|
||||||||||||||
|
ดอกไม้ให้คุณ
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 05 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1377 คนไทยสมัยก่อนให้ดอกไม้กันทำไม หรือถามอีกอย่างหนึ่งให้ขลังขึ้นก็คือ ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของอะไร ในความสัมพันธ์ทางสังคม ของไทยสมัยก่อน ผมคิดว่าหลักใหญ่เลยทีเดียว ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของความเคารพนับถือบูชา ที่เห็นได้ชัดๆ ก็คือถวายดอกไม้แก่พระพุทธรูป คนละประเด็นกับการเถรตรงว่าพระวินัยบัญญัติมิให้พระภิกษุใช้ของหอมนะครับ เพราะผมสงสัยว่า การถวายดอกไม้แก่สิ่งที่เคารพบูชา เช่น ผี หรือวิญญาณบรรพบุรุษ คงจะมีอยู่ในวัฒนธรรมพื้นเมือง ก่อนจะรับนับถือพระพุทธศาสนาเสียอีก คนแต่ก่อนเวลาตักบาตร เขามักถวายดอกไม้และธูปเทียนติดไปด้วย ไม่ได้ถวายหลวงพี่เอาไปปักแจกันในกุฏินะครับ แต่เขาจะฝากหลวงพี่เอาไปถวาย "หลวงพ่อ" พระพุทธรูปที่วัด ถัดจากพระพุทธรูป ก็สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายก็มักได้รับถวายดอกไม้ เช่น ศาลพระภูมิ ไปจนถึงศาลผีศาลเจ้าทั้งหลาย อัฐิบรรพบุรุษ (ซึ่งว่ากันว่าเพิ่งมาเก็บไว้กับบ้านเรือนเมื่อเสียกรุงแล้ว) ก็ได้รับการบูชาด้วยดอกไม้เป็นบางครั้งบางคราวเช่นกัน สิ่งของที่ถือว่าเป็นของสูงก็มีการ "ถวาย" ดอกไม้เหมือนกัน เช่น ผ้าไตรจีวรที่จะถวายพระ หรือบายศรีที่จะถวายผี (บายศรีแปลว่าข้าวมงคล ซึ่งที่จริงคือการประดับข้าวด้วยดอกไม้หรือในรูปทรงของดอกไม้ จนกลายเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ชนิดหนึ่ง ที่ไม่มีข้าวอยู่อีกเลย) สรุปก็คือ ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของการเคารพนับถือบูชาสิ่งที่มนุษย์ถือว่าสูงกว่าตัว แนวคิดนี้ขยายมายังคนธรรมดาด้วย โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งในสมัยก่อนก็ถือว่าเป็นสมมติเทวราช (เป็นอย่างน้อย) ที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินนั้นแวดล้อมด้วยดอกไม้ ทั้งดอกไม้จริงและดอกไม้ประดิษฐ์ มีคนงานอยู่แผนกหนึ่งในวัง ที่มีหน้าที่ร้อยดอกไม้ และทำดอกไม้ประดิษฐ์ต่างๆ สำหรับประดับประดาที่ประทับ หรือ "ถวาย" สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อันรวมถึงองค์พระเจ้าแผ่นดินด้วย ทั้งหมดนี้สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ดอกไม้ก็ยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเคารพนับถือบูชา พึงมอบให้แก่คนหรืออะไรที่ "สูง" กว่าตัว เช่น ให้ผู้ใหญ่ เป็นต้น กลายเป็นธรรมเนียมในสมัยนี้ เมื่อเจ้านายเสด็จไปที่ใด ก็จะมีหน่วยงานหรือเจ้าภาพที่เชิญเสด็จมีธุระต้องจัดทำ หรือซื้อพวงมาลัยข้อพระกร จัดลงพานถวาย จนบางครั้งคุณหญิงคุณนายต้องมาขัดใจกันด้วยเรื่องใครจะได้สิทธิ์เป็นผู้ถวาย นี่เป็นธรรมเนียมใหม่นะครับ ราษฎรแต่ก่อนไม่มีโอกาสถวายดอกไม้แก่เจ้านายหรอกครับ ถ้าดูจากเรื่องเสด็จประพาสต้น แม้ราษฎรที่โปรดให้เป็น "เพื่อนต้น" ถึงรู้ว่าพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จมาทรงเยี่ยม ก็ไม่ได้ถวายดอกไม้อะไร พูดอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นธรรมเนียมที่คนชั้นกลางประดิษฐ์ขึ้น แม้กระนั้นก็ยังอิงประเพณีเดิม