หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ต้นทุนของความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ

คอลัมน์ หอคอยงาช้าง  โดย รศ.ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3874 (3074)

วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค หรือ macroeconomics นั้นก่อกำเนิดในช่วงทศวรรษ 1940 ภายหลังจากที่ บรรดาประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก ต่างประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง (the great depression) ในช่วง ค.ศ.1929-1930

การก่อกำเนิดของวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคนี้ ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญที่บรรดานักวิชาการ ต่างร่วมแสวงหา และคิดค้นแนวคิดทฤษฎีแขนงใหม่ ที่จะสามารถช่วยให้มวลมนุษย์ ไม่ต้องประสบกับความหายนะทางเศรษฐกิจ ดังเช่นเหตุการณ์ the great depression อีก

นับถึงวันนี้ก็เป็นระยะเวลากว่า 60 ปีแล้ว ที่เหตุการณ์หายนะทางเศรษฐกิจที่รุนแรงในระดับเดียวกันกับ เหตุการณ์ the great depression มิได้เกิดขึ้นอีกกับบรรดาประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เศรษฐกิจของบรรดาประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐ กลับมีการขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพนับแต่หลังช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

ศาสตราจารย์โรเบิร์ต ลูคัส (เจ้าของรางวัล โนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1995) ถึงกับกล่าวไว้เมื่อคราวที่แสดงปาฐกถา ในงานสัมมนาประจำปีของสมาคมนักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน (American Economic Association) เมื่อเดือนมกราคมปี 2003 ว่า วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค ได้บรรลุเป้าหมายตามที่นักวิชาการต่างคาดหวังไว้ ในฐานะของศาสตร์ที่สามารถช่วยเหลือมวลมนุษย์ ให้ปลอดจากหายนะทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรงได้

เมื่อพันธกิจที่มุ่งหวังไว้ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีได้เสร็จสิ้นลงด้วยดีแล้ว นับจากนี้ไป นักเศรษฐศาสตร์มหภาค ควรจะมุ่งให้ความสำคัญกับปัญหาใดเล่า

คำตอบที่ลูคัสให้กับพวกเราคือ การแสวงหาหนทาง (หรือทฤษฎี) ที่จะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนในระยะยาวให้ดีขึ้น หรือกล่าวในภาษาที่บ้านเรามักใช้พูดกันก็คือ "มุ่งสร้างแนวทางการพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน" นั่นเอง

ไม่เพียงเท่านั้น ลูคัสยังชี้ให้เห็นว่า นักเศรษฐศาสตร์มหภาคนั้น ควรปล่อยวางเรื่องการบริหารเศรษฐกิจมหภาค เพื่อหวังผลในระยะสั้นได้แล้ว กล่าวคือ ควรลดน้ำหนักความสำคัญที่ให้กับการรักษาเสถียรภาพภาคเศรษฐกิจจริงในระยะสั้น

ทั้งนี้เพราะความผันผวนของภาคเศรษฐกิจจริงที่เกิดในระยะสั้น หรือที่เรียกว่า วัฏจักรธุรกิจนั้น เป็นปรากฏการณ์โดยปกติของเศรษฐกิจในโลกทุนนิยมเสรี ดังนั้นจึงเป็นธรรมชาติที่ภาคเศรษฐกิจแท้จริงต้องเผชิญกับความผันผวน ความไม่แน่นอน และความไร้เสถียรภาพที่อยู่นอกเหนือจากอำนาจการควบคุมของเรา ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราคาน้ำมันที่ถูกกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก รวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อค่าเงินบาท และต่อความต้องการซื้อสินค้าไทยในตลาดโลก

2007feb25p1.jpg (149831 bytes)

หากจะวัดกันโดยใช้กรอบแนวคิดทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ถึงผลได้ที่เป็นรูปธรรม ที่สมาชิกของสังคมจะได้รับจากการที่รัฐบาล ใช้นโยบายสาธารณะเพื่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคในระยะสั้น เราสามารถหยิบเอาเครื่องมือที่ใช้กัน ในวิชาเศรษฐศาสตร์สาธารณะ หรือ public economics มาคำนวณหา "สวัสดิการ" (welfare) ที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากผลของการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคที่ดีขึ้นนั้น

สมมติว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาเลือกใช้นโยบายสาธารณะ ที่มีตัวเลือกคือ นโยบาย A และนโยบาย B โดยรัฐบาลนั้นทราบว่า นโยบายทั้งสองจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่มีผลต่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน ซึ่งแสดงได้ในรูปของการบริโภค CA และ CB ตามลำดับ

