หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ระวัง TANSTAAFL

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน  วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10533

ความสำเร็จในการยกน้ำหนักทำลายสถิติโลกของคุณปวีณา ทองสุข ถือได้ว่าเยี่ยมยอด ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด จะมีคนทำลายสถิติเดียวกันอีกกี่ครั้ง ความจริงที่ว่าครั้งหนึ่งคุณปวีณาเป็นผู้ทำลายสถิติโลก ก็จะอยู่คู่โลกตลอดไป อย่างไรก็ดี รางวัลนี้ได้มาด้วย "ราคา" ที่สูง

เป็นที่ทราบกันดีว่านักยกน้ำหนักทั้งหลาย (เฉกเช่นเดียวกับผู้ใช้กำลังแบกหาม) จะมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง เมื่อมีอายุมากขึ้นจะเกิดความเจ็บปวดเกี่ยวกับข้อ หลัง ขา แขน และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ในบางรายอาจหนักถึงกับเป็นอัมพาตก็มี และอาจมีอายุสั้นมากกว่าคนปกติโดยทั่วไป ในบางประเทศที่นักยกน้ำหนัก บริโภคสเตอรอย (Steroid) แต่อายุยังน้อยเป็นปริมาณมาก และติดต่อกันยาวนาน (เช่นครั้งหนึ่งในเยอรมนีตะวันออก) มีผลทำให้อายุสั้นขึ้นอย่างแน่ชัด

ถ้าถามว่า "ราคา" ของการได้มาซึ่งรางวัลในชีวิตจากการยกน้ำหนักและการทำลายสถิตินี้ "แพงหรือสูงเกินไป" หรือไม่ คุณปวีณาเท่านั้นที่จะเป็นคนตอบได้ (คนไทยทั่วไปอาจบอกว่า "ถูกมาก" เพราะตนเองได้หน้า แต่คนรับภาระเจ็บป่วยไปคือ คุณปวีณา) วิธีคิดในการตอบก็คือถ้าถึงไม่ยกน้ำหนักต่างๆ เหล่านี้เลย คุณปวีณาก็สามารถมีเงินมีทองมีชื่อเสียงจากเรื่องอื่น ในระดับเดียวกันได้ โดยไม่ต้องเกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว อย่างนี้เรียกได้ว่า "แพงเกินไป"

แต่ถ้าการยกน้ำหนักเช่นนี้เป็นหนทางเดียว ที่ทำให้คุณปวีณาได้และเป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็น่าคิดว่าอาจจะ "ไม่แพงเกินไป" แต่ก็มีราคาสูงอย่างแน่นอน เพราะต้องเอาความเจ็บป่วยระยะยาว บวกเวลา และโอกาสในชีวิตที่ต้องเสียไปจากการฝึกฝน และฝึกซ้อมเป็นเวลายาวนานมาเปรียบเทียบกับเงินทองและชื่อเสียงที่ได้รับ คุณปวีณาคงต้องประเมินเองว่าแล้วสองด้านนี้ มันทัดเทียมกันหรือไม่ ถ้าด้านที่สองที่เป็นเรื่องเสียสูงกว่าด้านผลตอบแทนมากๆ ก็คงจะตอบได้ว่า "แพงเกินไป" แต่ถ้าด้านผลตอบแทนมันสูงกว่าด้านเสียมากๆ ก็คงจะเป็นว่า "ไม่แพงเกินไป"

ไม่ว่าแพงเกินไปหรือไม่ก็ตาม คุณปวีณาก็ต้อง "จ่าย" เสมอสำหรับการได้มาซึ่งเงินทองและรางวัลชีวิตเหล่านี้ คุณปวีณาอยู่ในสถานการณ์ที่ผมเรียกมานานว่า "โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" ซึ่งดูจะเป็นกฎสำคัญของการดำรงชีวิต

คนอยากรวยทางลัดด้วยการฉ้อฉลคดโกง ไม่ว่าจะเป็นนายหน้า เป็นหัวคิว เป็นตัวกลาง เป็นพ่อค้า เป็นข้าราชการ หรือนักการเมือง อาจคิดว่าการทำเช่นนี้มี "ราคาต่ำ" เพราะทำไปแล้วไม่เห็นมีใครติดคุกสักคน บัดนี้อาจกำลังเห็นเส้นทางสู่คุก หรือความยุ่งยากในชีวิตชัดเจนขึ้น น่าจะเข้าใจมากขึ้นว่า "โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" นั้นมีความหมายอย่างไรสำหรับคนชอบทางลัด

คนทำงานหาเงินอย่างสุจริตก็อยู่ในสถานการณ์ "โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" เช่นกันหากแต่มี "ต้นทุน" เพียงร่างกายสึกหรอ และเวลาที่สูญเสียไปกับการทำงาน ไม่ต้องจ่าย "ต้นทุน" เพิ่มเติม ซึ่งคือความกังวลใจว่า เมื่อใดเรื่องมันจะมาแดงถึงตัวเอง ครอบครัวและตนเองจะเดือดร้อนวุ่นวายเพียงใด

