันทั้งประเทศ ถือเป็นการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยไปในตัว ประเด็นต่างๆ มีมากมาย ซึ่งคงจะต้องรวมถึงการหาทางตัดความเกี่ยวโยงระหว่างธนกิจกับการเมืองให้ได้ และป้องกันปราบปรามคอร์รัปชันให้ได้อย่างจริงจัง โดยมีระบบและกระบวนการตรวจสอบที่เป็นอิสระ มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และมีบทลงโทษที่รุนแรง ในที่นี้จะกล่าวถึงประเด็นเดียวคือ ระบบการเมืองที่เลิกการกินรวบ

ประชาธิปไตยพหุอำนาจ (เลิกการกินรวบ)

ระบบใดๆ ก็ตามถ้ามีเส้นทางเดี่ยว (single pathway) ถ้าเส้นทางนั้นตีบตันระบบนั้นจะตาย ระบบร่างกายของเรา ซึ่งเป็นระบบที่ดีที่สุด ไม่ว่าตับปอดหัวใจ หรืออวัยวะใดๆ จะไม่ใช้เส้นทางเดี่ยวเป็นอันขาด เพราะจะตายได้ง่าย แต่จะใช้หลายเส้นทางเป็นพหุบท (multiple pathways) เสมอ ถ้าเส้นทางหนึ่งอุดตันก็ยังมีเส้นทางอื่นมาช่วยให้ระบบอยู่ได้

ระบบการเมืองของเราเป็นเส้นทางสายเดี่ยว คือ การเลือกตั้งแล้วก็กินรวบหมดดังกล่าวแล้วเมื่อเส้นทางนั้นอุดตัน คือมีการใช้เงินกันมาก ก็อักเสบกันไปทั้งระบบในเมื่อการเลือกตั้งก็ต้องมี ไม่มีไม่ได้ และก็ยังไม่สามารถขจัดอิทธิพลของเงินออกไปได้ การเมืองเรื่องเลือกตั้งจึงเป็นการเมืองที่ไม่บริสุทธิ์และขาดคุณภาพ

ถ้าประชาธิปไตยจะมีแต่การเลือกตั้งอย่างเดียว เราก็จะวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ จึงควรที่จะคิดถึงประชาธิปไตยพหุอำนาจ คือมีการแตกตัวของอำนาจไปหลายอย่างและหลายระดับ จริงๆ แล้วประชาธิปไตยควรเป็นประชาธิปไตยพหุอำนาจ ไม่ใช่อำนาจเดี่ยวประชาธิปไตยพหุอำนาจหรือเลิกการกินรวบ อาจนึกถึงประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.คณะกรรมการอิสระเพื่อการสรรหาแห่งชาติ

เพื่อให้การสรรหาบุคคลไปดำรงตำแหน่งที่สำคัญต่างๆ เช่น กรรมการในองค์กรอิสระ ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี ปลัดกระทรวง เป็นไปอย่างมีคุณภาพ ควรมีคณะกรรมการอิสระเพื่อการสรรหาแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่น่าเชื่อถือ โดยได้มาจากการเสนอชื่อขององค์กรที่เป็นอิสระ เช่น ศาล มหาวิทยาลัย องค์กรวิชาชีพสื่อ ให้มีจำนวนสองเท่าของจำนวนที่ต้องการ แล้วให้วุฒิสภาหรือรัฐสภาออกเสียงลงคะแนนเลือก

2.คณะกรรมการอิสระเพื่อการประเมินแห่งชาติ

องค์กรของรัฐทุกชนิดควรได้รับการประเมินที่เชื่อถือได้ ถ้าองค์กรที่ประเมินอยู่ภายใต้ฝ่ายบริหาร ก็จะประเมินได้ไม่จริงจัง หรืออาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งผู้ที่รัฐบาลคิดว่าเป็นศัตรู คณะกรรมการอิสระเพื่อการประเมินแห่งชาติ มีที่มาทำนองเดียวกับ คณะกรรมการอิสระเพื่อการสรรหาแห่งชาติ หากองค์กรของรัฐทุกชนิด ได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระที่เชื่อถือได้ บ้านเมืองจะดีขึ้นเยอะ

