หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สิทธิในการปลอดจากมลพิษของเสียง

ร้อยแปดวิถีทัศน์ : ไชยันต์ ไชยพร  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

ในช่วงที่กำลังสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ผมก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเก็งกำไรเกี่ยวกับที่ดินใกล้เคียงสนามบิน รวมทั้งการสร้างคอนโด และหมู่บ้าน เพื่อรองรับผู้คนที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับธุรกิจสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่พนักงานสายการบิน การท่าอากาศยาน วิทยุการบิน ฯลฯ มีคนพูดกันหนาหูว่า ที่ดินและราคาที่พักแถวนั้นจะสูงขึ้น

ผมฟังแล้วก็ให้นึกแปลกใจ เพราะตลอดเวลาที่อยู่อังกฤษมาเกือบสิบปี ได้ยินแต่คำบ่นของผู้คนที่มีที่พักอาศัย อยู่แถวสนามบินฮีทโธรว์  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสียงเครื่องบินขึ้นลงหนวกหู โดยเฉพาะเครื่องบินอภิมหากาฬอย่างคองคอร์ด รวมทั้งความถี่ของการขึ้นลงของเครื่องบิน ย่อมหมายถึง ความถี่ของเสียงด้วย

ผมจำได้ว่า ราคาเช่าที่พักใกล้สนามบินฮีทโธรว์นั้นถูกกว่าปกติ เพราะคนปกติที่มีทางเลือกในชีวิตก็คงไม่คิดจะไปอยู่แถวนั้น เพราะต้องทรมานจากมลภาวะจากเสียง รวมทั้งการสั่นสะเทือน บ้านแถวนั้นก็ราคาไม่แพง คนที่ตัดสินใจมาอยู่แถวนั้น ก็ต้องเป็นพวกไม่ยี่หระต่อเรื่องเสียง

อย่าหาว่าผมเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติเลย แต่ความจริงที่ผมรับทราบในช่วงเวลาที่ผมอยู่ลอนดอนก็คือ คนที่ไปเช่าหรือซื้อบ้านบริเวณใกล้สนามบิน มักจะเป็นคนเชื้อสายปากีสถานที่แสนจะมีความอดทนในการดำเนินชีวิต หรือคนกลุ่มน้อยที่ไม่มีทางเลือกมากนัก ซึ่งอาจจะรวมถึงคนไทยบางกลุ่มด้วยซ้ำไป แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุด ทางหน่วยงานท้องถิ่นก็ต้องมาชดเชยด้วยการจ่ายค่าติดตั้งกระจกกันเสียงกันสะเทือนให้บ้านที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่ดี

ผมเคยไปป้วนเปี้ยนแถวย่านอาศัยดังกล่าว ตอนแรกๆ ก็ไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อนั่งอยู่นานๆ ก็รู้สึกว่า เสียงขึ้นลงของเครื่องบินมันถี่เหลือเกิน ซึ่งการที่เครื่องบินขึ้นลงถี่ ถือเป็นเรื่องดีสำหรับสนามบินและสำหรับประเทศ เพราะนั่นหมายความว่า สนามบินและประเทศได้สตางค์ คุ้มค่ากับการสร้างสนามบินนานาชาติขนาดใหญ่ ไว้รองรับการเดินทางของผู้คนจากทั่วโลก ที่หลั่งไหลเข้ามาใช้เงินในประเทศอังกฤษในทุกๆ ทาง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันเหมือนถูกทรมานทีเดียว จำได้ว่า พวกนาซีเคยใช้เสียงที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในการทรมานนักโทษ แต่นั่นเป็นเสียงของน้ำหยดท่ามกลางความเงียบ แต่ในกรณีของสนามบิน มันคือ ความสม่ำเสมอของอภิมหาเสียง

ตอนนั้น ผมเรียนหนังสืออยู่ ต้องการความสงบยามอ่านหรือเขียนวิทยานิพนธ์ หรือในยามพักก็ต้องการความเงียบ หรือเปิดเพลงฟังโดยไม่มีเสียงแปลกปลอมมารบกวน ดังนั้น ผมจึงไม่คิดจะไปเช่าบ้านอยู่แถวใกล้สนามบิน แม้ว่ามันจะสะดวกยามจะขึ้นเครื่องบินกลับมาเยี่ยมบ้าน แต่ก็ไม่ได้กลับบ่อยๆ จนจำเป็นต้องเช่าอยู่ใกล้ขนาดนั้น !

