|
||||||||||||||
|
วิเคราะห์เศรษฐกิจแบบหมูๆ
ตอน
"หมูมองเครื่องบิน"
มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 09 มกราคม พ.ศ. 2550 ก่อนอื่นผมขอสวัสดีปีใหม่แด่ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ เนื่องจากวันนี้ เป็นคอลัมน์มุมเอกฉบับแรกของปีหมู ผมเลยขอใช้โอกาสนี้ นำเสนอแนวทางในการวิเคราะห์เศรษฐกิจแบบหมูๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่าน (ที่แม้จะไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์) สามารถใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีหมูได้ด้วยตนเอง แนวทางการวิเคราะห์เศรษฐกิจแบบง่ายๆ นี้ ผมใช้ชื่อว่า "หมูมองเครื่องบิน" เพราะผมจะเปรียบเทียบการวิเคราะห์เศรษฐกิจ เหมือนกับการวิเคราะห์เครื่องบิน หากเราต้องการวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะดีขึ้นหรือแย่ลง ก็เปรียบเสมือนกับการวิเคราะห์ว่า เครื่องบินจะบินได้สูงหรือต่ำ เพราะฉะนั้น นักวิเคราะห์ต้องเริ่มจากทำตัวเป็นวิศวกร มาตรวจเช็คเครื่องยนต์ของเครื่องบินดูก่อนว่าเป็นอย่างไร ตามมาตรฐานนานาชาติแล้ว เครื่องบินจะประกอบด้วย 4 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ 1. เครื่องยนต์การบริโภคภาคเอกชน โดยยิ่งถ้าผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยมาก เครื่องยนต์นี้ก็จะทำงานได้ดี 2. เครื่องยนต์การลงทุนภาคเอกชน โดยถ้าภาคเอกชนเร่งลงทุน เครื่องยนต์นี้ก็จะทำงานดีเช่นกัน 3. เครื่องยนต์การใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งเครื่องยนต์นี้จะวิ่งฉิวได้ ถ้าภาครัฐเร่งใช้จ่ายมากขึ้น และ 4. เครื่องยนต์การใช้จ่ายจากต่างประเทศ (Export) ซึ่งมาจากการใช้จ่ายของชาวต่างชาติที่มาซื้อสินค้า และบริการของไทย อย่างไรก็ตาม ในทางตรงข้าม หากคนไทยเรานำเข้าสินค้าและบริการ (Import) จากต่างชาติเยอะ เครื่องยนต์ทั้ง 4 นี้จะถูกฉุดไว้ไม่ให้ทำงานได้เต็มที่ (เครื่องยนต์ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ นักเศรษฐศาสตร์ทุกคน จะรู้จักกันในสมการ GDP=C+I+G+X-M) แม้ว่าเครื่องบินเศรษฐกิจไทยจะมี 4 เครื่องยนต์ดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เครื่องยนต์ทุกๆ เครื่อง จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในสัดส่วนที่เท่ากัน เพราะแต่ละเครื่องยนต์มีขนาดหรือแรงม้าไม่เท่ากัน สำหรับโครงสร้างเครื่องบินเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันนี้ เครื่องยนต์การส่งออกสินค้า และบริการ มีแรงม้าเยอะที่สุดประมาณ 67% ของกำลังขับเคลื่อนทั้งหมด รองลงมาก็จะเป็นเครื่องยนต์การบริโภคภาคเอกชน ที่มีแรงม้าประมาณ 55% ส่วนเครื่องยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 และอันดับ 4 ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งมีแรงม้าประมาณ 18% และ 15% ตามลำดับ ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งแปลกใจนะครับ หากรวมแรงม้าทั้งหมดแล้วเกิน 100% เพราะตามปกติเครื่องยนต์เหล่านี้ จะไม่สามารถทำงานเต็มกำลังได้ เพราะแต่ละเครื่องยนต์จะถูกฉุดด้วยการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ในการวิเคราะห์เครื่องบินเศรษฐกิจไทยนี้ นอกจากท่านจะเข้าใจเครื่องยนต์และน้ำหนักของเครื่องยนต์แต่ละส่วนแล้ว ท่านก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเครื่องยนต์ต่างๆ จะทำงานได้ดีต้องมีน้ำมันหล่อลื่นด้วย หากมีน้ำมันหล่อลื่นดี ก็จะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้เรียบไม่ติดขัด