หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
The Universe in a Single Atom : เอกภพนี้มีเพียงอะตอมเดียว (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ดร.ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3858 (3058)

ปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์มักมีลักษณะเป็นเด็กเลี้ยงไม่โตในแง่ที่มีความอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา ปราชญ์ทางศาสนาบางคนจึงไม่เฉพาะจะศึกษาโลกรอบด้านจากมุมมองของศาสนาเท่านั้น หากยังพยายามหาความเข้าใจโลก จากมุมมองของวิทยาศาสตร์อีกด้วย หนึ่งในกลุ่มปราชญ์ทางศาสนาดังกล่าวได้แก่ ท่านทะไล ลามะ ผู้นำทางศาสนาและหัวหน้ารัฐบาลพลัดถิ่นของทิเบต เนื่องจากความจำกัดของประเพณี ท่านทะไล ลามะ ไม่มีโอกาสศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์จนกระทั่งหลังจากท่านไปลี้ภัยอยู่ในอินเดียเมื่อปี 2502 แม้การศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ของท่านจะเป็นการศึกษาด้วยตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ท่านก็มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เมื่อปลายปี 2548 ท่านจึงพิมพ์หนังสือชื่อ The Universe in a Single Atom : The Convergence of Science and Spirituality ออกมาเพื่ออธิบายความเข้าใจของท่านว่า วิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนามองโลกอย่างไร มีส่วนไหนคล้ายกัน มีส่วนไหนต่างกัน หนังสือขนาดย่อมเล่มนี้หนาเกิน 200 หน้าเล็กน้อย แบ่งออกเป็น 9 บท และเสริมด้วยบทนำกับบทสรุป

เนื่องจากเนื้อหาหลักเป็นเรื่องค่อนข้างหนักสำหรับคนทั่วไป ผู้เขียนจึงพยายามใช้เรื่องเบาๆ ผสมตลอดทั้งเล่ม เช่น เล่าเรื่องส่วนตัวและความซุกซนของท่านเมื่อสมัยเป็นเด็กบ้าง เรื่องบุคลิกของปราชญ์ และนักวิทยาศาสตร์ ที่มีบทบาทในการศึกษาของท่านบ้าง และเมื่อมีโอกาสก็แทรกอารมณ์ขันของท่านเข้าไปบ้าง จริงอยู่ชื่อรองของหนังสือ The Convergence of Science and Spirituality บ่งว่า เนื้อหาจะเป็นการรวมวิทยาศาสตร์กับศาสนาเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ท่านทะไล ลามะ กล่าวว่า ท่านไม่มีความสามารถถึงขนาดที่จะทำเช่นนั้นได้ ท่านต้องการเพียงจะชี้ให้เห็นอย่างกว้างๆ ว่า ศาสตร์สองสาขานี้จะเสริมกันได้อย่างไรในการแสวงหาความจริงเพื่อนำไปสู่การลดความทุกข์ร้อนของมนุษยชาติ

วิทยาศาสตร์เน้นการแก้ปัญหาจากมุมมองของด้านกายภาพ แต่ ท่านทะไล ลามะ เห็นว่า นั่นไม่เพียงพอ เพราะความทุกข์ร้อนมีที่มาจากทั้งทางด้านกายภาพและทางด้านจิตใจ นอกจากนั้นท่านยังเห็นว่าการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ จะต้องตั้งอยู่บนฐานของจริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเมตตา แม้เรื่องจริยธรรมจะอยู่นอกขอบเขตของวิทยาศาสตร์ก็ตาม มิฉะนั้นการค้นคว้าอาจจะนำไปสู่ผลร้าย ไม่ใช่ผลดี ในทางกลับกันพุทธศาสนาก็จะต้องยอมรับที่จะปรับแนวคิดของตน หากวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ว่าแนวคิดนั้นไม่ตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริง

ผู้เขียนเริ่มพูดถึงเนื้อหาหลักในบทที่ 3 ซึ่งเป็นเรื่องความเกี่ยวเนื่องกันของ "สุญตา" หรือความว่าง (emptiness) กับทฤษฎีสัมพัทธภาพ (theory of relativity) และทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม หรือ "จุลกลศาสตร์" (quantum mechanics) ท่านอธิบายว่า "สุญตา" เป็นฐานของการมองโลกที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของพุทธศาสนา "สุญตา" หมายความว่า ไม่มีอะไรอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองอย่างโดดๆ หรือมีความเป็นเอกเทศอย่างสมบูรณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทางด้านกายภาพ ด้านจิต หรือด้านนามธรรม เช่น เวลา มีความเกี่ยวเนื่องกับสิ่งอื่นทั้งสิ้น แม้ตามภาพที่ปรากฏแก่เรา หรือความรู้สึกของเรา จะดูว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเอกเทศก็ตาม และการที่เรามักมองว่าสิ่งต่างๆ ซึ่งรวมทั้งตัวเราเองด้วยมีความเป็นเอกเทศนำไปสู่การยึดติดและการมีอคติ การยึดติดและอคติคือรากเหง้าแห่งความทุกข์ร้อน

แนวคิด "สุญตา" ทำให้การมองโลกแยกกันออกเป็นสองด้านซึ่งขัดกันอยู่ในตัว นั่นคือ 1)ความจริงที่ปรากฏแก่เรา ซึ่งดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆ มีความเป็นเอกเทศ ความจริงข้อนี้มีความคล้าย กับฐานของการสร้างทฤษฎีฟิสิกส์รุ่นเก่า เช่น ของไอแซค นิวตัน ที่มองว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะที่แน่นอน และ 2)"สุญตา" มองว่าไม่มีอะไรเป็นเอกเทศ และทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันหมด

แนวคิดนี้คล้ายกับทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม เนื่องจากทฤษฎีนี้วางอยู่บนฐานของการมองสาร ในระดับของธุลี ที่เป็นส่วนประกอบของมัน เช่น อิเล็กตรอน นิวตรอน และโปรตอน และในระดับนี้ทุกอย่างมีความไม่แน่นอน มีความสัมพันธ์กันและอาจมองได้จากมุมมองที่ต่างกันด้วย เช่น แสงและอิเล็กตรอนมองว่าเป็นได้ทั้งคลื่นและธุลี มันจะเป็นอะไรขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายและเครื่องมือของผู้มอง นอกจากนั้นวิทยาศาสตร์ยังค้นพบอีกว่า ถ้าเรารู้ตำแหน่งของอิเล็กตรอนเราจะไม่รู้ว่ามันกำลังทำอะไรอยู่ และถ้าเรารู้ว่ามันกำลังทำอะไรอยู่เราจะไม่รู้ว่ามันอยู่ ณ ตำแหน่งไหน

สำหรับความจริงที่ว่าอิเล็กตรอนหรือแสงจะมีลักษณะเป็นธุลี หรือคลื่นขึ้นอยู่กับผู้มองนั้นมีส่วนคล้าย กับแนวคิดของพุทธศาสนาที่ว่าเราแยกสิ่งต่างๆ ที่เป็นนามธรรม เช่น จริยธรรม ออกจากด้านกายภาพไม่ได้ แนวคิดนี้ตรงกับความเห็นของนัก "จุลกลศาสตร์" ชั้นแนวหน้า เช่น เดวิด โบม ซึ่งกล่าวว่า แนวคิดที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง มีลักษณะเป็นเอกเทศ หรือแยกออกจากสิ่งอื่นโดยเด็ดขาด เป็นฐานของการสร้างความแปลกแยก ในสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นบนฐานของผิวพรรณ เชื้อชาติ สัญชาติ หรืออุดมการณ์ แอนตัน ไซลิงเกอร์ ศาสตราจารย์ด้าน "จุลกลศาสตร์" ซึ่งตามปกติอยู่คนละฟากกับเดวิด โบม ในด้านของวิธีการค้นหาภูมิปัญญา เห็นว่าฐานความคิดของพุทธศาสนาเรื่อง "สุญตา" และของ "จุลกลศาสตร์" นั้น ตรงกันในแง่ที่ทั้งคู่มองว่าไม่มีอะไรที่มีความเป็นเอกเทศในตัวเอง

ในด้านทฤษฎีสัมพัทธภาพซึ่งมีรากฐานมาจากการค้นคว้าของ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ นั้น มีแก่นอยู่ที่ว่า สิ่งเดียวซึ่งมีความคงที่ และใช้เป็นกรอบอ้างอิงสำหรับสิ่งอื่นได้ คือความเร็วของแสง ส่วนสิ่งอื่นไม่มีความคงที่ และเป็นอิสระในตัวของมันเองอย่างถาวร ไม่ว่าจะเป็นมวลสาร (mass) สถานที่ (space) หรือเวลา (time) สิ่งเหล่านี้ต้องมีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น แม้กระทั่งสถานที่ก็มิใช่สิ่งที่มีสามมิติ คือ กว้าง ยาว และสูง โดยอิสระดังที่ปรากฏแก่ตาเรา แต่มันมีความสัมพันธ์กับเวลา ซึ่งมีอีกหนึ่งมิติ เวลาก็ไม่มีความเป็นเอกเทศของมันเองต้องอยู่คู่กับสถานที่จึงจะมีความหมาย ฉะนั้นสภาพที่แท้จริงของสิ่งเหล่านี้จึงมีลักษณะเป็น "สถานที่-เวลา" หรือ "เทศะ-กาล" (space-time) ซึ่งมี 4 มิติ และไม่คงที่ แม้จะมีนักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าอย่างนั้นก็ตาม

