หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มองเศรษฐกิจโลกกับ World Bank

คอลัมน์ มองซ้าย มองขวา  โดย ภาวิน ศิริประชานุกูล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3862 (3062)

สวัสดีปีใหม่ปี พ.ศ.2550 ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านใช้ชีวิตในปีใหม่นี้อย่างมีความสุข และมีสติ "อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ ..." พอดีเสียงเพลงฤดูที่แตกต่างของคุณบอย โกสิยพงษ์ ลอยตามลมมาครับ

ผมขอเริ่มต้นปีนี้ด้วยการนำเอารายงาน Global Economic Prospects 2007 ของ World Bank ที่ได้มีการเผยแพร่ออกมา ตั้งแต่ราวกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้วมาเล่าให้ทุกท่านฟัง โดยหวังว่ารายงานฉบับนี้น่าจะช่วยให้ผู้อ่านทุกท่าน คลายความกังวลบางด้าน และตั้งสติเตรียมตัวรับกับสิ่งต่างๆ ในอนาคตต่อไปครับ

รายงานฉบับดังกล่าวประมาณการไว้ว่าปี พ.ศ.2549 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ดีปีหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก โดยระบบเศรษฐกิจโลกทั้งหมดเติบโตในระดับร้อยละ 3.9 ซึ่งดีกว่าการเติบโตในปี พ.ศ.2548 ซึ่งอยู่ในระดับร้อยละ 3.1 ถึงแม้ว่าจะถูกกดดันจากปัญหารอบด้าน ทั้งการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมัน การปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และสภาวการณ์ตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ

โดยปี พ.ศ.2549 นี้ถือได้ว่าเป็นปีทองปีหนึ่งของประเทศกำลังพัฒนาโดยประเทศเหล่านี้เติบโตเฉลี่ยในระดับร้อยละ 7.0 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมาก และเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตในระดับที่ดีของระบบเศรษฐกิจโลก

เราก็คงจะคาดเดากันได้ว่าการเติบโตระดับสูงของประเทศกำลังพัฒนา และระบบเศรษฐกิจโลกดังกล่าว เป็นผลพวงมาจากการเติบโตที่รวดเร็ว ของระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ซึ่งมีอัตราการเติบโตร้อยละ 10.4 และ 8.7 ตามลำดับ

สำหรับประเทศไทยเราก็เป็นที่น่าเสียดายเล็กน้อยที่เราประสบปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งทำให้จากการประมาณการในรายงานฉบับดังกล่าวเราจะเติบโตอยู่ที่ระดับร้อยละ 4.5 ในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งก็อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านของเรา เช่น เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย แต่ผมก็ยังหวังว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจบ้านเราในระยะยาว

สำหรับมุมมองในช่วงสองปีนับจากนี้รายงานฉบับดังกล่าวคาดการณ์ว่า ประเทศกำลังพัฒนาโดยรวม คงจะเติบโตในอัตราที่ลดน้อยลง แต่ก็ยังคงแข็งแกร่งในระดับสูงกว่าร้อยละ 6 เล็กน้อย ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้ ก็จะเป็นกลจักรสำคัญที่จะผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจโลก ยังคงเติบโตในระดับสูงกว่าร้อยละ 3 ต่อไป

ซึ่งภูมิภาคที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเติบโตในระดับสูงสุดก็ยังคงเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออก และประเทศในแถบทะเลแปซิฟิก ซึ่งก็รวมประเทศไทยเราอยู่ด้วยครับ โดยมีการคาดการณ์ว่าภูมิภาคนี้จะเติบโตในระดับสูงกว่าร้อยละ 8 โดยประเทศไทยจะเติบโตได้ในระดับร้อยละ 4.6 และ 5.0 ตามลำดับ

ในช่วงสองปีนับจากนี้ไป ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ น่าจะมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากการเพิ่มขึ้นของอุปทานใหม่ๆ และการปรับเปลี่ยนนิสัยการบริโภคไปสู่สินค้าทดแทน อย่างไรก็ตามราคาของสินค้าเหล่านี้ ก็น่าจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในประวัติศาสตร์เนื่องจากระบบเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตอยู่ในระดับที่ดี

