|
||||||||||||||
|
การควบคุมเงินทุนของธนาคารแห่งประเทศ
ทางเลือกที่เหมาะสม?
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย สมบูรณ์ ศิริประชัย มติชนรายวัน วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10532 ดูเหมือนว่าขณะนี้คนไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลายอย่าง จนกระทั่งทำให้ชีวิตของคนไทยทั่วไป และคนกรุงเทพมหานคร เริ่มมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย แต่บทความนี้ไม่มีเจตนาจะวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดระเบิด หรือความขัดแย้งทางการเมืองใดๆ สิ่งที่บทความนี้อยากนำเสนอคือ การวิเคราะห์มาตรการการควบคุมเงินทุนไหลเข้า ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมของปีที่แล้ว ในรายละเอียดนั้น ธนาคารชาติ หรือธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีการประกาศตามหน้าหนังสือพิมพ์ และในหน้าเว็บไซต์ สามารถสรุปได้ง่ายๆ ว่าเป็นเรื่องการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น ซึ่งประกาศครั้งแรกในวันที่ 18 ธันวาคม 2549 แต่ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ธนาคารชาติก็ต้องออกประกาศเพิ่มเติม เพื่อผ่อนผันในเวลาต่อมา โดยสาระสำคัญคือธุรกรรมรับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศหรือเงินบาทนั้น ต้องกันสำรองไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ ในจำนวนร้อยละ 30 ซึ่งหมายถึงเงินลงทุนในตราสารหนี้ ที่สืบเนื่องมาจากการซื้อตราสารหนี้ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2549 เป็นต้นไป เงินกู้สกุลเงินตราต่างประเทศที่ทำสัญญากู้เงินตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2549 เป็นต้นไป และการรับซื้อเงินตราต่างประเทศ เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่ได้รับการยกเว้นดังที่กล่าวมาแล้ว เหตุผลที่ธนาคารชาติออกประกาศฉบับนี้ก็เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท ทั้งนี้โดยอ้างเหตุผลต่อไปว่า เพื่อเอื้อต่อการขยายตัวอย่างยิ่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ดังที่เราทราบกันดีทางหน้าหนังสือพิมพ์ ในประกาศฉบับเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2549 จึงมีการยกเว้นไม่ต้องกันสำรองเป็นเงินตราต่างประเทศไว้จำนวนร้อยละ 30 นั้นมีทั้งหมด 10 ประการ คือ 1.ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับรายการในดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายรวมถึง ค่าสินค้า ค่าบริการ รายได้เงินโอนและบริจาค 2.เงินลงทุนในหุ้นทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ไม่รวมหน่วยลงทุนทุกประเภท และ Warrant) เงินลงทุนในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) และตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) ทั้งนี้ให้นำเงินลงทุนดังกล่าว เข้าบัญชีเงินบาทที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ (Special Non3-resident Baht Account for Equity Securities : SNS) 3.เงินลงทุนโดยตรง ซึ่งหมายถึงเงินที่นำมาจัดตั้งกิจการหรือเข้าร่วมลงทุนในประเทศไทย โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น หรือมีส่วนเป็นเจ้าของไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 และมีอำนาจในการบริหารจัดการกิจการดังกล่าว 4.เงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน คอนโดมิเนียม (ไม่รวมหน่วยลงทุนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์) 5.เงินกู้เงินตราต่างประเทศที่ได้ทำสัญญากู้เงินก่อนวันที่ 19 ธันวาคม 2549 6.