อนึ่ง พรรคการเมืองเกือบทั้งหมดขาดความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค เพราะมีนายทุนเป็นเจ้าของพรรค ถ้ารัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีประชาธิปไตยภายในพรรค พรรคการเมืองก็ต้องได้รับการตรวจสอบด้วย ทั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และโดยคณะกรรมการอิสระเพื่อการประเมินแห่งชาติ พรรคใดไม่มีระบบประชาธิปไตยในพรรคควรถูกยุบ

3.ความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างระบบราชการกับระบบการเมือง

ในปัจจุบันที่อำนาจทางการเมือง ครอบงำระบบราชการโดยสิ้นเชิง ทำให้ระบบราชการหมดศักดิ์ศรีและหมดศักยภาพลง ควรจะจัดความสัมพันธ์ระหว่างระบบราชการและระบบการเมืองใหม่ เช่น

(1) ในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดีและปลัดกระทรวงให้มีการสรรหา โดยคณะกรรมการอิสระเพื่อการสรรหาแห่งชาติดังกล่าวข้างต้น

(2) ให้มีวาระในการดำรงตำแหน่งที่แน่นอน เช่น ๔-๕ ปี จะได้ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกรัฐมนตรีปลดหรือย้ายเป็นรายวัน

(3) มีการแบ่งเส้นความสัมพันธ์ให้ชัดเจนว่ารัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดนโยบาย ข้าราชการเป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบาย รัฐมนตรีต้องไม่มาล้วงลูกในการปฏิบัติ

(4) ฝ่ายการเมืองสามารถปลดย้ายปลัดกระทรวงได้ถ้าไม่สามารถปฏิบัติสนองนโยบายได้ แต่ทั้งนี้ต้องผ่านการประเมิน โดยคณะกรรมการอิสระเพื่อการประเมินแห่งชาติที่กล่าวถึงในข้อ 2 ระบบราชการที่มีอิสระและมีความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ จะคานการใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมของนักการเมืองไปได้มาก การทุจริตคอร์รัปชันก็จะทำได้ยากขึ้น

หมายเหตุ ในสหรัฐอเมริกาการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ เช่น รัฐมนตรี ผู้พิพากษาศาลสูง อัครราชทูต ต้องผ่านการตรวจตราทางสาธารณะอย่างถี่ถ้วนและได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ของเราที่ผ่านมามีการตั้งรัฐมนตรี “ยี้” เยอะ ทำลายขวัญและกำลังใจคนทั้งประเทศ การแต่งตั้งรัฐมนตรีของเราในระบบการเมืองใหม่ จะลองบัญญัติให้ต้องได้รับการตรวจสอบทางสาธารณะดูบ้างก็น่าจะดี

องค์การสื่อสารสาธารณะที่เป็นอิสระ

ในสมัยปัจจุบันการสื่อสารเป็นอำนาจที่สำคัญยิ่ง ถ้ามีการสื่อสารที่ทำให้ประชาชนรู้ความจริงอย่างทั่วถึง และประชาชนสื่อสารถึงกันได้ จะเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างก้าวกระโดด และบ้านเมืองจะมีพลังในการแก้ปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้ ทุกวันนี้พื้นที่ในการสื่อสารปิดสำหรับประชาชน เพราะถูกอำนาจรัฐ และอำนาจเงินครอบงำเกือบจะโดยสิ้นเชิง

ควรมีองค์การสื่อสารสาธารณะที่เป็นอิสระ อิสระจากอำนาจรัฐและไม่ต้องพึ่งพาการโฆษณา โดยมีงบประมาณที่ได้มาอย่างแน่นอนและมั่นคง เช่นจากกองทุน หรือภาษีจากธุรกรรมบางอย่าง อยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการที่ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการอิสระเพื่อการสรรหาแห่งชาติตามข้อ1

องค์การนี้มีสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของตัวเองที่กระจายเสียงและแพร่ภาพ ๒๔ ชั่วโมง โดยเป็นข่าว ความรู้ สาระบันเทิง และการนำเรื่องดีๆ มาเผยแพร่ ทั้งนี้ด้วยความเป็นกลางทางการเมือง อีกทั้งมีเครือข่ายวิทยุชุมชน ที่ครอบคลุมหมดทุกตารางนิ้วของประเทศ ที่ประชาชนจะสามารถสื่อสารถึงกันและต่อสาธารณะ การมีการสื่อสารสาธารณะที่ดีจึงเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยที่จะทำให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ประชาธิปไตยชุมชน ( Community Democracy)

