|
||||||||||||||
|
เมื่ออากาศเป็นฆาตกร
บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2550 วารสาร Science ประจำสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พิมพ์ผลงานของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ซึ่ง ศึกษาบทบาทของภูมิอากาศ และการสิ้นอำนาจของราชวงศ์ถัง อันเป็นยุคทองของอาณาจักรจีนโบราณ ราชวงศ์ถังเรืองอำนาจอยู่เกือบสามร้อยปีเริ่มจาก พ.ศ.1161 หนังสือประวัติศาสตร์มักอ้างว่า สาเหตุของความเสื่อมของราชวงศ์ถัง ได้แก่ ความฉ้อฉล และความไร้ประสิทธิภาพ ของจักรพรรดิบางองค์ ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้ง และการแข็งข้อของข้าราชการและหัวเมือง แต่มักไม่กล่าวถึงเรื่องภูมิอากาศ ทั้งนี้ คงเพราะในอดีตนักวิทยาศาสตร์ยังขาดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับศึกษาบทบาทของมัน ตอนนี้เทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น และภาวะโลกร้อนเป็นประเด็นเร่งเร้า เพราะมันอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ นักวิทยาศาสตร์จึงหันมาศึกษาบทบาทของภูมิอากาศกันอย่างกว้างขวาง นักวิทยาศาสตร์กลุ่มดังกล่าวได้ศึกษาตม ซึ่งทับถมกันมาเป็นเวลา 16,000 ปี ที่ก้นทะเลสาบทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ตมนั้นบ่งว่าหลังจากราชวงศ์ถังขึ้นครองราชย์ได้ไม่ถึงร้อยปี ภูมิอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ยังผลให้ฝนตกน้อยลงจนเกิดความแห้งแล้งบ่อยๆ ติดต่อกันในช่วงเวลานานเกือบ 200 ปี นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนั้นไม่ได้ฟันธงลงไปว่า ความแห้งแล้งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราชวงศ์ถังเสื่อม ทั้งนี้ คงเพราะพวกเขาเพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องบทบาทของภูมิอากาศ และข้อมูลเกี่ยวกับตมก้นทะเลสาบนั้นเป็นข้อมูลชุดแรก อย่างไรก็ตาม พวกเขาตั้งข้อสังเกตอันน่าสนใจไว้ว่า ความเสื่อมของราชวงศ์ถังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับความเสื่อมของ อาณาจักรมายา ในอเมริกากลาง พร้อมกับอ้างถึงข้อมูลที่มาจากการศึกษาตมในอ่าวนอกชายฝั่งทะเล ของเวเนซุเอลา ซึ่งบ่งว่าภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลง จนเกิดความแห้งแล้งเป็นเวลานานเช่นกัน ความล่มสลายของอาณาจักรมายา ได้รับการศึกษาจากหลายแง่มุม บทบาทของภูมิอากาศเป็นด้านล่าสุด และมีข้อมูลจำนวนมากในหนังสือ 2 เล่ม คือ Collapse: How Societies Choose to Fail or Succeed ของ Jared Diamond ซึ่งขายดีติดลำดับต้นๆ ในสหรัฐ ตั้งแต่พิมพ์ออกมาเมื่อปี 2548 และเรื่อง The Winds of Change : Climate, Weather, and the Destruction of Civilizations ของ Eugene Linden ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2549 เล่มหลังนี้มีรายละเอียด เกี่ยวกับวิธีการศึกษาตมก้นทะเล ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเมืองจีนอ้างถึงด้วย ชาวมายามีความก้าวหน้าหลายด้าน ตั้งแต่ก่อนเกิดคริสต์ศาสนา รวมทั้งด้านภาษา ดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ พวกเขาสามารถสร้างพีระมิดได้เช่นเดียวกับชาวอียิปต์ หลังจากรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 1,200 ปี อาณาจักรมายา ล่มสลายไปก่อนที่ชาวยุโรปจะเดินทางไปพบทวีปอเมริกา สาเหตุของความล่มสลาย ได้รับคำอธิบายจากหลายแง่มุม รวมทั้งการต่อสู้กันของชนต่างชั้น การมีประชากรมากเกินไป โรคร้าย การตัดไม้ทำลายป่า และการบริหารจัดการเศรษฐกิจผิดพลาด ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถชี้ได้ว่า ความแห้งแล้งร้ายแรงครั้งละหลายๆ ปีติดต่อกันในช่วงเวลานานราว 200 ปี เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความล่มสลายของอำนาจรัฐ เพราะประชาชนหมดความศรัทธาในชนชั้นผู้นำ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะผู้นำทำตัวเป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษจนติดต่อขอฝนจากพระเจ้าได้ ประชาชนจึงศรัทธา ถึงขนาดถูกฆ่าบูชายัญเป็นครั้งคราวก็ยอม แต่เมื่อผู้นำหมดความสามารถ ที่จะขอฝนเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน ประชาชนก็หมดศรัทธายังผลให้เกิดการเข่นฆ่าพวกผู้นำ และสงครามระหว่างกลุ่มต่างๆ จนนำไปสู่ความล่มสลายในที่สุด มายามิใช่อาณาจักรแรกที่ภูมิอากาศมีบทบาทในการทำให้ล่มสลาย ย้อนไปราว 4 พันปีในลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส หรือย่านอิรักในปัจจุบัน ชาวอัคคัดก้าวหน้า มีภาษาเขียน และสามารถขยายดินแดนของตน จนก่อตั้งอาณาจักรขึ้นได้เป็นแห่งแรกในโลก ต่อมาอาณาจักรอัคคัดล่มสลาย เมื่อชาวอัคคัดต้องละทิ้งผืนแผ่นดินของตน เพราะความแห้งแล้งร้ายแรงทำให้ปลูกพืชไม่ได้ และลมร้อนหอบเอาผิวดินไปหมด การศึกษาภาคสนามอันยาวนานของนักโบราณคดี ซึ่งใช้การวิเคราะห์ซากของเมืองอันเป็นศูนย์กลางของชาวอัคคัดสรุปว่า ความแห้งแล้งรุนแรงติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี ถึงขนาดไส้เดือนยังอยู่ไม่ได้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการล่มสลายนั้น ผลการศึกษานี้ต่อมาได้รับการยืนยันจากการศึกษาตมในอ่าวโอมาน ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอาณาจักรอัคคัด ฝุ่นละอองอันเกิดจากความแห้งแล้งของอาณาจักรอัคคัดถูกลมพัดพาไปตกที่นั่น และนักวิทยาศาสตร์ สามารถพิสูจน์ได้อย่างถ่องแท้ว่า ฝุ่นละอองนั้นมาจากไหน และเมื่อไร จึงทำให้การยืนยันมีน้ำหนักมากขึ้น นอกจากสองอาณาจักรนั้นแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังแน่ใจว่าความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทำให้สังคมของ ชาวนอร์สบนเกาะกรีนแลนด์ ล่มสลายด้วย แต่ความล่มสลายของชาวนอร์สไม่ได้เกิดจากความแห้งแล้ง หากเกิดจากความหนาวจัดในช่วงที่เรียกว่า "ยุคน้ำแข็งน้อย" (Little Ice Age) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อราว 650 ปีที่ผ่านมา ในช่วงนั้นอากาศเย็นลงมากจนทะเลเต็มไปด้วยน้ำแข็งเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน ชาวนอร์สทำเกษตรกรรมและติดต่อค้าขายกับโลกภายนอกไม่ได้จึงอดตายในที่สุด ในการศึกษาบทบาทของภูมิอากาศ และความล่มสลายของชาวนอร์ส นักวิทยาศาสตร์ใช้การเจาะผืนน้ำแข็งหนากว่า 3 กิโลเมตรบนเกาะกรีนแลนด์ ผืนน้ำแข็งนั้นเกิดจากการทับถมกันของหิมะเป็นเวลานับแสนปี นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้เทคโนโลยียุคใหม่อ่านวิวัฒนาการของดินฟ้าอากาศในอดีตได้อย่างแม่นยำ จากลักษณะของน้ำแข็งและสิ่งเจือปน ที่เล่ามานี้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศสามารถทำลายล้างสังคมได้ ตอนนี้ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาใหญ่ที่จะมีผลกระทบร้ายแรงยิ่ง เช่น น้ำทะเลจะสูงขึ้นจนท่วมพื้นที่ต่ำ ซึ่งอยู่ตามชายฝั่ง พายุจะเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น ฝนจะตกหนักขึ้นจนน้ำท่วมใหญ่ในบางแห่งในขณะที่ความแห้งแล้งจะเกิดขึ้นในส่วนอื่น และโรคร้ายจะระบาดมากขึ้น ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบหลายอย่าง รวมทั้งการสูญเสียพื้นที่ตามชายฝั่งทะเลด้วย ฉะนั้นทั้งรัฐบาล และบุคคลทั่วไป ควรจะใส่ใจผลการศึกษาของ รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล เกี่ยวกับการสูญเสียพื้นที่ตามชายฝั่งทะเล ซึ่งบ่งว่าเราสูญพื้นที่ปีละไม่ต่ำกว่า 5 เมตร และสื่อต่างๆ นำมารายงานอย่างกว้างขวางเมื่อเดือนที่แล้ว การศึกษาแนวนั้นควรจะได้รับการสนับสนุนต่อไป และผลการศึกษาควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่การร่างนโยบายและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม
|