|
||||||||||||||
|
การศึกษาออกนอกระบบ
คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน
คอลัมน์ เดินคนละฝาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3861 (3061) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights - ICESCR ) ได้รับการรับรองจากสมัชชาองค์การสหประชาชาติ เมื่อ วันที่ 16 ธันวาคม 1966 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 มกราคม 1976 กติกานี้มีทั้งหมด 31 มาตรา ประเทศไทยให้สัตยาบันเมื่อ 5 ธันวาคม 2542 (1999) มาตราที่ 13 ของกติการะหว่างประทศฉบับนี้ ได้รับรองว่าสิทธิได้รับการศึกษาเป็นสิทธิมนุษยชนด้านหนึ่งที่รัฐมี "พันธะ" และ "ภาระหน้าที่" ที่ต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้มากที่สุดเพื่อมาจัดสรรให้สิทธิดังกล่าวนี้บรรลุผลเป็นจริงอย่างเป็นขั้นตอน รวมทั้งการออกกฎหมายมารองรับด้วย นอกจากนี้ใน มาตราที่ 15 ได้ระบุถึงสิทธิได้เสพวัฒนธรรมและได้ใช้ประโยชน์จากก้าวหน้า ทางเทคโนโลยี และผลของการพัฒนา ซึ่งครอบคลุมถึงองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ศิลปและวัฒนธรรมรวมทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึง แต่ถ้าหากประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษา สิทธิในการเสพวัฒนธรรมก็พลอยถูกละเมิดไปด้วย ข้ออ้างที่ไร้ตรรกวิทยา ข้ออ้างของนายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่า การนำมหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการ ก็เพื่อความคล่องตัว และเป็นอิสระในการบริหารจัดการ ให้เบ็ดเสร็จภายในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อเอื้ออำนวยสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ข้ออ้างนี้เป็นการประณามระบบราชการทั้งหมดว่าไร้ประสิทธิภาพ ขาดความคล่องตัว ไม่เอื้อต่อการพัฒนา ถ้าหากว่าข้ออ้างนี้ฟังขึ้น ก็ต้องยุบหน่วยราชการทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นกองทัพ กระทรวง ทบวง กรม และกอง ทั้งหมด เช่น ระบบตุลาการ ใช่ไหม ทำไมนายวิจิตร ศรีสอ้าน จึงไม่เสนอปฏิรูประบบราชการทั้งหมดถ้าหากเห็นว่าเป็นปัญหาของชาติ หรือเสนอให้กองทัพ หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศาลสถิตยุติธรรมออกจากออกจากระบบราชการ เพื่อความคล่องตัวครับใครไม่อยากอยู่ก็ควรออกไป ผู้ที่สนับสนุนออกนอกระบบ เช่น อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ควรจะลาออก และขับตัวเองออกนอกระบบ ไปทำงานให้มหาวิทยาลัยเอกชน หรือมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพ และความคล่องตัว หรือออกไปตั้งมหาวิทยาลัยใหม่เหมือนมหาวิทยาลัยมหานครที่มีคณาจารย์ลาออกไปก่อตั้ง ทำไมจึงต้องหอบหิ้วเอาสมบัติของชาติและสมบัติของพระมหากษัตริย์ออกไปกับตัวเองไปบริหารด้วย ถ้าหากออกนอกระบบแล้วอำนาจการบริหารไปอยู่ที่ผู้บริหารชุดใหม่ที่มีอิสระและความคล่องตัว อะไรจะเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของชาติ มีหลักประกันอะไรบ้างว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร การศึกษาคือสิทธิมนุษยชนและพันธกิจของรัฐ เนื่องจากประชาชนทุกคนเป็นผู้เสียภาษีที่นำมาเป็นงบประมาณการศึกษา จึงไม่ควรมีการเก็บภาษีซ้ำซ้อนอย่างที่ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ปีการศึกษา 2550 มธ.