ความพึงพอใจของประชาชน หรือ "สวัสดิการ" ที่ได้จากการบริโภคภายใต้แต่ละนโยบาย จะสามารถแสดงได้ด้วยฟังก์ชัน U(CA) และ U(CB) ตามลำดับ นโยบาย A และนโยบาย B ในที่นี้เป็นการจำลองสถานการณ์ที่รัฐบาลเผชิญกับ 2 ทางเลือก คือหนึ่ง ทางเลือกที่จะใช้นโยบายเพื่อบริหารเศรษฐกิจจริงให้ปราศจากความผันผวน (นโยบาย B) หรือปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปโดยมิเข้าแทรกแซง (นโยบาย A)

ในการวิเคราะห์ต่อไปนี้ เราจะกำหนดว่าประชาชนจะมีสวัสดิการที่ดีกว่า (หรือมีความพึงพอใจมากกว่า) ภายใต้การดำเนินนโยบาย B (หรือ U(CB)>U(CA) นั่นเอง)

ทีนี้หากเราจะวัดสวัสดิการที่แตกต่างนั้น โดยคิดให้อยู่ในรูปของสินค้าบริโภคที่ประชาชนจะได้รับเพิ่มขึ้นมา หากรัฐบาลเปลี่ยนจากนโยบาย B มาเป็นนโยบาย A ว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใด นัยของการคิดคำนวณนี้ จะบ่งชี้ถึงประโยชน์ที่จะตกแก่ประชาชน หากนโยบาย B ได้มีการนำมาใช้แทนนโยบาย A

แนวคิดข้างต้นนี้ ในทางคณิตศาสตร์คือ การหาค่า W ที่ทำให้ U(CB)=U((1+W)CA) นั่นเอง

ลูคัสนำข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคของประเทศสหรัฐมาใช้คำนวณหาค่า W หรือที่เรียกว่า "welfare cost" ของวัฏจักรธุรกิจ และพบว่าหากขจัดความผันผวนในระยะสั้น หรือวัฏจักรธุรกิจให้หมดสิ้นไปจากเศรษฐกิจสหรัฐ สวัสดิการของประชาชนสหรัฐจะเพิ่มขึ้น จากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คิดเป็นสัดส่วนของผลผลิตประชาชาติมวลรวม เพียงแค่ .0005 เท่านั้น

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ค่าที่คำนวณได้นี้ไม่สูงมากนัก คือความผันผวนในตัวการบริโภค หรือผลผลิตมวลรวมของประเทศสหรัฐ นับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมานั้น มีค่าไม่มากเท่าใดนัก โดยนักเศรษฐศาสตร์เราใช้ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (หรือ standard deviation) ของข้อมูลอนุกรมเวลาที่หักเอาส่วนที่เป็นแนวโน้ม (หรือ trend) ออกไปแล้ว

ตัวเลขค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลผลิตมวลรวม และการบริโภคมวลรวมของประเทศสหรัฐ มีค่าเท่ากับ 0.0172 และ 0.0122 ตามลำดับ งานศึกษาจำนวนไม่น้อยแสดงให้เห็นว่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลผลิตมวลรวมของประเทศสหรัฐนั้น เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้ด้วยเครื่องมือทางนโยบายการเงินหรือการคลัง

ดังนั้นหากเราไม่สามารถขจัดให้ค่า 0.0172 หรือ 0.0122 กลายเป็นศูนย์ได้ ประโยชน์ที่ตกแก่ประชาชนย่อมจะต้องมีค่าน้อยกว่า W ที่ลูคัสคำนวณได้อย่างแน่นอน เมื่อหันมาดูตัวเลขของเมืองไทยกันบ้าง ผมลองเอาตัวเลขผลผลิตมวลรวมรายไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 1993 จนถึงไตรมาสที่สามของปี 2006 มาคำนวณหาส่วนที่เป็นวัฏจักรธุรกิจดู โดยเอาข้อมูลอนุกรมเวลาของ GDP รายไตรมาส มาขจัดส่วนที่เป็น trend ออกไป แล้วจึงนำมาคำนวณหาค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (ดูตารางประกอบ)

จากการคำนวณพบว่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของไทยนั้นมีค่าเท่ากับ 0.036 หรือราว 2 เท่า ของค่าที่พบในงานศึกษาของประเทศสหรัฐ คิดอย่างหยาบๆ "welfare cost" ของวัฏจักรธุรกิจในกรณีของประเทศไทย อาจอยู่ในราว 2 เท่าของประเทศสหรัฐด้วยเช่นกัน หรือในราวร้อยละ .001 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ หากรัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อขจัดความผันผวนระยะสั้น ผลได้ที่จะตกแก่ประชาชนคิดได้เป็นมูลค่าในหลักสิบล้านบาท (.001 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ) เทียบได้เท่ากับเศษเสี้ยวของมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในยามตลาดซบเซาเลยทีเดียว

หน้า 49