|
||||||||||||||
|
นายกรัฐมนตรี
: ที่ไม่ได้มาจาก ส.ส. vs
ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 05 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1377 เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ข้อเสนอประการหนึ่งในการป้องกันไม่ให้คณะทหารทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐ จากผู้นำทางการเมือง ที่มาตามครรลองประชาธิปไตยคือ การให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง นายกรัฐมนตรีจะได้มีฐานเสียงประชาชน เป็นเกราะป้องกัน ไม่ให้ใครมาคิดยึดอำนาจได้ง่ายดาย เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า การทำรัฐประหารยึดอำนาจทางการเมือง จากนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จะส่งผลให้เห็นภาพอันชัดเจน ของการกระทำอันลิดรอน "อำนาจอธิปไตยที่เป็นของหรือมาจากปวงชนชาวไทย" อย่างโต้งๆ แต่ข้อเสนอดังกล่าวถูกวิจารณ์โจมตีจนตกไปว่า แม้ว่าวิธีการดังกล่าว จะทำให้สถานะของนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เข้มแข็งมั่นคงยิ่ง แต่มันอาจจะกลายเป็นดาบสองคมได้ คมแรกเป็นคมในแง่ดีคือ นายกรัฐมนตรีมีสถานะเข้มแข็งชัดเจนอย่างที่กล่าวไปแล้ว แต่คมในแง่ลบก็คือ เป็นการเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรี กลายสภาพเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งแผ่นดิน ทัดเทียมสถานะของพระมหากษัตริย์ได้ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งแผ่นดินตามจารีตประเพณี อีกทั้งถ้าพระองค์ ทรงสามารถแสดงให้ประจักษ์ถึง การ "ครองแผ่นดินโดยธรรม" ก็จะส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัชสมัยนั้นๆ มีสถานะของการเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งแผ่นดินได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจ และบารมี นอกเหนือไปจากตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้สังคม ฝ่าฟันวิกฤตทางการเมือง และเศรษฐกิจได้ ในยามที่รัฐธรรมนูญไม่มีความหมาย หรือมีการแสดงกำลังอำนาจทางการเมือง ที่ไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ นายกรัฐมนตรีที่มาจาการเลือกตั้งโดยตรงก็มีสถานะของการเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนทั้งประเทศได้ และมีอำนาจบารมีเช่นกัน แต่ไม่ใช่ด้วยจารีตประเพณี แต่มีอำนาจบารมีด้วยหลักการประชาธิปไตยในทางปฏิบัติ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่ไหน เพราะประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเน้นให้รัฐสภาเป็นสถาบันที่ทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุด เพราะเป็นที่ที่อำนาจของปวงชนชาวไทย ถูกนำมารวมกันไว้ โดยผ่านตัวแทนที่ประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ได้เลือก และยินยอมให้ตัวแทน จากเขตเลือกตั้งต่างๆ ทั้งหมดทั่วประเทศเป็นผู้ใช้อำนาจนี้ในรัฐสภา หลังจากการถกเถียงหารือ และลงคะแนนเสียงกันในสภาแล้ว สิ่งที่เป็นผลออกมาบังคับใช้เป็นกฎหมายต่างๆ จึงถือว่าเป็นเจตจำนงทั่วไปของประชาชาตินั้นๆ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงมีสถานะอำนาจที่เข้มแข็งยิ่ง หากฉ้อฉลก็ยากที่จะทัดทาน หากไม่มีสถาบันการเมืองอื่นสามารถถ่วงดุลได้ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีบริหารบ้านเมืองดี ยึดถือความเป็นธรรม และหลักการประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด อำนาจที่มากมายดังกล่าวก็จะถูกใช้ไปอย่างเหมาะสม แต่ในทางตรงกันข้าม มันก็จะนำไปสู่สภาวะอัตตาธิปไตย (autocracy) และเกิดเผด็จการของการอ้างเสียงข้างมาก เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจบังคับเรื่องราวต่างๆ ให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ การใช้การเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ แม้ว่าจะไม่ใช่การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งย่อมทราบดีว่า บุคคลในบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคเสนอมานั้นคือ บุคคลที่จะไปดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคณะรัฐมนตรี หากได้คะแนนเสียงที่พอเพียง