|
||||||||||||||
|
ดุลยภาพในความเปลี่ยนแปลง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10537 ผมขอพูดอะไรที่ใครๆ ก็รู้แล้วเป็นการเริ่มต้นสักนิดหนึ่ง ในการวิเคราะห์อะไรทางวิชาการนั้น เขามักจะสมมุติให้สิ่งนั้นหยุดนิ่งกับที่ เพื่อจะแยกส่วน และความสัมพันธ์ระหว่างกัน ของแต่ละส่วนออกมาได้ถนัด ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่าในความเป็นจริงนั้น ไม่มีอะไรหยุดนิ่งกับที่อย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นส่วนต่างๆ ที่แยกออกมาวิเคราะห์หรือความสัมพันธ์ระหว่างกัน และด้วยเหตุดังนั้น ในทางวิชาการจึงจำเป็นต้องเอาสิ่งที่วิเคราะห์ด้วยสภาพสมมุตินั้นกลับไปสู่สภาพความเป็นจริง นั่นก็คือดูว่าในท่ามกลางความแปรผันของสรรพสิ่งนั้น ส่วนต่างๆ ที่แยกออกมาจากกันและความสัมพันธ์ระหว่างกันนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ตลอดจนทำให้เกิดผลรวมที่แปรผันมาตามลำดับอย่างไร ในการทำงานวิชาการจริงนั้น สองขั้นตอนนี้อาจแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเดียวกัน ผมนำเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเพราะเพิ่งได้อ่านปาฐกถาของท่านอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักรัฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงและความสามารถเกี่ยวกับการเมืองไทยในปัจจุบัน ท่านกล่าวว่า องค์ประกอบสำคัญของการเมืองไทยมีอยู่สามส่วนคือ เอกบุรุษ (ในปัจจุบันคือพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้รับความเคารพเชื่อฟังจากประชาชนอย่างกว้างขวาง) อภิชนาธิปไตย ซึ่งรวมทหาร, ข้าราชการ, คนชั้นกลาง ฯลฯ และประชาธิปไตยอันประกอบด้วยนักการเมือง, พรรคการเมือง, และประชาชนทั่วไป การเมืองไทยที่ดำเนินไปได้นั้น ต้องมีดุลยภาพของสามส่วนนี้ และการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมาคือการปรับดุลยภาพของการเมือง ท่านพูดทีเล่นทีจริงว่าดุลยภาพของสามส่วนนี้แหละคือระบบตรวจสอบถ่วงดุลของการเมืองไทย (ผมขอสมมุติว่าผมเห็นด้วยกับองค์ประกอบสามส่วนและดุลยภาพของท่านนะครับ) ท่านยอมรับว่าการเมืองนั้นเปลี่ยนแปลง แม้แต่รัฐประหารครั้งนี้ ก็มีลักษณะแตกต่างไปจากที่ผ่านมาหลายอย่าง แต่สรุปรวมแล้ว "ความเป็นจริง" ของการเมืองไทยคือสามส่วนนี้ ฉะนั้นประชาธิปไตยแบบไทยก็คือดุลยภาพของสามส่วนดังกล่าว ซึ่งทำงานภายใต้รัฐธรรมนูญสองฉบับ ฉบับหนึ่งคือฉบับที่มีการเลือกตั้ง และฉบับที่มีการยึดอำนาจ ผลัดกันใช้ตามแต่จะทำให้เกิดสมดุลทางการเมืองดังกล่าว ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจมากครับ เพียงแต่ผมเห็นว่าท่านให้ความสำคัญแก่ความเปลี่ยนแปลงน้อยเกินไป หรือไม่จริงจังกับการนำองค์ประกอบเหล่านี้เข้าไปในสภาพของความแปรผันอย่างเพียงพอ ดุลยภาพไม่ได้เกิดในองค์ประกอบสามส่วนที่หยุดนิ่ง แต่เกิดในสามส่วนที่เปลี่ยนแปลงในระยะ 30 ปีที่ผ่านมาอย่างมาก การรัฐประหารเป็นการรักษาดุลยภาพที่ใช้ได้ผลน้อยลงทุกที เช่น สิ้นเปลืองชีวิตและทรัพย์สินเกินไปเช่น 6 ตุลาหรือพฤษภาทมิฬ จนถึงที่สุดอาจเป็นเครื่องมือที่ใช้ไม่ได้แล้วก็ได้ เป็นต้น ผมขอยกตัวอย่างความไม่หยุดนิ่งกับที่ขององค์ประกอบทั้งสามส่วนให้เห็นเป็นตัวอย่างนะครับ เอกบุรุษหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยใน พ.