ที่พักของผมอยู่ไกลจากสนามบินฮีทโธรว์ไม่น้อย คืออยู่บริเวณทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ของลอนดอน ใกล้สวนสาธารณะใหญ่ชื่อว่า RICHMOND PARK บริเวณที่ผมอยู่เขาเรียกว่า EAST SHEEN ขนาดไม่ใกล้ แต่อยู่ในบริเวณเส้นทางไปสนามบิน ผมยังได้ยินเสียงเครื่องบินอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าจะไม่ถี่และไม่ดังขนาดหูแตก แต่ก็สม่ำเสมออย่างชนิดที่เรียกว่า เที่ยงตรงต่อเวลาจริงๆ ขนาดนั้น ผมก็ยังรู้สึกรำคาญและทรมานได้ ยามที่ต้องการสมาธิคิดอ่านในสิ่งที่ศึกษาอยู่

เป็นที่รู้ๆ กันในอังกฤษว่า ไม่มีใครอยากจะอยู่ใกล้สนามบิน หากมีทางเลือกในชีวิต แต่สำหรับคนไทยเรา ผมแปลกใจอย่างยิ่งที่ผู้คนแห่ไปเก็งกำไรที่พักอาศัยแถวนั้นกันเสียฉิบ ผมมานั่งคิดๆ หาเหตุผลที่จะอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว ก็พอจะประมาณได้ว่า คนไทยเราไม่ค่อยจะยี่หระกับเรื่องเสียงดังเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับคนเมืองผู้ดี (หรือเมืองอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งด้วย)

ผมจำได้ว่า ตอนไปอยู่อังกฤษใหม่ๆ พบว่าในย่านที่เป็นที่อยู่อาศัย มันเงียบผิดปกติ เงียบเสียจนนอนไม่หลับ เงียบเสียจนหูอื้อ ! ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า ตอนอยู่เมืองไทย ผมอยู่ตึกแถวริมถนนบรรทัดทอง ซึ่งเป็นถนนที่ไม่ใหญ่โตอะไรนัก แต่มีรถวิ่งผ่านไปมาตลอดเวลา เวลารถโดยสารประจำทางหรือรถสิบล้อวิ่งผ่านหน้าบ้านตอนกลางคืน เสียงจะดังมาก รวมทั้งน้ำหนักรถขนาดนั้น ก็ทำให้ตึกสั่นจนรู้สึกได้

วันร้ายคืนร้ายก็มีพวกแมงกะไซขับรถสวิงสวายแผดเสียงดังลั่น เพราะไปคว้านลูกสูบมา ผมเติบโตมาท่ามกลางมลพิษของเสียงมาจนชิน พอไปอยู่อังกฤษก็เกิดดัดจริต นอนไม่หลับในตอนแรกๆ

นอกจากเสียงรถบนท้องถนนแล้ว เสียงเครื่องปรับอากาศในห้องก็เช่นกัน ตอนอยู่เมืองไทยก็ไม่รู้สึกว่า มันส่งเสียงอะไรมากนัก ในขณะที่มันทำงาน แต่หลังจากไปอยู่เมืองนอกนานหลายปี กลับมาเมืองไทยก็ให้ได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศของตัวเอง ดังกวนประสาท (บ้านคนอื่นอาจจะรวยพอที่จะทำให้เครื่องปรับอากาศของเขาไม่ส่งเสียงเลยแม้แต่น้อย) หรือถ้าไม่ได้ยินเสียงเครื่องบ้านของตัวเอง ผมก็จะได้ยินจากเครื่องข้างบ้าน ยามที่ผมนอนไม่เปิดแอร์ ซึ่งในที่สุด ก็ต้องกลับมาเปิดแอร์ ทั้งๆอากาศไม่ได้ร้อนมากนัก พอจะเปิดพัดลมแทนได้ แต่ก็ทนเสียงเครื่องบ้านอื่นมันทำงานไม่ได้