ไม่มีประชาธิปไตยที่ไหนเป็นไปได้โดยปราศจากประชาธิปไตยของชุมชนท้องถิ่น ตลอดเวลากว่า 70 ปี ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เราสนใจแต่ประชาธิปไตยระดับชาติแล้วก็ล้มลุกคลุกคลานเรื่อยมา เพราะเราไม่คิด “สร้างพระเจดีย์จากยอด” ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างจากยอดได้สำเร็จโดยไม่พังลงมาเสียก่อน พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐานฉันใด ประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน ฐานของประชาธิปไตยคือประชาธิปไตยชุมชนท้องถิ่น ถ้าประชาธิปไตยชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งและมีคุณภาพจะแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศไปได้เกือบหมด และทำให้ประชาธิปไตยระดับชาติมีคุณภาพ

ในการออกแบบระบบการเมืองใหม่คราวนี้ ต้องทำความเข้าใจและบัญญัติประชาธิปไตยชุมชนท้องถิ่นให้ได้ ประชาธิปไตยระบบชุมชนเป็นประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์และมีคุณภาพที่สุด สมาชิกของชุมชนมีความเสมอภาค และมีส่วนร่วมโดยตรง ผู้นำชุมชนไม่ได้อาศัยการเลือกตั้ง แต่เป็นผู้นำตามธรรมชาต ที่ผุดบังเกิดขึ้นจากกระบวนการทำงานร่วมกัน ถ้าไม่ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกัน แล้วไปเลือกตั้ง หรือแต่งตั้ง ก็มักจะไม่ได้ผู้นำที่แท้ อาจจะได้ตัวปลอม

ผู้นำชุมชนเป็นผู้นำที่แท้มากกว่าผู้นำที่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง เพราะในการทำการใกล้ชิดกัน จะปรากฏแก่คนทั้งหมดว่า (1) ใครเห็นแก่ส่วนรวม (2) ใครซื่อสัตย์สุจริต (3) ใครที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด (4) ใครที่ติดต่อสื่อสารและจัดการเก่ง (5) ใครที่เป็นที่ยอมรับของคนของคนทั้งหมด

ผู้นำชุมชนคือคนที่มีคุณสมบัติทั้ง 5 ประการข้างต้น จึงมีคุณภาพสูงและทำงานได้คล่องตัวและราบรื่น เพราะเป็นที่ยอมรับของคนทั้งหมด เป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์ ไม่แตกแยกเหมือนการเมืองเรื่องเลือกตั้ง การเมืองเลือกตั้งไปที่ไหนมีการใช้เงินและทำให้แตกแยก ฉะนั้นในชุมชนจึงไม่ควรให้การเลือกตั้งลงไปทำให้คนแตกแยก ชุมชนมีขนาดเล็กสมาชิกสามารถมีส่วนร่วมได้โดยตรง เป็นประชาธิปไตยโดยตรง ไม่ใช่ประชาธิปไตยตัวแทนซึ่งมีคุณภาพด้อยกว่า

ชุมชนเข้มแข็งเกิดจากการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ร่วมทำวิจัยเรื่องของชุมชนเอง ร่วมทำแผนแม่บทชุมชน และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผนแม่บทชุมชนทำเอง เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งเศรษฐกิจ-จิตใจ-ครอบครัว-สังคม-วัฒนธรรม-สุขภาพ พร้อมกันไปไม่มีทางที่จะรักษาแผ่นดินไว้ได้ถ ้าปราศจากความเข้มแข็งของชุมชน

ระบบเศรษฐกิจชุมชนรวมกันเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด

กองทุนสัจจะสะสมทรัพย์ของชุมชนรวมกันจะเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดและมีการจัดการดี เครือข่ายวิทยุชุมชน ที่เชื่อมโยงชุมชนทั้งหมด จะเป็นพลังประชาธิปไตยที่ใหญ่และดีที่สุด มหาวิทยาลัยชีวิตที่เชื่อมโยงการศึกษา กับชีวิตจริงของชุมชน จะปฏิรูปการเรียนรู้ของมนุษยชาติที่เอาชีวิต และวิถีชีวิตร่วมกันเป็นตัวตั้ง เด็กๆ และคนทุกอายุจะไม่ขาดแคลนการศึกษาอีกต่อไป และเป็นการศึกษาที่ดีกว่าในปัจจุบัน ความยุติธรรมชุมชนจะเข้ามาเป็นฐานของระบบความยุติธรรม

