|
||||||||||||||
|
ความสุขปีใหม่
เข้าใจ "สังคมานุภาพ"
โดย ประเวศ วะสี มติชนรายวัน วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10523 เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2550 อันเป็นกลางพุทธศตวรรษที่ 26 ผมขออวยพรให้เพื่อนคนไทยทุกคน ประสบความสุขสวัสดี อะไรเป็นความดีงาม เป็นมงคล เป็นขวัญ เป็นศรี ขอให้สิ่งดีๆ เหล่านั้นจงอุบัติแก่ท่านทั้งหลายโดยทั่วกัน อวย แปลว่าให้ พร คือ วระหรือสิ่งที่ประเสริฐ อะไรที่เป็นสิ่งที่ประเสริฐท่านพึงให้แก่กันและกัน การให้หรือการมีน้ำใจ เพื่อเพื่อนมนุษย์จะทำให้ท่านมีความสุข มีความภูมิใจในตัวเอง มีความปีติ มีความรู้สึกว่ามีศักดิ์ศรี มีความกล้าหาญ เราถูกสอนมาว่าทำอะไรต้องเอาความรู้ เป็นตัวตั้งเสียจนเคยชิน ความรู้มีความสำคัญ แต่ถ้าเอาความรู้เป็นตัวตั้ง เราจะมีความกลัว ไม่มั่นใจ กลัวเราจะไม่รู้จริง กลัวคนอื่นจะรู้ดีกว่าเรา ต้องเอาใจเป็นตัวตั้งจึงจะพบความสุข การมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์จะทำให้เกิดความกล้าหาญไม่กลัวอะไร การที่มีน้ำใจต่อคนอื่นทำให้รู้สึกมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพที่จะทำอะไรดีๆ ความรู้สึกว่าตัวเองมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีคุณค่าแห่งความเป็นคน มีศักยภาพที่จะทำอะไรดีๆ จะทำให้มีสุขภาวะอย่างยิ่ง มีความปีติ และความสุขซึมซ่านทั้งเนื้อทั้งตัว เป็นความสุขที่แท้จริง อันไม่เกี่ยวกับเงิน ตำแหน่ง หรือยศฐาบรรดาศักดิ์ใดๆ ทั้งสิ้น การมีเงิน มีตำแหน่ง มียศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่อาจมีกับคนทุกคน และไม่แน่ว่าจะอวยให้เกิดความสุขที่แท้จริงได้ แต่ความรู้สึกมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าแห่งความเป็นคนสามารถ เกิดขึ้นกับคนทุกคน และทำให้เกิดความสุขอันประณีตลุ่มลึก อันเป็นความสุขที่แท้จริง อันที่จริงมนุษย์มีศักยภาพมากที่จะเข้าถึงความจริง ความดี และความงาม ซึ่งจะทำให้มีความสุขและการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ แต่มนุษย์ก็ถูกจำกัดศักยภาพเป็นอย่างมาก ประดุจถูกจองจำไว้ในคุกที่มองไม่เห็น สิ่งที่มาจำกัดศักยภาพของมนุษย์คือจิตสำนึก และความสัมพันธ์ในสังคม จิตสำนึกที่เล็กและความสัมพันธ์ทางดิ่ง เป็นพันธนาการที่จองจำมนุษย์ไว้ไม่ให้มีศักยภาพ เราถูกกักขังอยู่ในจิตสำนึกและทรรศนะอันคับแคบ อะไรที่คับแคบก็จะบีบคั้น การบีบคั้นคือความทุกข์ การหลุดพ้นจากความบีบคั้น คืออิสรภาพ คือความสุข ความสุขคือความเป็นอิสระหลุดพ้นจากความบีบคั้น ความคับแคบคือความไม่จริง ความจริงนั้นกว้างใหญ่ไพศาล สรรพสิ่งทั้งหมดเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะจิตเล็กมนุษย์จึงไม่เข้าถึงความจริงที่ใหญ่ ทำให้เห็นและคิดแบบแยกส่วน ทำให้บีบคั้น ขัดแย้งและรุนแรง ถ้าต้องการความสุขต้องมีจิตใหญ่ หรือจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) ที่เข้าถึงความจริง เห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ไปสู่ความเป็นทั้งหมด หรือความเป็นหนึ่งเดียวของทั้งหมด ถ้าเข้าถึงความจริงก็จะประสบความงาม และเกิดความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์ และสรรพธรรมชาติทั้งหมด อันเป็นไปเพื่อความสุขและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โครงสร้างทางสังคมกำหนดพฤติกรรมทางสังคม สัมพันธภาพทางดิ่งระหว่างผู้มีอำนาจที่อยู่ข้างบน กับผู้ไม่มีอำนาจที่อยู่ข้างล่าง เป็นโครงสร้างที่บีบคั้น ทำให้เกิดความทุกข์ มีการเรียนรู้น้อย และพฤติกรรมเบี่ยงเบนต่างๆ เช่น การเฉื่อยงาน การซ่อนข้อมูล การนินทาว่าร้าย การออกใบปลิว การลอบแทงข้างหลัง ในองค์กรทั้ง 5 ประเภท ล้วนมีสัมพันธภาพทางดิ่ง คือ การเมือง ราชการ การศึกษา ธุรกิจ และศาสนา คนทั้งหมดจึงตกอยู่ในสภาพถูกจองจำในโครงสร้างทางดิ่งขององค์กร สังคมใดที่มีสัมพันธภาพทางดิ่ง เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมจะไม่ดี และจะไม่มีทางดี ตราบใดถ้ายังไม่ปรับเปลี่ยนสัมพันธภาพ ที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน และสามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำอย่างกว้างขวาง ที่เรียกว่ามีความเป็นประชาสังคม (Civil Society) คนไทยจะมีความสุขและมีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจและจัดความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ 3 ประเภท ได้อย่างถูกต้อง อำนาจ 3 ประเภท คือ 1.อำนาจรัฐหรือพลานุภาพ อำนาจรัฐอันมีมาแต่เดิม เป็นอำนาจที่ติดอาวุธ คือมีกองทัพและตำรวจ จึงถือเป็นอำนาจที่ใช้พละกำลัง หรือพลานุภาพ 2.อำนาจเงินหรือธนานุภาพ ในระบบทุนนิยม เงินมีขนาดใหญ่และมีอำนาจมาก เรียกว่าเป็นธนานุภาพ ตามปกติธนานุภาพ ก็จะพยายามมาใช้อำนาจรัฐให้เป็นประโยชน์แก่ตน แต่บางครั้ง ก็จะใช้เงินเข้ามายึดอำนาจทางการเมืองเสียเลย เช่น รัฐบาลทักษิณ เมื่ออำนาจรัฐและอำนาจเงินเข้ามารวมกัน จะทำให้อำนาจในสังคมเสียดุลอย่างรุนแรง อะไรที่เสียดุลยภาพอย่างรุนแรงก็จะวิกฤต ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเงินล้วนเป็นอำนาจทางดิ่ง (ดูรูป) อำนาจทางดิ่งอาจจะใช้แก้ปัญหาในครั้งโบราณได้ เช่น การเก็บภาษี การควบคุมคน และการต่อสู้กับการรุกรานจากภายนอก แต่ปัจจุบันสังคมมีความซับซ้อนและมีปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย เช่น ความยากจน ความอยุติธรรมในสังคม การรุกรานทางเศรษฐกิจจากภายนอก อำนาจทางดิ่งแก้ปัญหาที่ซับซ้อนไม่ได้ ดังที่รัฐบาลทักษิณมีอำนาจมาก แต่แก้ปัญหาหลักๆ ในสังคมไม่ได้เลย เป็นต้น 3.อำนาจทางสังคม (สังคมานุภาพ) อำนาจทางสังคมเป็นอำนาจทางราบ อันเกิดจากการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ด้วยความเสมอภาค มีการเรียนรู้หรืออำนาจทางปัญญา มีอำนาจของความถูกต้อง หรือธัมมานุภาพ ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น การอนุรักษ์วัฒนธรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน ใช้สันติวิธีและแนวทางมัชฌิมาปฏิปทา สังคมานุภาพ มาจากคำว่า สังคม+อานุภาพ เพื่อให้ล้อกับพลานุภาพ หรืออำนาจของการใช้พละกำลัง และธนานุภาพ หรืออำนาจของการใช้เงิน สังคมานุภาพคือประชาธิปไตยที่แท้จริง+ปัญญานุภาพ+ธัมมานุภาพ ด้วยประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือสังคมานุภาพ (+ปัญญานุภาพ+ธัมมานุภาพ) เท่านั้น สังคมจึงจะมีพลังพอที่จะฝ่าฟันความซับซ้อนของสังคมปัจจุบัน ไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขได้ สังคมานุภาพไม่ควรคิดทำลายอำนาจรัฐและอำนาจเงิน แต่ดึงเข้ามาทำงานร่วมกัน อำนาจรัฐและอำนาจเงิน ก็ควรส่งเสริมความเติบโตของอำนาจทางสังคม เพราะจะทำให้เกิดดุลยภาพของอำนาจทั้งสามในสังคม ต่อเมื่อมีดุลยภาพของอำนาจในสังคม สังคมจึงจะมีความเป็นปกติและยั่งยืน ปี 2550 คงจะมีความผันผวนทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมมาก ขอให้เพื่อนคนไทยตั้งสติให้ดี พยายามทำความเข้าใจเรื่องจิตสำนึกใหม่ และ "สังคมานุภาพ" พลังของจิตสำนึกใหม่ และพลังของ "สังคมานุภาพ" อันมหาศาลเท่านั้นที่จะพาเราออกจากวิกฤตการณ์แห่งยุคสมัย ขอให้เพื่อนคนไทยมีความสุขสวัสดี หน้า 7
|