ในการถวายดอกไม้แก่คนที่ตัวเชื่อว่า "สูง" กว่าตน ผู้อ่านบางท่านคงนึกว่า ทำไมผมไม่พูดถึงดอกไม้ในฐานะสัญลักษณ์ของความรักบ้าง ก็กำลังจะพูดอยู่นี่ละครับ ผมพยายามทบทวนความจำว่าวรรณคดีไทยพูดถึงดอกไม้ในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของความรักเมื่อไหร่ ด้วยความจำที่ไว้วางใจไม่ได้ ผมคิดว่าในวรรณกรรมอยุธยาประเภทกำสรวลและนิราศ ผู้แต่งซึ่งเป็นชาย มักพูดถึงดอกไม้ที่หญิงซึ่งตนจากมาเคยร้อยให้ แต่ไม่ยักกะมีดอกไม้ที่ฝ่ายชาย มอบให้ฝ่ายหญิงด้วยความสิเนหาบ้าง ผมควรเตือนไว้ด้วยว่า หญิงที่กวีชายรำพันถึงในอยุธยานั้น ล้วนเป็นเมียของกวีทั้งนั้น กวีไทยเพิ่งรู้จักนอกใจเมียเอาหลังอยุธยานี่เอง และการที่เมียร้อยดอกไม้ "ถวาย" ผัว อาจไม่ใช่สัญลักษณ์ของความรัก (อย่างที่เข้าใจในปัจจุบัน) แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเคารพบูชาผัว เพราะตามอุดมคติสมัยนั้น (ตามที่ปรากฏในกฤษณาสอนน้องฉบับอยุธยา) เมียที่ดีก็ต้องเคารพบูชาผัวอย่างสุดจิตสุดใจ กวีอุตส่าห์คร่ำครวญรำพันถึงเมียมายืดยาว ก็ต้องสร้างภาพของเมียที่ดีตามอุดมคติสิครับ แม้ว่าในความเป็นจริง ยายปากปลาร้าอาจดุด่าผัวไม่ขาดปากเลยก็ตาม ผู้ชายไทยเริ่มให้ดอกไม้ผู้หญิงด้วยความสิเนหาในวรรณกรรมต้นรัตนโกสินทร์นี้เอง เพราะความรู้สึกสิเนหาอย่างนี้ ก็เพิ่งปรากฏหรือเพิ่งมีขึ้นในวรรณกรรมต้นรัตนโกสินทร์เหมือนกัน ผมเคยพูดเรื่องนี้มาแล้วหลายหน จะขอสรุปแต่สั้นๆ ในที่นี้ว่า ความรักอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน คือความรู้สึกผูกพันกัน ระหว่างปัจเจกสองคน โดยไม่เกี่ยวกับสถานะทางสังคมหรือความเหมาะสมทางด้านสังคมของสองฝ่าย เพิ่งปรากฏเป็นครั้งแรกในวรรณกรรมราชสำนักก็ต่อเมื่อถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์นี้เอง พระเอกของต้นรัตนโกสินทร์ล้วนมีความรักอันไม่เหมาะไม่ควรทางสังคมอยู่บ่อยๆ เช่น อิเหนาไปรักนางจินตะหรา, พระอภัยไปรักนางละเวง, หรือขุนแผนไปรักนางวันทองซึ่งเป็นเมียขุนช้างไปแล้ว เป็นต้น ฯลฯ เมื่อบ่วงรักทำให้ปัจเจกหลุดออกไปจากข้อผูกมัดทางสังคม ทั้งสองกลับมาเป็นมนุษย์ที่ล่อนจ้อนจากยศศักดิ์อัครฐาน, กำเนิด, สีผิว, ศาสนา, หรือแม้แต่อำนาจ (เช่น ความตระแหน่แง่งอนของผู้หญิงซึ่งไม่ปรากฏในวรรณกรรมอยุธยา ตระแหน่แง่งอนคือการต่อรองอำนาจอย่างหนึ่ง) สิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นตามมา (โดยไม่ตั้งใจ) คือความเสมอภาคครับ ฉะนั้น ดอกไม้ซึ่งฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิงจึงไม่ใช่สัญลักษณ์ของการเคารพบูชาอีกต่อไป แต่เป็นตัวแทนความรู้สึกของตนเอง ที่แสดงให้ฝ่ายหญิงได้รู้ เกิด "ภาษาดอกไม้" หรือการใช้ดอกไม้แทนคำพูดในวรรณกรรมหลายเรื่อง การให้ดอกไม้อย่างคนเสมอภาคเช่นนี้ตรงกับธรรมเนียมฝรั่งปัจจุบันพอดี ผมไม่ได้ไปค้นดูว่าฝรั่งใช้ดอกไม้ทำอะไรมาบ้าง เอาเป็นว่าฝรั่งปัจจุบันก็แล้วกัน อิทธิพลฝรั่งในเรื่องนี้ แม้จะมีมากอย่างไร ก็เป็นการให้รายละเอียด แก่วัฒนธรรมที่มีอยู่แล้วของไทยเอง เช่น กุหลาบแดงหมายถึงรักนะตัว เป็นต้น ในขณะเดียวกัน เราก็พัฒนาความหมายของการให้ดอกไม้อย่างเสมอภาคนี้ให้ได้ความหมายไปอีกหลายอย่าง เช่น พวงมาลัยแบงก์พันที่ให้นักร้อง แปลว่าขออึ๊บทีเถิดทูนหัว เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะมีความหมายซับซ้อนจากภายนอกภายในอย่างไร ก็ยืนอยู่บนฐานของการให้ระหว่างคนที่เสมอกัน เท่าเทียมกัน ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร ต่อรองกันได้ เวลานี้ในเมืองไทย เราใช้ดอกไม้ในความหมายทั้งสองอย่าง คือเอาไป "ถวาย" ผู้ใหญ่ก็ได้ เอาไปให้คนรักอย่างคนที่เท่าเทียมกันก็ได้ ผมคิดเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อตอบคำถามของเพื่อนฝูงที่ว่า คนชั้นกลางในกรุงเทพฯ แห่เอาดอกไม้ไปให้ทหารกันทำไม เมื่อตอนเกิดรัฐประหาร ผมไม่รู้หรอกครับว่าทหารที่ขับรถถังออกมาประจำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ นั้น คิดว่าตัวจะมีความสัมพันธ์กับประชาชนอย่างไร แต่การยึดอำนาจของทหารที่ผ่านมา ทหารล้วนแสดงท่าทีของอำนาจ หมายความว่ากูเอาจริงนะโว้ย เพราะถ้าแพ้ นายกูตาย ฉะนั้น อย่าเพิ่งมาสุงสิงกับกู จริงหรอกครับ เมื่อทหารกลุ่มหนึ่งพยายามยึดอำนาจตอนเมษาฮาวาย มีประชาชนกลุ่มหนึ่งไปเชียร์อยู่เหมือนกัน แต่เชียร์ในลักษณะที่ให้ทหารเป็นผู้นำขับไล่รัฐบาลที่ตัวไม่ชอบออกไป และจริงหรอกครับที่คณะทหารที่ยึดอำนาจได้มักได้กระเช้าดอกไม้ แต่เป็นกระเช้าที่นายแบงก์ และนายทุนต่างๆ รีบยกไป "ถวาย" ถึงเต๊นท์บัญชาการ ดอกไม้เหล่านั้นจึงเป็นสัญลักษณ์ของการเคารพบูชาตามคติเก่านั่นเอง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่นะครับ คนชั้นกลางพากันเอาดอกไม้ไปให้ทหารประจำรถถังและทหารที่ยืนอยู่ริมถนน อันเป็นทหารที่นายแบงก์และนายทุนไม่สนใจจะให้ดอกไม้เลย เพราะไม่สามารถให้ประโยชน์อะไรแก่เขาได้ ผมดูจากรูปถ่ายแล้ว ให้รู้สึกว่าทหารที่รับดอกไม้จากประชาชนคนธรรมดาเหล่านั้น ออกจะหน้าตื่นๆ อยู่เหมือนกัน จะว่าทำตัวไม่ถูกก็ใช่ เพราะดอกไม้ทำให้สถานะแห่งอำนาจหายไปน่ะครับ อุตส่าห์ยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญออกกฎหมายเลิกกฎหมายกันตามใจชอบขนาดนี้ แทนที่ประชาชนจะเกรงขาม กลับปฏิบัติต่อทหารเหมือนคนที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน ในความสัมพันธ์เชิงอำนาจนะครับ เหมือนบอกรักใครน่ะครับ รักคุณก็แสดงว่าคุณกับผมเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นดอกฟ้าหรือแก้วกลางสลัมก็ตาม ผมไม่ทราบหรอกครับว่า คนชั้นกลางระดับกลางและล่างในกรุงเทพฯ ซึ่งพากันเอาดอกไม้ไปให้ทหาร คิดอย่างมีสำนึกเหมือนที่ผมกล่าวหรือไม่ แต่อาการที่ทำทั้งหมดนั้น คือการบอกทหารว่าคุณกับผมเท่ากันในเชิงอำนาจ แตกต่างโดยสิ้นเชิง กับที่นายแบงก์นายทุนหิ้วกระเช้าดอกไม้ไปรอพบหัวหน้าคณะทหารในสมัยก่อน เมื่อเท่ากันในเชิงอำนาจก็หมายความว่า ต่อไปนี้คุณจะทำอะไรก็ต้องปรึกษาหารือผม หรืออย่างน้อยผมต้องเห็นพ้องด้วย จะถืออำนาจราชศักดิ์ทำอะไรตามใจชอบไม่ได้ ดอกไม้ในความหมายอย่างนี้จึงสอดรับอย่างดี กับการลุกขึ้นสู้ทหารอย่างไม่พรั่นพรึงของวีรชนพฤษภาทมิฬ อันเป็นผลให้ได้รัฐธรรมนูญปี "40 มา วีรชนเหล่านั้นคือใคร ก็ญาติมิตรของคนที่เอาดอกไม้ไปให้ทหาร เมื่อเดือนกันยายนปีนี้แหละครับ ผู้สื่อข่าวฝรั่งมองการมอบดอกไม้ว่าเป็นการต้อนรับ และพากันแปลกใจ ผมก็เห็นด้วยว่าเป็นการต้อนรับ แต่ต้อนรับอย่างไร ต้องอ่านเข้าไปในวัฒนธรรมดอกไม้ของไทย หน้า 26
|