|
||||||||||||||
|
ทฤษฎีการรับจำนำ
(ข้าวเปลือก)
โดย โสภิณ ทองปาน มติชนรายวัน วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10533 การรับจำนำข้าวเปลือกเป็นข่าวพาดหัวอีกในช่วงปลายปี 2549 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข่าวมาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว เช่น รัฐมนตรีพาณิชย์ คิดจนหัวจะแตกว่าจะทำอย่างไรกับการรับจำนำข้าวเดือนพฤศจิกายน 2549...ตามด้วยแฉปมรับจำนำข้าว ต้นเหตุรัฐขาดทุนบาน คือ ขณะนี้ทราบว่าขาดทุนคือต้องหาเงินงบประมาณมาโปะ อย่างน้อยก็ 18,000 ล้านบาท จึงตัดสินใจรับจำนำโดยอิงราคาตลาด คือ ราคารับจำนำจะต่ำกว่าปีก่อน ทันทีที่เป็นสมาคมชาวนาออกมาโวยว่าถ้าอย่างนี้ ชาวนาจะตายอย่างเขียดพร้อมขอให้ทบทวน บทความวันนี้จะอธิบายว่าทำไมต้องรับจำนำ หรือจำนำทำไม ควรจะจำนำราคาเท่าหรือต่ำกว่าหรือสูงกว่าราคาตลาด จำนำโดยทั่วไปหมายถึงกู้เงินมาโดยเอาของมอบไว้สำหรับให้จำไว้ มีเงินเมื่อใดก็ไปไถ่ถอนมา ซึ่งคนทั่วไปโดยเฉพาะผู้ปกครองนักเรียนทำเป็นประจำ ในช่วงเปิดเทอม ของที่เอาไปมอบมีตั้งแต่ทองรูปพรรณ กล้องถ่ายรูป แม้กระทั่งครกหินตำน้ำพริก ครบเดือนก็ไปจ่ายดอกมีเงินก็ไปไถ่ถอนมา เรื่องอย่างนี้ไม่ต้องอธิบายมาก การรับจำนำพืชผลเกษตรโดยเฉพาะสินค้าที่เก็บรักษาไว้ได้ไม่เน่าเสียในระยะสั้นๆ เช่น ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สินค้าเหล่านี้เก็บเกี่ยวพร้อมกันทั้งภูมิภาคทันทีที่สินค้าออกสู่ตลาดราคาจะต่ำมาก เป็นของธรรมดามิใช่เฉพาะข้าวเปลือก รวมไปถึงมะม่วง ทุเรียน เงาะ ส้ม แต่ผลไม้เหล่านี้เน่าเสียเก็บไม่ได้จึงไม่มีการรับจำนำ แต่ต้องขอชม ธ.ก.ส.ช่างมีความคิดเฉียบที่รับจำนำหัวมันสำปะหลังทั้งที่อยู่ในดินได้ เจ้าหน้าที่สินเชื่อต้องไปดูขนาดหัวมันในดิน ถือว่าเป็นนวัตกรรมระดับโลกละ ถ้าชาวนาจะขายในช่วงเก็บเกี่ยวราคาในตลาดก็ต่ำ ยิ่งพากันแห่ขายราคาก็จะยิ่งต่ำ ชาวนายิ่งแย่อยู่แล้วก็ยิ่งเครียด ทางการโดยเฉพาะ ธ.ก.ส.เห็นทางช่วยมีความคิดว่า อย่าเพิ่งขายเลยเดือดร้อนเรื่องเงิน ไม่มีเงินใช้จ่ายไม่ต้องเครียด มาเอาเงินไปจาก ธ.ก.ส. โดยเอาข้าวจำนำไว้เมื่อราคาดีแล้ว ขายข้าวแล้วมาชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย ทุกคนก็ดีขึ้น ไม่เครียด เงินกู้ประเภทนี้เรียกว่าให้กู้เพื่อเก็บรักษาพืชผล (ภาษาอังกฤษเรียกว่า storage loan) ธ.ก.ส.ก็ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2515 จะสามสิบห้าปีอยู่แล้ว รับจำนำในฤดูเก็บเกี่ยวในราคาใกล้เคียงกับราคาตลาด เมื่อราคาสูงขึ้นชาวนาขายข้าว เอาเงินไปชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย ปัจจุบันวิธีการพัฒนาขึ้นมาอีกมาก ขนาดว่าจำนำแล้วเก็บข้าวเปลือกไว้ที่ยุ้งฉางตนเอง เรียกภาษาจำนำข้าวว่าจำนำยุ้งฉาง ไม่ต้องขนไปให้เหนื่อยเมื่อเอาครกหินไปเก็บไว้ที่โรงรับจำนำ ปกติราคาข้าวเปลือกเจ้านาปีจะต่ำสุดในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเช่นข้าวนาปีจะต่ำสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม หลังจากนั้นจะขยับขึ้นตามปริมาณข้าวที่เหลือน้อยและจะสูงอีกในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และจะสูงอีกหนก็ช่วงสิงหาคม-กันยายน หลังนาปรังเก็บเกี่ยว ถ้าจำนำในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม แล้วค่อยขายข้าวเมื่อราคาสูงขึ้นเอาเงินไปชำระหนี้ ดังนั้น ราคารับจำนำก็ต้องต่ำกว่าราคาตลาด เพราะต้องการจะให้เกษตรกรขายได้สูงขึ้น เมื่อขายข้าว แต่ถ้าจำนำราคาสูงกว่าตลาด ก็ไม่ต้องไถ่ถอนอีกแล้ว ปล่อยให้หลุดจำนำไปเลย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการรับจำนำในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา คือจริงๆ แล้วมิใช่จำนำแต่ซื้อเลยในราคาสูงกว่าตลาด เกษตรกรก็ไม่ไถ่ถอน เป็นการซื้อข้าวที่โรงสี เรียกว่าจำนำใบประทวน ผู้ขายข้าวเอาในประทวนไปเบิกเงินที่ ธ.