แต่หากน้ำมันหล่อลื่นไม่ดีหรือไม่พอ เครื่องยนต์ก็อาจจะกระตุก หรือทำให้เครื่องบินตกหลุมอากาศได้ จริงๆ แล้ว น้ำมันหล่อลื่นนี้ ก็คือ สินเชื่อผ่านระบบการเงินที่เป็นน้ำมันในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจนั่นเอง หากระบบสถาบันการเงินเข้มแข็งคอยหยอดน้ำมันหล่อลื่นในอัตราส่วนที่เหมาะสมให้กับเครื่องยนต์ทั้ง 4 ก็จะช่วยให้เครื่องบินเศรษฐกิจไท ยบินได้อย่างนุ่มนวลเหมือนลอยอยู่บนผ้าไหม ตามโฆษณาของการบินไทย Smooth as silk ตอนนี้มาลองใช้วิธี "หมูมองเครื่องบิน" นี้ มาวิเคราะห์เศรษฐกิจปีหมูกันดีกว่าครับ เราก็ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ตรวจเช็คเครื่องยนต์ทั้ง 4 ว่าเป็นอย่างไร เริ่มจากเครื่องยนต์แรก คือ เครื่องยนต์การส่งออกสินค้าและบริการ ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ที่สุด ผมคิดว่าการส่งออกของเราในปีหมูนี้ ไม่น่าจะขยายตัวได้ดีเหมือนปีก่อน เพราะเศรษฐกิจโลกในปีนี้น่าจะขยายตัวชะลอลง ในขณะที่ค่าเงินบาทก็ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ถ้าเครื่องยนต์ส่งออกซึ่งใหญ่ที่สุดเริ่มทำงานลดลง เครื่องบินเศรษฐกิจไทยในปีหมูนี้ จะบินได้สูงหรือต่ำ คงจะต้องพึ่งพาเครื่องยนต์การใช้จ่ายในประเทศทั้งการบริโภคการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนเป็นหลัก สำหรับในปีนี้ ผมมองว่าเครื่องยนต์การใช้จ่ายภาครัฐน่าจะทำงานได้ดีขึ้น เพราะในปีก่อน เครื่องยนต์นี้มีปัญหาต้องหยุดทำงานไปบางส่วน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง ที่ส่งผลให้อนุมัติงบประมาณล่าช้าไป 3 เดือน แต่ตอนนี้เครื่องยนต์นี้ ได้เริ่มกลับมาทำงานใหม่แล้ว หลังจากที่สภาอนุมัติงบปี 2550 ไปเมื่อสิ้นปีก่อน ดังนั้น ในปีนี้ เครื่องยนต์ภาครัฐคงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง แต่อย่าไปหวังมากนะครับ เพราะแรงม้าของเครื่องยนต์นี้ มีแค่ 15% เท่านั้นเอง สำหรับเครื่องยนต์ที่เหลือ ได้แก่ การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ตอนนี้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูงครับ เมื่อช่วงปลายปีก่อน ผมมองว่าเครื่องยนต์การใช้จ่ายภาคเอกชนน่าจะปรับตัวดีขึ้นในปีนี้ จากทิศทางดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลง รวมทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น แต่บัดนี้ผมชักไม่แน่ใจแล้วครับ เพราะความเชื่อมั่นที่เคยดีขึ้นมา 2-3 เดือน ตอนนี้ก็ปรับตัวลดลง ในขณะที่ดอกเบี้ยที่ควรจะลดลงตั้งแต่ปลายปีก่อนแล้ว แบงก์ชาติก็ดื้อไม่ยอมลด แถมกลับออกมาตรการที่ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นไปอีก ประกอบกับช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นต่างๆ ก็ถูกบั่นทอนไปด้วยระเบิดตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ นอกจากนั้น เมื่อเครื่องยนต์หลักๆ ยังไม่ทำงานเต็มที่ สถาบันการเงินต่างๆ ก็คงจะหยอดน้ำมันเครื่องหรือสินเชื่อต่างๆ น้อยลงตามไปด้วย เพราะหากหยอดน้ำมันมากไปในช่วงที่เครื่องยนต์ไม่พร้อม อาจทำให้เครื่องยนต์พัง กลายเป็นปัญหาหนี้เสีย NPL เหมือนในอดีตได้อีก โดยสรุปผมมองว่า เครื่องบินเศรษฐกิจไทยในปีหมูนี้ อาจจะไม่ได้บินสูง เป็นปี "หมูทอง" อย่างที่หลายๆ คนคิด และก็คงไม่ถึงกับจะเป็นปี "หมูไฟ" หรือบินโหม่งโลกเหมือนในช่วงวิกฤติในปี 2540 แต่ผมมองว่าเครื่องบินเศรษฐกิจไทยปีนี้ คงมีหวาดเสียว โฉบเฉี่ยวขึ้นลง ตามสภาพลมฟ้าอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวนมากในปีนี้ ดังนั้น ในปีหมูนี้ท่านผู้อ่านทั้งหลายควรเตรียมความพร้อมสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองไว้อยู่เสมอ ตามหลักข้อหนึ่งของปรัชญาเศรษฐกิจของพอเพียงนะครับ และอย่าลืมคอยตรวจเช็คเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยอยู่เสมอ จะได้วิเคราะห์และวางแผนรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้อง สวัสดีครับ วิเคราะห์เศรษฐกิจแบบหมูๆ ตอน "เครื่องชี้วัดภาวะเศรษฐกิจ" มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2550 สวัสดีครับ วันนี้ผมจะขออธิบายวิธีการวิเคราะห์เศรษฐกิจแบบหมูๆ ต่อจากตอนที่แล้ว ซึ่งเปรียบการวิเคราะห์เศรษฐกิจ เหมือนกับการวิเคราะห์เครื่องบิน โดยเครื่องบินเศรษฐกิจนี้ ประกอบด้วย 4 เครื่องยนต์ ได้แก่ เครื่องยนต์การบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายของภาครัฐ และการส่งออกสุทธิ ดังนั้น หากเครื่องยนต์ทั้ง 4 ทำงานได้ดี เครื่องบินก็จะบินได้ไกล เหมือนกับเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี จริงๆ แล้ว การวิเคราะห์เครื่องบินที่ผมกล่าวมานั้น ก็คือ การวิเคราะห์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product) หรือที่ทุกคนเรียกกันง่ายๆ ว่า GDP โดยวิศวกรที่ถูกมอบหมายอย่างเป็นทางการ ให้เป็นคนคอยวัดเครื่องบิน GDP และตรวจสอบการทำงานของเครื่องยนต์ทั้ง 4 ก็คือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือ ที่พวกเราเรียกกันย่อๆ ว่า "สภาพัฒน์" อย่างไรก็ตาม การคำนวณ GDP ในแต่ละครั้งนั้น ไม่ได้ทำง่ายๆ นะครับ เพราะจะต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายแห่ง และต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้น ความถี่ในการวัด GDP จึงทำกันเป็นรายไตรมาสหรือรายปี ไม่ใช่รายเดือนหรือรายวัน สำหรับในกรณีของประเทศไทย เราวัด GDP เป็นรายไตรมาสและรายปี โดยข้อมูล GDP รายไตรมาส มีความล่าช้ากว่าปัจจุบันประมาณ 2 เดือน (เหมือนกับข้อมูล GDP ในประเทศอื่นที่จะมีความล่าช้าประมาณ 1-3 เดือน) เช่น ข้อมูล GDP ในไตรมาสสี่ของปี 2549 กว่าจะรวบรวมเสร็จก็ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2550 เพราะฉะนั้น ข้อมูล GDP จึงเป็นข้อมูลเศรษฐกิจที่มีลักษณะตามหลังภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น (Lagging Indicator) คราวนี้ ลองมาคิดดูซิครับ ถ้าท่านเป็นผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดมาวางแผนธุรกิจในระยะต่อไป แต่ต้องรอข้อมูลไปอีก 2-3 เดือน ท่านอาจจะพลาดโอกาสในการทำธุรกิจที่สำคัญไปก็ได้ ตรงนี้แหละครับ ที่เรามีความจำเป็นที่จะต้องหาข้อมูล เครื่องชี้วัดภาวะเศรษฐกิจที่มาช่วยบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นอย่างไร จะได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ ได้อย่างรวดเร็ว และทันสถานการณ์ จะได้วางแผนธุรกิจได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกาะติดสถานการณ์ได้ทันกาล นักวิชาการทั้งหลาย จึงได้พัฒนาเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจ (Economic Indicator) ซึ่งมีทั้งแบบ เครื่องชี้เศรษฐกิจแบบพ้อง (Coincident Economic Indicator) ที่บ่งชี้ภาวะปัจจุบันของเศรษฐกิจ และ เครื่องชี้นำภาวะเศรษฐกิจ (Leading Economic Indicator) ที่บ่งชี้แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ในกรณีของประเทศไทย ปัจจุบันมีหน่วยงานต่างๆ จัดทำข้อมูลเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจหลายแห่ง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งข้อมูลเศรษฐกิจที่จัดทำส่วนใหญ่จะมาจากข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ เช่น ข้อมูลเครื่องชี้เศรษฐกิจของธปท. เน้นข้อมูลภาคการเงิน และดุลการชำระเงิน ส่วนข้อมูลเครื่องชี้เศรษฐกิจ ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังจะเน้นที่ข้อมูลการคลัง เช่น รายได้และรายจ่ายของภาครัฐ ในขณะที่ข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ก็มาจากข้อมูลภาคเกษตรกรรม เช่น ผลผลิตและราคาสินค้าเกษตร ส่วนข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จะเน้นข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรม เช่น ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ จะมีจุดเด่นที่ข้อมูลด้านราคาสินค้า ท่านทั้งหลายอาจจะเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมต้องมีเครื่องชี้วัดหลายตัว คำตอบก็คือ ในการประเมินภาพเศรษฐกิจ โดยใช้เครื่องชี้วัดภาวะเศรษฐกิจที่วิเคราะห์จากเครื่องชี้เศรษฐกิจเพียงไม่กี่ตัว อาจจะทำให้การประเมินภาพเศรษฐกิจ ที่ผิดพลาดได้ เพราะอย่าลืมนะครับว่า เรากำลังเอาเครื่องชี้ที่เป็นจิ๊กซอว์เล็กๆ แต่ละชิ้นไปประกอบเป็นภาพใหญ่ ดังนั้น ยิ่งถ้าเราได้จิ๊กซอว์มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งจะทำให้เราเห็นภาพใหญ่ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ในการนำข้อมูลเครื่องชี้ของหน่วยงานต่างๆ มาประกอบกัน จะช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ระหว่างเครื่องชี้ต่างๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น ในการพิจารณาเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชน ข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจัดเก็บบนฐานการบริโภคทั้งหลาย จะสามารถบ่งชี้ให้เห็นการบริโภคในภาพรวม ในขณะที่ข้อมูลสินเชื่ออุปโภค และบริโภคของสถาบันการเงินจะบ่งบอกถึงแหล่งที่มาของเงินที่นำมาใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งหากตัวเลขทั้งสองแหล่งขยายไปในทิศทางเดียวกัน ท่านก็อาจจะอนุมานได้ว่าหนี้ภาคครัวเรือนน่าจะเพิ่มขึ้น เพราะคนขอสินเชื่อมาใช้จับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น เสียดายที่เนื้อที่ในฉบับนี้หมดซะแล้ว จริงๆ แล้ว ผมอยากจะอธิบายการจัดทำเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจจากข้อมูลต่างๆ เป็นรายละเอียดกว่านี้ ทั้งการบริโภค การลงทุน และการผลิตในสาขาต่างๆ ผมคงต้องขอเลื่อนไปอธิบายเครื่องชี้ต่างๆ ในโอกาสหน้าแล้วกันนะครับ แต่หากใครใจร้อน อยากจะรับทราบแนวทาง การจัดทำเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจ ผมขอถือโอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ งานสัมมนาวิชาการของ สศค. เรื่อง การจัดทำเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจจากข้อมูลภาษี โดย สศค.จะนำเสนอผลการวิจัย ที่ได้นำฐานข้อมูลภาษีของกรมสรรพากร ที่จัดเก็บได้จากภาคเศรษฐกิจต่างๆ มาวัดสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรายละเอียด ทั้งรายสาขาการผลิต และตามประเภทของการใช้จ่าย ทั้งนี้ งานสัมมนาวิชาการนี้ จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (วันพุธที่ 24 ม.ค.) เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชั้น 7 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้สนใจสามารถติดต่อสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ได้ที่ 0-2273-9020 ต่อ 3656 นะครับ
|