|
||||||||||||||
|
The Man Who Planted Trees
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ไสว บุญมา, นภาพร ลิมป์ปิยากร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3861 (3061) เป็นที่น่ายินดีที่คณะกรรมการเอกลักษณ์แห่งชาติได้คัดเลือก ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ หรือดาบวิชัย เป็นบุคคลดีเด่น สาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประจำปี 2549 ดาบวิชัยทำคุณงามความดีมาเป็นเวลากว่า 18 ปี ด้วยการปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะและรางวัลนี้เป็นหนึ่งในหลายรางวัลอันทรงเกียรติที่เขาได้รับ ดาบวิชัยบอกว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้เขาปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะมาจากการอบรมในโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองเมื่อปี 2530 เขาคิดว่าการกระทำของเขาจะเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน ในตอนต้นมักมีคนเปรยว่า เขาบ้า แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ ยังคงปลูกต้นไม้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเขาปลูกแล้วกว่า 2 ล้านต้น เรื่องของดาบวิชัยมีส่วนคล้ายกับเรื่องราวของชาวฝรั่งเศสในหนังสือเล่มเล็กๆ อันโด่งดังชื่อ The Man Who Planted Trees ของ จอง จิโอโน (Jean Giono) ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2487 ได้รับการแปลเป็นกว่า 10 ภาษา เป็นต้น เรื่องของภาพยนตร์สารคดี ที่ได้รับรางวัลหลายอย่าง และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่าน และผู้ดูภาพยนตร์เป็นจำนวนมากอยากปลูกต้นไม้ เนื้อเรื่องเริ่มต้นในปีก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 1 จะระเบิดขึ้น เมื่อผู้เล่าเรื่องบอกว่า เขาได้เดินทางด้วยเท้าเข้า ไปยังดินแดนอันแสนทุรกันดารแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส หลังจากรอนแรมอย่างโดดเดี่ยวอยู่ 3 คืน เขาเดินเข้าไปในหมู่บ้านร้างแห่งหนึ่ง เพราะน้ำที่เขานำติดตัวไปหมดลง และคิดว่าที่นั่นน่าจะมีบ่อน้ำ เขาออกสำรวจรอบๆ หมู่บ้านและพบร่องรอยของธารน้ำซับแต่น้ำได้แห้งเหือดไปหมดแล้ว เขาพักแรมที่นั่นหนึ่งคืนและพอวันรุ่งขึ้นก็รีบออกเดินทางต่อ หลังจากเดินไปได้ราว 5 ชั่วโมง ด้วยความรู้สึกสิ้นหวังเพราะพบแต่ความว่างเปล่า เขาก็แลเห็นสิ่งหนึ่งซึ่งคล้ายตอไม้อยู่ไกลออกไปเกือบสุดสายตา เมื่อเขาเดินไปยังจุดนั้นเขาก็พบคนเลี้ยงแกะและฝูงแกะราว 30 ตัว คนเลี้ยงแกะแบ่งน้ำให้เขาดื่มและพาเขาไปยังบ้านพักโดยแทบไม่ได้พูดจาอะไรกัน ผู้เล่าสังเกตว่า บ้านของคนเลี้ยงแกะ สะอาดสะอ้าน และเป็นระเบียบ หลังรับประทานอาหารเย็นผู้เล่าสังเกตเห็นคนเลี้ยงแกะ เทลูกโอ๊กออกจากถุง บรรจงคัดเลือกเอาลูกดีๆ อย่างพิถีพิถันแล้วแบ่งออกเป็น 10 กอง กองละ 10 ลูก เนื่องจากคนเลี้ยงแกะไม่แสดงทีท่าว่า อยากพูดคุย ผู้เล่าจึงไม่กล้าที่จะซักถามความประสงค์ของเขา เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากคนเลี้ยงแกะปล่อยแกะออกไปกินหญ้า ในความดูแลของสุนัขของเขาแล้ว เขาก็นำลูกโอ๊กที่คัดเลือกไว้ใส่ถุงแช่น้ำครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินขึ้นเนินเขาไปพร้อมด้วยถุงลูกโอ๊ก และแท่งเหล็กขนาดนิ้วโป้ง ยาวประมาณหนึ่งเมตรครึ่ง ผู้เขียนเดินตามคนเลี้ยงแกะไป และเมื่อเห็นคนเลี้ยงแกะขุดดินด้วยแท่งเหล็ก