จะมีการปรับเพิ่มค่าเทอมร้อยละ 20 เนื่องจาก มธ.มีต้นทุนด้านการศึกษาเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ และ 10 ปีที่ผ่านมายังไม่เคยมีการปรับเพดานค่าเทอม พูดแค่นี้ก็เห็นไส้และธาตุแท้ของอธิการบดีผู้สนับสนุนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้ว คือมองการศึกษาเป็นเรื่องเซ็งลี้ เป็นเรื่องกำไร ขาดทุน คุ้มทุน ต้นทุน ปรับตามภาวะเงินเฟ้อ อาจารย์สุรพลเป็นถึงด็อกเตอร์ คิดไม่ได้หรือ ว่าการใช้กรอบคิดเรื่องต้นทุน กำไร ขาดทุน และปรับตามอัตราเงินเฟ้อนั้น เป็นเรื่องทางธุรกิจ ที่ใช้ต้นทุนของนายทุนหรือเงินกู้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งเขาลงทุนเพื่อค้ากำไร เช่นมหาวิทยาลัยมหานคร มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ แต่ระบบการศึกษาของชาติเงินทุนนั้น คือภาษีอากรของประชาชน ที่จ่ายให้รัฐล่วงหน้า เพื่อนำมาใช้อำนวยการศึกษาให้เจ้าของเงินที่เขาไม่ได้คาดหวังกำไร แต่เขาคาดหวังว่า ลูกหลานของทุกคนที่จ่ายภาษี อันได้แก่คนยากคนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ และเป็นผู้แบกรับภาษีทางอ้อมทั้งปวง จะไม่ถูกกีดกันออกไปจากระบบการศึกษาด้วยค่าเทอมทั้งทางตรง และทางอ้อม เช่น ค่าธรรมเนียมสารพัด ที่โขกสับนักศึกษาในทุกวันนี้ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย หากมีโอกาสได้รับรู้ถึง ระบบการเก็บค่าเทอม ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน ท่านคงร่ำไห้น้ำตาเป็นสายน้ำแน่ เพราะธรรมศาสตร์ในวันนี้ได้ทรยศต่อหลักการ ที่ท่านก่อตั้งขึ้นมา ให้เป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนของสามัญชนที่เป็นชนส่วนใหญ่ นักศึกษาในยุคก่อนเหตุการณ์ตุลาคมมหาปิติปี 2516 ต่างมีจิตสำนึก และเข้าใจสิทธิของตน เมื่อมหาวิทยาลัยขึ้นค่าหน่วยกิต หรือ รถเมล์ขึ้นราคา เขาก็ลุกขึ้นประท้วง ออกเดินขบวนประท้วง ผิดกับนักศึกษายุคนี้ ซึ่งถูกอบรมมาให้เป็นแมวเชื่อง หรือวัวที่พร้อมจะให้ผู้บริหารที่ฉ้อฉลสนตะพายไปทางไหนก็ได้ (ระบบโซตัส ระบบเชียร์ จึงฟื้นชีพขึ้นมามอมเมานักศึกษาให้สนุกเข้าไว้) การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ซึ่งจะทำให้การศึกษามีราคาแพง กีดกันคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของชาติ ออกจากระบบการศึกษา และรับใช้เฉพาะลูกหลานของอภิสิทธิ์ชนเท่านั้น คือ การทรยศต่อสัญญาประชาคม เป็นการทรยศต่อประชาชน หรือทรยศต่อชาติ (น่าจะจับไปไถนาสักปี) เช่นเดียวกับการที่ทหารหนีทัพในยามศึก หรือตำรวจหลบไม่ยอมจับผู้ร้ายที่ทำความผิดซึ่งหน้า หรือผู้พิพากษาไม่ตัดสินลงโทษผู้ผิด ฉันใดฉันนั้น นอกจากนี้ เสรีภาพทางวิชาการก็จะหมดไปเมื่ออาจารย์ต้องกลายมาเป็นลูกจ้างที่ไม่มีหลักประกัน ความเป็นปัญญาชนจะถูกแทนที่ด้วยการเป็นผู้ขายแรงงานทางปัญญา หรืออาจารย์บางส่วน ก็จะกลายเป็นนักธุรกิจการศึกษา ซึ่งเป็นอันตรายต่ออนาคตของชาติเป็นอย่างยิ่ง ประเทศที่มีการพัฒนาสูงและเร็ว มีปัญหาอาชญากรรมน้อย มีปัญหาสังคมน้อย มีปัญหาคอร์รัปชั่นน้อย ล้วนมีระบบการศึกษาที่ฟรี หรือเกือบฟรี เช่น ประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส กลุ่มประเทศ สแกนดิเนเวีย สิงคโปร์ ที่เยอรมนี