|
||||||||||||||
|
ระเบิดความคิด
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 08 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10530 ผมมีข้อสังเกตอยู่ 5 ประการต่อกรณีระเบิดส่งท้ายปีเก่า 1/ โอกาสที่ใช้ในการก่อวินาศกรรมคือวันส่งท้ายปีเก่า ซึ่งมีคนจำนวนมากมีแผนการณ์จะสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ ฉะนั้น จุดมุ่งหมายของผู้กระทำจึงชัดเจนว่า ต้องการให้เกิดผลกระทบแก่คนจำนวนมาก ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่โดนระเบิดโดยตรงเท่านั้น วิถีชีวิตที่ใครๆ เห็นว่าปกตินั้นไม่ปกติไปเสียแล้วภายใต้รัฐบาลของคณะรัฐประหาร เป็นเป้าหมายทางการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ น่าสังเกตด้วยว่าเป้าหมายทางการเมืองนั้นไม่ได้มุ่งเป็นศัตรูกับรัฐไทย เท่ากับเป็นศัตรูกับรัฐบาลปัจจุบัน แต่ที่พูดนี้ไม่ต้องการให้ตัดประเด็นผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ไปโดยสิ้นเชิง 2/ ใครทำ? คนทำน่าจะมีการจัดองค์กรภายในระดับที่ดีกว่านักเลงหัวไม้ทั่วไป เพราะสามารถปฏิบัติการในพื้นที่กว้างขวาง ไม่เฉพาะแต่กว้างในกรุงเทพฯ เท่านั้น หากรวมไปถึงเมืองใหญ่เช่นเชียงใหม่ด้วย (พบกล่องวัสดุที่มีชนวน และนาฬิกาแต่ไม่มีวัตถุระเบิด) ฉะนั้น คนที่จะทำอย่างนั้นได้จึงมีอยู่เพียงสองกลุ่ม คือกองกำลังติดอาวุธของรัฐ (ทหาร, ตำรวจ, ป่าไม้, ฯลฯ) หรือผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ ในด้านผู้ก่อความไม่สงบฯ มีรายงานข่าวในสื่อต่างประเทศ (ซึ่งไม่แน่ว่าเชื่อถือได้แค่ไหน) ว่า ฝ่ายทหารเคยพบแผนที่กรุงเทพฯ ในการตรวจค้นบ้านของผู้ต้องสงสัยในจังหวัดยะลาสักเดือนหนึ่งมาแล้ว ในแผนที่นั้นมีกาเครื่องหมายบางสถานที่ไว้ด้วย และบางสถานที่ซึ่งถูกกาไว้นั้นก็เป็นจุดที่เกิดระเบิดขึ้น เช่น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นต้น แต่การด่วนสรุปว่า เป็นฝีมือของผู้ก่อความไม่สงบ ก็จำเป็นต้องตอบคำถามว่า ปราศจาก "น้ำ" ในกรุงเทพฯ "ปลา" เหล่านั้น จะว่ายวนอย่างแข็งแกร่งถึงขนาดนี้ได้อย่างไร อย่าลืมว่าการปฏิบัติภารกิจวางระเบิดในพื้นที่กว้างขวาง และเป็นจุดที่มีผลในการสร้างความตื่นตระหนกขนาดนี้ ต้องอาศัยกำลังคน, กำลังการจัดการในพื้นที่, กำลังในการประกอบ, ปิดลับ, ขนส่งหรือส่งต่อ, ซึ่งอาวุธระเบิด, ฯลฯ เพียงใด หากเป็นฝีมือของผู้ก่อความไม่สงบจริง ก็นับเป็นก้าวกระโดดของกำลังทางการเมือง และการทหารของฝ่ายเขา ซึ่งทั้งคณะรัฐประหารและรัฐบาลไม่มีทางจะแก้ตัวใดๆ ได้ทั้งสิ้น ในด้านกองกำลังติดอาวุธ ผู้อยู่เบื้องหลังอาจเป็นนักการเมืองที่เคยมีอำนาจ หรือลูกสมุนซึ่งปฏิบัติการโดยพลการก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีคำถามซึ่งต้องการคำตอบอยู่เหมือนกัน พวกเขาจะได้ประโยชน์อะไรทางการเมือง นอกจากเพิ่มศัตรูซึ่งมีอยู่มากแล้วของตนเท่านั้น ต้องไม่ลืมด้วยว่าคนเหล่านั้นล้วนเป็นนักการเมือง ถึงจะมีเส้นสายในกองทัพและกองกำลังตำรวจ แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นจากการรัฐประหารแล้วว่า ไม่อาจระดมออกมาใช้เพื่อต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายตรงข้ามได้ นักการเมืองเหล่านี้ไม่เคยใช้กำลังอาวุธเข้าสู่อำนาจ แต่ใช้การทุจริตฉ้อฉลในการเลือกตั้ง และการประจบสอพลอกองทัพในยามที่กองทัพยึดอำนาจ ดังเช่นการกระทำของพรรคชาติไทยในปัจจุบันเป็นต้น หากมีการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธเช่นนี้ จึงไม่น่าจะมาจากการกระทำของคนกลุ่มนี้ หากทว่าเป็นการกระทำของคนกลุ่มนี้จริงดังที่อ้างกัน ก็แสดงว่ายังมีบางกลุ่มในกองกำลังติดอาวุธของรัฐ ยังฝักใฝ่กับนักการเมืองกลุ่มดังกล่าวอยู่ แม้ว่าเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ยุทธวิธีที่ใช้เปลี่ยนไปแล้วจากการทำรัฐประหารซ้อน กลายเป็นการก่อการร้ายด้วยเป้าหมายทางการเมือง และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ฝ่ายที่มีอำนาจเวลานี้จะตอบโต้อย่างไรจึงจะปั่นป่วนน้อยที่สุด แต่อย่าหวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปโดยสงบ ในทางตรงกันข้าม เหตุระเบิดอาจมาจากการกระทำของฝ่ายที่ยึดอำนาจอยู่เองเวลานี้ เพื่อเป็นเหตุผลในการขยายการควบคุมของกองทัพ เหนือสังคมไทยให้มากขึ้นและชัดเจนขึ้น นี่เป็นข้อสันนิษฐานที่พบได้ ในการวิเคราะห์ของนักข่าวต่างประเทศบางราย รวมทั้งการวิเคราะห์ว่า เป็นสัญญาณความแตกแยก ระหว่าง คมช. และรัฐบาล ซึ่งเป็นข่าวลือมาร่วมเดือนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม บอกได้เพียงว่าอนาคตของประเทศ มืดมนหนักขึ้นไปอีก หากเป็นเหมือนการวิเคราะห์อย่างแรก สังคมไทยได้เปลี่ยนไปเกินกว่าจะขยายอำนาจควบคุมของกองทัพมากไปกว่านี้ได้ และคงหนีการนองเลือดได้ยาก หากเป็นอย่างหลัง จะไม่เหลือรัฐบาลอะไรที่ได้รับความไว้วางใจจากคนไทยอีกเลย ยังไม่พูดถึงต่างประเทศ ยกเว้นแต่ คมช.ต้องขึ้นมาเป็นรัฐบาลเอง ซึ่งอาจพังเร็วขึ้น และที่น่ากลัวกว่าการพังของคณะรัฐประหารก็คือ หนทางที่จะกู้บ้านกู้เมืองให้กลับคืนมาจะยิ่งไม่เหลืออะไร ไม่ว่าผู้อยู่เบื้องหลังการระเบิดส่งท้ายปีเก่าจะเป็นใคร ทั้งรัฐบาล และ คมช.ไม่อยู่ในฐานะจะบอกได้ทั้งสิ้น ฉะนั้น การประกาศว่าเป็นการกระทำของนักการเมืองที่สูญเสียอำนาจจึงเป็นคำอธิบายเดียวที่ผู้มีอำนาจในเวลานี้มีอยู่ 3/ ความรู้และการจัดการความรู้ เมื่อเกิดเหตุขึ้น ผู้คนในสังคมมืดแปดด้าน ไม่เฉพาะแต่มืดในเรื่องผู้ลงมือก่อเหตุเท่านั้น แต่มืดว่า แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนดี, เราอยากช่วยรายงานสิ่งผิดสังเกตแก่เจ้าหน้าที่, แม้แต่เมื่อพบวัสดุผิดสังเกตแล้ว ควรทำอย่างไร จึงจะปลอดภัยแก่ตนเองและผู้อื่น, หรือเมื่อเกิดระเบิดขึ้นแล้ว ควรช่วยกันทำอะไรบ้าง เพื่อให้การปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และฝ่ายปราบปรามทำได้สะดวก ฯลฯ ผมเชื่อว่าทั้งหมดนี้ ทั้งตำรวจและทหารล้วนมีความรู้ที่ได้สั่งสมมาจากประสบการณ์ (แม้ไม่มีกลไกที่จะทำให้ประสบการณ์นั้น กลายเป็นองค์ความรู้ที่เรียนได้สืบทอดได้ก็ตาม) ถ้ามีใครจัดการก็จะสามารถกลั่นเอามาให้คำแนะนำแก่ประชาชนได้ ในชั่วโมงแรกที่เกิดเหตุการณ์ เช่น ควรหลีกเลี่ยงที่ชุมนุมชนหรือไม่, ควรสังเกตความผิดสังเกตของวัสดุก็ตามหรือบุคคลก็ตาม ตรงไหนบ้าง, หากอยู่ในที่เกิดเหตุ ควรทำอย่างไรจึงจะได้รับความปลอดภัยหรือเป็นอันตรายแต่น้อย, และควรสังเกตจดจำอะไรบ้างที่จะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายสืบสวน ฯลฯ คนไทยที่อยากเป็นพลเมืองดี จะดีได้อย่างไร ที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยแก่สังคม ไม่ใช่เคียดแค้นชิงชัง ก่นประณามผู้กระทำตามผู้มีอำนาจ กำลังใจนั้นเกิดจากการที่รู้สึกว่าอยู่ภายใต้การดูแลของผู้รู้ และตัวเองก็มีความรู้ที่จะจัดการกับปัญหาได้บ้าง ผมเชื่อด้วยว่า เมืองไทยนั้นมีความรู้อะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะ นอกจากการเผชิญกับการก่อการร้ายในเมือง แต่ความรู้เหล่านั้นไม่เคยถูกจัดการให้เป็นระบบที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้เลย กลายเป็นสมบัติส่วนตัว ของผู้เชี่ยวชาญเพียงไม่กี่คน ซึ่งมีหน้าที่รับใช้นาย ในขณะที่นายก็ไม่ฉลาดพอจะจัดการความรู้ให้มีประโยชน์ต่อสังคมด้วย 4/ (2 วันหลังเหตุการณ์) ผมพบว่าสื่อไทยนั้นไม่พยายามเจาะข้อมูลมากไปกว่าที่ทางการบอก ฉะนั้น จึงไม่มีอำนาจในการวิเคราะห์ เพราะไม่มีข้อมูลเพียงพอจะวิเคราะห์อะไรได้ แต่ใช่ว่าสื่อไทย อยากเป็นกระบอกเสียงให้แก่ผู้มีอำนาจ หลังสองวันก็เริ่มรายงานผลการวิเคราะห์ของฝรั่ง ซึ่งที่จริงก็ไม่ได้เจาะข้อมูลเหตุการณ์ได้ลึกอะไรนักหนา เพียงแต่เก็บรวบรวมข้อมูลเก่าอย่างเป็นระบบ จนสามารถดึงเอาข้อมูลเก่าเหล่านั้นมาใช้ในการให้ความสว่างบางจุดได้ ทั้งหมดนี้บอกสองอย่าง หนึ่งสื่อไทยต้องคิดถึงการสร้างระบบให้แก่ความรู้ของตนขึ้นอย่างจริงจัง และสองเพื่อจะทำให้สังคมไทยและตัวสื่อเองมีอำนาจต่อรองกับผู้มีอำนาจได้จริง สื่อต้องทำงานหนักกว่านี้ นี่เป็นราคาของเสรีภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งร้องขอจากผู้มีอำนาจไม่ได้ 5/ พ่อค้าที่อยู่ในหอการค้าไทย, สมาคมอุตสาหกรรม, สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว ฯลฯ เรียกร้องให้รัฐเร่งจัดการเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะบรรยากาศทางธุรกิจเสียหาย เสียงนี้ก้องสะท้อนไปสะท้อนมาในสื่อต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ผมไม่ได้ยินผู้ทำธุรกิจเก็บขยะหรือที่เราเรียกว่า "ซาเล้ง" คนใดพูดอะไรบ้างเลย ทั้งๆ ที่เขา คือผู้เสี่ยงภัยจากธุรกิจ มากกว่าใครทั้งหมด ถ้าจะพูดว่าพ่อค้าพวกแรกคือพวกที่มีประโยชน์เพราะจ้างงานได้แยะ ผมก็อยากจะเตือนว่าซาเล้งคือคนที่พ่อค้าพวกแรกนั้นไม่ได้จ้าง และเขาคือคนที่ช่วยทำให้ขยะในเมืองไทย ซึ่งมีการจัดการที่ห่วยแตกที่สุดได้ถูกนำไปหมุนเวียน หรือใช้ใหม่ได้จำนวนหนึ่ง ช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ และช่วยให้เราไม่ถูกขยะท่วมทับ ส่วนการจ้างงานนั้น ด้วยเงินทุนกระจิริด ซาเล้งจ้างทั้งตัวเอง, เมีย, ลูกและอาจจะแม่ยายให้มีกินมีใช้ไปตามอัตภาพได้ หากเทียบสัดส่วนการจ้างงานจากทุนแล้ว ใครจ้างงานมากกว่ากัน ผมไม่ได้หมายความว่า ฉะนั้น รัฐจึงควรทอดหุ่ย ไม่ต้องจัดการอะไรกับเรื่องระเบิด ควรจัดการโดยเร็วอย่างมีประสิทธิภาพ และยุติธรรม แต่ต้องจัดการด้วยสำนึกถึงซาเล้งด้วย ไม่ใช่พ่อค้าใหญ่ๆ ในสมาคมผลประโยชน์เหล่านั้นเท่านั้น หน้า 6
|