หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ดัชนีชี้วัดความสุขกับความอยู่รอด

บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 05 มกราคม พ.ศ. 2550

เมื่อกลางเดือนที่แล้วสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก แห่งภูฏานได้ทรงสละราชบัลลังก์ ให้แก่เจ้าชายจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทั้งที่พระองค์ยังมีพระชนมายุเพียง 51 พรรษา การครองราชย์ตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ท่ามกลางความพยายามของสองมหาอำนาจ ที่จะเข้าครอบงำ และการโหมกระหน่ำของกระแสวัตถุนิยม จากกระบวนโลกาภิวัตน์มา 35 ปีคงทำให้สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งพระวรกาย และพระหฤทัยจึงทรงสละราชบัลลังก์ให้พระโอรสก่อนกำหนดเวลา เรื่องราวของประเทศภูฏาน ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากคนไทย เมื่อไม่นานมานี้ คงเพราะการเสด็จมาเมืองไทยหลายครั้งของเจ้าชายจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา พระจริยาวัตรอันงดงามของเจ้าชายจิกมีสร้างความสนใจ โดยเฉพาะในวงการสื่อจนทำให้มีหนังสือออกมาจากสำนักพิมพ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากนั้นแนวคิดเรื่องการใช้คุณภาพชีวิตที่ดีเป็นดัชนีชี้วัดระดับการพัฒนาของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เช่น ริชาร์ด เลยาร์ด (Richard Layard) ในหนังสือเรื่อง Happiness: Lessons from a New Science และองค์กรเอกชน เช่น “มูลนิธิเศรษฐศาสตร์แนวใหม่” (New Economics Foundation) ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ผลงานของ แซนเดอร์ ไทด์แมน (Sander Tideman) เรื่อง Gross National Happiness: Toward Buddhist Economics

อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ทรงเป็นต้นคิดของดัชนีชี้วัดระดับคุณภาพของชีวิต ที่มีชื่อเรียกว่า “ความสุขมวลรวมของชาติ” (Gross National Happiness) หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์พระองค์ทรงประกาศว่า ภูฏานจะใช้ดัชนีตัวนี้แทน “ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ” หรือ “จีดีพี” (GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Product) อันเป็นดัชนีที่ใช้กันทั่วโลกยกเว้นในค่ายคอมมิวนิสต์ เพราะจีดีพีมีข้อบกพร่องหลายอย่าง ทำให้มันไม่อาจชี้วัดระดับคุณภาพของชีวิต อันเป็นจุดมุ่งหมายของการพัฒนา และฐานของการมีความสุขของคนเราได้อย่างแท้จริง

คอลัมน์นี้เคยชี้ให้เห็นความบกพร่องของจีดีพีบ้างแล้ว อาทิเช่น การผลิตและการจำหน่ายบุหรี่ซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดโทษแก่ผู้สูบ และผู้ที่สูดควันของมันเข้าไปอย่างไม่ตั้งใจทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น ร้ายยิ่งกว่านั้นเมื่อผู้สูดควันบุหรี่เข้าไปเกิดเป็นมะเร็งขึ้นมา การรักษาพยาบาลก็ได้รับการนับเป็นจีดีพีด้วย อีกตัวอย่างหนึ่ง การเลี้ยงทารกด้วยนมแม่ไม่นับเป็นจีดีพี แต่ถ้าทารกดื่มนมวัว น้ำตาลทรายละลายน้ำ หรือ นมผสมโคคาโคลา ทั้งนมวัว น้ำตาลทรายและโคคาโคลานับเป็นจีดีพี

“ความสุขมวลรวมของชาติ” วางอยู่บนฐานของแนวคิดของบางศาสนาที่ว่าคุณภาพของชีวิตที่ดี ซึ่งทำให้คนเรามีความสุขประกอบด้วยด้านวัตถุและด้านจิตใจ ฉะนั้นหากจุดมุ่งหมายของการพัฒนา คือการแสวงหาความสุขที่ยั่งยืนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องขยายกรอบของตัวชี้วัดระดับการพัฒนา ให้ครอบคลุมไปถึงด้านจิตใจ มิใช่จำกัดอยู่ที่ด้านวัตถุ เช่น จีดีพี เพียงอย่างเดียว

รัฐบาลภูฏานใช้แนวคิดนี้เป็นฐานของการพัฒนาประเทศโดยกำหนด “ความสุขมวลรวมของชาติ” ให้มีส่วนประกอบ 4 ด้านด้วยกันคือ (1) ส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบเป็นธรรมและยั่งยืน (2) ส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่ง ฐานทางวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศ (3) ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่ดี และ (4) ส่งเสริมให้มีธรรมาภิบาลในด้านการบริหารจัดการภายในประเทศ