เรียนฟรีถึงขั้นปริญญาเอกด้วยซ้ำ มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่คิดและปล่อยให้มีการหากินขูดรีดนักเรียนนักศึกษา ทั้งทางตรงและทางอ้อมทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยของรัฐในอเมริกา เช่น ยูซีเบิร์กเลย์ ยูซีแอลเอ ยูซีซานดิเอโก และยูซีเดวิส มีชื่อเสีย งและได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับเดียวกับ มหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียง เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เอ็มไอที สแตนด์ฟอร์ด ยูออฟชิคาโก แต่คิดค่าเล่าเรียนถูกกว่าหลายเท่า นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยประเภท สเตต ยูนิเวอร์ซิตี้ และซิตี้ คอลเลจ อีกมากมายทุกรัฐทุกเมืองที่คิดค่าเล่าเรียนถูกมารองรับผู้ด้อยโอกาสอย่างพอเพียง มหาวิทยาลัยของรัฐในอเมริกาเขาไม่ให้นักวิชาการ (เกิน) บริหาร แต่เขาใช้วิธีประมูลตัวซีอีโอของบริษัทเอกชนมาบริหาร โดยการแยกผู้บริหารฝ่ายวิชาการออกจากด้านบริหารทั่วไป มหาวิทยาลัยของรัฐจึงมีคุณภาพ แต่ถ้ามหาวิทยาลัยไทยออกนอกระบบแล้ว ยังให้นักวิชาการที่ไม่ได้เรียนด้านบริหารมาบริหาร ก็จะแย่กว่าเดิมอีก ปัญหาหลักจึงไม่ใช่อยู่ที่การออกนอกระบบแต่แก้ได้ด้วยการแก้ระเบียบและวิธีบริหารมากกว่า ปัญหาความไม่คล่องตัวและไม่มีประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องความ "งี่เง่า" ของผู้บริหารที่เป็นนักวิชาการและบริหารงานไม่เป็น แต่ไม่ยอมรับความจริงบวกกับความละโมบ คือปัญหาที่แท้จริง และเป็นประเด็นหลักที่ต้องแก้ครับ ที่สิงคโปร์ ร้อยละ 80 ของนักศึกษาที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยล้วนได้รับทุนการศึกษาโดยไม่ต้องใช้ทุน ประเทศสิงคโปร์จึงมีบุคลากรของชาติ ที่มีคุณภาพไม่แพ้ประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้ว และสามารถมา "ฮุบ" ประเทศไทยไปได้แล้ว เมื่อมหาวิทยาลัยไทยออกนอกระบบแล้ว มีหลักประกันอะไรบ้างว่าร้อยละ 80 ของนักศึกษาจะได้รับทุนเรียนโดยไม่ต้องใช้ทุนคืน ท่านรัฐมนตรี วิจิตร ศรีสอ้าน จะตอบได้ไหมครับ กม. มีช่องโหว่ให้อำนาจผู้บริหารมากเกินไป ในมาตรา 18, 27 และ 33) โดยมิได้กำหนดเงื่อนไขบังคับใดๆ เกี่ยวกับการสรรหา ทำให้ขาดหลักประกันว่า มหาวิทยาลัยที่รัฐยังเป็นเจ้าของนั้น จะมีความโปร่งใส และยึดหลักบริหารธรรม (good governance) ที่เข้มแข็งและมีความโปร่งใส การกำหนดที่มาและกระบวนการการสรรหาผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยของรัฐมีความสำคัญยิ่ง เพราะจำเป็นต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย และได้รับความศรัทธาว่าจะนำไปสู่การยึดมั่น ในผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง จึงควรมีการระบุให้การสรรหามีกระบวนการที่ชัดเจน ปราศจากการครอบงำและมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การสรรหาโดยอย่างเคร่งครัด โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย ในมาตรา 13 (4) ของ พ.ร.