การรับซื้อเงินตราต่างประเทศจากธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ที่เป็นการต่ออายุสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยการทำธุรกรรม Swap กับสถาบันการเงินเดิม 7.การรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด 8.การรับซื้อเงินตราต่างประเทศจากลูกค้า หรือบุคคลรับอนุญาต ในรูปเช็คเดินทางและธนบัตรเงินตราต่างประเทศ 9.การรับซื้อเงินตราต่างประเทศจาก (ก) สถานทูตไทย สถานกงสุลไทย หรือหน่วยงานรัฐบาลไทยที่ตั้งอยู่นอกประเทศไทย และ (ข) สถานทูตต่างประเทศ สถานกงสุล ทบวงการชำนัญพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติ องค์การหรือสถาบันระหว่างประเทศ ที่ประจำการในประเทศไทย 10.เงินกู้สกุลเงินตราต่างประเทศของหน่วยงานราชการที่นำมาขายรับบาท สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ธนาคารชาติยอมอ่อนข้อในมาตรการที่เสนอครั้งแรกอย่างมาก เพราะข้อยกเว้นที่ระบุไว้ข้างบนถึง 10 ข้อนั้น แสดงให้เห็นว่า มิได้มีเจตนาจะควบคุมเงินทุนไหลเข้าอย่างเข้มงวด เพราะเกรงว่าจะส่งผลสะเทือน ต่อระบบเศรษฐกิจมากจนเกินไป คำถามที่นักเศรษฐศาสตร์เริ่มสงสัย และงุนงงก็คือ ในเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ธนาคารชาติมิได้เคยแสดงสัญญาณใดๆ ว่าจะเข้าควบคุม หรือใช้มาตรการควบคุมเงินไหลเข้า หรือไหลออกแต่อย่างใด อดีตผู้ว่าธนาคารชาติคนก่อน หรือรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน เคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งสมัยนั้นว่า การควบคุมเงินทุนนั้นไม่ใช่นโยบายที่เหมาะสมสำหรับเศรษฐกิจไทย ถ้าเช่นนั้น เหตุใดจู่ๆ ธนาคารชาติของไทยจึงเลือกใช้มาตรการนี้ แทนที่จะใช้มาตรการอื่นๆ ที่มีอยู่ ความจริง หลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ เมื่อปี 1997 นั้น หลังจากนั้นคือปี 1998-1999 ประเทศไทยก็ใช้การดูแลเงินทุนเหมือนกัน แต่มิได้เด่นชัดเท่ากับมาตรการเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม และ 22 ธันวาคม 2549 ใครๆ ที่ศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย อดจะฉงนและงงงวยกับมาตรการนี้ไม่น้อย เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ชื่อว่า ประเทศที่เดินตามเส้นทางของฉันทานุมัติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) อย่างแนบแน่น โดยเชื่อในเรื่องการเปิดการเงินเสรี (Financial Liberalization) โดยให้มีเงินทุนไหลเข้าออกอย่างเสรี (Capital Account Liberalization) และดังที่ทราบกันดี การเปิดการเงินเสรีนี้ ทำให้ไทยต้องประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 1987 แต่แม้ในช่วงหลังจากนั้น จนถึงก่อนวันที่ 18 ธันวาคม 2549 เราก็ไม่พบสัญญาณใดๆ จากธนาคารชาติว่าจะเลือกการควบคุมเงินทุน ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านของเรา คือมาเลเซียใช้มาก่อน ความจริงที่ควรกล่าวไว้ ณ ที่นี้ก็คือ ตลอด 20 ปีมานี้ ผู้วางและผู้กำกับนโยบายเศรษฐกิจของไทย ไม่เชื่อในเรื่อง Capital Control แม้แต่น้อย เพราะก่อนหน้าวิกฤตการณ์ในปี 1997 มีนักวิชาการไทยบางท่านเสนอให้ทางการไทยเลือกใช้ Capital Control แบบที่ใช้ในประเทศชิลี แต่ก็มักได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงเสมอมา ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงอดรู้สึกทึ่งและอดสงสัยไม่ได้ว่า เพราะเหตุใด ธนาคารชาติไทยซึ่งมีนโนทัศน์ ในเรื่องความเชื่อการเปิดการเงินเสรีมาโดยตลอด จึงเปลี่ยนใจมาใช้ Capital Control ความสงสัยนี้คงไม่อาจอธิบายได้เพียงเหตุผลสั้นๆ 2 ข้อ ที่ประกาศในกฎระเบียบของธนาคารชาติเป็นแน่ คำถามที่รอคำตอบนี้คงไม่มีการตอบเป็นทางการเป็นแน่ เพราะอาจเกี่ยวพันกับข้อมูลอย่างที่เปิดเผยไม่ได้ว่า เมืองไทยถูกโจมตีจากนักเก็งกำไรอย่างไร ในบทความสั้นๆ นี้ ผู้เขียนอยากแลกเปลี่ยนความเห็นว่าแท้ที่จริงหัวข้อเรื่อง Capital Control มีวิวาทะจำนวนมาก ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นักเศรษฐศาสตร์ที่เห็นด้วยกับการควบคุมการเงินเงินทุนมักจัดอยู่ในปีกฝ่ายซ้าย เพราะเชื่อว่า ตลาดการเงินระหว่างประเทศ ยังไม่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ และประเทศกำลังพัฒนาอาจต้องเผชิญกับความสุ่มเสี่ยงทางการเงินมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการมี Capital control ในบางระดับจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยกลับคิดในทางตรงกันข้าม การควบคุมเงินทุนนั้นมิได้ช่วยอะไรเลย ผลเสียหายทางเศรษฐศาสตร์มีมากมาย ดังที่เราจะกล่าวต่อไป แต่ที่ตั้งข้อสังเกตก็คือ การควบคุมการเงินทุนไม่อาจป้องกันการเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจได้เลย ประเทศที่เปิดการเงินเสรีจำนวนมาก ล้วนพบถึงวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่ดาษดื่น เช่น เม็กซิโก ไทย เกาหลีใต้ รัสเซีย และอาร์เจนตินา เป็นต้น แต่ประเทศที่ไม่เผชิญกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจเลย คือ จีนกับอินเดีย ซึ่งมิได้รับผลกระทบแม้แต่น้อยจากวิกฤตการณ์ในปี 1997 แต่เพราะเหตุใด ประเทศไทย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยมาเริ่มใช้การควบคุมการเงินทุนไหลเข้า ในปลายเดือนธันวาคม 2549 แทนที่จะใช้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คำถามนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่งในทางวิชาการของไทยเลยทีเดียว ผลประโยชน์ที่จะได้จากการใช้การควบคุมเงินทุนไหลเข้าและออกน่าจะมากกว่า ปล่อยให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีเป็นแน่ ในความคิดของธนาคารชาติไทย มิเช่นนั้น มาตรการนี้คงไม่มีการประกาศใช้ออกมา เหตุผลหลักที่อ้างในการประกาศคือ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท เพราะเกรงว่าหากไม่มีการแทรกแซง ค่าเงินบาทที่แท้จริงคงมีค่าแข็งขึ้นเรื่อยๆ ตามข่าวที่อ้างในวงการคือ อาจแข็งค่าถึง 33-34 บาท ต่อหนึ่งเหรียญ สรอ. และนั่นจะเป็นการสร้างความเสียหายแก่ประเทศใหญ่หลวง โดยเฉพาะภาคการส่งออก ที่จักสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ เหตุผลดังกล่าวนี้ดูจะมีคนคัดค้านไม่มากนัก เพราะคนส่วนหนึ่งเห็นว่า เศรษฐกิจไทยนั้น ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยการส่งออก ดังนั้น ถ้าการส่งออกเสียหาย ประเทศชาติก็เสียหายไปด้วย อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่มักกล่าวอ้างในวงการวิชาการมากกว่าคือ ผลประโยชน์ที่จะได้จากการใช้ Capital control ก็คือ การลดความเสี่ยงที่จะเผชิญกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ในที่นี้ก็มักหมายถึงวิกฤตการณ์ ของอัตราแลกเปลี่ยน ดังเช่นที่เกิดขึ้นในปี 1997 เมื่ออินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย มีเงินทุนไหลออกมากถึง 13 พันล้านเหรียญ สรอ. ทำให้เงินตราของประเทศต้องลดลงถัวเฉลี่ยมากถึง 77% และก่อให้เกิดเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง สิ่งที่ธนาคารชาติคาดหวังก็คือ การช่วยให้เศรษฐกิจไทยไม่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ของอัตราแลกเปลี่ยน และทำให้เงินทุนไหลเข้า ไม่ก่อผลเสียต่อการส่งออกของไทย อย่างไรก็ตาม นี่อาจเป็นการมองโลก ในด้านที่สวยหรูมากเกินไปหรือไม่ เรายังตอบไม่ได้ในตอนนี้ จนกว่านโยบายนี้จะมีการดำเนินไปในระยะเวลาหนึ่ง แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อ่านก็คือ การใช้ Capital control ก็ไม่อาจป้องกันวิกฤตการณ์เศรษฐกิจได้จริง