และหย่อนลูกโอ๊กลงไปในหลุมที่เพิ่งขุดเสร็จใหม่ๆ แล้วกลบหลุม เขาจึงถามคนเลี้ยงแกะว่า ผืนดินที่เขากำลังปลูกต้นโอ๊กอยู่นั้นเป็นของเขาหรือ คนเลี้ยงแกะตอบว่า ไม่รู้เป็นของใคร และเล่าต่อไปว่า เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่เขาเริ่มปลูกต้นโอ๊กบนพื้นที่แห่งนั้น เขาได้หยอดลูกโอ๊กไปแล้วประมาณหนึ่งแสนลูก และคาดว่าจะได้ต้นโอ๊กราวหมื่นต้น หลังจากได้สนทนากัน ผู้เล่าจึงทราบว่าชายเลี้ยงแกะคนนั้นชื่อ บูฟฟิเยร์ อายุ 55 ปี เขาสูญเสียทั้งภรรยาและลูกชาย จึงได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งเลี้ยงแกะอยู่ในแถบนั้นเพียงลำพังคนเดียว เขาเริ่มปลูกต้นไม้ เพื่อหวังจะให้ป่า เป็นยาแก้ความแห้งแล้ง นอกจากต้นโอ๊กแล้ว เขากำลังเพาะพันธุ์ไม้อื่นไว้ในแปลงเพาะชำอีกมากมาย และถ้าเขามีชีวิตยืนยาวต่อไปเขาจะปลูกต้นไม้จนผืนดินแห่งนั้นมีความชุ่มชื้น ผู้เล่าบอกว่า หลังจากนั้นเขาไปเป็นทหารในสมรภูมิของสงครามโลกครั้งที่ 1 อยู่ 5 ปี เมื่อสงครามยุติเขาได้รับเงินก้อนหนึ่ง เขาจึงคิดจะไปพักผ่อนที่ไหนสักแห่ง ที่มีอากาศบริสุทธิ์ เขานึกถึงคนเลี้ยงแกะขึ้นมาได้จึงตัดสินใจ เดินทางกลับไปในย่านทุรกันดาร ซึ่งเขาเคยผ่านไปเมื่อหลายปีก่อน เขาพบว่าสภาพแวดล้อมระหว่างทางยังคงเดิม แต่เหนือขึ้นไปในบริเวณเนินเขาพื้นที่อันกว้างใหญ่ได้กลายเป็นสีเขียวชอุ่มด้วยต้นไม้ ซึ่งกำลังเติบใหญ่ จนบางต้นมีขนาดสูงท่วมหัวแล้ว เขาพบบูฟฟิเยร์ซึ่งยังกระฉับกระเฉงและปลูกต้นไม้ต่อไปดังที่เขาเคยทำ อย่างไรก็ตามเขาได้เปลี่ยนอาชีพมาเป็นคนเลี้ยงผึ้ง เพราะแกะทำลายต้นไม้ที่เขาปลูก บูฟฟิเยร์พาผู้เล่าออกสำรวจบริเวณผืนป่าที่เขาปลูกไว้ซึ่งมีขนาดยาวถึงราว 11 กิโลเมตร และกว้าง 3 กิโลเมตร นอกจากต้นโอ๊กแล้ว บูฟฟิเยร์ยังปลูกต้นบีชและต้นเบิร์ชไว้อีกด้วย ในขณะเดินกลับผู้เล่าพบว่า ป่าอันเกิดจากต้นไม้ที่บูฟฟิเยร์ปลูก ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาห่วงโซ่ขึ้น นั่นคือ มีน้ำไหลในลำธารซึ่งครั้งหนึ่งเคยแห้งผาก อีกทั้งยังมีต้นหลิว ดอกไม้และหญ้าขึ้นใหม่ในบริเวณที่เคยแห้งแล้งนั้นด้วย ผู้เล่าบอกว่า เขากลับไปเยี่ยมบูฟฟิเยร์ทุกปีหลังจากนั้นและอีก 15 ปีต่อมา ป่าขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจากความพยายามของบูฟฟิเยร์ ก็ถูกกำหนดให้เป็นป่าสงวนอย่างเป็นทางการ จากรัฐบาลฝรั่งเศส เขาเล่าว่า เขาพบบูฟฟิเยร์ครั้งสุดท้ายในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2488 อันเป็นตอนที่การสู้รบในภาคพื้นยุโรปของสงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งยุติและบูฟฟิเยร์อายุ 87 ปี การเดินทางกลับไปเยี่ยมบูฟีเยร์ครั้งนั้นสะดวกสบายขึ้นมาก จนทำให้เขาแทบจะลืมความทรงจำเก่าๆ ที่เขาเดินเท้าเข้าไปในผืนที่อันแห้งแล้งแห่งนั้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนไปหมด ธารน้ำซับกลับมีน้ำไหลรินๆ อีกครั้ง หมู่บ้านที่เคยรกร้างถูกสร้างขึ้นมาใหม่ แปลงพืชผักสวนครัว และดอกไม้มีให้เห็นอยู่ทั่วพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในบรรดาประชาชนกว่าหมื่นคน ที่อพยพเข้าไปตั้งหลักแหล่งที่นั่นดูจะไม่มีใครรู้เลยว่า ผู้เปลี่ยนพื้นที่แห่งนั้นจากพื้นดินอันแสนทุรกันดาร มาเป็นพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์ โดยมีอาวุธเพียงแค่แรงกาย และความมุ่งมั่นคือบูฟฟิเยร์ ผู้เล่าบอกว่า บูฟฟิเยร์ถึงแก่กรรมที่บ้านพักคนชราในเมืองเล็กๆ ในย่านนั้นในปี พ.