สำหรับมุมมองระยะยาวในช่วง 25 ปีข้างหน้า แบบจำลองของ World Bank ภายใต้สภาวะ สมมติระดับปานกลาง (Central Scenario) ทำนายว่าการเติบโตโดยเฉลี่ยของระบบเศรษฐกิจโลกในช่วงนี้น่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วง 25 ปีที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมากคือบทบาทของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มประเทศหลักที่ผลักดันการเติบโตของระบบเศรษฐกิจโลก

รายได้ประชาชาติของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉลี่ย จะเคลื่อนที่เข้าใกล้ระดับรายได้ประชาชาติ ของประเทศพัฒนาแล้วอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งทำให้ส่วนแบ่งของประเทศกำลังพัฒนาในระบบเศรษฐกิจโลกค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ผู้คนที่อยู่ในสถานะยากจน จะมีจำนวนลดลง และจำนวนชนชั้นกลางในระบบเศรษฐกิจโลก จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการขยายตัวเป็นอย่างดีในประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ กระแสโลกาภิวัตน์ที่ก่อให้เกิดการเปิดเสรีทางการค้า และการไหลเวียนของเงินลงทุน ซึ่งผมคิดว่าเราก็เห็นตัวอย่างที่ชัดเจน จากประเทศจีน อินเดีย และเวียดนาม โดยเราสามารถหาตัวอย่างได้ยากเหลือเกิน สำหรับประเทศที่เปิดรับการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ แต่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลง

อย่างไรก็ตามการเติบโตอย่างรวดเร็วเพียงอย่างเดียวมิได้หมายถึงการไร้ซึ่งปัญหา ระบบเศรษฐกิจโลกก็กำลังเผชิญหน้า กับปัญหาที่สำคัญอย่างน้อยสามประการที่ต้องการการดูแลจากภาคนโยบายในปัจจุบัน อันได้แก่ ปัญหาช่องว่างทางรายได้ ที่น่าจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น แรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นต่อภาคแรงงาน และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ อันเป็นผลพวงมาจากสภาวะสิ่งแวดล้อม

โดยการไหลเวียนที่เสรีของเงินทุนและการพัฒนาทางเทคโนโลยีการผลิต จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ช่องว่าง ระหว่างอัตราผลตอบแทนของแรงงานมีฝีมือ และอัตราผลตอบแทนของแรงงานไร้ฝีมือเปิดกว้างมากขึ้น และก็เป็นสิ่งที่เรารู้กันอยู่ว่ากลุ่มคนที่มีรายได้ในระดับต่ำ มีโอกาสในการเข้าถึงการพัฒนาฝีมือแรงงาน ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้สูงกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดปัญหาการขยายตัวของช่องว่างทางรายได้ติดตามมา

โดยในระดับโลกเราคงเห็นประเทศในแถบแอฟริกาถูกทิ้งห่างมากขึ้นจากประเทศในภูมิภาคอื่นๆ และในระดับประเทศเราคงเห็นช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนที่เปิดกว้างมากขึ้นจากระดับปัจจุบันไปอีก นโยบายที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหานี้ก็น่าจะเป็นนโยบายพัฒนาต่างๆ ที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก ซึ่งได้แก่ นโยบายการศึกษา การลงทุนในโครงสร้างสาธารณะ และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดโลก ให้กับผู้คนในกลุ่มนี้

สำหรับปัญหาแรงกดดันต่อภาคแรงงาน กระแสการค้าเสรีจะนำมาซึ่งแรงกดดันต่อการแข่งขันจากแรงงานในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานไร้ฝีมือ โดยการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนและอินเดียจะทำให้แรงงานกลุ่มนี้ ได้รับแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น ต่อระดับรายได้และความมั่นคงในการจ้างงาน

นโยบายที่จำเป็นสำหรับปัญหาทางด้านนี้ไม่ใช่นโยบายที่ต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งรังแต่จะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา แต่เป็นนโยบายที่มุ่งพัฒนาฝีมือแรงงาน การเร่งเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลและการขยายโอกาสใหม่ๆ ให้กับแรงงาน การย้ายแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นที่ต้องการไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นที่ต้องการมากกว่า และการสร้างสิ่งแวดล้อมในตลาดแรงงานที่ทำให้การเปลี่ยนถ่ายแรงงาน ระหว่างภาคอุตสาหกรรมเป็นไปได้อย่างสะดวกคล่องตัวเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

