หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ร่วมหยุดแปรรูปจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3873 (3073)

การคอร์รัปชั่นทางนโยบายเป็นตราบาปของสังคมไทยมานาน และมาทวีความรุนแรงสูงสุดในยุครัฐบาลทักษิณ โดยมีตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด คือ การแปรรูปการท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการสนามบินสุวรรณภูมิอัปยศที่เป็นมรดกบาปให้คนไทยต้องอับอายขายหน้าไปทั่วโลกอีกไม่ต่ำกว่า 100 ปี จนกว่าสนามบินจะพัง และจะต้องถมเงินลงไปอีกมากกว่าสร้างสนามบินใหม่อีก 2-3 สนามในระยะยาว

ร่าง พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่กำลังพิจารณากันอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนี้ จะกลายเป็น "มรดกบาป" อีกชิ้นหนึ่งที่จะสร้างความหายนะให้กับสังคมไทยอย่างไม่มีทางเยียวยาได้อีก เพราะว่าสถาบัน และทรัพย์สินที่เป็นป้อมปราการทางปัญญาของชาติ จะถูกแปรรูปเป็นองค์กรธุรกิจที่แสวงหาประโยชน์ จากอสังหา ริมทรัพย์ใจกลางเมืองที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท แทนที่จะเป็นป้อมปราการทางปัญญา ที่มีจุดมุ่งหมายรับใช้คนทั้งชาติทางด้านให้การศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีปัญญาและคุณธรรมให้กับสังคม

หลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ระบุว่าต้องการปรับปรุงการศึกษา ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคม เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการที่เป็นอิสระและมีความคล่องตัว มีคุณภาพและประสิทธิภาพ และความเป็นเลิศทางวิชาการ

หลักการและเหตุผลนี้ขาดประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การให้บริการการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่คำนึงถึงการหากำไร เพราะว่าทรัพย์สินและงบประมาณนั้นมาจากเงินภาษีอากรของประชาชน ประสิทธิภาพและความเป็นเลิศของคนกลุ่มน้อย หรืออภิสิทธิ์ชนที่มีโอกาสมีแต่จะสร้างช่องว่างและความแตกแยกในสังคม ความเท่าเทียมทางการศึกษา จึงควรจะเป็นเหตุผลหลัก ถ้าหากว่าจะมีการแปรรูปกัน

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความพร้อมที่สุดที่จะนำรายได้และที่ดินมาพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยและพัฒนา (R&D) แห่งชาติ เพราะว่ามีความพร้อมที่สุดทั้งด้านบุคลากร รายได้ และพื้นที่ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในวิสัยทัศน์ของร่าง พ.ร.บ.นี้ มีแต่คิดจะนำที่ดินมาให้เอกชนหารายได้เชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ยังไม่มีการพูดถึงหลักการสวัสดิการและผลตอบแทนของอาจารย์อย่างเป็นธรรมเหมือนอัยการ หรือผู้พิพากษา

การเมืองแทรกมหาวิทยาลัย

ร่าง พ.ร.บ.นี้ โยงเอาสถาบันที่เป็นปราการทางปัญญาของชาติไปผูกกับการเมือง โดยมอบให้ รมต.เป็นผู้รักษาการในมาตรา 52 และในมาตรา 15 ยังมอบอำนาจให้การโอนจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ของจุฬาฯที่ ต.ปทุมวัน จ.พระนคร ให้กระทำได้โดยการออกพระราชบัญญัติ

ทรัพย์สินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งได้มาจากเงินบริจาคของราษฎรที่เหลือจากสร้างอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า รวมกับการบริจาคของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 จะต้องกำหนดให้เป็นสมบัติสาธารณะอย่างถาวรคู่กับแผ่นดินไทย มิใช่ให้ถ่ายโอนได้โดยนักการเมือง

รมต.นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ทางการเมืองและอยู่ชั่วคราว บางคนก็ไม่มีความรู้ทางด้านการศึกษามาก่อนอย่างสิ้นเชิง ถ้าหากว่าให้อำนาจมากำกับมหาวิทยาลัยแล้วอนาคตของชาติมิวังเวงหรือ