ควรมีสภาผู้นำชุมชน ระดับตำบล ระดับจังหวัด และระดับชาติ ทั้งหมดไม่อาศัยการเลือกตั้ง แต่เป็นเวทีติดตามการพัฒนา และเสนอแนะนโยบาย รวมทั้งเสนอการออกกฎหมายเพื่อชุมชนซึ่งต้องทำให้เสนอได้สะดวก และรัฐสภาต้องพิจารณารัฐธรรมนูญใหม่ ต้องบัญญัติประชาธิปไตยชุมชน โดยเข้าใจเรื่องชุมชนจริงๆ ผู้นำชุมชนทั่งประเทศควรเคลื่อนไหวเรียกร้องและยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยชุมชน

ประชาธิปไตยท้องถิ่น (Local Democracy)

ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประกอบไปด้วย อบต. เทศบาล และ อบจ. รวมทั้งประเทศประมาณ 8,000 องค์กร แม้มีข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการทำงานของ อปท.ในระยะแรก ความที่ อปท.ใกล้ชิดกับประชาชนงานขององค์กรเหล่านี้ กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต่างจากราชการและการเมืองส่วนกลาง

มีปัญหาเกี่ยวกับ อปท. 2 เรื่อง ใหญ่ๆ คือ หนึ่ง รัฐยังครอบงำ อปท.ทำให้ขาดอิสรภาพในการตัดสินใจและการทำงานไม่คล่องตัว สอง อปท. มีขนาดเล็กเกินทำให้ขาดพลังทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่คราวนี้ ต้องให้ความสนใจประชาธิปไตยท้องถิ่นอย่างจริงจัง และควรแก้ไขปัญหา 2 ประการดังกล่าวข้างต้น โดย

หนึ่ง กระจายอำนาจให้องค์กรท้องถิ่นสามารถตัดสินใจและดำเนินการเองให้มากที่สุดและ

สอง ให้จังหวัดใกล้เคียงที่มีวัฒนธรรมเหมือนกันรวมตัวเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยจะเรียกว่าเป็นเทศาภิบาลหรือมณฑลหรือชื่ออื่นใดที่เหมาะสมกว่าก็สุดแล้วแต่ คำว่า เทศบาล หมายถึงดูแลพื้นที่ เทศาภิบาล หมายถึงการดูแลพื้นที่ที่ใหญ่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนอาจรวมกันเรียกว่าเทศาภิบาลหรือมณฑลล้านนา มีกลุ่มอีสานบน อีสานใต้ อีสานกลาง กลุ่มปัตตานี ยะลา นราธิวาส...กลุ่มศรีวิชัย กลุ่มทวาราวดี เป็นต้น

ประมาณ 14-15 กลุ่ม พยายามเข้าหาวัฒนธรรมหรืออารยธรรมดั้งเดิม เพราะวัฒนธรรมท้องถิ่น มีพลังในการรวมจิตใจผู้คนเข้าด้วยกันให้เทศาภิบาล หรือมณฑลมีระบบบริหารจัดการท้องถิ่นในเรื่องต่างๆ ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและความต้องการของตนเองทั้งในเรื่องสังคม เศรษฐกิจ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ซึ่งหมายรวมถึงระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับท้องถิ่น รวมทั้งมีการสื่อสารคือ โทรทัศน์และวิทยุของตนเองด้วย

ในการมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ไม่ควรไปรื้อโครงสร้างของ อปท.เดิม แต่ให้ตัวแทนของ อปท.ทั้งหมดในเทศาภิบาลหรือมณฑลรวมตัวกันเป็นสภาท้องถิ่นขนาดใหญ่ และให้สภาท้องถิ่นนี้สรรหาสมุหเทศาภิบาล หรือผู้ว่าการมณฑล หรือในชื่ออื่นใดของประธานบริหารองค์กรท้องถิ่นขนาดใหญ่นี้

การมีประชาธิปไตยท้องถิ่นขนาดใหญ่นี้จะช่วยให้บ้านเมือง มีพลังในการแก้ไขปัญหา ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น ลดภาระของรัฐซึ่งขณะนี้ทำไม่ไหว ลดความขัดแย้งระหว่างราชการที่รวมศูนย์กับท้องถิ่น ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้น่าจะยุติลง ใครอยากแยกประเทศ ในเมื่อได้ทั้งการพัฒนาที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม และประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจ และการป้องกันศัตรูจากการอยู่ร่วมกัน ในพระราชอาณาจักรเดียวกันขนาดใหญ่