แม้ ”ความสุขมวลรวมของชาติ” จะยากแก่การคำนวณในเชิงปฏิบัติ และการนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดการพัฒนา มักถูกนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักโต้แย้ง แต่ต้องนับว่าสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ประสบความสำเร็จอย่างงดงามที่สามารถทำให้แนวคิดพื้นฐานนี้เป็นที่ยอมรับในภูฏาน และแพร่กระจายออกไปในวงกว้าง จนถึงกับมีการจัดประชุมนานาชาติขึ้นหลายครั้ง รวมทั้งครั้งต่อไปซึ่งกำหนดจะมีขึ้นในเมืองไทย ระหว่างวันที่ 22-28 พฤศจิกายน 2550 ด้วย นอกเหนือจากนั้นสิ่งที่สำคัญยิ่งได้แก่ภูฏานเริ่มเป็นจุดสนใจและอยู่ในสายตาของชาวโลก

ผู้สันทัดกรณีชี้ว่านั่นเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ที่ทรงประกาศใช้แนวคิดเรื่อง “ความสุขมวลรวมของชาติ” เป็นตัวชี้วัดการพัฒนาของภูฏาน นั่นคือ พระองค์ต้องการให้ภูฏานเป็นจุดสนใจ และอยู่ในสายตาของชาวโลก เพื่อป้องกันมิให้มหาอำนาจรุกรานจนถึงขั้นถูกกลืนกินเช่นเดียวกับสิกขิม ซึ่งเหมือนกับภูฏานในแง่ที่มีประชากรเพียงครึ่งล้านคนแต่ตั้งอยู่ระหว่างสองมหาอำนาจที่มีประชากรประเทศละเกินพันล้านคน และมีประวัติในการรุกรานประเทศเพื่อนบ้านขนาดเล็ก

หากข้อสังเกตนี้มีฐานของความเป็นจริง ต้องยอมรับว่าสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเยวังชุก ทรงมีพระปรีชาสามารถสูงยิ่งเพราะ ณ วันนี้ภูฏานเป็นจุดสนใจของชาวโลกและการพัฒนาของภูฏานวางอยู่บนฐานของภูมิปัญญาที่มั่นคง นั่นหมายความว่าภูฏานไม่น่าจะถูกรุกรานจากเพื่อนบ้านจนถูกกลืนกินเช่นสิกขิมหรือทิเบต พร้อมกันนั้นก็จะไม่ถูกรุกราน และครอบงำด้วยกระแสวัตถุนิยมสุดโต่ง ซึ่งวัดความสำเร็จของการพัฒนาด้วยตัวเลขที่มีข้อบกพร่องสูงเช่นจีดีพี

คนไทยที่พากันไปเที่ยวและดูงานถึงภูฏานคงกลับมาพร้อมกับความประทับใจจากหลากหลายมุมมอง ผมไม่เคยไปที่นั่น แต่หลังจากได้อ่านการศึกษาผลกระทบของโทรทัศน์ซึ่งรัฐบาลเพิ่งอนุญาตให้ชาวภูฏานมีได้เมื่อปี 2542

ผมไม่แน่ใจว่าชาวภูฏานจะยึดมั่นในหลักการพัฒนาของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ไว้ได้นานแค่ไหน มีความเป็นไปได้สูงว่าแม้ภูฏานจะไม่ถูกยึดครองจากมหาอำนาจโดยตรงเช่นเดียวกับทิเบตและสิกขิม แต่ชาวภูฏานจะถูกรุกรานและครอบงำโดยสิ้นเชิงโดยกระแสวัตถุนิยมสุดโต่งภายในเวลาอันสั้น

ฉะนั้นภูฏานก็คงคล้ายเมืองไทยที่มีแนวคิดอันประเสริฐยิ่งในพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง แต่รัฐบาลไทยและคนไทยส่วนใหญ่ไม่นำไปปฏิบัติอย่างแท้จริง เมืองไทยอาจไม่สูญเอกราช แต่จะถูกครอบงำโดยอำนาจของกระแสวัตถุนิยมอย่างสมบูรณ์จนไม่ต่างกับการสูญเอกราช

อย่างไรก็ตามยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลไทยและคนไทย จะป้องกันมิให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นหากนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้อย่างจริงจังเสียตั้งแต่บัดนี้ หากไม่แน่ใจว่ากระแสวัตถุนิยมสุดโต่งจะพาเราไปไหน หนังสือเรื่อง One with Nineveh: Politics, Consumption, and the Human Future อาจช่วยให้มองเห็น