ผู้เขียนกล่าวว่า ปราชญ์ทางพุทธศาสนาได้แสดงให้เห็นว่าเวลาเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่โดยเอกเทศ แต่ต้องมีอยู่ในรูปของความสัมพันธ์ กับสิ่งอื่นมาก่อนไอสไตน์เกือบสองพันปีแล้ว นั่นคือ พุทธศาสนาแบ่งเวลาออกเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และทั้งสามส่วนนี้ มีความสัมพันธ์กับปรากฏการณ์อื่นๆ จริงอยู่การมองเวลาทางพุทธศาสนาเป็นการมองเชิงปรัชญา แต่ก็มีความคล้ายคลึงกับการมองทางกายภาพของด้านวิทยาศาสตร์

ผู้เขียนเห็นว่าวิทยาศาสตร์นับวันจะยิ่งก้าวหน้าเพราะเครื่องไม้เครื่องมือจะยิ่งมีศักยภาพสูงขึ้น ความจริงข้อนี้สร้างความจำเป็นสำหรับพุทธศาสนาที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดของตนอยู่ตลอดเวลาตามหลักที่ว่า คำสอนของพุทธศาสนาต้องวางอยู่บนฐานของความเป็นจริงที่พิสูจน์ได้ อาทิ วิทยาศาสตร์สามารถแยกอะตอม ออกเป็นธุลีที่เป็นส่วนประกอบเบื้องต้นได้ เช่น อิเล็กตรอน นิวตรอน และโปรตอน ฉะนั้นพุทธศาสนาจะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด เกี่ยวกับอะตอมที่ว่าสสารประกอบด้วยธาตุเบื้องต้น 4 อย่าง คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และธาตุผสมอีก 4 อย่าง คือ รูป รส กลิ่น และการสัมผัส ผู้เขียนจึงได้เสนอให้มีการรวมวิชาฟิสิกส์ เข้าไปในหลักสูตรของโรงเรียนพุทธศาสนา เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับการมองโลกจากมุมมองของด้านกายภาพด้วย ในปัจจุบันนี้โรงเรียนพุทธศาสนาที่เมืองธรรมศาลา อันเป็นฐานของรัฐบาลพลัดถิ่นในอินเดียของท่านทะไล ลามะ ได้เริ่มสอนวิชาฟิสิกส์แล้ว

หน้า 37


The Universe in a Single Atom : เอกภพนี้มีเพียงอะตอมเดียว (2)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3859 (3059)

ในบทต่อไป ผู้เขียนเปรียบเทียบแนวคิดเรื่อง "การระเบิดครั้งใหญ่" (Big Bang) กับแนวคิดของพุทธศาสนา เกี่ยวกับกำเนิดของเอกภพ หรือจักรวาล โดยอ้างว่าวิชาจักรวาลวิทยาในปัจจุบัน ซึ่งวางอยู่บนฐานของทฤษฎีสัมพัทธภาพชี้ว่า เอกภพขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งหลังเกิด "การระเบิดครั้งใหญ่" ความจริงข้อนี้มีความคล้ายกับแนวคิดของพุทธศาสนาที่ว่า ระบบจักรวาลจะต้องผ่านวิวัฒนาการสามขั้นตอนคือ เกิด ขยายและสลายลง "การระเบิดครั้งใหญ่" ซึ่งประเมินว่าเกิดเมื่อราว 12,000 -15,000 ล้านปีมาแล้วเป็นจุดกำเนิดของพลังงาน สสาร สถานที่และเวลาอันเป็นส่วนประกอบของเอกภพ ในด้านพุทธศาสนาคัมภีร์แรกๆ อ้างว่าพระพุทธองค์ไม่เคยตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องกำเนิดของจักรวาล ต่อมามีการตีความหมายออกไปเป็นสองแง่คือ พระองค์ไม่ตอบเพราะกำเนิดของจักรวาล เป็นประเด็นที่ไม่มีความสำคัญต่อการหลุดพ้นจากทุกข์ของมนุษย์ และหากท่านตอบจะเป็นการตอกย้ำความเชื่อ เรื่องความเป็นเอกเทศของสิ่งต่างๆ ให้ฝังลึกลงไปอีก