ความเป็นประชาสังคมจะทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดีและศีลธรรมดี

ในสังคมใดที่มีความสัมพันธ์ทางดิ่งคือระหว่างผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดีและศีลธรรมจะไม่ดี และจะไม่มีวันดีตราบที่โครงสร้างของสังคมยังเป็นแนวดิ่ง ไม่ว่าจะรณรงค์เรื่องดีๆ เท่าไรๆ ก็ตาม สังคมไทยมีโครงสร้างแนวดิ่งมาแต่โบราณ ฉะนั้นจึงพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง และศีลธรรม ได้ยากมาก

ความเป็นประชาสังคม หมายถึง ผู้คนมีความเสมอภาค มีศักดิ์ศรี มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในรูปต่างๆ และในเรื่องต่างๆ เต็มประเทศ สัมพันธภาพแบบนี้เป็นแนวราบเกิดพลังทางสังคม พลังของการเรียนรู้ และพลังของการจัดการสูงมาก ทำให้มีความสุขและความสำเร็จ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ควรทำความเข้าใจเรื่องประชาสังคมให้ดี และมีข้อบัญญัติที่ส่งเสริมให้เกิดความเป็นประชาสังคมขึ้นโดยรวดเร็ว

การเมืองภาคประชาชน (Popular Democracy)

ในรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2540 บัญญัติว่ารัฐต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางนโยบาย ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และมีบทบาทในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ นั่นคือการเมืองภาคประชาชน แต่รัฐบาลที่แล้วไม่ได้ทำ หรือทำตรงข้าม เมื่อรัฐบาลทำไม่ถูกต้อง ก็เกือบไม่มีองค์กรใดของรัฐ ที่สามารถทัดทานได้เลย มีแต่ขบวนการภาคประชาชนเท่านั้นที่พอจะทำงานได้ผลอยู่บ้าง ประชาธิปไตยใดๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้โดยปราศจากการเมืองของพลเมือง หรือการเมืองภาคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญใหม่ ควรบัญญัติความชอบธรรมของการเมืองภาคประชาชน และกลไกในการสนับสนุน

กองทุนส่งเสริมประชาสังคมและการเมืองภาคประชาชน

การสร้างระบบประชาธิปไตยพหุอำนาจที่กล่าวถึงทั้ง 8 ข้อข้างต้นนั้นไม่สามารถเกิดและได้ผลดีอย่างทันทีทันใด เพราะต้องการความเข้าใจ การเคลื่อนไหวส่งเสริมและการจัดการ ที่จริงรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ก็มีเรื่องดีๆ เยอะ แต่ขาดการพัฒนาการเมืองอย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร คราวนี้ควรสร้างกลไกที่จะพัฒนาการเมืองได้อย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนการขับเคลื่อน “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” คือการทำงานทางวิชาการ การเคลื่อนไหวทางสังคม และการสนับสนุนโดยอำนาจรัฐ ควรมีการตั้งกองทุนส่งเสริมประชาสังคมและการเมืองภาคประชาชนโดยเป็นองค์กรอิสระ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างมั่นคง

ขอย้ำว่านี้ไม่ใช่ทั้งหมดของการปฏิรูปการเมือง ไม่ได้กล่าวถึงการแก้ไขปรับปรุงการเมืองระดับชาติตามปรกติ ซึ่งคงจะมีผู้อื่นช่วยกันคิดมากอยู่แล้ว ที่เขียนเรื่องนี้เพราะไม่อยากเห็นเรากลับไปสู่ระบบการเมืองแบบมัดตราสังประเทศไทย ให้เสือสิงห์กระทิงแรดอีแร้งลงกิน ต้องเปิดพื้นที่ทางการเมือง พื้นที่ทางสังคม พื้นที่ทางปัญญา และพื้นที่ทางความดีอย่างกว้างขวาง ให้เป็นประชาธิปไตยพหุอำนาจ จึงจะเกิดความสงบสุขในบ้านเมืองได้ และช่วยให้การเมืองระดับชาติดีขึ้นด้วย

ขอฝากเพื่อนคนไทยไว้ช่วยกันพิจารณาดู