ด้านการบริหาร

การกำกับมหาวิทยาลัยควรใช้ระบอบประชา ธิปไตยที่โปร่งใสโดยการตั้งสมัชชามหาวิทยาลัย ที่ประกอบด้วยอาจารย์ และฝ่ายบริหารทุกคนของมหาวิทยาลัยเป็นสมาชิก และเป็นผู้ใช้เสียงข้างมาก เลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัย มาเป็นฝ่ายบริหาร โดยการกำหนดบรรทัดฐาน และคุณสมบัติของนักบริหารมืออาชีพมาใช้ และไม่จำเป็นต้องเป็นคนในมหาวิทยาลัย และไม่จำเป็นต้องใช้ดุษฎีบัณฑิตเป็นคุณสมบัติ เพราะว่าการบริหาร กับปริญญาเอกเป็นคนละเรื่องกัน และได้สร้างปัญหามาก่อน เช่น ให้นักสังคมศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ นักกฎหมาย นักบัญชี สถาปนิก หมอ นักวิทยาศาสตร์ หรือวิศวกรมาเป็นผู้บริหาร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มิใช่นักบริหารที่เรียนมาทางบริหารองค์กร มหาวิทยาลัยทุกแห่งจึงไร้ประสิทธิภาพ และด้อยพัฒนา มิใช่ว่าไร้ประสิทธิภาพเพราะว่าอยู่ในระบบราชการอย่างที่ชอบอ้างกัน

สมัชชามหาวิทยาลัยมีอำนาจตรวจสอบและเป็นผู้กำหนดนโยบายและกำกับกรรมการสภามหาวิทยาลัย มิใช่อย่างที่กำหนดไว้ในร่างที่ไม่โปร่งใสทั้งเรื่องกระบวนการคัดเลือกและการ ตรวจสอบ

ในอเมริกาใช้ระบบประมูลตัวหรือเสนอชื่อซีอีโอที่มีความสามารถ แล้วทาบทามเข้ามาเป็นผู้บริหาร ที่ถูกควรจะต้องแยกการบริหารทั่วไปออกจากการบริหารทางวิชาการ

ปัญหาความล้าหลัง และไร้ประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยไทยที่ผ่านมา เกิดจากการไม่แยกตำแหน่งบริหารออกจากกัน แต่ให้นักวิชาการซึ่งไม่เชี่ยวชาญด้านวิธีบริหารการเงิน การพัสดุ ไม่เชี่ยวชาญด้านการจัดการบุคลากร ไม่เชี่ยวชาญเรื่องกฎระเบียบ การวางแผนปฏิบัติการ ซึ่งเป็นศาสตร์อีกศาสตร์หนึ่งมาเป็นฝ่ายบริหาร

ในร่าง พ.ร.บ.นี้ยังย่ำอยู่กับที่ โดยกำหนดคุณสมบัติของอธิการบดีไว้ว่าต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาเอกหรือเทียบเท่า แทนที่จะกำหนดจากคุณสมบัติของการเป็นนักบริหารองค์กรที่มีผลงานที่พิสูจน์ และเป็นที่ยอมรับมาแล้วอย่างภาคเอกชน

ผมเคยทำงานอยู่ กว่ามีการเปิดรับสมัครตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงหรือซีอีโอแล้วมีผู้สมัครที่มีปริญญาเอก หรือดุษฎีบัณฑิตสมัครมาแข่งด้วย ทางบริษัทจะจัดลำดับผู้ได้ดุษฎีบัณฑิตไว้รั้งท้ายสุดในการเรียกมาสัมภาษณ์ เพราะเขาพิจารณาว่าพวกนี้ไม่สามารถสื่อสารกับคนรอบข้างได้ อาจจะเก่งแต่ในห้องเรียน หรือในห้องแล็บ (ทดลองวิจัย) เท่านั้น โดยเฉลี่ยแล้วไม่สามารถจะบริหารองค์กรที่มีบุคลากรมากมายได้ สถาบันการศึกษาไทยจึงล้าหลังในด้านนี้ ที่กำหนดคุณสมบัติของอธิการบดีไว้ว่า ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาเอก หรือเทียบเท่า

ในมาตรา 72 กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีเดิมดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีก 6 เดือน เมื่อเริ่มใช้ พ.ร.บ.นี้ ซึ่งหมายความว่า ในช่วง 6 เดือนนี้ผู้บริหารสามารถลงนามทำธุรกรรม หรือทำสัญญาที่มีมูลค่าเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาทได้ก่อนพ้นตำแหน่ง