แม้ว่าเสียงหนวกหูในเมืองไทยที่ผมเล่าๆ มานี้ จะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผม แต่ผมก็ไม่เห็นจะมีใครบ่นหรือต่อสู้ในเรื่องนี้ รวมถึงผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีพวกแก๊งแมงกะไซเร่งขับแข่งขันกันที่จะจากโลกใบนี้ไปอยู่แทบทุกคืน เขาเหล่านั้นก็ได้แต่ปลง หรือคิดว่าตนไม่มีทางเลือกในชีวิตมากนัก เพราะคนไทยยังไม่คุ้นชินกับการต่อสู้รักษาสิทธิเสรีภาพในเรื่องเสียงกันเท่าไรนัก ใครออกมาโวยวาย ก็ไม่วายจะถูกหาว่าดัดจริต และมักจะแนะว่า ถ้าทนไม่ได้ ก็ให้ไปหาซื้อบ้านใหญ่ๆ โตๆ อยู่ จะได้ไม่หนวกหูเสียงที่เกิดจากการกระทำของชาวบ้านเขา

เรื่องเปิดวิทยุโทรทัศน์เสียงดังก็มักจะเป็นอะไรที่เราไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาสำคัญ ไปแจ้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็เท่านั้น รวมทั้งพวกที่ใช้ห้องแถวหรือตึกแถวเป็นโรงงานผลิตเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้น น้ำแข็ง ท่อก๊าซ ฯลฯ คนข้างบ้านก็ต้องทนกันไป

ด้วยเหตุนี้ คนไทยจึงไม่เคยคิดว่า การมีสนามบินอยู่ใกล้ๆ หรืออยู่ใกล้ๆ สนามบิน อาจจะเป็นเรื่องซวยได้ แต่เมื่อเจอของจริง ก็ออกอาการใกล้บ้ากันไปหลายหลังคาเรือน ซึ่งถ้าจะหาตัวผู้รับผิดชอบ ก็หนีไม่พ้นรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลทักษิณ และคณะนั่นแหละครับ ที่เร่งรีบให้มีการเปิดใช้สนามบิน หลายคนในคณะรัฐมนตรีก็เคยอยู่ต่างประเทศ บางคนก็เคยอยู่ลอนดอนนานกว่าผมด้วยซ้ำ ถามว่าพวกเขารู้ถึงปัญหาที่ผมว่ามานี้หรือไม่ ?

ผมว่า ถ้าเขาคิด เขาย่อมต้องรู้ ถ้าเขาคิดเพื่อและเผื่อประชาชนที่อยู่ใกล้สนามบินเหล่านั้น เขาย่อมต้องเตรียมมาตรการรองรับมากกว่าที่เป็นอยู่ ของแบบนี้ไม่ควรต้องรอให้ต้องเรียกร้อง ไม่ควรต้องรอให้มีปัญหา เพราะถ้ารอให้เรียกร้อง รอให้มีปัญหา ก็หมายความว่า มีการเผื่อไว้ว่า ประชาชนแถวนั้นอาจทนได้ หรือไม่รู้จักสิทธิ ไม่กล้าเรียกร้อง พูดง่ายๆ ก็คือ เผื่อประชาชนโง่ว่างั้นเถอะ !

งานนี้คงต้องสู้กันต่อไปนะครับ ส่วนพวกที่ไปสร้างที่พักอาศัยเพื่อเก็งกำไรค้าขาย ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะมีเครื่องบินขึ้นลงมากมาย รวมทั้งคนที่ไปอยู่ใหม่ ทั้งๆ ที่รู้ ก็น่าจะได้รับการชดเชยที่แตกต่างจากพวกที่อยู่มาเก่าก่อน หรือใครคิดเห็นอย่างไรก็ลองคุยกันได้นะครับ ส่งมาที่กรุงเทพธุรกิจนี่แหละ