ศ.2490 แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์หลายครั้งในหลายลักษณะ ครั้งที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ และมีภาพพิมพ์ของ ไมเคิล แมกเคอร์ดี ประกอบเรื่องด้วย ในตอนท้ายเล่มของการพิมพ์ครั้งนั้นมีคำบอกเล่าของ นอร์มา กูดริช เกี่ยวกับ จอง จิโอโน ว่า เขามีถิ่นฐานบ้านเกิดอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส พ่อของเขาเป็นช่างซ่อมรองเท้าที่ยากจน เขาจึงต้องทำงานเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่อายุ 16 ปี จิโอโนเล่าให้กูดริชฟังว่า บรรณาธิการชาวอเมริกันขอให้เขาเขียนถึงใครสักคน ที่มีคุณลักษณะประทับใจจนทำให้ผู้อ่านลืมไม่ลง เขาจึงเขียนเรื่องคนปลูกต้นไม้ชื่อบูฟีเยร์ขึ้น แต่เมื่อบรรณาธิการทราบว่าบูฟฟิเยร์ไม่มีตัวตน สำนักพิมพ์ก็ปฏิเสธที่จะตีพิมพ์ เขาจึงยกงานชิ้นนั้นให้กับนิตยสารโวค ซึ่งตีพิมพ์ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2488 ด้วยชื่อ "The Man Who Planted Hope and Grew Happiness." เมื่ออ่านถึงตอนนี้ผู้อ่านจึงถึงบางอ้อ จิโอโนเล่าต่อไปว่า เขาตั้งใจปั้นบูฟฟิเยร์ขึ้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนรักการปลูกต้นไม้ และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาภาคภูมิใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง บูฟีเยร์ปลูกต้นไม้โดยไม่หวังผลตอบแทน เขาเองก็เช่นกัน เขายกเรื่องนี้ให้กับสาธารณะโดยไม่รับเงินค่าเขียน และหากเรื่องของบูฟฟิเยร์สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่าน ลงมือกระทำเฉกเช่นบูฟีเยร์บ้าง เขาก็จะรู้สึกสมปรารถนา จิโอโนได้รับการยกย่องให้เป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ และได้รับรางวัล The Prix Monegasque ในปี พ.ศ.2496 ข้อสังเกต - เมื่อเรื่องนี้ตีพิมพ์ออกมาใหม่ๆ ผู้อ่านจำนวนมากเกิดความประทับใจและคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง แม้ในปัจจุบันนี้ผู้ที่ไม่ทราบประวัติของเรื่องมาก่อนเมื่อเริ่มต้นอ่านหนังสือในตอนแรก ก็มักคิดว่าบูฟีเยร์มีตัวมีตนจริงๆ รู้สึกชื่นชมเขาและอยากลุกขึ้นมาปลูกต้นไม้เช่นเขาบ้าง เมื่ออ่านต่อไปจนเกือบจบจึงรู้ว่าบูฟฟิเยร์ไม่มีตัวตนดังที่คิด นั่นเป็นเพราะความสามารถในการเขียนของจิโอโน ซึ่งรักท้องถิ่นอันกันดารของเขามาก และอยากทำให้มันกลายเป็นป่าไม้อันเขียวขจี เนื้อเรื่องของหนังสือเล่มนี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนสารคดีขนาดสั้นและได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในปี 2530 สำหรับภาพยนตร์ประเภทนั้นและรางวัลอื่นๆ อีก ยิ่งกว่านั้นหนังสือได้สร้างแรงบันดาลใจ ให้เกิดนักปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะขึ้นทั่วโลก เช่น อับดุล คาริม ในอินเดียซึ่งปลูกป่าติดต่อกันมาเป็นเวลาเท่าๆ กับดาบวิชัย และเป็นแนวคิดที่ก่อให้เกิดองค์กรเอกชนชื่อ "Trees for the Future" ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนในประเทศด้อยพัฒนา ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม องค์กรนี้รายงานว่า ได้ช่วยชาวบ้านในหมู่บ้านราว 7,000 แห่งทั่วโลก ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 35 ล้านต้น หนังสือเล่มนี้จึงประสบความสำเร็จสมดังความตั้งใจของผู้เขียน หน้า 45
|