ก.ส.ไม่เกินสามวันได้เงิน ในเมื่อซื้อข้าวแล้วเรียกจำนำอยู่ได้อย่างไร ดังนั้น ประโยชน์ที่ได้จากจำนำข้าวเปลือกส่วนหนึ่งมาจากผลประโยชน์ที่ได้รับจากการมีเงินมาใช้จ่ายในตอนจำนำ ซึ่งถ้าต้องการเงินสดเร่งด่วน หักด้วยอัตราดอกเบี้ย แต่ของรัฐบาลไม่มีดอกเพราะซื้อขาด เมื่อตอนขายข้าวได้ราคาเกวียนละเท่าใด หักด้วยอัตราดอกเบี้ย หักด้วยค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวเปลือก หักด้วยความเสียหายจากข้าวลดน้ำหนัก สูญเสียจากสัตว์รบกวน (ตั้งแต่หนู นก ลิง มาขโมยกิน) ผลคือ ราคาที่ได้จะต้องสูงกว่าราคารับนำจำ นี่คือทฤษฎี แต่ถ้ารัฐบาลจำนำหรือซื้อในราคาสูงมากๆ ในปริมาณมากๆ เช่นปีละแปดเก้าล้านตันในราคาที่สูงกว่าตลาดร้อยละ 30 เป็นการซื้อ ดังนั้น ข้าวราคาแพงอยู่ในโกดังใครจะทำหัวหมอไปไถ่ถอนก็ไม่ได้เพราะข้าวปนกันหมด ดีไม่ดีหาไม่เจอเพราะสีไปแล้ว รัฐบาลต้องจ่ายค่าเช่าทุกวัน ขณะเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม มีข้าวสารเหลืออยู่ประมาณเกือบสี่ล้านตัน คิดเป็นข้าวเปลือกเกือบแปดล้านตัน คุณภาพก็จะเสื่อมลงเรื่อยๆ ราคาขายข้าวสารในตลาดก็ลดลง ขณะที่ต้นทุนแพงมากจนขาดทุนเท่าที่ทราบแล้วเกือบสองหมื่นล้านบาท ส่งออกก็ขาดทุน เก็บไว้ก็เจ๊ง การรับจำนำในปริมาณมากๆ และราคาสูงกว่าตลาด หรือรับซื้อ ทำให้ระบบตลาดข้าวเปลือกพังทลาย ไม่มีพ่อค้าออกวิ่งรถรับซื้อจากชาวนา เพราะแข่งกับรัฐไม่ไหว ถ้าบังเอิญซื้อข้าวเปลือกมาได้บ้างเอาไปจำนำก็มีกำไร ขอใช้ชื่อเกษตรกรจ่ายเงินไปสักสี่ห้าร้อยบาท ชื่อของใครก็ยินดีให้ใช้ การรับจำนำในปริมาณมากๆ อย่างนี้ผู้อ่านจะตกใจถ้ารู้ว่ารัฐบาลทำโดยจับเสือมือเปล่า มีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง ดูแลจังหวัดละคนสองคน แต่การรับซื้อทั้งหมดทำโดยโรงสี การกำหนดราคา หักความชื้น หักสิ่งเจือปนแล้วแต่โรงสี ตกลงแล้วเขาข้าวเปลือกลงกอง ให้ใบประทวนแก่เกษตรกร อคส.จะสั่งให้สีเมื่อใด ปริมาณสีเท่าใด เอาไปส่งมอบที่โกดังไหนก็จะแจ้งให้โรงสีทราบ การส่งมอบก็มีบริษัทตรวจสอบคุณภาพแต่การขึ้นทะเบียนบริษัท เพื่อให้บริการก็มีล็อคสเปคอย่างที่เป็นข่าวเมื่อต้นปีเวลาลงนามในเอกสารจ่ายอีกกระสอบละเจ็ดแปดบาท ข้าวอะไรก็จะเป็นข้าวคุณภาพดีตามที่ อสค.สั่งให้สี จริงๆ แล้วโรงสีรับมอบข้าวจากเกษตรกรแล้ว จะนอนเฝ้าข้าวเปลือกอยู่หรือ แล้วเอาเงินไหนมาจ่ายคนงาน ถ้าเป็นท่านเมื่อลูกค้าสั่งซื้อข้าวสารก็สีจำหน่ายไปเลย อคส.สั่งอีกก็สีให้ ข้าวเปลือกมีเยอะแยะไป ใครจะไปทราบว่าเป็นข้าวชนิดใด จากท้องที่ไหน ดังนั้น ข้าวในโกดังของรัฐ ราคาตามบัญชีจะแพง แต่ราคาในตลาดจริงๆ จะต่ำ ซื้อไปต้องเสียเงินปรับสภาพข้าวอีก จึงยังมีค้างอยู่เป็นภูเขา ข่าวหลังสุดว่าเกษตรกรขอต่อรองว่าให้จำนำราคาสูงกว่าราคาตลาด อย่างนั้นมิใช่จำนำ แต่เป็นการรับซื้อในราคาแพง สะดวกและง่ายถ้าแพงกว่าสักร้อยสองร้อยได้ แต่ให้จำนำกับ ธ.ก.ส.โดยจำนำที่ยุ้งฉาง ถ้าเดือดร้อนเงินจริงๆ ควรจะรับ ถ้าไม่เดือดร้อนก็แล้วไป หน้า 7
|