ศ.2549 กับ พ.ศ.2516 เหมือนกันหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ แต่ไม่มีเนื้อที่จะชี้แจงโดยละเอียด เอาเพียงเรื่องเดียวที่ท่านอาจารย์เอนกให้ความสำคัญอย่างมาก นั่นคือความเคารพนับถือเชื่อฟังที่ประชาชนมีต่อสถาบัน ผมไม่ทราบในแง่ปริมาณหรอกครับ คือเมื่อชั่งตวงวัดออกมาเป็นตัวเลขแล้ว อาจจะมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ แต่ผมสงสัยว่าในแง่คุณลักษณะ (qualitative attribute) ของความเคารพนับถือเชื่อฟังอาจเปลี่ยนไปแล้ว อย่าลืมนะครับว่าหนึ่งในข้ออ้างการทำรัฐประหารก็คือ การกระทำของทักษิณนั้นหมิ่นเหม่ต่อการลบหลู่เบื้องสูง แต่ในขณะเดียวกันคณะทหารก็ยอมรับว่า มีประชาชนจำนวนมากในภาคเหนือ และอีสานที่ยังฝักใฝ่ และชื่นชอบคุณทักษิณ ผมไม่ได้หมายความว่าคนอีสานและคนเหนือไม่ได้จงรักภักดีต่อเบื้องสูง แต่คุณลักษณะของความจงรักภักดีนั้น เปลี่ยนไปแล้วจากที่เคยมีในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อย่างที่เพื่อนผมคนหนึ่งพูดมาก่อนที่คุณทักษิณจะหมดอำนาจว่า คนไทยเวลานี้ "รักในหลวง ห่วงทักษิณ" ถ้าเป็นจริงอย่างที่ผมสงสัย ท่านอาจารย์เอนกคงเห็นด้วยกับผมว่า ฉะนั้นดุลยภาพทางการเมืองย่อมเปลี่ยนแปลงไป บทบาทของเอกบุรุษในการเป็นส่วนหนึ่งของดุลยภาพนั้น ย่อมเปลี่ยนไปด้วย หรือถ้าไม่เปลี่ยนก็อาจไม่ได้ผลดังเดิม เป็นต้น ยิ่งมองลงมาถึงระดับอภิชนาธิปไตยหรืออภิชน ผมคิดว่าความเปลี่ยนแปลงมันมโหฬารมากนะครับ เริ่มจากการ "แตกตัว" ของกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า "ชนชั้นกลาง" ก็จะเห็นได้ว่ามีหลายประเภทหลายอนุชนชั้นหลายอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด คิดเพียงบทบาทของผู้หญิงในหมู่คนชั้นกลางอย่างเดียว ผมคิดว่าคนชั้นกลางในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 กับ 2549 ก็มีกลิ่นหอมผิดกันแยะแล้วนะครับ นอกจากกลิ่นแล้ว โลกทรรศน์ทางการเมืองของคนชั้นกลางก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งเท่ากับว่ามองอะไรที่เป็นดุลยภาพไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว ดูคนชั้นกลางระดับบนซึ่งผมคิดว่ามีโลกทรรศน์ทางการเมืองต่างจากคนชั้นกลางระดับกลางอย่างมาก คนกลุ่มนี้ก็เปลี่ยนอย่างมากเหมือนกัน โดยเฉพาะหลังวิกฤตปี 40 ก่อนหน้านั้นเรามองเห็นความเป็นปึกแผ่น ของคนกลุ่มนี้อย่างมาก รวมทั้งความเชื่อมโยงกับเอกบุรุษด้วย คนนามสกุลนี้ก็มีสะใภ้สกุลโน้น มีป้าสะใภ้สกุลนู้น