|
||||||||||||||
|
นโยบายรัฐบาล
'สุรยุทธ์'
ต้องไม่เลือกเดินถอยหลัง
วัชรา จรูญสันติกุล และอุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2550 รัฐบาลสุรยุทธ์จำเป็นต้องบอกกล่าวตรงไปตรงมากับคนไทยให้ชัดเจน และเข้าใจความจริงที่ว่า นับจากนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย จะขับเคลื่อนช้าลงเพราะต้องการเน้นที่ "คุณภาพ" มากกว่า "อัตราเติบโต" โดยที่จีดีพีอาจจะเติบโตเพียงแค่ 3-4% ต่อปี ไม่ใช่ 6-7% หมายถึงว่า รายได้ของคนไทยที่ทำมาหาได้จะเชื่องช้าลงด้วย ความรู้สึกของคนไทยในวันนี้ เริ่มส่ออาการ "ช็อก"เล็กๆ จากนโยบายบริหารประเทศของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ โดยเฉพาะทางด้านนโยบายเศรษฐกิจแต่ละชุดที่ประกาศใช้นั้น ล้วนแล้วแต่กระตุ้นให้เกิดความไม่มั่นใจต่อ "ความไม่แน่นอน" ในอนาคตอยู่ลึกๆ ทั้งในเรื่องมาตรการกันสำรอง 30% เพื่อสกัดกั้นเงินทุนต่างชาติระยะสั้นที่เข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท จนเป็นสาเหตุให้ตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ถูกกระตุกให้ตกต่ำลง โดยเฉพาะมูลค่าสินทรัพย์ในตลาดหุ้นที่สูญค่าไปถึง 8 แสนล้านบาท ในวันที่ 19 มกราคม ซึ่งถูกมองว่า ได้กลายเป็นต้นทุนของประเทศที่ไปกระทบภาวะการลงทุนใหม่ของไทย ในขณะที่เป้าหมายของรัฐบาล และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ต้องการกดดันเงินบาทให้อ่อนค่าลง เพื่อช่วยการส่งออก และสกัดการเก็งกำไรเกิดผลสำเร็จได้เพียงระดับหนึ่ง เนื่องจากเงินบาทที่ยืนอยู่ในระดับ 35.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงก่อนออกมาตรการนั้น ปรับตัวลงมาเคลื่อนไหวในระดับ 35.50-36.10 บาทต่อดอลลาร์ ในปัจจุบัน ทั้งนี้ สถานการณ์ของเงินบาทไทยได้แข็งค่าขึ้น 14-15% โดยเป็นสาเหตุมาจากการตกต่ำของเงินดอลลาร์ และการเก็งกำไรที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ในสมัยที่อดีตผู้ว่าการ ธปท.คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ใช้นโยบายขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ผลตอบแทนของไทยสูงกว่าเพื่อนบ้าน 2-3% จึงเกิดการดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาจำนวนมหาศาลในช่วงดังกล่าว ตลาดหุ้นไทยยังคงสูญมูลค่าตลาดไป 7 แสนล้านบาท โดยถูกกระทบหนักอีกครั้งหนึ่งเมื่อต้นสัปดาห์ก่อน หลังจากคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติผ่านร่างพระราชบัญญัติแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งกระทบต่อจิตวิทยาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างรุนแรงอีก เพราะไม่แน่ใจว่า "กติกา" การลงทุนในประเทศไทยจะมีเปลี่ยนแปลงใหม่อีกหรือไม่จากเหตุการณ์ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ในขณะที่มุมมองของสื่อต่างชาติได้สะท้อนภาพ "ความเสี่ยง" ที่เกิดขึ้นใหม่ของไทยกำลังจะเป็นตัวอย่างถอยหลังกลับ ของบรรดาประเทศเกิดใหม่ จากบทวิเคราะห์เรื่อง "ไทยเหนี่ยวรั้งให้ใช้กฎหมายบังคับธุรกิจต่างด้าว" ของไฟแนนเชียล ไทมส์ ระบุว่า ธุรกิจต่างชาติในไทยยังถูกเหนี่ยวรั้งให้อยู่กับความวุ่นวาย เมื่อรัฐบาลยืนกราน จะกดดันให้มีการแก้ไขกฎหมายการลงทุนต่างชาติ แม้ว่าพันธมิตรทางการค้ามองการดำเนินการดังกล่าว อาจเป็นการฝ่าฝืนพันธสัญญาที่ไทยมีต่อองค์การการค้าโลก หรือดับบลิวทีโอ ถึงแม้ว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า ผู้ประกอบการต่างชาติ ผู้ส่งออก หรือบริษัทต่างๆ ที่ได้สิทธิพิเศษในการลงทุน จะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ไฟแนนเชียล ไทมส์ ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อรายละเอียดในการแก้ไขกฎหมายเปิดเผยออกมามากขึ้น มีแนวโน้มรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง ของทหารจะมีอำนาจมากเหนือธุรกิจต่างชาติในภาคบริการมากขึ้น และมากกว่าที่คิด ส่วนบรรดาผู้บริหารต่างชาติกล่าวอีกว่า เร็วเกินไปที่จะประเมินว่า