และปัญหาสุดท้ายที่ผมเห็นว่ามีความน่าสนใจมากนั่นคือ ผลกระทบจากการพัฒนาต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยรายงานฉบับดังกล่าวของ World Bank ได้ยกปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งน่าจะเป็นความเสี่ยงต่อระดับสวัสดิการ ของผู้คนบนโลกมาสามประการด้วยกัน อันได้แก่ ปัญหาโลกร้อน ปัญหาโรคระบาด และปัญหาการประมงที่ไม่สนใจขีดจำกัดของธรรมชาติ

ปัญหาโลกร้อนถือเป็นปัญหาที่คุกคามต่อระบบเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของสภาพอากาศทั่วโลกอย่างฉับพลัน ซึ่งสิ่งมีชีวิตต่างๆ มิอาจปรับตัวได้ทัน และส่งผลกระทบที่น่ากลัวต่อภาคเกษตร ประมงและปศุสัตว์ ที่เป็นแหล่งอาหารทั้งหมดของมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมิอาจประเมินค่าได้ ต่อระดับสวัสดิการในรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา

จากการทำนายในรายงานฉบับดังกล่าว การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gases) โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอน จะเพิ่มขึ้นสองเท่าในอีก 50 ปีข้างหน้าโดยเป็นผลพวงมาจากการพัฒนาของอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในระดับดังกล่าว สร้างความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างฉับพลันเป็นอย่างยิ่ง

ผมขอเสริมตรงนี้ว่านโยบายการหาพลังงานทดแทนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างเดียวคงยังไม่เพียงพอครับ เนื่องจากพลังงานทดแทนชีวมวลที่เรากำลังสนใจกันอยู่นั้นยังคงเป็นพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปสู่โลกของเรา พลังงานทดแทนที่เราต้องการในการแก้ปัญหานี้เป็นพลังงานที่ปล่อยของเสียในลักษณะอื่น อันได้แก่ พลังงานนิวเคลียร์ หรือพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือพลังงานน้ำ และเราต้องเริ่มการลดใช้พลังงานกันอย่างจริงจังครับ

ในมุมมองต่อปัญหาการทำประมงที่ไม่ยั่งยืนนั้น มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือคาดการณ์ว่า การขยายตัวของการทำประมงในระดับปัจจุบัน จะส่งผลให้สัตว์น้ำหลายชนิดจะอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ในอีกราว 40 ปีข้างหน้า ซึ่งก็น่ากลัวต่อระดับสวัสดิการของผู้คนที่อาศัยอาหารทะเลเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญแหล่งหนึ่ง

และสุดท้ายซึ่งได้แก่ปัญหาโรคระบาด ก็ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ประชาคมโลกต้องร่วมกันป้องกันและแก้ไข โดยกระแสโลกาภิวัตน์ได้นำมาซึ่งการเคลื่อนย้ายของสินค้าและผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น และนำมาซึ่งปัญหาโรคระบาด ที่มีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน ทั้งโรคเอดส์ โรคซาร์ส และไข้หวัดนกที่เรากำลังเผชิญกันอยู่

ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งสามปัญหานี้ต้องการความร่วมมือร่วมใจของประชาคมโลกเป็นอย่างยิ่งครับ เนื่องจากการแก้ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้โดยลำพัง รายงานของ World Bank เรียกร้องให้มีการจัดตั้งสถาบันระดับโลก ที่มีความเข้มแข็งในการจัดการรับมือกับปัญหาต่างๆ เหล่านี้

ความคาดหวังต่างๆ มิอาจเป็นจริงได้ตราบใดที่ยังขาดการลงมือทำ ผมก็หวังว่าตัวผมและผู้อ่านทุกท่าน จะร่วมเป็นพลังหนึ่ง ในการลดความเสี่ยง และสร้างภาพเศรษฐกิจโลก ให้ยังคงออกมาดีอย่างที่รายงานฉบับนี้ ได้ทำนายเอาไว้ครับ

หน้า 49