กรณีการจัดซื้อรถดับเพลิงฉาวของ กทม. อดีตผู้ว่าฯ กทม.ลงนามจัดซื้อในวันสุดท้ายที่ตนดำรงตำแหน่งซึ่งสร้างปัญหา และคดียังสอบสวนกันอยู่จนถึงทุกวันนี้

ในมาตรา 19 ไม่มีการกำหนดวาระการพ้นตำแหน่ง กำหนดไว้เพียงดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี แต่อาจได้รับแต่งตั้ง ได้รับเลือกตั้งใหม่อีกได้ ซึ่งหมายความว่าอาจจะผูกขาดไว้ตลอดชีพได้ เพราะ กม.ไม่ได้ห้ามไว้

ในกรณีพ้นจากตำแหน่งก็ระบุอย่างมีเลศนัย เช่น ต้องเคยถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ซึ่งแปลว่าถ้าถูกฟ้องคดีแพ่ง คดีฉ้อโกง คดีผิดลูกเมียผู้อื่น (พนักงานสาวของมหาวิทยาลัย) ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่ไม่มีโทษจำคุก หรือถูกคดีที่ศาลสั่งรอลงอาญา ก็ยังดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไปได้

มาตรา 18 กำหนดให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยมีเพียง 15 คน โดยไม่ได้ระบุชัดเจนแต่บอกไว้เพียงว่า ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเขียนไว้อย่างไรก็ได้

สิ่งที่ควรจะกำหนดไว้ คือ กรรมการสภามหาวิทยาลัยจะต้องมาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของอาจารย์ทั้งมหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบเป็นสมัชชามหาวิทยาลัยด้านสิทธิของอาจารย์และพนักงานของมหาวิทยาลัย

มาตรา 12 กำหนดว่า กิจการของมหาวิทยาลัยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายเงินทดแทน

หากมีการนำ พ.ร.บ.นี้มาใช้ ก็แปลว่าอาจารย์ทุกคนมีสิทธิ์ถูกลอยแพเมื่อไรก็ได้ อาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ คงจะอยู่ไม่ได้ แม้ว่าต้องการจะอยู่ เพราะขาดกฎหมายแรงงานคุ้มครอง ความเป็นอิสระ และเสรีภาพทางวิชาการ บทบาทของการเป็นผู้นำทางปัญญาของสังคม ที่คอยช่วยถ่วงดุลการดำเนินนโยบายที่ไม่ถูกต้องของรัฐบาล หรือฝ่ายบริหารก็จะถูกบังคับให้สิ้นสุดลงด้วยการที่ขาดกฎหมายมาคุ้มครอง อาจารย์จะมีสภาพเหมือนอยู่ใน animal farm หรือสัตว์ในคอกของฝ่ายบริหาร

ด้านการบริหารจัดการทรัพย์สิน

มาตรา 13 กำหนดให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่ซื้อ ขาย จ้าง รับจ้าง จัดหา โอน รับโอน ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน และจำหน่าย หรือทำนิติกรรมใดๆ ตลอดจนถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง หรือมีทรัพยสิทธิ์ต่างๆ ในทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย หรือมีสิทธิในหรือหาประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา และจำหน่ายทรัพย์สินทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร

มาตรา 13 (4) กู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สินและการลงทุนหรือการร่วมทุน

การกำหนดเช่นนี้หมายความว่ามหาวิทยาลัย สามารถนำอสังหาริมทรัพย์ไปจำนองหรือจำนำหรือค้ำประกันเงินกู้ หรือค้ำประกันการร่วมทุนได้ หากว่าการร่วมทุนนั้นขาดทุน ทรัพย์สินของแผ่นดินก็ถูกยึดออกไปขายถูกๆ ได้ มีบทเรียนจากการพังพินาศของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเชื้อปะทุเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ที่น่าจะได้เรียนรู้และจดจำกัน

มาตรา 13 (8) จัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล รวมตลอดถึงการลงทุน หรือร่วมลงทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลใด เพื่อดำเนินกิจการที่เกี่ยวกับ หรือต่อเนื่องกับกิจการของมหาวิทยาลัย หรือนำผลการค้นคว้าวิจัยไปเผยแพร่ หรือหาประโยชน์เพื่อเป็นรายได้ของมหาวิทยาลัย