บ. ออกนอกระบบของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดช่องให้มีการร่วมทุน และกู้ยืมเงินจากภายนอกได้ โดยไม่มีข้อบังคับที่ชัดเจนในการป้องกันมิให้ใช้เครื่องมือทางเงินแปรรูปมหาวิทยาลัยไปสู่รูปแบบอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงไม่ตอบสนองวัตถุประสงค์ของการเป็นสถาบันการศึกษาของชาติ การกู้ยืมนั้นอาจเป็นเครื่องมือที่สามารถผลักภาระไปให้นิสิตในอนาคต รับภาระในรูปของค่าเทอม ค่าธรรมเนียม ค่าหน่วยกิต ได้ง่ายจึงควรกระบวนการพิจารณาที่รอบคอบ สำหรับเรื่องการลงทุนและการร่วมลงทุน ระบบบัญชีควรจะต้องเปิดเผยและให้สาธารณชนตรวจสอบได้ตลอดเวลา มาตรา 29 และ 34 อธิการบดี (และคณบดี) ควรพ้นจากตำแหน่งถ้ามีอายุเกินกำหนด 60 ปี ทั้งนี้เพราะเป็นตำแหน่งงานบริหาร ที่ต้องการบุคคลทำงานเต็มเวลา จึงไม่ควรมีอายุการทำงานนานเป็นพิเศษกว่าคณาจารย์ประจำ หรือบุคลากรประเภทอื่นของมหาวิทยาลัย มาตรา 36 เนื่องจากระดับคณะไม่มีสภาคณาจารย์คณะกรรมการบริหาร จึงควรมีสัดส่วนผู้แทนคณาจารย์ประจำคณะ ที่มากเพียงพอ เพื่อป้องกันมิให้การบริหารถูกรวมศูนย์จนขาดการแนะนำท้วงติง หรือขาดการมีส่วนร่วมของคณาจารย์ จากทุกคณะ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นเป็นเวลานานก็จะส่งผลให้องค์กรมีความอ่อนแอ ขาดความเป็นธรรมและขาดความสามัคคี ทางออกของมหาวิทยาลัยของรัฐ 1.ใครอยากออกจากระบบราชการก็ควรออกไปแต่ตัวไปสู่ที่ชอบๆ เช่นไปทำงานรับใช้มหาวิทยาลัยต่างชาติ ทำงานกับมหาวิทยาลัยเอกชน หรือหาเงินตั้งมหาวิทยาลัยกันเอง แต่อย่าเอามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสมบัติของชาติออกไปด้วย 2.ควรจะแยกคณะสาขาวิชาที่ลงทุนสูงออกไปแล้วคิดค่าเล่าเรียนตามต้นทุนที่แท้จริง เช่น ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยี ด้านการแพทย์ หรือ ด้านวิศวกรรม ซึ่งผลิตบุคลากรไปป้อนภาคธุรกิจ หรือออกไปทำงานต่างประเทศ โดยใช้เงินภาษีอากรของประชาชนทั้งประเทศนั้นไม่เป็นการยุติธรรม สำหรับนักศึกษาที่ต้องการทุนโดยไม่ต้องใช้คืน ก็ให้ทำสัญญาผูกมัดว่าเมื่อจบแล้วต้องทำงานราชการ หรือองค์กรการกุศล หรือองค์การเอ็นจีโอ เป็นเวลา 5 ปี เหมือนนักศึกษาแพทย์ที่จบแล้วต้องรับราชการใช้คืนทุนก่อน 3.แยกผู้บริหารด้านวิชาการ ออกจากผู้บริหารด้านทั่วไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารโดยผู้ที่เรียนมาทางด้านบริหาร หรือมีประสบการณ์มาก่อน แบบเดียวกับในอเมริกา 4.เพิ่มเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยในอัตราเดียวกับอัยการ หรือผู้พิพากษา โดยไม่ต้องออกนอกระบบ เพราะว่าเมื่อออกนอกระบบแล้ว รัฐจะแทรกแซงกำหนดทิศทาง หรือนโยบายไม่ได้ เหมือนกับรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปออกไปแล้ว เช่น ปตท. ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่คานอำนาจบริษัทต่างชาติในการกำหนดราคาน้ำมันที่เหมาะสมอีกต่อไป รถไฟฟ้า รถใต้ดิน หรือค่าทางด่วน ก็เป็นลักษณะเดียวกัน คือ บริหารงานเพื่อผลกำไรสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินลงทุน 5.ยกเลิกระบบกู้เงินเรียน แต่ใช้ระบบให้ทุนแบบสิงคโปร์ โดยการคัดเลือกและให้มีการแข่งขัน นักศึกษาที่เกียจคร้านหรือไม่รักเรียน ไม่รักความก้าวหน้าก็ต้องถูกกันออกไปเรียนระดับอาชีวะ หรือ ระดับต่ำกว่านั้นเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับมหาวิทยาลัย 6.ให้รัฐเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าแบบในอเมริกาเพื่อนำเงินมาเป็นงบประมาณการศึกษาทั้งระบบ หน้า 45
|