แม้คำถามแนวนี้จะไม่มีคำตอบจากพระพุทธองค์ แต่พุทธศาสนาในฐานะปรัชญาที่พัฒนาขึ้นในอินเดียได้พยายามตอบคำถาม เกี่ยวกับที่มาของจักรวาลและของมนุษยชาติเช่นเดียวกับปรัชญาของศาสนาอื่นๆ ในอินเดีย คำตอบของพุทธศาสนาแยกได้เป็นสองแนวคือ แนวของอภิธรรมคัมภีร์และแนวของกาลจักรคัมภีร์ ตามอภิธรรมคัมภีร์โลกมีลักษณะแบนและสิ่งอื่น เช่น ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์โคจรรอบโลก โลกเป็นหนึ่งใน 4 ทวีป ซึ่งตั้งอยู่รอบศูนย์กลางของจักรวาลอันได้แก่เขาพระสุเมรุ ช่องว่างระหว่างทวีปเป็นทะเล และทั้งหมดวางอยู่บนฐานซึ่งลอยอยู่ในอวกาศ เนื่องจากวิชาดาราศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าแนวคิดนี้ไม่มีฐานของความเป็นจริง ผู้เขียนจึงเสนอว่าพุทธศาสนาจะต้องละทิ้งแนวคิดดังกล่าว กาลจักรคัมภีร์มองว่าสิ่งต่างๆ ในระบบดวงดาวของเรานี้มีการเกิดตามลำดับกัน ดวงดาวเกิดขึ้นก่อนจากธุลีอวกาศ (space particles) ตามด้วยระบบสุริยะและสิ่งอื่น ทั้งอภิธรรมคัมภีร์และกาลจักรคัมภีร์เห็นตรงกันว่า เอกภพของเราเป็นเพียงหนึ่งเดียว ในระบบเอกภพทั้งหมด ซึ่งมีจำนวนนับไม่ถ้วน ฉะนั้นแม้แนวคิดของคัมภีร์ทั้งสองจะมองว่า ระบบเอกภพทั้งหมดจะไม่มีจุดกำเนิดและไม่มีจุดจบ แต่เอกภพหนึ่งๆ จะมีจุดเริ่มต้น และวิวัฒน์ต่อไปจนถึงจุดดับ และกลับไปเป็นธุลีอวกาศอีก การวิวัฒน์แต่ละขั้นตอนจะใช้เวลานานมาก

ผู้เขียนเห็นว่าแนวคิดของพุทธศาสนามีคำถามสำหรับแนวคิดเรื่อง "การระเบิดครั้งใหญ่" หลายคำถาม เช่น การระเบิดเกิดขึ้นครั้งเดียว หรือ หลายครั้ง เอกภพมีขอบเขตหรือไม่และจะขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด หรือจะหยุดแล้วหดตัวลงจนกระทั่งพบจุดจบ และมันเป็นจุดกำเนิดของเอกภพเดียวหรือระบบเอกภพทั้งหมดซึ่งนับไม่ถ้วน แนวคิดของพุทธศาสนาเห็นว่าสมมติฐานเรื่อง "การระเบิดครั้งใหญ่" นี้ถ้ามีฐานของความเป็นจริงแล้ว จะนำไปสู่การตีความหมายได้สองแง่คือ (1) พระเจ้ามีจริง และเป็นผู้ที่อยู่นอกเหนือกฎของความเกี่ยวเนื่องของสิ่งต่าง ๆ และ (2) เอกภพเกิดจากความว่างเปล่า พุทธศาสนาไม่เห็นด้วยกับการตีความหมายทั้งสองแง่ เนื่องจากมันปราศจากการพิสูจน์ ยกเว้นในกรณีที่ความว่างเปล่า จะประกอบด้วยธุลีอวกาศตามแนวคิดของกาลจักรคัมภีร์ วิชาวิชาวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อในแนวคิดเรื่องพระเจ้า แต่ก็ยังตอบคำถามเหล่านั้นไม่ได้ ผู้เขียนเห็นว่าในวันหนึ่งข้างหน้าคำตอบอาจเกิดขึ้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถรวมทฤษฎีใหญ่ ในวิชาฟิสิกส์ทั้งสองทฤษฎีเข้าด้วยกันสำเร็จ คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพและทฤษฎี "จุลกลศาสตร์" สองทฤษฎีนี้ยังมีความขัดแย้งกันอยู่และปราชญ์บางคนมองว่าทฤษฏีทั้งสองต่างกันมากจนไม่มีทางที่ระรวมกันได้ ในปัจจุบันนี้จึงมีนักวิทยาศาสตร์เสนอทฤษฎีที่อาจจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ เช่น "ทฤษฎีเส้นด้ายพิเศษ" (superstring theory)