มาตรานี้เปิดช่องให้นำทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไปร่วมหารายได้กับบุคคลภายนอก ซึ่งเปิดช่องให้มีการคอร์รัปชั่นได้อย่างกว้างขวาง โดยวิธีการทำนิติกรรมอำพราง

มาตรา 14 เขียนไว้เช่นเดียวกับ พ.ร.บ. องค์การมหาชน คือ รัฐบาลพึงจัดสรรให้แก่มหาวิทยาลัยโดยตรง เป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย แต่รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และกฎหมายว่าด้วยงบประมาณ มาตรานี้ได้ซ่อนเงื่อนไว้ให้เกิดการคอร์รัปชั่นโดยการนำเงินไปใช้จ่ายได้ตามสบาย เพราะว่าไม่ต้องทำตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยงบประมาณ เพราะว่าตาม พ.ร.บ.นี้ มหาวิทยาลัยเป็นนิติบุคคล รัฐจะเข้ามายุ่มย่ามกำหนดนโยบายไม่ได้อย่างง่ายๆ แต่ต้องผ่านขั้นตอนมากมาย หรือต้องใช้อำนาจศาล

ด้านการตรวจสอบ

ด้านการตรวจสอบ ก็ยังไม่วายมีการวางหมากเอาไว้ โดยมาตรา 48 กำหนดให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือบุคคลภายนอกซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

ประเด็นสำคัญที่หมกเม็ดไว้ คือ หรือบุคคลภายนอกที่สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง ไม่จำเป็นต้องเป็นสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็ได้ ทั้งนี้เพราะเขียนไว้ให้เลือกใช้ มิใช่บังคับไว้ว่าต้องให้ สตง.เป็นผู้ตรวจสอบ ดังนั้นจึงเปิดช่องให้จ้างสำนักบัญชี ที่มีความสัมพันธ์กับฝ่ายบริหาร มาเป็นผู้ตรวจสอบ แล้วจะได้ความจริงออกมาได้อย่างไร

สรุป

ทางออกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการปรับปรุงประสิทธิภาพ และความเป็นเลิศใน พ.ร.บ.ใหม่ คือ

1.จะต้องกำหนดให้กรรมสิทธิ์ทุกประการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นของรัฐอย่างถาวร และตลอดไป มิใช่เป็นนิติบุคคล หรือองค์การมหาชน

2.ส่วนด้านการบริหารก็ใช้วิธีการของระบอบประชาธิปไตยโดยการให้อาจารย์และฝ่ายบริหารทั้งมหาวิทยาลัย เป็นสมาชิกสมัชชาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วเป็นผู้เลือกอธิการบดี เลือกกรรมการสภา และเลือกกรรมการตรวจสอบการเงิน กรรมการประเมินผลงาน และกรรมการอื่นๆ

3.ส่วนรายได้ที่เหลือจากการพัฒนาด้านการศึกษา การอุดหนุนการวิจัย การอุดหนุนนิสิตก็ต้องส่งเข้าคลัง

4.เกณฑ์ของเงินเดือนของอาจารย์ควรจะเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ของอัยการ หรือผู้พิพากษาแทน

5.มหาวิทยาลัยควรขยายพื้นที่สร้างห้องทดลองและรับงานวิจัยและทดลอง (R&D) จากภาคเอกชนเพื่อนำรายได้เข้ามหาวิทยาลัย และจ่ายผลตอบแทนให้อาจารย์และพนักงานอย่างเป็นธรรมสมกับความเป็น "มันสมอง" ของชาติ โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยา ศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ ฯลฯ เพื่อจะได้กลายเป็นเสาหลักในการพัฒนาประเทศทางด้านอุตสาหกรรมและด้านเทคโนโลยีอื่นๆ

6.การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ควรสร้างเป็นเมืองมหาวิทยาลัย (university town) ที่เน้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น ถนนหนังสือ โดยคิดค่าเช่าถูกๆ ให้กับสำนักพิมพ์มาเปิดร้านเพื่อขายหนังสือในราคาถูก เพราะปัจจุบันร้านหนังสือถูกผูกขาดไปแล้ว สำนักพิมพ์เล็กๆ อยู่ไม่ได้ นอกจากนี้ก็ควรจะส่งเสริมธุรกิจ หรือสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและทดลอง (R&D) ด้วย มิใช่ธุรกิจฟุ่มเฟือยและการบันเทิงอย่างที่เป็นอยู่

หน้า 49