การแก้ไขกฎหมายจะกดดันบริษัทต่างชาติเหล่านี้ลดการลงทุนในบริษัทไทย นักการทูตตะวันตกต่างบ่นว่า การยกเครื่องกฎหมาย ขณะที่ทางการไทยเข้าควบคุมดูแลบริษัทต่างชาติ จะละเมิดสัญญาที่ไทยมีต่อดับบลิวทีโอเพียงเพื่อพิจารณาสัดส่วนการถือหุ้น โดยกำหนดว่าบริษัทแห่งหนึ่งเป็นของคนไทย หรือต่างชาติ "พวกเขากำลังเล่นไม้ขีดไฟ เสแสร้งว่าต้องการจะทำความสะอาดโต๊ะ แต่แท้จริงกำลังเพิ่มเติมเงื่อนไขใหม่ เป็นการตัดสินใจด้านนโยบายที่ชัดเจน อย่างน้อยในภาคบริการ ไทยจะเป็นตลาดปิด และเงินทุนต่างชาติจะได้รับอนุญาต หากเป็นกลุ่มน้อยในแง่การถือครองหุ้น และในการควบคุมงานบริหาร" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ปฏิเสธเรื่องรัฐบาลต้องการจะจำกัดการเข้ามาลงทุน และยืนกรานว่ารัฐบาลลังเลใจ ที่จะกดดันให้ยกเครื่องกฎหมาย หลังจากเกิดบรรยากาศโกรธแค้นที่เทมาเส็กเข้ามาเทคโอเวอร์ชิน คอร์ป อาณาจักรธุรกิจสื่อสารก่อตั้งขึ้นมาโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในปีที่แล้วกระทรวงพาณิชย์มีคำสั่งว่า เทมาเส็กละเมิดการคุมเข้มสัดส่วนถือครองหุ้นของต่างชาติ และเรียกร้องให้ตำรวจสอบสวน สร้างความแตกตื่นบริษัทต่างชาติรายอื่นว่าจะโดนหางเลขไปด้วย ซึ่งม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยืนยันว่าทางการไทยปฏิบัติ เพื่อปกป้องนักลงทุนต่างชาติรายอื่นจากความบาดหมางกับเทมาเส็ก ด้วยคำพูดของเขาที่ว่า "เราไม่มีทางเลือก (We had no choice)" หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล ได้มีบทวิเคราะห์เรื่อง "ทางการไทยเพิ่มความเสี่ยงให้นักลงทุน" ระบุว่า การเสนอเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการลงทุนของไทย ซึ่งทำให้บรรดานักลงทุนต่างชาติพากันหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงนี้ ทั้งผู้ค้าปลีก ธุรกิจประกัน ธนาคารและโบรกเกอร์ แต่รัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งได้อนุมัติแผนกดดันนักลงทุนต่างชาติ ให้ลดสัดส่วนถือครองหุ้นในธุรกิจ ซึ่งทางการไทยเห็นแล้วว่าสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ขณะที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น เกี่ยวกับการทำธุรกิจในไทย เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันกับที่นักลงทุนต่างชาติหลายรายในไทย กำลังสูญเสียความเชื่อมั่น ทั้งนี้ ไฟแนนเชียล ไทมส์ ได้มีบทรายงานอีกเรื่องชื่อ "รัฐประหารและตลาดยังโผล่ไม่พ้นน้ำ" สรุปว่าเป็นครั้งที่ 3 ในรอบหนึ่งเดือน ที่ประเทศไทยถูกตีแผ่ว่าเป็นตลาดเกิดใหม่มีความเสี่ยงสูงภายใต้ภาพภายนอกที่ฉาบฉวยแสดงบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นมิตรกับต่างชาติในแบบลัทธิทุนนิยม นอกจากนี้ ผลจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการลงทุน ไม่เพียงทำให้นักลงทุนบางรายถูกบังคับให้ขายสินทรัพย์ แต่ยังจะเป็นความเลวร้ายสำหรับบรรยากาศการทำธุรกิจในไทย และเหนืออื่นใด ธุรกิจต่างชาติจะลังเลใจมากขึ้นที่จะเข้าไปลงทุนในไทย ซึ่งเป็นประเทศที่เจ้าหน้าที่ทางการทำเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังดำเนินการอะไรอยู่ โดย พล.อ.สุรยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งกล่าวระหว่างการบรรยายพิเศษเรื่อง "นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม" ในการประชุมสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า รัฐบาลนี้มีนโยบาย ที่จะสร้างความเป็นธรรมให้สังคม โดยกำหนดมาตรการด้านความยุติธรรม และมีการแก้กฎระเบียบต่างๆ ที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น เช่น กรณีการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ก็เพื่อต้องการทำให้เกิดความโปร่งใส และเป็นธรรมในสังคม แม้การดำเนินการในกรณีนี้จะมีผลกระทบต่อการเมือง และเศรษฐกิจ แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ "เราต้องกล้าเผชิญกับความจริง แม้จะเป็นสิ่งที่คนอื่นๆ ไม่เห็นด้วย โดยรัฐบาลนี้ไม่มีผลประโยชน์ ที่เรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งในหลายครั้ง คนจะบอกว่ารัฐบาลทำอะไรช้าจัง เป็นเพราะเราต้องใช้เวลาศึกษา เพื่อหาแนวทางที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด เราไม่ทำอะไรที่อยู่บนพื้นฐานที่ไม่เป็นธรรมเลย เพราะในขณะนี้ผมอยู่ในฐานะรัฐบาลที่มีหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งต้องรับจากหลายภาคส่วน" พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในส่วนตลาดหลักทรัพย์ที่ดัชนีปรับตัวลดลงมาก เนื่องจากนักลงทุนถอนเงินลงทุนออกไปต่างประเทศ ก็ต้องยอมรับว่ามีการถอนเงินออกไปจริง แต่ปัจจัยหลักๆ ในแง่การลงทุนนั้นจะอยู่ที่ปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยเอง โดยในส่วนความมั่นคงของการลงทุนนั้น ยังพบว่าอันดับของไทยยังอยู่ในระดับที่ดี "ส่วนที่ญี่ปุ่นขู่ว่าจะถอนการลงทุน ที่จริงเขาก็ขู่ไปอย่างนั้น เขาอยากจะไปไหน ก็ไปไม่ได้หรอก ซึ่งประเด็นที่มีการวิพากษ์ วิจารณ์กัน เราต้องศึกษาข้อเท็จจริงให้ละเอียด และถ้าศึกษาแล้ว จะเห็นว่าเรายังมีความมั่นคง แต่เราต้องการทำให้เกิดความเป็นธรรม มีความเท่าเทียมกัน มีความยั่งยืนมากกว่า จะวูบๆ วาบๆ ในช่วงสั้น และจะเป็นส่วนหลักที่รัฐบาลดำเนินการ" พล.อ.สุรยุทธ์ ระบุว่า สำหรับในภาพรวมเศรษฐกิจนั้น พบว่าเศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น โดยรายได้ของประเทศอยู่ในระดับปานกลาง และขีดความสามารถแข่งขันดีขึ้นในรอบ 5 ปี ขณะที่การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานความรู้ปรับตัวดีขึ้น โครงสร้างการผลิตมีความเข้มแข็ง เพราะมีการผลิตที่หลากหลาย แต่โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นปัจจัยสนับสนุน และยกระดับคุณภาพชีวิตยังอ่อนอยู่ ซึ่งรัฐบาลต้องพัฒนาให้เข้มแข็งมากขึ้น หากการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่มีความสัมพันธ์กับคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลแล้ว จะถือว่าไม่เป็นความสุข และมีความทุกข์ในเบื้องปลาย โดยรัฐบาลนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ได้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักคุณธรรม และธรรมาภิบาล ซึ่งต้องฝากของสภาที่ปรึกษาว่า ขอให้ช่วยกันคิดว่าทำอย่างไร ที่จะสอดแทรกสิ่งเหล่านี้เข้าไปในการศึกษา สังคม และการบริหารจัดการธุรกิจ ในส่วนของภาพใหญ่ปี 2558 หรืออีกไม่ถึง 10 ปีนับจากนี้ จะมีการรวมกลุ่มของประเทศในอาเซียนทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง อย่างไรก็ตาม ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ ยังต้องพึ่งพากระแสเงินทุนต่างชาติอยู่มาก เนื่องจากจำนวนเงินออมในประเทศมีไม่เพียงพอกับความต้องการลงทุน เป็นสาเหตุทำให้รัฐบาล ต้องระมัดระวังการดำเนินนโยบายใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ค่อนข้างเปราะบางในขณะนี้ ถึงแม้ว่า รัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์จะยอมรับการถอยหลังไป "ก้าวหนึ่ง" หรือ "หลายก้าว" เพื่อตั้งหลักใหม่ที่จะกำหนดทิศทางยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักคุณธรรม และธรรมาภิบาล ตามที่ประกาศไว้ก็ตาม รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จำเป็นต้องบอกกล่าวตรงไปตรงมากับคนไทยให้ชัดเจน และเข้าใจความจริงที่ว่า นับจากนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจะขับเคลื่อนช้าลงเพราะต้องการเน้นที่ "คุณภาพ" มากกว่า "อัตราเติบโต" โดยที่จีดีพีอาจจะเติบโตเพียงแค่ 3-4% ต่อปี ไม่ใช่ 6-7% หมายถึงว่า รายได้ของคนไทยที่ทำมาหาได้จะเชื่องช้าลงด้วย เพื่อบอกกล่าวให้คนไทยรับรู้ล่วงหน้าได้เตรียมการที่จะปรับตัวต่อไป และเพื่อที่จะลดกระแสความกดดัน เกี่ยวกับความไม่แน่นอนในอนาคต รัฐบาลจะต้องยึดถือนโยบายสร้างหลักประกันปลอดภัยทางสังคม หรือ Social Safety Net ให้กับคนไทยในระดับกลางและระดับล่าง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะตามมา
|