ผู้เขียนเห็นว่านอกจากประเด็นต่างๆ ทางด้านกายภาพแล้ว ยังมีประเด็นทางด้านจิต หรือ ความรู้สึก ซึ่งทั้งวิทยาศาสตร์ และศาสนาจะต้องหาคำตอบว่ามาจากไหน ประเด็นนี้อยู่นอกเหนือจากคำอธิบายในแนว "การระเบิดครั้งใหญ่" ของวิทยาศาสตร์ ส่วนพุทธศาสนามีแนวคิดว่ากำเนิดของจักรวาล มีความเกี่ยวเนื่องอย่างลึกซึ้งกับเรื่องกรรมของสัตว์และมนุษย์ ท่านอธิบายว่า กรรมต่างจากแนวคิดที่ว่าโดยธรรมชาติทุกอย่างมีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น กรรมต้องเกิดจากการกระทำด้วยความตั้งใจและเริ่มเข้ามามีบทบาท ณ จุดที่ระบบเอกภพวิวัฒน์ไปถึงขั้นที่มันสามารถค้ำจุนสรรพสิ่งที่มีชีวิตได้ ส่วนจุดนั้นอยู่ตรงไหนพระพุทธองค์เท่านั้นที่ทราบ สำหรับในด้านส่วนตัวของผู้เขียนเอง ท่านมีคำถามสำคัญซึ่งท่านยังหาคำตอบที่พอใจไม่ได้คือ มีอะไรอยู่ก่อน "การระเบิดครั้งใหญ่"

ในบทต่อไปผู้เขียนกล่าวถึงทฤษฎีวิวัฒนาการ (evolution) เรื่องกรรมและธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มีชีวิต ท่านสรุปว่าพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าในระดับพื้นฐานจริงๆ แล้ว สรรพสิ่งที่มีชีวิต เช่น คนและสัตว์ ไม่ต่างกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น ก้อนหิน เพราะต่างก็ประกอบด้วยกลุ่มของโมเลกุล หรือ อะตอม ที่ต่างกันคือกลุ่มของโมเลกุลที่รวมตัวกันเป็นสรรพสิ่งที่มีชีวิตนั้นสามารถค้ำจุนส่วนที่เป็นชีวิตและความรู้สึกได้ ("ชีวิต" ในที่นี้หมายความว่า มีความสามารถในการสืบพันธุ์) วิชาชีววิทยาอธิบายว่าความแตกต่างนั้นเกิดขึ้น เพราะการรวมตัวกันของโมเลกุลในสิ่งมีชีวิตมีลักษณะที่สลับซับซ้อนมากกว่าการรวมตัวกันในสิ่งที่ไม่มีชีวิต ส่วนความหลากหลายของสรรพสิ่งที่มีชีวิตเกิดขึ้นจากวิวัฒนาการผ่านการแยกตัวของกลุ่มโมเลกุลโดยบังเอิญ แล้วกลุ่มที่มีความสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุดมีโอกาสได้สืบพันธุ์ ผู้เขียนมองว่าแนวคิดเรื่องการแยกตัวกันโดยบังเอิญนี้มีปัญหา เพราะมันนำไปสู่คำถามที่ว่า มีอะไรก่อให้เกิดความบังเอิญแฝงอยู่หรือไม่ และทฤษฎีวิวัฒนาการ มิได้ตอบคำถามว่าชีวิตคืออะไร

พุทธศาสนาไม่มีคำอธิบายว่าสิ่งชีวิตวิวัฒน์ขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่มีชีวิตได้อย่างไร นอกจากจะมีแนวคิดเชิงสมมติฐานว่า มันเป็นผลของภาวะพิเศษในตอนต้น แล้วหลังจากนั้นมันวิวัฒน์ต่อมาบนฐานของห่วงโซ่ของเหตุกับผล หรือ กรรม ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับกาย ระดับวาจาและระดับความรู้สึกนึกคิด ครอบคลุมทั้งในระดับบุคคลและในระดับสังคม และไม่ยุติในชั่วชีวิตเดียวหากมีผลต่อไปถึงหลายชั่วชีวิต เนื่องจากพุทธศาสนาเน้นเรื่องการพ้นทุกข์ของสรรพสิ่ง จึงมองทุกอย่างตามกรอบของอริยสัจสี่ และตามกรอบนี้สิ่งมีชีวิตต่างกับสิ่งไม่มีชีวิตตรงที่สิ่งมีชีวิตมีจิต หรือความรู้สึก ตามแนวคิดนี้คนและสัตว์ไม่มีความแตกต่างกัน แต่ทั้งสองต่างจากต้นไม้ ส่วนวิทยาศาสตร์ไม่นำเรื่องความรู้สึกเข้ามาพิจารณาจึงมองว่าต้นไม้ไม่ต่างกับคนและสัตว์

