|
||||||||||||||
|
การเข้าสู่สังคมสูงวัย
กับความท้าทายในด้านต่างๆ
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 09 มกราคม พ.ศ. 2550 โดยปกติผมมักจะนำเนื้อหาทางด้านวิชาการต่างๆ มานำเสนอท่านผู้อ่านจากงานวิชาการต่างประเทศ แต่เปิดปีใหม่ 2007 ผมขอนำงานวิจัยในเมืองไทยมานำเสนอบ้างนะครับ โดยในช่วงปีใหม่ผมได้รับหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง จาก ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ท่านหนึ่งของไทย และเป็นรองอธิการบดีของจุฬาฯ หนังสือเล่มนี้ชื่อ สังคม สว. (ผู้สูงวัย) ซึ่งเป็นหนังสือที่ อ.เกื้อ เขียนโดยกลั่นมาจากงานวิชาการต่างๆ ที่ผ่านมา เกี่ยวกับประชากรศาสตร์ในเมืองไทย ให้อยู่ในลักษณะที่สามารถอ่านและเข้าใจง่าย ซึ่งพอได้อ่านแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะขอนำเนื้อหาในบางส่วนมานำเสนอท่านผู้อ่าน เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงทราบกันอยู่แล้วนะครับว่า ในอนาคตประเทศไทย รวมทั้งอีกหลายๆ ประเทศในเอเชียจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมากขึ้น ในประเทศไทยเองเราเคยมีปัญหาเรื่องประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างสูงในอดีต ทำให้ประเทศไทยต้องมีการรณรงค์เรื่องการคุมกำเนิดกันอย่างขนานใหญ่ ทำให้อัตราเจริญพันธุ์รวมลดจาก 6.3 คนในช่วงปี 2507-2508 เป็น 1.82 ในช่วงปี 2543-2548 และ 1.8 ในปี 2549 ซึ่งอัตราเจริญพันธุ์ที่ 1.8 นั้น ทางประชากรศาสตร์เขาถือว่าต่ำกว่าระดับทดแทน ที่มีค่าอยู่ที่ประมาณ 2.05-2.1 (อัตราทดแทนคิดง่ายๆ ครับว่าสตรีท่านหนึ่งควรจะมีลูกเพื่อทดแทนตนเองและสามี ดังนั้น อัตราทดแทนที่เหมาะสมจึงอยู่ประมาณสองกว่าๆ) ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยนะครับว่า ทำไมอยู่ดีๆ อัตราการเจริญพันธุ์ของคนไทยถึงได้ลดลงอย่างมากมายขนาดนี้ การรณรงค์เรื่องของการคุมกำเนิดก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งนะครับ (ยังจำพวกคำขวัญต่างๆ ได้หรือเปล่าครับ เช่น "มีลูกมากจะยากจน" หรือ "มีลูกดีไม่เกินสอง") ส่วนสาเหตุอื่นๆ ก็มีอีกครับ เช่น อายุเฉลี่ยของคู่สมรสมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งสังเกตได้ชัดเจนครับว่า หนุ่มสาวในปัจจุบันกว่าจะได้เริ่มแต่งงานก็มักจะใกล้หรือเลยเลขสามไปแล้ว ในขณะที่อดีตนั้นจะอยู่ที่เลขสองกลางๆ ผลจากการแต่งงานช้า ทำให้หญิงไทยมีบุตรคนแรกเมื่อมีอายุสูงขึ้น และทำให้มักจะลังเลที่จะมีบุตรคนที่สองเนื่องจากอายุที่มากขึ้น นอกจากนี้ สาเหตุที่สำคัญอีกประการที่ทำให้อัตราเจริญพันธุ์ของไทยลดลง ก็คือแนวโน้มที่คนไทยจะอยู่เป็นโสดมากขึ้น ซึ่งถ้าพิจารณาจากข้อมูลสำมะโนประชากรย้อนหลังกลับไปสามสิบปี จะพบว่าผู้หญิงมีแนวโน้มเป็นโสดมากกว่าผู้ชาย ซึ่งสาเหตุสำคัญก็พอจะเดากันได้ครับว่า หนีไม่พ้นการที่หญิงไทยมีระดับการศึกษาสูงขึ้น ทำงานนอกบ้านมากขึ้น ประเด็นที่น่าสนใจก็คือในบางประเทศนั้น หญิงชายที่อยู่เป็นโสดจะถูกมองว่า เป็นกลุ่มกาฝาก (Parasite Single) ครับ (เขียนถึงตรงนี้ก็เสียวสันหลังครับ เพราะยังมีเพื่อนเป็นโสดอยู่เยอะครับ โดยเฉพาะสุภาพสตรี) โดยเขามองกันว่ายิ่งกลุ่มกาฝากเพิ่มมากขึ้นเท่าใด สัดส่วนของผู้สูงอายุก็จะเพิ่มสูงเร็วขึ้นเท่านั้น ในประเทศญี่ปุ่นเองเขาจะมีการให้สิทธิพิเศษทางภาษีให้กับหญิงที่ทำงานและมีบุตร เพื่อเป็นการขอบคุณแก่หญิงเหล่านั้นครับ และมองว่าสตรีโสดไม่ควรจะออกมาเรียกร้องสิทธิดังกล่าว