|
||||||||||||||
|
วันเด็กกับอสุจินิรนาม
บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2550 พรุ่งนี้เป็นวันเด็ก เราจะฉลองวันอันสำคัญยิ่งนี้กันอีกครั้ง แต่ความคิด และกิจกรรมในปีนี้คงเปลี่ยนไปบ้าง หลังเหตุการณ์วางระเบิด 8 แห่งในกรุงเทพฯ เพื่อส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม สำหรับผม อดคิดถึงบทความบทหนึ่ง ซึ่งเขียนโดยวัยรุ่นสาวชาวอเมริกัน ในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ฉบับประจำวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2006 ไม่ได้ ผมเก็บบทความนั้นไว้ เนื่องจากรู้สึกสะเทือนใจอย่างแรงเมื่ออ่านครั้งแรก ผมกลับไปอ่านบทความนั้นอีกครั้ง หลังจากอ่านวอชิงตันโพสต์ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับธุรกิจแห่งหนึ่งซึ่งโฆษณาว่า เขาเป็นแห่งแรกในโลกที่เสนอขาย ตัวอ่อนของมนุษย์ (Embryo) ให้แก่ผู้ที่อยากมีลูก บทความดังกล่าวยังสร้างความสะเทือนใจ ไม่น้อยกว่าการอ่านครั้งแรก และทำให้เกิดความคิดว่าโอกาสหน้าถ้าตัวเองทั้งกล้า และมีความสามารถพอก็จะแปลให้คนไทยอ่าน สำหรับผู้ที่อาจลืมวิชาชีววิทยาไปบ้างแล้ว ขอเรียนว่าตัวอ่อน หรือ Embryo เป็นชีวิตแรกเกิดในช่วง 8 สัปดาห์หลังจากไข่ และอสุจิผสมกันก่อนที่ชีวิตนั้น จะพัฒนาขึ้นมาเป็นทารก ตามรายงานข่าว ธุรกิจดังกล่าวจะไปกว้านหาไข่ และอสุจิจากผู้ที่มีลักษณะ ตรงความต้องการของผู้อยากมีลูก นำมาผสมกันในถ้วยแก้ว แล้วขายตัวอ่อนที่ได้ให้กับผู้ซื้อ โดยวิธีฝังเข้าไปในมดลูกของเธอ หากการฝังตัวอ่อนนั้นประสบผลสำเร็จ คาดว่าผู้ซื้อจะได้ลูกที่มีลักษณะตามต้องการ เช่น สีผิว สีผม สีตาและระดับสติปัญญาซึ่งน่าจะถอดมาจากพ่อแม่ที่ต้องมีการศึกษาอย่างต่ำขั้นปริญญาตรี เรื่องราวของธุรกิจนี้ถือเป็นข่าวดีของผู้อยากมีลูกแต่มีไม่ได้เพราะปัจจัยบางอย่างและผู้ที่ต้องการมีลูกที่มีลักษณะตามสั่ง แต่มันสร้างข้อโต้แย้งอันเผ็ดร้อนจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย เพราะพวกเขาคิดว่าการทำให้การมีลูก เป็นเสมือนการซื้อขายสินค้าผิดจรรยาบรรณ และหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง ผู้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์คนนั้นอายุเพียง 18 ปี จึงนับว่ามีความเป็นเลิศในการใช้ภาษา ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของเธอออกมาได้อย่างจะแจ้ง กระชับและสะเทือนใจ เธอเริ่มเล่าเรื่องว่าเมื่อต้นปีที่แล้วเธอส่งจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล ไปหาชายคนหนึ่ง ซึ่งเธอค้นพบในอินเทอร์เน็ต และเดาว่าเขาน่าจะเป็นพ่อของเธอ ทั้งที่ไม่หวังจะได้รับคำตอบเพราะเธอเพิ่งส่งอีเมลแนวนั้นออกไปเป็นครั้งแรก แต่เธอได้รับคำตอบทางอีเมลอย่างไม่คาดฝัน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ชายคนนั้นแนบรูปของเขามาด้วย และหน้าที่ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ของเธอ มีความละม้ายคล้ายหน้าของเธอเองทุกประการ จากนั้นเธอจึงเล่ารายละเอียดว่าเป็นเวลากว่า 17 ปีที่เธอไม่รู้ที่มาของตัวเอง ในขณะที่เธอรู้ว่าลักษณะฟันของเธอนั้น มาจากแม่ แต่ไม่รู้ว่าลักษณะของขากรรไกร และจมูกมาจากไหน เธอเดาว่าเธอได้มาจากพ่อ แต่เธอไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลย ไม่เคยเห็นแม้แต่รูปภาพของเขา และก็ไม่เคยได้ยินเรื่องราวของเขาจากแม่ด้วย ทั้งนี้เพราะแม่เองก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ! เธอเล่าต่อไปว่าเมื่อแม่ของเธออายุ 32 ปี แม่ยังเป็นโสด แต่วิตกว่าโอกาสแต่งงาน และการมีลูกใกล้จะหมดลง ทั้งที่ไม่ค่อยจะมีเงินแม่ได้ตัดสินใจให้หมอใช้กระบอกฉีดยาสอดใส่อสุจิ ซึ่งชายนิรนามบริจาคไว้ในธนาคารอสุจิเข้าไปในมดลูก เธอคือผลลัพธ์ ผู้เขียนสารภาพว่าเธอรู้สึกเคืองขุ่นอยู่เป็นเวลานาน เคืองที่ผู้ใหญ่ใส่ใจแต่เฉพาะแก่ตัวเอง ฝ่ายแม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจ ในความอยากมีลูก ฝ่ายพ่อได้รับการประกันว่าจะไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร และจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อลูกที่เกิดขึ้น ฝ่ายหมอก็ได้เงิน ความใจแคบ และเห็นแก่ตัวทำให้พวกเขาลืมคิดไปว่าลูกที่เกิดมานั้นต้องการอะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอเห็นว่าเด็กทุกคนมีสิทธิที่จะรู้ว่าพ่อแม่ของเขาเป็นใคร และต้องการมีความสัมพันธ์กับทั้งพ่อและแม่ เนื่องจากเด็กที่เกิดจากกระบวนการสืบพันธุ์ดังกล่าวเติบโตขึ้นในสภาพที่เปล่าเปลี่ยว และโหยหาผู้เป็นพ่อ จำนวนมากจึงมีปัญหาทางอารมณ์อย่างร้ายแรง ผู้เขียนบรรยายความรู้สึกของเธอว่าในตอนที่เธอกำลังเติบโตขึ้นนั้น เธอมักบอกตัวเองว่าการไม่มีพ่อนั้นไม่สำคัญอะไร แต่บางทีเธอก็เคลิ้มฝันกลางวันไปว่าน่าจะรู้สึกดีถ้าได้มีพ่อโอบกอดและอุ้มขึ้นฟัดเหวี่ยงเป็นครั้งคราว จริงอยู่เธอมีเพื่อนที่ไม่มีพ่ออยู่ในบ้านเพราะพ่อแม่หย่าร้างกัน แต่อย่างน้อยเขาก็มีพ่อมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว บางที่เธอพยายามปลอบใจตัวเองว่าพ่อได้ตายไปแล้ว ต่อมาเมื่อแม่ได้แต่งงาน เธอเข้าหน้ากับสามีของแม่ไม่ค่อยได้ ทำให้เธอรู้สึกเป็นผู้อยู่นอกความต้องการเสมอ ทุกครั้งที่เธอกับแม่ขัดแย้งกันผู้ชายคนนั้นมักจะให้คำแนะนำที่เธอไม่ต้องการ อยู่มาวันหนึ่งเมื่อเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก เธอเกรี้ยวมากจนลืมตัว และตะโกนใส่หน้าเขาไปว่า เขาไม่มีสิทธิที่จะทำเช่นนั้น เขาไม่ใช่พ่อของเธอเพราะเธอไม่มีพ่อ หลังจากหลุดคำนั้นออกไปความรู้สึกว้าเหว่ว่างเปล่า ก็ประดังเข้ามาในห้วงความรู้สึกของเธอ เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นสิ่งประหลาด ชาตินี้จะไม่มีวันมีพ่อ และแล้วเธอก็เข้าใจว่า การเกิดจากอสุจิบริจาคของชายนิรนาม หมายความว่าอะไรทำให้เธอรู้สึกคับแค้นเป็นที่สุด เธอเล่าต่อไปว่าชีวิตของเธอคงจะเป็นเช่นนั้นต่อไปถ้าเธอไม่ได้ดูโทรทัศน์ เกี่ยวกับเรื่องราวของหญิงคนหนึ่ง ซึ่งตายด้วยโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย หญิงผู้นั้นไม่รู้ว่าเธอเป็นโรคหัวใจที่เธอได้มาทางกรรมพันธุ์ เพราะเธอไม่รู้จักพ่อแม่ที่แท้จริง เนื่องจากเธอเป็นลูกบุญธรรม รายการนั้นทำให้ผู้เขียนฉุกคิดขึ้นได้ว่า เธอก็ไม่รู้ประวัติกรรมพันธุ์ของเธอทั้งหมด ตั้งแต่วันนั้น เธอจึงเริ่มค้นหา พ่อของเธอจากข้อมูลที่พอจะหาได้ในระบบอินเทอร์เน็ต เธอคิดว่าถ้าเธอพยายามจริงๆ เธออาจใช้เวลากว่า 10 ปีก่อนที่จะค้นพบพ่อ แต่เธอกลับโชคดีที่ใช้เวลาเพียงราวหนึ่งเดือน ก่อนที่จะเห็นหน้าพ่อบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ดังกล่าว เธอเล่าต่อไปถึงการติดต่อกัน ถึงกระบวนการทดสอบเลือด เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อลูก ถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ถึงความห่วงใยต่อบรรดาเด็กที่เกิดจากอสุจิของชายนิรนาม และถึงแนวคิดว่าสังคมควรจะทำอย่างไร ณ วันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้า จนสามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้สารพัด แต่เทคโนโลยียังไม่มีความสามารถ พอที่จะคิดถึงเรื่องจริยธรรม และมนุษยธรรม ในวันเด็กนี้เทคโนโลยีคงมีส่วนทำให้เด็กมีความสุขและสนุกสนานกันเกือบถ้วนหน้า แต่บทความที่นำมาเล่านี้ยืนยันว่า เทคโนโลยีไม่มีความสามารถพอที่จะทดแทนบางสิ่งที่เด็กต้องการจากพ่อแม่ ในวันเด็กครั้งนี้คนไทยจึงน่าจะตั้งปณิธานว่า เราจะพิจารณามุมมองของเด็กกันอย่างจริงจัง และสังคมไทยจะไม่มีเด็กซึ่งเกิดจากอสุจินิรนาม
|