ผู้เขียนเห็นว่าทั้งที่มีความสามารถในการอธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตได้อย่างกว้างขวาง ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน ยังไม่สามารถอธิบายทุกอย่างได้หมด โดยเฉพาะเกี่ยวกับความเสียสละซึ่งมีอยู่ในมนุษย์และสัตว์ ซึ่งขัดกับสมมติฐานที่ว่า สิ่งมีชีวิตแข่งขันกันเพื่อต้องการจะให้ตนมีโอกาสสืบพันธุ์สูงสุด แม้ต่อมานักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะพิสูจน์ว่าความเสียสละอยู่ในกรอบของการต้องการสืบพันธุ์ด้วย แต่มีตัวอย่างที่แย้งข้อสรุปนี้มากมาย ในปัจจุบันวิชาจิตวิทยาพยายามอธิบายเรื่องของอารมณ์ต่างๆ อย่างไรก็ตามความพยายามมุ่งไปที่อารมณ์ด้านลบ เช่น ความกลัว ความโกรธและการรุกราน แต่แทบไม่สนใจอารมณ์ด้านบวก เช่น ความเมตตาและความเสียสละ โดยสรุปแล้ววิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายที่มาของสิ่งมีชีวิตและจิตได้ และอาจจะทำเช่นนั้นไม่ได้ในที่สุด ฉะนั้นสังคมมนุษย์จะต้องมีความถ่อมตนและยอมรับว่า เราอาจจะไม่สามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเราเอง และโลกรอบตัวเราได้ดังที่เราต้องการ

หน้า 37


The Universe in a Single Atom : เอกภพนี้มีเพียงอะตอมเดียว (จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 08 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3860 (3060)

ใน 3 บทต่อไปนี้ผู้เขียนนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกหรือจิต (consciousness) โดยกล่าวว่า ทั้งที่ทุกคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับความรู้สึกต่างๆ เช่น ดีใจ เศร้าใจ สดชื่นและตื่นเต้น ทั้งที่ปราชญ์พยายามค้นคว้ามานาน เป็นพันๆ ปี แต่ยังไม่เป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่าจิตคืออะไร นักวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้วิธีศึกษา โดยการดูทุกอย่างจากภายนอก ของสิ่งที่ตนศึกษา มองว่าความรู้สึกเกิดจากการทำงานของมันสมอง และเคมีในร่างกาย และได้สร้างทฤษฎีหลายทฤษฎีขึ้นมา แต่ทฤษฎีเหล่านั้นแตกต่างกันและไม่สามารถอธิบายเรื่องจิตได้อย่างแจ้งชัด บางคนจึงเริ่มเห็นว่าวิธีการศึกษาแบบนั้น อาจเป็นข้อจำกัดจนไม่อาจหาคำอธิบายที่กระจ่างอย่างแท้จริงได้ ทางด้านพุทธศาสนาซึ่งถือว่า จิตเป็นกุญแจดอกสำคัญในการนำไปสู่การดับทุกข์ ก็อธิบายจากหลายมุมมอง แต่พุทธศาสนาใช้วิธีที่ผู้ศึกษา มองดูความรู้สึกของตัวเองเป็นหลัก ผู้เขียนเห็นว่าการศึกษาเรื่องจิตในขั้นต่อไป จะต้องอาศัยการผสมผสานระหว่าง วิธีของวิทยาศาสตร์และวิธีของพุทธศาสนา และในกรณีที่ผลการศึกษาของผู้ที่ได้รับการฝึกอย่างจริงจังในทางมองจิตตัวเองสามารถพิสูจน์ซ้ำได้ด้วยผู้ฝึกเอง และด้วยผู้อื่นแล้ว ผลนั้นควรจะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

ในทางพุทธศาสนาการฝึกจิตมีชื่อเรียกว่า "ภาวนา" ซึ่งเป็นการปลูกฝังวินัยในการสร้างความคุ้นเคยกับทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย วิธีฝึกจิตเบื้องต้นอย่างหนึ่ง ได้แก่ การสร้างความมีสติโดยการเพ่งไปที่ลมหายใจเข้า-ออก ความมีสติเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ที่ต้องการจะรู้อยู่ตลอดเวลาถึงความเป็นไปทั้งภายในจิตของตนเองและในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว การฝึกความมีสตินี้อาจทำได้จนถึงระดับที่ผู้ฝึกสามารถจะเพ่งจิตไปที่อะไรก็ได้ตามที่ตนต้องการ จิตที่ฝึกได้ถึงในระดับนั้นเรียกว่า ระดับมี "สมาธิ" การฝึกจิตอาจทำต่อไปจนทำให้ผู้ฝึกสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง สภาพของจิตในระดับนั้นเรียกว่ามีการรู้แจ้ง หรือ "วิปัสสญาณ" การฝึกจิตจนถึงระดับนี้ได้รับการยืนยันมาเป็นพันๆ ปีแล้วในอินเดีย

