|
||||||||||||||
|
ธรรมาภิบาลจอมปลอม?
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย เศรษฐ สันติ มติชนรายวัน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10581 หลักการสำคัญในเรื่องธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากการเปิดเผยข้อมูลแล้ว คือ คุณสมบัติของผู้บริหารบริษัทต้องไม่มีมลทินมัวหมองหรือมีชนักติดหลังเพื่อให้สาธารณชน "ไว้วางใจ" คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงออกประกาศ ก.ล.ต. (ที่ กจ.5/2548) กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้บริหารไว้ดังนี้ (1) เป็นบุคคลที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ บุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (2) เป็นบุคคลที่อยู่ระหว่างถูกตลาดหลักทรัพย์ห้ามเป็นผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทจดทะเบียน (3) อยู่ระหว่างถูกกล่าวโทษหรือถูกดำเนินคดีอาญาโดยหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย ในความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรม เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือการบริหารงานที่มีลักษณะเป็นการหลอกลวง ฉ้อฉล หรือทุจริต (4) อยู่ระหว่างระยะเวลาที่กำหนด ตามคำสั่งขององค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายต่างประเทศ ห้ามมิให้เป็นผู้บริหารของบริษัท (5) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตาม (3) หรือเคยถูกเปรียบเทียบปรับเนื่องจากการกระทำความผิดตาม (3) (6) มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีหรือเคยมีพฤติกรรมที่แสดงถึงการประพฤติผิดต่อหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง (duties of care) และซื่อสัตย์สุจริต (duties of loyalty) เพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดของกิจการ และผู้ถือหุ้นโดยรวมของกิจการที่ตนเป็น หรือเคยเป็นผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจควบคุม หรือมีหรือเคยมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำดังกล่าวของบุคคลอื่น (7) มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีหรือเคยมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางไม่สุจริตหรือฉ้อฉลผู้อื่น หรือมีหรือเคยมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำดังกล่าวของบุคคลอื่น (8) มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีหรือเคยมีพฤติกรรมที่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือการเอาเปรียบผู้ลงทุน หรือมีหรือเคยมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำดังกล่าวของบุคคลอื่น (9) มีเหตุอันควรเชื่อว่ามี หรือเคยมีพฤติกรรมการอำพรางฐานะทางการเงิน หรือผลการดำเนินงานที่แท้จริง ของบริษัทจดทะเบียน หรือบริษัทที่เคยเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน หรือจงใจแสดงข้อความอันเป็นเท็จในสาระสำคัญ หรือปกปิดข้อความจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ควรบอกให้แจ้งในเอกสารใดๆ ที่ต้องเปิดเผยต่อประชาชน หรือต้องยื่นต่อสำนักงานหรือคณะกรรมการ ก.ล.ต.ฯ (10) มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีหรือเคยมีพฤติกรรม ที่แสดงถึงการละเลยการตรวจสอบดูแลตามสมควรเยี่ยงผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทจดทะเบียน หรือบริษัทที่เคยเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน ที่ตนเป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจควบคุม ฯ การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามดังกล่าว มิได้ใช้หลักผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพราะเพียงแค่ถูกกล่าวหาก็ถูกขึ้นบัญชีดำเรียบร้อยแล้ว เมื่อใช้หลักการดังกล่าว ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ ในฐานะผู้กำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนก็ต้องมีธรรมาภิบาล สูงกว่าบริษัทจดทะเบียน แต่ข้อเท็จจริงคือ ที่ปรึกษาตลาดหลักทรัพย์เพื่อนสนิทคู่ใจประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ ชื่อนายนิพัทธ พุกกะณะสุต ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลว่าร่ำรวยผิดปกติ (49 ล้านบาท) เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (มาตรา 80(4)) บัญญัติไว้ว่า กรณีผู้ถูกกล่าวหา (ว่าร่ำรวยผิดปกติ) เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ.....โดยให้ถือว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ นอกจากนั้น นายนิพัทธยังเป็นประธานกรรมการ กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ บมจ.ที.ซี.เจ.เอเซียและกรรมการอิสระ บมจ.ไทยออยล์ ปรากฏการณ์สะท้อนให้เห็นถึงระดับธรรมาภิบาลของ ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ว่าสูงหรือต่ำกว่าบริษัทจดทะเบียน เชื่อขนมกินได้ว่า ทั้งสองหน่วยงานจะอ้างว่า พลิก กฎ ระเบียบ ประกาศทั้งหมดแล้ว ไม่มีข้อห้ามนายนิพัทธมิให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเพราะยึดกฎลายลักษณ์อักษรอย่างตายตัว แต่มิได้มีคุณธรรมจริยธรรมอยู่ในหัวใจเลย หน้า 20
|