เนื่องจากสตรีที่มีลูกนั้นจะใช้เวลาไปกับการเลี้ยงดูบุตร ที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไปในอนาคต ส่วนสตรีโสดนั้นมีเวลาที่จะเที่ยว พักผ่อนมากกว่า (อันนี้อ้างมานะครับ สุภาพสตรีโสดทั้งหลายโปรดเข้าใจนะครับ) สาเหตุที่สำคัญประกาศสุดท้าย ก็คืออัตราหย่าร้างที่เพิ่มมากขึ้น จากสาเหตุหลักๆ ทั้งสามประการ (แต่งงานช้าลง เป็นโสดมากขึ้น หย่าร้างมากขึ้น) ทำให้อัตราเจริญพันธุ์ของไทยลดลง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และองค์กร ในด้านสังคมนั้นที่ชัดเจนที่สุด ก็คือประชากรวัยแรงงานจะลดลง และประชากรวัยสูงอายุจะเพิ่มขึ้น ในปี 2543 มีประชากรวัยสูงอายุ ร้อยละ 9.43 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเป็นร้อยละ 19.99 ในปี 2568 ในครอบครัวๆ หนึ่ง บุคคลที่สูงวัยก็จะมีมากกว่ารุ่นเด็กๆ โดยอีกหน่อยจะเข้าสู่ยุค 1:2:4 ครับ คือเด็กรุ่นหลานหนึ่งคน ดูแลพ่อแม่สองคน และดูแลรุ่นปู่ย่าตายายอีกสี่คน ซึ่งบ้านไหนมีผู้ใหญ่เยอะและเด็กน้อย เราก็มักจะพบเหตุการณ์ที่เด็กถูกตามใจ และไม่เข้มแข็งพอเช่นในอดีต (ขาดพี่น้องที่จะมาฝึกความเข้มแข็งด้วยครับ) สำหรับผลทางด้านเศรษฐกิจนั้น การที่ประชากรวัยทำงานลดลง โดยไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพต่อประชากรขึ้น ก็จะส่งผลต่อผลิตภาพ (Productivity) ของทั้งประเทศ นอกจากนี้ กลยุทธ์การแข่งขันขององค์กรธุรกิจต่างๆ ก็ต้องปรับตัวไป โดยหันมาให้ความสนใจต่อประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น สินค้าและบริการต่างๆ ก็ต้องได้รับการพัฒนาขึ้นมา เพื่อตอบสนองต่อประชากรสูงอายุ ซึ่งความต้องการต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไป นอกจากนี้ องค์กรธุรกิจก็ต้องแบ่ง Segment ของประชากรสูงอายุให้ชัดเจนด้วยครับ เรามักจะนึกว่าคนอายุเกินหกสิบขึ้นไป คือผู้สูงอายุเหมือนกันหมด แต่ถ้านักการตลาดไปพิจารณาดีๆ จะพบว่าในกลุ่มคนที่อายุเกิน 60 นั้น ยังสามารถแบ่งออกเป็น Segment ย่อยๆ ได้อีก ตามความต้องการที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งก็เป็นความท้าทายของนักการตลาดต่างๆ ต่อไป ประเด็นสุดท้าย คือผลต่อการบริหารจัดการภายในองค์กรครับ ด้วยวิวัฒนาการทางด้านการแพทย์ ทำให้ในอนาคตเราจะพบประชากรสูงอายุยังคงทำงานอยู่ไปเรื่อยๆ แม้จะเลยวัยเกษียณไปแล้ว โดยบุคคลเหล่านี้ ยังสามารถทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง แถมเต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ที่สะสมมานาน (ทำให้นึกถึงรัฐบาลขิงแก่เลยครับ) ความท้าทายก็คือ จะบริหารบุคคลเหล่านี้อย่างไร? โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงที่อ่อนอาวุโสกว่า เนื่องจากในสังคมไทยยังเป็นสังคมที่ยังเคารพต่อผู้อาวุโส บางครั้งการมีผู้อาวุโสอยู่มาก ก็ทำให้ผู้บริหารรุ่นลูกรุ่นหลาน ยากที่จะตัดสินใจและทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้อย่างราบรื่น ก็ถือว่าเป็นความท้าทายในการบริหารองค์กรอย่างหนึ่งเหมือนกันนะครับ เป็นอย่างไรครับ เรื่องการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นความเสี่ยง ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของหลายๆ องค์กรนะครับ ท่านผู้อ่านที่อยากจะทราบรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับสังคม สว. ก็ลองหาหนังสือของ อ.เกื้อ อ่านดูนะครับ มีขายอยู่ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ
|