เป็นอัตราส่วนมากน้อยแล้วแต่คะแนนเสียงที่ได้ ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งยังทราบดีว่า บุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในอันดับที่หนึ่งในบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคคือ บุคคลที่พรรคการเมืองนั้นๆ นำเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี ขนาดไม่ได้เป็นการเลือกตั้งโดยตรง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังอ้างคะแนนเสียงสิบเก้าล้านสิบหกล้านเสียง ในการสร้างความชอบธรรม ให้กับการใช้อำนาจทางการเมืองของตน ทั้งๆ ที่คะแนนทั้งหมดนั้น มิใช่คะแนนที่ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเลือก เจาะจงให้ พ.ต.ท.ทักษิณแต่ผู้เดียว แต่เป็นคะแนนเสียงที่ลงให้กับตัวแทนอื่นๆ ที่พวกเขาพึงพอใจด้วย ด้วยคะแนนเสียงข้างมากและด้วยระบบบัญชีรายชื่อทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณกล้าที่จะใช้มันท้าทายอำนาจจากทุกสถาบัน และภาคส่วนในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันกษัตริย์ อย่างที่ทราบถึงการที่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวพาดพิงถึง "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" ซึ่งจะว่าไปแล้ว จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจที่จะหมายถึงบุคคลใดก็ตาม ย่อมหนีไม่พ้นสถาบันพระมหากษัตริย์ และคณะองคมนตรีอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่กระนั้น พ.ต.ท.ทักษิณก็กล้าที่จะกล่าวเช่นนั้น และไม่ได้รู้สึกรู้สาแต่อย่างใด หลังจากที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายเกิดขึ้น อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณกล้าท้าทายเช่นนั้น? คำตอบก็คือ นอกเหนือจากการมีอำนาจอิทธิพลทางการเงินแล้ว อำนาจที่มีเสียงข้างมากผ่านระบบบัญชีรายชื่อที่ดูจะสะท้อนถึงการได้รับเลือกให้เป็น "คณะรัฐมนตรี" ที่ชัดเจนกว่าการเลือกตั้งที่ไม่มีระบบบัญชีรายชื่อดังกล่าว นอกจากนี้ การกล่าวอ้างถึงการมีเสียงข้างมากในการครอบครอง ทำให้การต่อต้านระบอบทักษิณเกิดข้อถกเถียงขัดแย้งขึ้น ในหมู่ผู้รณรงค์ต่อต้าน และแน่นอนว่า รวมถึงความพยายามที่จะล้มล้างระบอบทักษิณด้วยวิธีการรัฐประหารโดยคณะทหาร เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป ด้วยความชอบธรรมที่เกิดขึ้นจากการได้รับเลือกตั้ง ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นและด้วยเงื่อนไขของระบบบัญชีรายชื่อ ผู้ต่อต้านระบอบทักษิณจึงตกอยู่ในสภาวะของการเป็นผู้ที่ทำลายประชาธิปไตยไปในสายตาของผู้ที่ยึดมั่นในปริมาณเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในช่วงที่มีการประท้วงรัฐบาลทักษิณอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องเรื่อยมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2548 เรื่อยมาจนถึงก่อนหน้ารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นักวิชาการและประชาชนจำนวนหนึ่ง ไม่เข้าร่วมการประท้วงในลักษณะดังกล่าวก็ด้วยติดกับความคิดที่ว่า การประท้วงขับไล่รัฐบาลทักษิณนั้นเป็นวิธีการที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีของประชาชนอย่างยากที่จะปฏิเสธ จากสภาพการณ์ดังกล่าวทำให้เราได้ข้อคิดว่า ยามที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขของรัฐตามครรลองจารีตประเพณี และรัฐธรรมนูญ และนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจมากบริหารบ้านเมืองตามครรลองประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐไม่ครองแผ่นดินโดยธรรม ไม่ทรงซึ่งการเป็นประมุขของรัฐที่ดีแล้ว ใช้พระราชอำนาจเกินขอบเขต เมื่อนั้นเราก็อาจต้องการนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจมากพอที่จะถ่วงดุล หรือหากไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นสถาบันทหาร กลุ่มทุน นายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจทางการเมืองมาก มีฐานประชาชนอย่างกว้างขวาง ก็อาจจะช่วยถ่วงดุลไม่ให้สถาบันทหาร หรือกลุ่มทุนมีอิทธิพลหาประโยชน์ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และประโยชน์ของประชาชนได้ เช่นกัน หากยามที่นายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจมากและใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน และใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์เข้ากลุ่มของตัวเอง เมื่อนั้น สังคมก็ต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็งเข้าต้านทาน หรือต้องการสถาบันทหารให้เข้ามาถ่วงดุล หากสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ไร้น้ำยา ขณะนี้ บทเรียนจากระบอบทักษิณทำให้เกิดแรงเหวี่ยงอย่างสุดโต่ง ในประเด็นเรื่องอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่มีฐานเสียง ผ่านการเลือกตั้งของประชาชน ทำให้เกิดความคิดที่จะเปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้ต้องมาจาก ส.ส. เพื่อมิให้นักการเมืองมีอำนาจมากจากการได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชนส่วนใหญ่ ถ้าจะถามว่า หากนายกรัฐมนตรีมิได้มาจาก ส.ส. แล้ว จะมาจากไหนได้บ้าง? คำตอบอยู่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เรามีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น ส.ส. อันได้แก่ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี) พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรีและเป็นประธานองคมนตรีในที่สุด) ในสมัยของ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ไม่มีการเลือกตั้ง แต่ในสมัยของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มีการเลือกตั้ง และถ้าจะรวมถึง พลเอกสุจินดา คราประยูร ด้วยก็ได้ เพราะพลเอกสุจินดาได้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังมีการเลือกตั้ง แต่ในช่วงต่างๆ ที่ว่านี้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากผู้ที่เป็น ส.ส. อันอยู่ในเงื่อนไข คล้ายกับข้อเสนอจากบุคคลบางกลุ่มในปัจจุบัน ที่ต้องการให้รัฐธรรมนูญเปิดทางให้ผู้ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าว ได้รับการขนานนามว่า เป็นระบอบที่เป็นประชาธิปไตยเพียงครึ่งเดียว จะเห็นได้ว่า บุคคลที่ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีดังที่กล่าวมานี้คือผู้ที่ได้รับการสนับสนุนเห็นชอบ จากสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีสถาบันทหารเป็นฐานค้ำจุน หรือบางกรณีก็มีเพียงอำนาจใดอำนาจหนึ่ง ในสองสถาบันนี้สนับสนุน ดังนั้น จึงตอบได้ว่า หากเรายอมให้รัฐธรรมนูญ เปิดทางให้บุคคลนอกระบบการเลือกตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ช่องทางที่มาของบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ต้องเป็น ส.ส. ในอนาคต ก็ย่อมต้องมาจากการสนับสนุนเห็นชอบ จากสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจประชาชนตามจารีตประเพณี และสถาบันทหารนั่นเอง สังคมไทยในยุคโลกาภิวัตน์มีปัญหาเศรษฐกิจการเมืองและสิ่งแวดล้อมที่สลับซับซ้อน ยากที่จะบริหาร ยากที่จะสร้างความพอใจทั่วไปได้ หากนายกรัฐมนตรีที่มีภาพลักษณ์ที่ได้รับการสนับสนุน จากสถาบันพระมหากษัตริย์บริหารงานผิดพลาด ก็ย่อมจะเชื่อมโยงส่งผลในแง่ลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ อันจะนำไปสู่การสั่นคลอนความชอบธรรมของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสายตาของประชาชน และอาจถึงขั้นของการล่มสลายก็ได้ การให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากผู้ที่เป็น ส.ส. ไม่เกื้อหนุนให้ประชาชนเห็นคุณค่าของการใช้สิทธิเลือกตั้ง และไม่รู้รับผิดชอบต่อคะแนนเสียงที่เลือกตัวแทนของตน แต่กลับนิยมที่จะผลักภาระความรับผิดชอบดังกล่าวนี้ ไปให้บุคคล หรือสถาบันอื่นนอกเหนือสถาบันประชาชน ดังนั้น ไม่ว่าจะจากแง่มุมอนุรักษนิยมที่ต้องการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เป็นสถาบันสำคัญในทางการเมือง และสังคมให้ยั่งยืนยาวนาน หรือจากแง่มุมของการมุ่งพัฒนาประชาธิปไตยให้ประชาชนรู้จักปกครองตัวเอง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเราจึงไม่ควรเปิดช่องทางให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากผู้ที่เป็น ส.ส. ยกเว้นเสียแต่ใครจะมีเหตุผลที่ดีกว่ามาหักล้างเหตุผลที่กล่าวไป หน้า 41
|