|
||||||||||||||
|
ธปท.ยันไอเอเอส
39
ไม่ใช่ต้นเหตุแบงก์เพิ่มทุน
กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2550 ธปท.มั่นใจเกณฑ์บัญชีใหม่ไอเอเอส 39 ไม่ใช่สาเหตุหลักให้แบงก์ต้องเพิ่มทุน ชี้หากจะมีแบงก์เพิ่มทุน ก็เป็นเรื่องของแต่ละธนาคาร จะพิจารณา เชื่อแบงก์พาณิชย์ยังมีกำไรดีอยู่ เอามาเสริมเงินกองทุนได้ เผยหลังสำรองตามมาตรฐานใหม่ ส่งผลเอ็นพีแอลสุทธิปีหน้า ลดเหลือ 2% ได้ตามเป้า แต่แบงก์ยังต้องรายงานเอ็นพีแอลรวมต่อเนื่อง นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า มาตรฐานบัญชีระหว่างประเทศฉบับที่ 39 หรือ IAS 39 ที่คาดว่าจะมีการบังคับใช้ในปี 2551 ซึ่งจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการด้อยค่าของสินทรัพย์ทางการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อ โดยสถาบันการเงินจะต้องกันเงินสำรองเพื่อรองรับความเสียหาย หากมีข้อบ่งชี้ว่า ลูกหนี้จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธปท.ได้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ตั้งสำรองออกเป็น 3 งวดบัญชี จากงวดบัญชีสิ้นปี 2549 ไปจนถึงกลางปีนี้ และปลายปี 2550 โดยเชื่อว่าจะไม่กระทบกับฐานะทางการเงิน ของธนาคารพาณิชย์มากถึงขนาดต้องเพิ่มทุน จดทะเบียน เพื่อรองรับการสำรองดังกล่าว ทั้งนี้การสำรองดังกล่าว อาจจะกระทบเงินกองทุนขั้นที่ 1 บ้าง แต่เชื่อว่าผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ในปีนี้ จะมีผลกำไรในระดับที่ดี และเงินกองทุนที่มีอยู่น่าจะเพียงพอ และเงินกองทุนโดยรวมคงไม่ลดลงต่ำกว่าระดับ 8.5% ที่ ธปท.กำหนด อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าหากจะมีธนาคารพาณิชย์ต้องเพิ่มทุนจดทะเบียน ก็ถือเป็นเรื่องการตัดสินใจ ในการขยายธุรกิจของธนาคารแห่งนั้นเอง "การเพิ่มทุนขึ้นอยู่กับความจำเป็นของธนาคารแต่ละแห่ง ว่าจะขยายธุรกิจแค่ไหน บางแห่งอาจจะตั้งใจเพิ่มทุนอยู่แล้ว ถ้ามีทุนน้อย แต่ไม่ยอมรับว่าเกณฑ์นี้จะเป็นสาเหตุใหญ่ให้แบงก์ต้องเพิ่มทุน แต่ในแง่ของกำไรนั้น ค่าใช้จ่ายเพิ่มก็ต้องมีกำไรลดลงบ้าง แต่คงไม่มาก โดยเท่าที่ ธปท.ประเมินผลกระทบจากการตั้งสำรองทั้ง 3 งวด ภาระการสำรองงวดบัญชีหลังของปี 2550 จะหนักที่สุด" นายเกริก กล่าวอีกว่า ในข้อกำหนดของ ธปท. หากธนาคารพาณิชย์สำรองหนี้ครบแล้ว สามารถเลือกสำรองเงินสะสมไว้ หรือตัดสินเชื่อดังกล่าวออกจากการเป็นหนี้สูญได้ แต่หากใช้วิธีการเก็บสำรองไว้ ธนาคารพาณิชย์จะต้องรายงานยอดหนี้คงค้างที่เหลือ หลังหักสำรองครบถ้วนแล้วเป็นยอดสินเชื่อด้อยคุณภาพสุทธิ (NPLs (NET) ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวจะทำให้ในสิ้นปี 2550 เอ็นพีแอลสุทธิเหลือ 2% ตามเป้าหมายที่ ธปท.ตั้งไว้ แต่ทั้งนี้ธนาคารพาณิชย์ยังต้องรายงานยอดเอ็นพีแอล (gross) ให้กับ ธปท.รับทราบด้วย อย่างไรก็ตาม หากธนาคารพาณิชย์สำรองครบตามที่ ธปท.กำหนดแล้วตัดสินเชื่อดังกล่าวออกจากการเป็นหนี้สูญ จะทำให้เอ็นพีแอลทั้งระบบลดลงได้อย่างรวดเร็ว แต่เชื่อว่า แม้ว่าธนาคารพาณิชย์จะสำรองครบแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะยังไม่ตัดสินเชื่อดังกล่าว ออกจากการเป็นหนี้สูญ แต่จะเก็บสำรองดังกล่าวสะสมไว้ แล้วดำเนินคดีกับลูกหนี้ จนจบกระบวนการ เพื่อสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี ทำให้เอ็นพีแอลรวมจริงๆ ยังไม่ลดลงต่ำกว่า 2% ได้ ในปีหน้า นายเกริก กล่าวอีกว่า หากใช้วิธีการรายงานเอ็นพีแอลแบบใหม่ที่หักสำรองออกจากยอดหนี้แล้ว เอ็นพีแอลสุทธิที่มีอยู่ในขณะนี้มีประมาณ 4% เนื่องจากในปัจจุบันระบบธนาคารพาณิชย์มีเอ็นพีแอลอยู่ประมาณ 4.8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 8.1-8.2% แต่ในขณะนี้มีการตั้งสำรองทั้งระบบประมาณ 2.4 แสนล้านบาท ในส่วนนี้เป็นสำรองตามเกณฑ์ปัจจุบันอยู่ถึง 2 แสนล้านบาท มีสำรองส่วนเกินอยู่เพียง 4 หมื่นล้านบาท ลูกหนี้รายย่อยที่มีมูลหนี้ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท ที่ ธปท.อนุญาตให้สถาบันการเงินเลือกสำรองเป็นกลุ่มลูกหนี้ โดยกันสำรองจากตัวเลขทางสถิติของผลขาดทุนย้อนหลัง 3 ปีสำหรับลูกหนี้แต่ละกลุ่มแล้วจึงตั้งสำรองได้นั้น เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มดังกล่าว เป็นลูกหนี้รายย่อย เช่น บัตรเครดิตที่มีจำนวนมาก และมียอดหนี้ไม่สูงมากนั้น ในอดีตเกณฑ์ที่ใช้คือ ตั้งสำรอง 20% เมื่อค้างชำระเกิน 3 เดือน แต่เนื่องจากยอดหนี้ที่ไม่สูงทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่กันสำรอง แต่ใช้วิธีตัดหนี้สูญไปซึ่งการใช้วิธีนี้จะสะท้อนความเสียหายได้อย่างแท้จริง
|