ผู้เขียนเล่าว่าชาวทิเบตบางคนสามารถฝึกจิตต่อไปจนถึงขั้นไร้มลทิน จุดนั้นยากแก่การอธิบาย แต่ท่านบอกว่าอาจารย์ของท่านเอง เป็นผู้ที่ฝึกจิตได้จนถึงขั้นนั้น เมื่อตอนอาจารย์สิ้นลมท่านอยู่ในท่านั่งอย่างสงบ หลังจากท่านสิ้นลมแล้วท่านนั่งต่อไปในท่าเดิม 13 วันโดยไม่มีทีท่าว่าร่างกายของท่านจะเน่าเปื่อย พระอีกรูปหนึ่งซึ่งฝึกจิตจนถึงขั้นนั้นเช่นกันนั่งต่อไปได้อีกถึง 17 วันทั้งที่ในอินเดียนั้นร้อนแสนร้อน ท่านคิดว่าถ้านักวิทยาศาสตร์สามารถใช้เครื่องมือวัดดูได้ว่าอะไรเกิดขึ้นในร่างกายของผู้ตายในตอนนั้น ข้อมูลที่ได้ออกมา น่าจะให้ความกระจ่างเรื่องจิตเพิ่มขึ้น ผู้เขียนเสนอว่าเพื่อให้การศึกษาเรื่องจิตก้าวต่อไป นักวิทยาศาสตร์ควรจะฝึกจิตของตนตามหลักของพุทธศาสนา แล้วลองเอาวิธีของทั้งสองศาสตร์มาใช้ในการวิจัยเรื่องจิต ท่านเน้นว่าขั้นตอนของการฝึกจิตดังกล่าว ไม่ต่างจากการฝึกฝนของนักวิทยาศาสตร์ด้านฟิสิกส์ซึ่งมีส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ความสามารถในการใช้เครื่องมือ ความรอบรู้ในการตั้งสมมติฐาน และออกแบบการทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐานนั้น ความสามารถในการตีความหมายของผลที่ได้รับ

จุดมุ่งหมายในการศึกษาเรื่องจิตของพุทธศาสนาไม่ต้องการจะรู้ส่วนประกอบของจิต หรือจิตทำงานอย่างไร หากต้องการรู้ว่าจะปลดเปลื้องความทุกข์ร้อนได้อย่างไร โดยเฉพาะจากความป่วยทางอารมณ์ พุทธศาสนามองว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดอาจประสบความเจ็บป่วยทางจิตและที่มาของความเจ็บป่วยนั้น ได้แก่ การมีกิเลสอันประกอบด้วยการยึดติด ความโกรธและความหลง ความเจ็บป่วยทางอารมณ์ของสัตว์ อาจแสดงออกมาในรูปของการรุกราน แต่ในมนุษย์การแสดงออกจะสลับซับซ้อนกว่านั้น และมักขึ้นอยู่กับภาวะแวดล้อม วิชาจิตวิทยาศึกษาให้เข้าใจอารมณ์เพื่อจะหาทางขจัดความรู้สึกร้ายๆ เช่น ความโกรธและความเกลียด มองจากแง่นี้วิชาจิตวิทยามีจุดมุ่งหมายคล้ายกับของพุทธศาสนา ซึ่งต้องการลดอารมณ์จำพวกนั้นด้วยการปลูกฝังจิตให้มีความเมตตา

ในปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและความก้าวหน้านั้นได้ช่วยลดความทุกข์ร้อนของมนุษย์ได้มาก อย่างไรก็ตามความก้าวหน้านำมาซึ่งศักยภาพที่มนุษย์จะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมได้อย่างใหญ่หลวง และการเปลี่ยนแปลงนั้นจะมีผลกระทบต่อความอยู่รอดของมนุษยชาติเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการตัดแต่งพันธุกรรมหากจุดมุ่งหมายในการค้นคว้าหาความก้าวหน้า ไม่ตั้งอยู่บนฐานของจริยธรรมอันแข็งแกร่ง ผู้เขียนใช้เนื้อที่ในบทที่ 9 เขียนถึงเรื่องจริยธรรมและพันธุกรรม ในขณะนี้วิทยาศาสตร์สามารถใช้เทคโนโลยีทางด้านพันธุวิศวกรรมปรับเปลี่ยนลักษณะของพืชและสัตว์ สามารถถอดแบบของสัตว์ (cloning) ออกมาได้แล้ว ความสามารถใหม่ๆ นี้มีผลดีแน่นอน เช่น การผลิตอาหารเพื่อแก้ปัญหาความอดอยากและการรักษาโรคภัย แต่ในขณะเดียวกันเราไม่อาจทำนายได้ว่า มันจะมีผลต่อโลกของเราอย่างไรในระยะยาว เทคโนโลยีมีพลังที่จะก่อให้เกิดทั้งผลเสียและผลดี ฉะนั้นผู้ที่เข้าถึงเทคโนโลยี จะต้องมีความรับผิดชอบ เทคโนโลยียิ่งมีอานุภาพสูงเท่าไร ผู้ใช้ก็จะต้องยิ่งมีคุณธรรมสูงขึ้นเท่านั้น ในขณะนี้มีคำถามมากมายซึ่งเทคโนโลยีใหม่นำมาแต่ยังหาคำตอบไม่ได้ เช่น

- การรู้ล่วงหน้าว่าผู้ใดจะป่วย หรือตายในระยะสั้นจะนำไปสู่ปัญหาการหาคู่ครอง และการซื้อประกันหรือไม่ และใครควรจะรู้ข้อมูลชนิดนี้ ?

- ความสามารถในการเปลี่ยนพันธุกรรมจะนำไปสู่การสร้างสิ่งมีชีวิตจำพวกกึ่งคนขึ้นมา แล้วฆ่าเพื่อนำอวัยวะบางอย่างไปใส่ให้คนที่ต้องการหรือไม่ ?

- ความสามารถในการออกแบบมนุษย์ให้มีลักษณะตามต้องการ จะนำไปสู่การมีลูกตามรสนิยมของสังคม ที่มีพลังทางเทคโนโลยี และเศรษฐกิจ การเลือกเพศของทารกหรือไม่ ต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นกับความหลากหลายของพันธุ กรรม ?

- ความสามารถในการถอดแบบร่างกายจะทำให้คนอยู่ไปได้ชั่วนิรันดรโดยเฉพาะทางด้านกายภาพ แต่อะไรจะเกิดขึ้นในด้านจิตของคนที่ถูกถอดแบบออกมา ?

- ความสามารถในการเปลี่ยนพันธุกรรมทำให้บริษัทที่แสวงหากำไรสามารถผลิตสายพันธุ์ที่เป็นหมันได้ จนทำให้ชาวไร่ชาวนาต้องพึ่งพาบริษัทนั้นตลอด อะไรจะเกิดขึ้นกับชาวไร่ชาวนาที่ไม่สามารถซื้อพันธุ์ได้ ?

คำตอบต่อคำถามจำพวกนี้จะมีผลใหญ่หลวงต่ออนาคตของมนุษยชาติและของโลกซึ่งเป็นเสมือนบ้านของเรา ผู้เขียนมองว่าการตอบคำถามเหล่านี้จะต้องอยู่บนฐานของการช่วยเพื่อนมนุษย์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั่นคือ เราต้องมีความเมตตา มิฉะนั้นโลกเราไปไม่รอด

ข้อสังเกต - ชื่อของหนังสือเล่มนี้มีนัยสำคัญมากนั่นคือ สรรพสิ่งทั้งปวงบนโลกมีชะตากรรมร่วมกัน เวลาท่านทะไล ลามะ ไปไหนท่านจึงพูดถึงความสำคัญของการอยู่รวมกันด้วยความเมตตาเสมอ ท่านทะไล ลามะ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2532 อย่างไรก็ตามมักไม่เป็นที่ทราบกันมากนัก นอกจากในบรรดาผู้ที่ติดตามเรื่องราวของท่านว่า ท่านทะไล ลามะเป็นคนถ่อมตนมาก ฉะนั้นตลอดการนำเสนอเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ท่านทำด้วยความถ่อมตนทั้งที่ท่านมีความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ และพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ตามธรรมดาตำราวิชาวิทยาศาสตร์และศาสนามักใช้ภาษาที่ยากสำหรับคนทั่วไป แต่ภาษาที่ท่านทะไล ลามะ ใช้ไม่ถึงกับยากนัก ผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้ น่าจะเข้าใจสิ่งที่ท่านต้องการสื่อเป็นอย่างดี

หน้า 41