อินเดียเกิดวิกฤตการณ์ของอัตราแลกเปลี่ยนในปี 1991 และจีนก็เกิดวิกฤตการณ์อัตราแลกเปลี่ยนเช่นกันในปี 1994 ทั้งๆ ที่มีการใช้ Capital control อย่างเข้มงวดกว่าที่ประเทศไทยใช้ในขณะนี้ การถกเถียงเรื่องนี้ ผู้เขียนคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมาตรการของ Capital Control มักถูกวิจารณ์ว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะในระยะกลางและระยะยาว แม้ว่าในระยะสั้นจะใช้ได้ผลก็ตาม ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ คำตอบมักอ้างอิงจากกรณีของประเทศชิลี และมาเลเซีย ในกรณีของชิลีที่มีการบังคับใช้ Capital Control ไว้ที่ 3 เดือนในช่วงต้นทศวรรษ 1990 คือ ชิลีมีการบังคับใช้เงินทุนไหลเข้า ต้องอยู่ภายในประเทศอย่างน้อย 3 เดือน ในช่วงปี 1991-1998 โดยใช้ "encaje" การบังคับให้คงเงินตราต่างประเทศไว้ แบบไม่ผลตอบแทนไว้ 3 เดือน (unremunerated reserve requirement) แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัว "encaje" ตามคำสั่งของ ธนาคารชาติชิลี แต่สิ่งหนึ่งที่ชิลีใช้คือรูปแบบหนึ่งของการเก็บภาษีนำเข้าจากเงินทุนไหลเข้านั่นเอง ตามประวัติศาสตร์ของการค้าเป็นนโยบายหนี้ชิลีมีเศรษฐกิจที่ดีมากคือ มีอัตราเจริญเติบโตเฉลี่ยถึง 8% ในช่วงปี 1991-1998 ซึ่งสูงที่สุดในละตินอเมริกา คำถามที่สำคัญคือ การใช้ Capital control ของชิลีเป็นปัจจัยที่ทำให้ชิลีเติบโตอย่างรวดเร็วหรือไม่ นับเป็นสิ่งที่เราควรระมัดระวัง ประการแรก เป้าหมายของ encaje คือ การแก้ไขมิให้อัตราแลกเปลี่ยนมีค่าสูงเกินจริง ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก เพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนของชิลีสามารถแข่งขันในระดับส่งออกได้ ประการที่สอง เรายังไม่มีหลักฐานอย่างหนักแน่นว่าการใช้ Capital Control ของชิลีทำให้ชิลี รอดพ้นจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เกิดในเม็กซิโก เอเชีย รัสเซีย และบราซิล ประการที่สาม มีหลักฐานบางอย่างชี้ชัดว่า encaje มิได้มีผลกระทบต่อเงินทุนไหลเข้าทั้งหมด แต่มีผลในการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของเงินทุนไหลเข้า จากระยะสั้นเป็นระยะยาวขึ้น และประการสุดท้าย มีการพบหลักฐานว่า encaje นี้ทำให้อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศเพิ่มขึ้น สิ่งที่คนมักลืมเลือนไปก็คือ ในช่วงปี 1991-1998 ของชิลี นับเป็นเรื่องที่เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง ทั้งนี้ส่วนสำคัญมาจาก การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ดี เช่นการสร้างความเข้มแข็งของระบบธนาคาร การปลดปล่อยให้มีการค้าเสรี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ระดับต่ำ และทำให้นโยบายการคลังมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นตัวผลักดันให้เศรษฐกิจชิลีขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจที่เจริญเติบโตอย่างมีเสถียรภาพในช่วงทศวรรษ 1990 ในขณะที่หลายประเทศในละตินอเมริกา กลับต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ จริงๆ แล้วงานวิจัยจำนวนมาก ชี้ค่อนข้างชัดว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการอย่างหนักแน่นที่บอกว่า การควบคุมเงินทุนไหลเข้าของชิลี ทำให้เศรษฐกิจของชิลีดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ การวัดผลว่า การควบคุมเงินทุนก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจอย่างไร ที่แท้จริงเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า และยังหาข้อสรุปได้ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะเหตุใด จึงเป็นเช่นนั้น สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เป็นกังวลมากก็คือ ต้นทุนของ Capital control ที่มีต่อสังคมเศรษฐกิจโดยส่วนรวมจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ก็เพราะ ประการแรก เป็นการยากยิ่งที่จะวัดขนาดของการเปิดบัญชีเงินทุนอย่างถูกต้อง เหตุผลก็คือ ในประเทศที่ใช้ Capital control นั้น มีการเปิดการเงินเสรีที่ไม่เท่ากัน และยังมีความซับซ้อนที่แตกต่างกันอีกด้วย ในบางประเทศอาจมีการควบคุมเงินทุนไหลเข้าอย่างเข้มงวด เช่น จีน ในขณะที่บางประเทศ มีการควบคุมเงินทุนไหลเข้าอย่างหลวมๆ เช่นประเทศในแอฟริกา ประการที่สอง ประเทศต่างๆ มักเลือกใช้การควบคุมเงินทุนไหลเข้าที่แตกต่างกัน ในกรณีของไทยเป็นตัวอย่าง การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศก็ได้รับการยกเว้นในข้อ 3 เป็นต้น ในกรณีของไทยประกาศที่ใช้นั้น เป็นการบังคับเฉพาะเงินไหลเข้ามากกว่าบังคับเงินทุนไหลออก ประการที่สาม ผลกระทบของบังคับเงินทุนไหลเข้าย่อมผูกพันกับปัจจัยอื่น โดยเฉพาะปัจจัยทางสถาบันที่เข้มแข็ง ในเรื่องธรรมาภิบาลของบรรษัท หรือการมี Prudential regulation ของสถาบันการเงิน นอกจากนั้น อาจมีเหตุผลอื่นๆ อีกแต่ไม่สู้สำคัญเมื่อเทียบกับเหตุผล 3 ประการข้างต้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในขณะนี้มักสรุปตรงกันว่า Capital Control จะใช้ได้ผลหรือไม่นั้น ขึ้นกับว่าจะใช้อย่าง Smart เพียงใด ซึ่งเรื่องนี้ คนที่จะตอบได้ดีที่สุดก็คือ ธนาคารชาติของไทยว่าจะสามารถทำให้ Smart Capital Control เพียงใด แต่ข้อพึงระมัดระวังของการใช้ Capital Control ที่ควรระวังอย่างยิ่งนั้นก็มีไม่น้อย นักเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องนี้มาอย่างดีมีข้อสรุปว่า Capital Control สามารถนำไปสู่ข้อเสียอย่างน้อย 5 ข้อ หนึ่ง Capital Control มีแนวโน้มจะทำให้มีการลดลงของอุปทานของเงินทุน ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น และสร้างข้อจำกัดทางการเงินแก่ผู้ประกอบการขนาดที่เล็กว่า ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงตลาดทุนระหว่างประเทศไทย สอง Capital Control สามารถลดวินัยของตลาดได้ โดยเฉพาะตลาดการเงินและวินัยของรัฐบาล ซึ่งนำไปสู่การจัดสรรเงินทุนและทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ สาม Capital Control มีผลในการสร้างการบิดเบือนการตัดสินใจของหน่วยผลิตและปัจเจกชน ซึ่งพยายามลดต้นทุนของการควบคุมเงินทุนหรือพยายามจะเลี่ยงการควบคุม สี่ ผลกระทบของ Capital Control สามารถเกิดขึ้นต่อหน่วยผลิตแตกต่างกันขึ้นกับการปรับตัวของหน่วยผลิตในประเทศนั้นๆ ห้า Capital control เป็นเครื่องมือที่บังคับใช้ยาก และมีต้นทุนที่สูงมาก ในการบังคับใช้ แม้ว่าประเทศนั้นๆ จะมีสถาบันที่ดีและมีการคอร์รัปชั่นที่น้อยก็ตาม จริงๆ แล้ว Capital control มักนำไปสู่ปรากฏการณ์ของ Rent-Sacking เสมอ ดังนั้น ผู้เขียนมิได้คำตอบที่ดีนักสำหรับคำถามที่ว่า เพราะเหตุใด ธนาคารชาติจึงเลือกใช้ Capital control แต่คำอธิบายของผู้เขียนก็คือ ธนาคารชาติคงศึกษาอย่างดีแล้วว่า การลดอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศลดลง หรือการทำ Sterization คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทได้แน่ๆ ดังนั้น Capital control จึงเป็นคำตอบสุดท้าย สิ่งที่ธนาคารชาติต้องกังวลก็คือ ทำอย่างไรให้ Capital Control นี้ Smart และไม่ก่อผลเสียอย่างที่ผู้เขียนกล่าวมาแล้ว ดังนั้น ระยะเวลาของการบังคับ Capital control จึงเป็นเรื่องสำคัญ และที่สำคัญกว่าถ้าเราเรียนรู้จากประเทศชิลี ก็คือ การสร้างสถาบันที่ดีในสังคมต่างหากที่จะเป็นหลักประกันที่ดีในระยะยาว ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพและมั่นคงสืบไป หน้า 6
|