วนกันไปวนกันมาอยู่ไม่กี่ตระกูล แม้ว่าในเชิงธุรกิจจะเป็นคู่แข่งกันก็ตาม แต่วิกฤตปี 40 กวาดล้างคนกลุ่มนี้ลงไปไม่น้อย เปิดให้คนกลุ่มใหม่ซึ่งไม่ได้รับความเสียหายจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเงยหน้าอ้าปากในระดับบนได้ คุณทักษิณเองแม้ว่ารวยอยู่แล้ว แต่คุณทักษิณรอดจากวิกฤตออกมาในฐานะที่เหนือคู่แข่งทั้งหมด ไหนจะอาเฮียเจ้าของค่ายเพลง เจ้าของธุรกิจสื่อบันเทิงและกึ่งบันเทิง ฯลฯ แล้วลองดูเมียของคนพวกนี้สิครับ ล้วนนามสกุลธรรมด๊าธรรมดาเหมือนเราท่านทั้งหลาย ความเป็นปึกแผ่นของคนชั้นกลางระดับบนหายไปแล้วนะครับ และการเชื่อมต่อกับคนชั้นกลางในระบบราชการ หรือกับเครือข่ายของเอกบุรุษก็ยังไม่เกิดอย่างเป็นกิจจะลักษณะนัก ดุลยภาพอะไรล่ะครับ จึงจะสามารถทำความพอใจให้กับอภิชนเหล่านี้ได้ถ้วนหน้า ในเมื่อผลประโยชน์ของเขา ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ท่ามกลางความไร้ปึกแผ่นของเขาเองเสียด้วย นอกจากนโยบายทางการเมืองที่แต่ละกลุ่มของพวกเขาได้มีโอกาสต่อรองด้วยอำนาจที่ใกล้เคียงกัน และเมื่อพูดถึงนโยบายทางการเมือง การต่อรองก็ไม่อาจจำกัดอยู่กับเหล่าอภิชนาธิปไตยและเอกบุรุษได้อีกแล้ว เพราะส่วนที่เรียกว่าประชาธิปไตยไม่ได้ยินดีกับบทบาทเก่าของตนอีกต่อไปแล้ว และส่วนนี้แหละครับที่ผมเห็นว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ในระยะ 30 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมากในสังคมไทยแต่มองไม่เห็นถนัดเหมือนตึกสูงในเมืองคือชนบท ผมไม่แน่ใจว่าเรายังมีสังคมที่อาจเรียกว่า "ชนบท" เหลืออยู่จริงด้วยซ้ำ ความผูกพันกับเมืองทั้งแง่เศรษฐกิจ, สังคม, วัฒนธรรม, วิถีการบริโภค และการเมืองเพิ่มขึ้นจนไม่รู้จะแยกเมืองและชนบทออกจากกันได้อย่างไร เขาดูรายการทีวีเดียวกับเอกบุรุษ และอภิชนในเมืองนะครับ แน่นอนว่าคนบางกลุ่มสัมพันธ์กับเมืองมากกว่าบางกลุ่ม แต่โดยรวมแล้วเมืองไปตั้งอยู่กลางหมู่บ้านมานานแล้ว และเช่นเดียวกับองค์ประกอบสองส่วนที่พูดไปแล้ว ที่เรียกว่าส่วนประชาธิปไตยนี้ก็ไม่ได้มีน้ำเนื้อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หากมีการ "แตกตัว" อย่างสลับซับซ้อนมากทีเดียว ไม่ใช่เฉพาะฐานะทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่ในทุกๆ ด้านเลยทีเดียว ว่าเฉพาะในด้านการเมือง การจัดตั้งองค์กรส่วนท้องถิ่นอย่างจริงจังซึ่งดำเนินมากว่า 20 ปีแล้ว ทำให้เกิดนักการเมืองท้องถิ่นที่มีหลากหลายสีสันอย่างมาก ทั้งเป็นกลุ่มที่เข้าถึงอำนาจทางการเมือง โดยไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้นำชุมชนเดิม กลุ่มเหล่านี้เข้ามาเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองในส่วนกลาง และกับกลุ่มอภิชนในหลายลักษณะ "สำนึกทางการเมือง" ของชาวบ้านก็เปลี่ยนไปจากความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่รุมล้อมเข้ามา รวมทั้งต้องเผชิญกับ การปฏิบัติการทางการเมืองในระดับท้องถิ่นขึ้นมาอยู่ตลอดเวลาด้วย สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ในระหว่าง 2516-2519 เรียกร้องกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมแก่สัญญาเช่าที่ดิน และการประกันราคาพืชผล แต่ชาวนาชาวไร่ในทุกวันนี้ เรียกร้องกดดันทางการเมืองอย่างฉลาดต่ออภิชนาธิปไตยและเอกบุรุษในเรื่องสิ่งแวดล้อม, นโยบายพลังงาน, การบริหารจัดการโรงเรียน, โรงพัก, ที่ว่าการอำเภอ หรือแม้แต่ศาลากลางอยู่บ่อยๆ ด้วยการชุมนุมขับไล่ครู, ตำรวจ, นายอำเภอหรือแม้แต่ผู้ว่าฯ ผมไม่ทราบว่าจะอธิบายความเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนระดับรากหญ้า (มันมีความหมายเฉพาะของมัน ซึ่งไปดัดจริตเรียกเป็นอื่น ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเหมือนคำว่า "กระดูกสันหลังของชาติ" ซึ่งเรียกกันมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ชาวนาดีขึ้นแต่อย่างไร) ซึ่งมีเพิ่มขึ้นอย่างเข้มข้นในสังคมไทยอย่างไร ถ้าเราไม่พูดถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งกว้างขวางซึ่งเกิดแก่พื้นที่ซึ่งเคยถูกเรียกว่าชนบทไทย ผมคิดว่าความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในรอบ 30 ปีที่ผ่านมานั้น ทำให้เราไม่สามารถพูดถึงดุลยภาพทางการเมืองที่หยุดนิ่งได้ อันที่จริงหากลงไปดูในรายละเอียดก็จะพบว่าการปรับดุลแต่ละครั้งในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีลักษณะที่เหมือนกันไปหมดทุกอย่าง ดุลที่ดีที่สุดจึงเปลี่ยนจุดไปเรื่อยๆ ตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่ได้มีจุดตายตัวที่สามารถ "ยุติ" ความขัดแย้งไว้ชั่วคราว เพื่อรอโอกาสสมานฉันท์แล้วก็เปิดความขัดแย้งกันใหม่ จุดดังกล่าวนั้นเลื่อนไปเรื่อยๆ หากยังยืนยันจะใช้แต่จุด "ยุติ" อันเก่า โดยไม่สนใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก็อาจทำให้เชื้อแห่งความสมานฉันท์ในวัฒนธรรมไทยซึ่งท่านอาจารย์เอนกชื่นชมนั้นพังพินาศหมดเลยก็ได้ อนึ่ง คาถาสมานฉันท์นั้นใช้กันทุกรัฐในโลก ไม่ใช่คุณลักษณะพิเศษอะไรของไทยแต่ผู้เดียว แต่คาถานี้จะศักดิ์สิทธิ์ หรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าจุดที่ใช้ "ยุติ" ความขัดแย้งนั้น คนทั่วไปเห็นว่า "ยุติธรรม" (คือยุติอย่างถูกต้องทำนองคลองธรรม) หรือไม่ ถ้าเห็นหรือถูกทำให้เห็นว่ายุติธรรม ความขัดแย้งหรือความไม่สมดุลก็อาจ "ยุติ" ลงได้ เพื่อปรับดุลยภาพกันใหม่ ปัญหาเวลานี้ก็คือ ไม่มีใครสามารถทำให้คนทั่วไปเห็นว่าการ "ยุติ" เพื่อปรับดุลยภาพทางการเมืองครั้งนี้ "ยุติธรรม" นี่สิครับ ทั้งนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบทางการเมืองได้เปลี่ยน ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบนั้นก็เปลี่ยน สังคมโดยรวมก็เลยเปลี่ยน และแน่นอนว่าจุดที่เป็นดุลยภาพก็เปลี่ยน หน้า 6
|