เส้นทางสุจริตกับเส้นทางทุจริตจึงแตกต่างกันตรง "ต้นทุน" ที่ชีวิตต้องเผชิญ เส้นทางแรกถึงจะไม่รวยแบบน่าเกลียดแต่ก็มั่นคง สบายใจ ภูมิใจ ชูคอ และสบตาคนได้อย่างไม่หวาดหวั่น ไม่ดูถูกตัวเองและ "ต้นทุน" ในการได้เงินมาครองชีพนั้นน้อยกว่ามากมาย

ผมมั่นใจว่าผมไม่ใช่คนที่คิดประโยค "โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" จำไม่ได้เหมือนกันว่ามันได้มาอย่างไรตอนรวบรวมบทความ มาเป็นหนังสือชื่อนี้ รากของมันก็คือ "There"s no such thing as a free lunch" ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มเรียกว่า Friedman"s Law (Milton Friedman ปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ของโลก ผู้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์และเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเร็วๆ นี้เขียนหนังสือชื่อเดียวกันใน ค.ศ.1975)

"ไม่มีอาหารกลางวันที่ฟรี" ของ Friedman นี้ มีที่มาจากคำพูดในภาษาอังกฤษซึ่งเข้าใจกันว่ามีมาตั้งแต่อังกฤษมีโรงเตี๊ยม ให้คนขี่ม้าพักข้ามคืน และมีร้านขายอาหารบวกเหล้าอยู่ด้วย ร้านเหล่านี้มักมีป้ายบอกว่า free lunch แต่ถ้าใครสั่งแต่อาหารกลางวัน โดยไม่สั่งเครื่องดื่มแถมด้วยก็จะเป็นเรื่องถึงกับโดนจับโยนออกนอกร้าน จึงพูดกันทั่วไปว่า "ไม่มีอาหารกลางวันที่ฟรี"

"No free lunch" ในภาษาอังกฤษมีความหมายว่า ไม่มีอะไรที่ฟรีจริง มันจะต้องมีอะไรซ่อนเร้นอยู่เสมอ (เช่น ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ แจกของแถมราคาแพง) Friedman เป็นผู้ที่เอาประโยคนี้ มาใช้ในทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งทำให้เกิดความหมายลึกซึ้งมากขึ้น กล่าวคือในโลกที่ทุกสิ่งจำกัด (เช่น น้ำ ที่ดิน เวลา โอกาส เงิน) เมื่อเทียบกับความต้องการ บุคคลหรือสังคมจำเป็นต้องเลือกเสมอ (เช่น ใช้เงินในวันนี้น้อยจนเหลือไว้ใช้ในอนาคตมาก หรือใช้เงินในวันนี้มาก และเหลือสำหรับอนาคตน้อย) ทุกทางเลือกเช่นนี้จะเกิด "ต้นทุนหรือราคา" ขึ้นเสมอ (ใช้เงินวันนี้น้อยก็คือการอดออม ไม่ได้บริโภคมากดังใจหวังแต่ได้บริโภคมากในอนาคต การเสียสละการบริโภคในวันนี้คือ "ราคา" ที่ต้องจ่ายสำหรับความสุขสบายในวันข้างหน้า)

เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้พบคำว่า TANSTAAFL ซึ่งเป็นคำที่เกิดจากการผสมของอักษรแรกของคำ (ดังที่เรียกว่า acronym ในภาษาอังกฤษ เช่น UN จาก United nations) จากประโยค There Ain"t No Such Thing As A Free Lunch (อ้างอิง wikipedia.org)

TANSTAAFL เป็นคำที่รู้จักกันกว้างขวาง ในแวดวงของโลกระดับหนึ่ง เพราะนวนิยายวิทยาศาสตร์ (The Moon is a Harsh Mistress) ของนักเขียนชื่อดัง Robert A. Heinlein ในปี 1966 เมื่อตัวละครกล่าวถึงประโยคเอกนี้ และมีการนำมาอ้างอิงกันต่อๆ มา

เรื่องเล่าเกี่ยวกับ TANSTAAFL มีอยู่พอควรเช่น ร้านขายขนมจุกจิก ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยชิคาโกดูแล ใช้ชื่อนี้เป็นชื่อร้าน เนื่องจาก Miltion Friedman สอนหนังสือ และมีชื่อเสียงอยู่ที่นี่นานหลายสิบปี

ในปี 1950 คอลัมนิสต์คนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ New York Times เล่าเรื่องว่าก่อนที่นักเศรษฐศาสตร์มีชื่อ Leonard P. Ayres จะตายในปี 1946 ผู้สื่อข่าวหลายคนรุมล้อมเตียงและขอให้เขาบอกว่ากฎเศรษฐศาสตร์ใดที่เขาเห็นว่าจริงแท้แน่นอน ศาสตราจารย์ผู้นี้ตอบว่า ความจริงที่ไม่มีวันปฏิเสธได้ก็คือ "ไม่มีอาหารกลางวันที่ฟรี"

สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหลายคน ที่ปลาบปลื้มดีอกดีใจที่ได้หน้าได้ตาจากการได้รับเลือกต้องไม่ลืมว่า "โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" เพราะในการทำงานในหน้าที่ นอกจากจะเสียเวลา เสียสมอง และถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นทาสของ คมช.แล้ว ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จตามกำหนดเวลา และออกมาไม่เข้าท่าไม่ถูกใจผู้คนแล้วละก็จะตายหมู่ เสียผู้เสียคน ต้องจ่ายกันด้วย "ราคา" แสนแพงครับ

หน้า 6